ข้อดี-ข้อเสีย การออม Vs การลงทุน แตกต่างกันอย่างไร

คำแนะนำที่เราได้ยินกันประจำคือให้เราทุกคนรู้จักการวางแผนการเงินเพื่อเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน มีหลากหลายคำแนะนำบ้างก็ว่าให้ออมเงิน บางคนก็บอกให้เอาเงินไปลงทุน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกการเก็บเงินเพื่ออนาคตอย่างไรระหว่างการออมและการลงทุน 

เราจึงได้นำเอาทั้ง 2 วิธีนี้มาจำแนกให้มองเห็นภาพว่ามีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างไรส่วนใครจะเลือกใช้วิธีไหนนั้นก็ตามแต่ความเหมาะสมของตัวท่านเอง

การออม หมายถึง รายได้เมื่อหักรายจ่ายแล้วจะมีส่วนซึ่งเหลืออยู่ ส่วนของรายได้ที่เหลืออยู่ซึ่งไม่ได้ถูกใช้สอยออกไปนี้เรียกว่า เงินออม โดยทั่วไป การออม จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีรายได้มากกว่าการจ่ายของเขา ทางที่จะเพิ่มเงินออมให้แก่ บุคคล อาจทำได้โดย การพยายามหาทางเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นด้วยการทำงานมากขึ้น ใช้เวลาว่างในการหารายได้พิเศษ หรือการปรับปรุงงาน ที่ทำอยู่ให้มีประสิทธิภาพมีรายได้สูงขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้น การลดรายจ่าย ลงด้วยการรู้จักใช้จ่าย เท่าที่จำเป็น และเหมาะสมก็จะทำให้มีการออมเกิดขึ้นได้เหมือนการลงทุน หมายถึง การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออมปัจจุบัน ให้ได้รับผลตอบแทนจากการใช้จ่ายนั้นในอนาคต ซึ่งผู้ลงทุนเชื่อว่า เงินสดหรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่จะได้รับคืนนั้น จะสามารถชดเชยระยะเวลา อัตราเงินเฟ้อ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า 

หรืออาจกล่าวได้ว่า การลงทุนเป็นการออมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น โดยที่จะต้องยอมรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้นการตัดสินใจลงทุน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังไว้และ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จากการลงทุน

5 ข้อดีของการออม

1.เป็นการสร้างเสริมความมีวินัยทางด้านการเงินให้กับตนเองการเก็บออม

เป็นการสร้างวินัยที่ดีวิธีหนึ่ง เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายและวางแผนการออมแล้ว เราก็ต้องมีความสม่ำเสมอในการเก็บเงิน เช่นเราวางแผนไว้ว่าจะออมเดือนละ 2,000 บาท เราก็ต้องมีวินัยเก็บออมให้ได้ทุกเดือน การออมเงินจึงเป็นการสร้างวินัยให้กับตัวเราได้เป็นอย่างดี

2.มีเงินสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

การออมเบื้องต้นให้เก็บอย่างน้อย 10% ของเงินเดือน เอาไปใส่ไว้ในบัญชีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน และจำนวนเงินที่ควรเก็บให้ได้อย่างน้อยก็ประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำของเรา สมมุติว่าเราใช้จ่ายเงินเดือนละ 20,000 บาท เราก็ควรมีส่วนของเงินออมเผื่อฉุกเฉินไว้ประมาณ 60,000-120,000 บาท การเก็บออมเผื่อภาวะฉุกเฉินของชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้น ๆ ที่ต้องมีสำหรับคนทำงาน

3.มีเงินไว้สำหรับการลงทุนสร้างอาชีพที่เราชอบในอนาคต

เป็นข้อดีสำหรับคนที่ต้องการเป็นนายตัวเอง หรืออยากจะมีกิจการธุรกิจเป็นของตัวเอง การเก็บออมเงินเพื่อเป้าหมายในการลงทุนธุรกิจ ที่เราได้เก็บออมไว้แล้วนั้น จะสามารถทำให้เราออกมาสร้างตัวสร้างธุรกิจของตนเองได้เร็วกว่าคนที่ไม่มีเงินออม

4.มีเงินเก็บไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ

หากต้องการเป็นคนชราที่ร่ำรวยและใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณค่า ก็ต้องวางแผนการออมสำหรับอนาคตไว้เสียตั้งแต่ตอนนี้ เพราะเงื่อนไขของเวลาจะทำให้เป้าหมายการออมสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น ยิ่งเริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่เงินออมของเราก็จะมากขึ้นเท่านั้น

5.เงินออมสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้

พื้นฐานของความมั่งคั่งร่ำรวย คือการเก็บออม เมื่อเราสามารถเก็บออมเงินได้จำนวนหนึ่ง เราสามารถเอาเงินออมไปต่อยอดให้ออกดอกออกผลได้ด้วยการลงทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจ ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ลงทุนในตราสารการเงินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนมูลค่าของเงินออมให้มากขึ้นและสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ในที่สุด

4ข้อดีของการลงทุน

1. การลงทุนเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างทวีคูณ
หมายความว่า มันสามารถทำให้เงินจากที่มี 5 บาทนั้นเพิ่มเป็น 10 บาทโดยที่เราไม่ต้องลงแรงอะไรเช่นเรามีเงินเก็บอยู่แล้วสัก 10,000-20,000 เอาไปซื้อทองสักบาทมาไว้ พอนานไปราคาทองคำขึ้นก็เอาทองที่เรามีนั้นไปขาย ทำกำไรได้เพิ่มมากขึ้นอีก ฉะนั้นแล้วการลงทุนกับสิ่งที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์,หุ้น,ทองคำ,ที่ดิน,บ้าน,คอนโด ต่างๆ นานวันไปยิ่งจะมีการเพิ่มมูลค่าขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

2. การลงทุน ช่วยให้เรามีเงินเก็บเร็วขึ้น
หากการลงทุนนั้นประสบความสำเร็จเงินทุนของเราจะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรคืนกลับมาเพิ่มสินทรัพย์ที่เรามีให้มากขึ้นและรวดเร็วกว่าการเก็บออมที่ต้องใช้เวลามากกว่า แต่ทั้งนี้ในด้านการลงทุนนั้นก็มีหลายตัวเลือกที่เป็นปัจจัยให้เราต้องศึกษาว่าจะเลือกลงทุนกับอะไรที่น่าจะดีที่สุด คำว่าการลงทุนมีความเสี่ยงนั้นเป็นจริงเสมอแต่ถ้ารู้จักวางแผนการลงทุนดีๆ ความเสี่ยงที่ว่าก็จะน้อยตามไปด้วย

3. การลงทุน ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน
เมื่อเรามีเงินเก็บมากขึ้นในยามที่เราประสบกับปัญหา เงินที่ได้จากการลงทุนของเราจะช่วยเราได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรหลาน ค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่ยามแก่ชรา ค่าใช้จ่ายในการสร้างครอบครัว เป็นต้น และนอกจากนั้นการลงทุนยังเสริมสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตเราด้วยการลงทุนซื้อประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองตามแบบที่เราต้องการได้เลย ไม่ว่าจะเจ็บป่วยมีปัญหาสุขภาพต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลก็สามารถเบิกเอาประกันภัยได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นการวางแผนการลงทุนก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก

4. การลงทุนทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
หลายคนคิดว่าการลงทุนจะยิ่งทำให้เครียดหรือแก่ไวเพียงในทางกลับกันการลงทุนก็ทำให้เกิดความสุขได้ สุขที่ได้มีเงินเข้ามาแบบไม่ขาดสาย สุขที่ได้เห็นจำนวนเงินเพิ่มขึ้นในทุกเดือน สุขที่มีเงินไว้จับจ่ายใช้สอยเต็มที่ สุขที่ได้มีเวลาใช้ชีวิตทำสิ่งอื่นแบบไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน แต่การจะเป็นสุขเช่นที่กล่าวมาได้เราก็ต้องมีวินัยในการลงทุนพอสมควร และควรเลือกการลงทุนในแบบที่ถูกต้องเหมาะสมกับตัวเองที่สุดด้วย

ตารางความแตกต่างระหว่าง การออมและการลงทุน

การออม

ข้อดี
เป็นการสะสมเงินที่เราเอามาใช้ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน
ทำให้เรามีวินัยในการใช้เงินมากขึ้น
ไม่มีความเสี่ยง
สร้างความมั่นใจในระยะยาวได้
ข้อเสีย
ใช้ระยะเวลาในการเก็บนาน
จำนวนเงินที่เก็บนั้นเพิ่มพูนได้ช้า
จำนวนเงินไม่สูงมาก

การลงทุน

ข้อดี
ให้ผลตอบแทนที่สูงตามประเภทการลงทุน
สร้างวินัยทางการเงินให้เราได้
มีรูปแบบการลงทุนให้เลือกมากมาย
สร้างความมั่นคงในระยะยาวได้อย่างดี
จำนวนเงินที่ได้มีมากกว่าหากประสบความสำเร็จในการลงทุน
ข้อเสีย
ไม่สามารถนำเงินมาใช้ได้ในทันทีมีระยะเวลาในการลงทุน
มีความเสี่ยงมากน้อยตามแต่ประเภทการลงทุน
ต้องรู้จักการวางแผนการลงทุน ควบคู่ด้วย
ข้อดี-ข้อเสียในการออมและการลงทุนนั้นมีดีและไม่ดีแตกต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเราสามารถใช้ทั้งสองวิธีผสมผสานกันได้แต่ต้องมีวินัยในการใช้เงินมากพอสมควร การวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ต้องมีแผนสำรองในกรณีฉุกเฉินไว้ด้วยเช่นกัน และการออมหรือการลงทุนหากเราเริ่มต้นได้ไวลงมือทำได้เร็วก็ยิ่งจะเห็นประโยชน์มากขึ้นในอนาคตด้วย

9 วิธี ออมเงิน แบบชิลๆ แต่ได้ผล

พูดถึงคำว่า ออมเงิน เราคงจำคำสอนของพ่อแม่ได้นะครับ ว่ามีเงินก็ต้องเก็บออม ได้ค่าขนมก็ใช้ให้เหลือ เก็บมาหยอดใส่กระปุกออมสิน ตอนเด็กๆ ก็พอจะทำได้บ้างอยู่หรอก แต่พอโตขึ้น รู้สึกว่าการออมเงินแม้แต่จำนวนสักเพียงนิดจากเงินเดือน ทำไมถึงทำยากขนาดนี้
มีคนจำนวนมากที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการวางแผนจัดการเงิน ทำให้เราไม่มีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือน เผลอๆ กลับมีหนี้บัตรเครดิตจนคนรอบข้างเอือมก็มีนะครับ

เรื่องน่าอ่าน: คนรวยเขา ออมเงิน กันยังไง

การออมเงิน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเรื่องยากครับ เรามาดูวิธีการออมเงินง่ายๆ 5 วิธี ที่จะช่วยให้คุณออมเงินได้อย่างชิลๆ กันครับ

1. ออมวันละ 20 บาท

เงิน 20 บาท ฟังดูน้อยมากเลยใช่ไหมครับ แล้วแบบนี้จะออมเงินเป็นก้อนได้จริงๆ หรอ? บอกเลยว่าอย่าดูถูกธนบัตรใบน้อยครับ หากคุณทำติดต่อกันเป็นระยะเวลา 1 เดือน (วันหยุด ก็อย่าหยุดออม นะครับ) คุณจะมีเงินออมถึง 600 บาท แล้วถ้าออมติดต่อกัน 1 ปีล่ะ? คุณจะมีเงินออมถึง 7,300 บาทเลยล่ะ! (ห้ามแกะเงินออกมาใช้ล่ะ!)
สำหรับคนที่มองว่า ยังไงก็น้อยไปอยู่ดี อาจจะเปลี่ยนจาก 20 บาทเป็นออมวันละ 50 บาท หรือ 100 บาทก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การสร้างนิสัยการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างวินัยการออมเงินของตนเอง อย่าหาข้ออ้างนะครับ ใกล้สิ้นเดือนแล้ว ขอตามใจตัวเองหน่อยด้วยการนำเงินที่ต้องออมไปใช้ เพราะเมื่อคุณทำอย่างนั้นครั้งหนึ่ง ครั้งต่อๆ ไปก็จะตามมา สุดท้ายก็ออมเงินแทบไม่ได้เหมือนเดิมครับ

2. มีสลึง พึงบรรจบ ให้ครบบาท …

หากวันนี้เราไปทำงาน ใช้เงินยังไงหากเราไม่พยายามจะใช้ให้หมดก็จะต้องได้เศษเงินทอน ได้เหรียญกลับมาบ้านแน่นอน จริงไหมครับ ก็ออมเหรียญนี่ล่ะครับ ได้มาเท่าไหร่ ก็เก็บใส่กระปุก อย่าเอาออกมาใช้ อาจจะใช้ขวดน้ำ กระป๋องอาหารล้างแล้วเจาะรูหยอดเหรียญ ทำเป็นกระปุกออมสินแบบแนวๆ ก็ได้ครับ ผมแนะนำใช้ขวดน้ำ หรือพาชนะใสๆ เพราะเราหยอดทุกวันๆ เห็นจำนวนเหรียญมันเพิ่มขึ้นๆ เป็นกำลังใจให้เราออมต่อไปได้ครับ

3. แบ่งเงินใส่ถุง

ให้คุณลองสังเกตตัวเองดูว่า เฉลี่ยแล้วในแต่ละวันเสียเงินไปประมาณกี่บาท บวกเงินเข้าไปอีกนิดหน่อยเผื่อมีอะไรฉุกเฉิน หาตัวเลขกลมๆ ไว้ แล้วให้นำเงินมาใส่ถุงเพื่อใช้ในแต่ละวัน เช่น หากคุณใช้เงินวันละไม่เกิน 200 บาท ก็อาจจะใส่ซองไว้ 250 บาท เป็นจำนวนซองเท่าจำนวนวันในเดือนนั้น จากนั้นก่อนออกไปเรียนหรือไปทำงาน ก็หยิบซองเงินมาหนึ่งซอง การทำอย่างนี้จะช่วยให้คุณใช้เงินในจำนวนจำกัด ที่เหลือจะได้ออมหมด และฝึกให้คุณวางแผนจัดการเงินในมืออย่างมีคุณค่ามากที่สุดด้วย

4. กินแค่ 150 ถ้าเกิน ต้องหยอดกระปุกตามที่เกิน

กำหนดเลยว่า ภายในหนึ่งวัน คุณต้องใช้เงินไปกับค่าอาหารแค่ประมาณ 100 บาทเท่านั้น หากเกินกว่านี้ เช่น คุณจ่ายค่าอาหารไป 200 บาทวันนี้ แสดงว่าคุณต้องหยอดกระปุกเป็นเงิน 50 บาท วิธีนี้นอกจากจะได้จำกัดงบประมาณตนเองในการเลือกซื้ออาหาร ยังได้ออมเงินเพิ่มอีกนิดๆ ด้วย แบบนี้เงินเก็บหนาแน่นอน

5. มีหลายๆ กระปุก

สำหรับวิธีนี้ ง่ายๆ เลยก็คือ ให้หากระปุกมาหลายๆ กระปุก จากนั้นก็เขียนแปะลงไปบนแต่ละกระปุกเลยว่า อันนี้เก็บไปจ่ายอะไร เช่น ค่ารองเท้าทำงานคู่ใหม่ ค่าทริปไปต่างประเทศ เป็นต้น การทำอย่างนี้จะช่วยให้กำลังใจให้คุณในการออมเงินเพื่อเป้าหมายอะไรบางอย่าง คุณอาจนำวิธีออมเงินอื่นๆ มาประยุกต์ใช้กับวิธีนี้ด้วยก็ได้ ถึงเวลาที่จะต้องใช้เงิน ก็แคะกระปุกมานับดู

6. หักเศษเงินเดือน

สมมุติ คุณได้เงินเดือน 14,570 บาท ก็ลองเอา 570 บาทที่เป็นเศษออกมาเก็บไว้ เท่านี้ก็ได้รู้แล้วว่า อย่างน้อยๆ เนี่ย เดือนนี้ฉันมีเงินเก็บ 570 บาทแล้วนะ ง่ายๆ เลยใช่ไหมล่ะ นี่ยังไม่รวมกับการใช้วิธีอื่นๆ อีกในการออมเงินอีกนะเนี่ย

7. เจอแบงค์ใหม่ อย่าใช้

ถ้าคุณได้ธนบัตรใหม่ที่ใบยังสวยๆ เหมือนกับยังไม่เคยผ่านมือใครมาก่อน ให้คุณเก็บไว้เลย ซึ่งคุณอาจถามกลับว่า ถ้าไปกดเงินมา หรือไปธนาคารแล้วได้ธนบัตรใหม่มาทั้งหมดเลย แต่ต้องกินต้องใช้นี่? ก็ถ้าเป็นธนบัตร 1,000 หรือ 500 บาท ยังไงก็ต้องนำไปใช้แหละเนอะ แต่ถ้าเจอธนบัตรย่อยๆ อย่าง 100 หรือ 50 บาท อย่างนี้อย่าใช้ รีบเก็บเลย

8. ออมเท่าค่ากาแฟ

คุณเป็นหนึ่งในคนที่ซื้อกาแฟทุกเช้าเพื่อให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าพร้อมทำงานหรือเปล่า? ยิ่งซื้อจากร้านชื่อดังบางร้านแล้ว มูลค่าแทบจะเทียบเท่าอาหาร 3 มื้อเลยด้วยซ้ำ วิธีนี้จะช่วยให้คุณได้มองเห็นว่า การซื้อกาแฟจากร้าน ซึ่งดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย จริงๆ แล้วเมื่อทำทุกวัน จะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายตรงนี้แหละที่ทำให้เงินออมเราหายไปเป็นจำนวนมาก
สมมุติคุณซื้อกาแฟทุกวันที่ไปทำงาน ราคาแก้วละ 70 บาท คุณจะได้ออมเงิน 1,400 บาทจากวิธีนี้เพียงอย่างเดียว แต่ก็เท่ากับว่าคุณเสียเงินไป 1,400 บาทด้วยเช่นกัน ดังนั้นถ้าซื้อกาแฟน้อยลง เงินที่จะบินออกจากกระเป๋าเงินของคุณก็จะน้อยลง และส่วนนั้นก็จะสามารถกลายมาเป็นเงินออมได้โดยปริยาย

9. ออม 10% จากเงินที่ได้

พ่อค้าแม่ค้า เงินที่ได้มามักจะไม่ค่อยได้เก็บเพราะเอาไปหมุนเงินซื้อของเพื่อนำมาขายต่ออีกเรื่อยๆ มีเงินในบัญชีหรือในมือเมื่อไรก็เอาไปลงกับการซื้อของหมด ดังนั้น ลองใช้วิธี ออม 10% จากเงินที่ได้ในแต่ละวัน เช่น วันนี้ขายของได้ 5,000 บาท ก็ให้หยอดลงกระปุก 500 บาท วันไหนขายได้มากก็มีเงินออมมาก วันไหนขายได้น้อยก็มีเงินออมน้อย แต่ที่สำคัญคือเรามีเงินออมทุกวันนะครับ
สำหรับผู้ที่ทำงานรับเงินเดือน เราก็สามารถทำวิธีนี้ได้เหมือนกัน คือเก็บเงินจากเงินเดือน แบ่งออกมา 10% ทุกเดือนๆ แล้วฝากธนาคาร โดยเราจะต้องไม่นำเงินส่วนนี้ออกมาใช้เลย หากเราได้เงินเดือนละ 15,000 บาทก็เก็บเดือนละ 1,500 บาท เป็นต้น สิ้นปีที มาตรวจสอบบัญชีอีกทีอาจจะมีมากกว่าที่เราคิดก็ได้นะครับ
การออมเงินจริงๆ แล้วเราสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการออมเพียงแค่วันละนิดวันละหน่อย โดยเน้นที่การสร้างนิสัย และวินัยในการออมเงิน ออมวันละนิดก็ยังดีกว่ามัวแต่นั่งคิดว่าออมไม่ไหวนยะครับ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันกันนะครับ ได้ผลยังไง มีวิธีดีๆ ใหม่ๆ ได้ผลยังไงมาเล่าสู่กันฟังในคอมเม้นได้เลยครับ

55+15 สูตรลับถนอม “เงินเดือน” ให้อยู่ครบเดือนสมชื่อ

“เงินเดือน”  มันลงท้ายว่า “เดือน” ก็ควรจะอยู่กับเราทั้งเดือนสินะ

แต่..ทำไม? มันถึงอยู่กับเราไม่กี่วันเองล่ะ!

หลายคนล่ำซำถึงวันที่ 20 หลายคนได้ 2 อาทิตย์…. ส่วนอีกหลายคน พูดกันเป็นหลักวันจะดีกว่า (T^T)

ใจเย็นๆ ค่ะ มาดามฟินนี่มีวิธีถนอมเงินเดือน ยืดอายุ ให้มันอยู่กับเรานานขึ้นครบเดือนสมชื่อมาฝาก…

 

หัวใจอันแรกเลยนะ.. ถ้าขาดสิ่งนี้ไป ประหยัดยิบย่อยให้ตายก็ไม่รอด นั่นคือ…

 

การมี “รายจ่ายประจำ” ที่เหมาะสมกับฐานะ (55% ของรายได้)

 

รายจ่ายประจำคืออะไรที่ต้องจ่ายแน่ๆ…มาแน่เทียบเท่าเวลาเคารพธงชาติ ธรรมชาติของใบแจ้งหนี้คือมานอนนิ่งรอก่อนเงินเดือนออก มาแน่นอนยิ่งกว่านัดเพื่อนนัดแฟน

มีอะไรบ้าง?…..ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าสมาชิกฟิตเนส สมาชิกทีวี สมาชิกหนังสือ มือถือ อินเตอร์เน็ต น้ำ ไฟ ค่าเดินทางไปทำงาน ค่าอาหารประจำวัน ฯลฯ

 

ถ้ารายจ่ายประจำมันเอ่อล้นท่วมท้นไปแล้ว เธอจะเอาเงินที่ไหนไปเหลือเก็บเหลือใช้ถึงสิ้นเดือนคะ? พูด!!!

 

สูตรวิชาตัวเบาเลยนะ สิริรวม..”รายจ่ายประจำไม่ควรเกิน 55% ของรายได้”

คิดตามนะ…เธอยังต้องมีเงินออม เงินไปกินเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน เงินให้พ่อแม่ทำบุญ เงินไว้พัฒนาตัวเอง

ถ้าไม่อั้นพวกรายจ่ายประจำไว้ที่ 55% การแบ่งเงินไปออมจะกลายเป็น Mission impossible และการจ่ายบัตรเครดิตไม่เต็มยอดจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย..เข้าใจรึยัง?

 

มันยากมากสำหรับคนสมัยนี้นะ เอาจริงๆ…ถ้าเธอไม่ตั้งมั่น ใช้สติ เธอมีโอกาสเป็นคนเงินไม่พอใช้ตลอดกาลสูงมากๆ แต่..ถ้าเธออดทนทำตามสูตรที่มาดามฟินนี่แนะนำไหว..เธอมีโอกาสรอด

 

ยกตัวอย่าง สมมติเงินเดือน 30,000 นะ (หลังหักภาษีทุกสิ่งอย่าง)

 

รายจ่ายประจำ 55% ไม่ควรเกิน 16,500 55% นี้แยกเป็นผ่อนบ้านผ่อนรถหรือค่าเช่า บางคนก็ให้ที่บ้านถ้าไม่ได้ออกมาอยู่เองสัก 9,000 มือถือน้ำไฟเน็ทสารพัดสมาชิกสัก 2,500

เธอจะมีเหลืออีก 5,000 ไว้กินข้าวทุกวันกับเดินทางไปทำงาน (วันละไม่ถึง 200 บาท ไม่ไหวก็ต้องไหว)

เธอจะมีเก็บ 10% 3,000 เอาไว้ออมลงทุนแบบยาวๆ เพื่ออนาคต (เริ่มจากเป็นเงินสดสำรอง แล้วต่อยอดเพื่อเกษียณ)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้เก็บไว้ซื้อของชิ้นใหญ่หรือเที่ยวในเที่ยวนอกประเทศ (จะผ่อนมือถือ ไอแพด กล้อง ใช้งบก้อนนี้ได้)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้พัฒนาตัวเอง ซื้อหนังสือ เรียนต่อ สัมมนาอบรม (พัฒนาตัวเอง เพื่อเพิ่มรายได้)

มีอีก 10% คือ 3,000 ไว้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง ช้อปปิ้ง (ให้รางวัลตัวเองบ้าง ให้รู้สึกดี)

มีอีก 5% คือ 1,500 ไว้ให้พ่อแม่หรือทำบุญ (ให้เพื่อให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนมีเหลือพอ ไม่ขาดแคลน)

 

เห็นรึยัง? มันไม่ได้เยอะนะเงินที่ใช้ได้ตามงบประมาณ ถ้าไร้สติ จนแน่ค่ะ..คอนเฟิร์ม!

 

เคล็ดลับอีกอัน สำคัญมาก…

“อยากเป็นเศรษฐีถึงสิ้นเดือน ให้เป็นคนเจียมตัวถึงวันที่ 15”

สวนกระแสสิคะ…หันมาช้อปปิ้งกินดื่มหลังวันที่ 15

 

ข้อดีคือ ลดความเครียด เราจะใช้แค่เงินที่เรามี แถมบางคนมีโบนัสทางจิตวิทยา..คือรู้สึกว่ามีเงินเหลือในมือแล้วเกิดรู้สึกดี อาจจะอยากใช้น้อยลง ที่สำคัญ..ปลายเดือนเพื่อนมันก็ไม่ค่อยชวนไปไหนแล้วล่ะ โอกาสใช้เงินลดลงไปเยอะนะเธอเอ๊ย..

 

ทั้งหลายทั้งปวง..มาดามฟินนี่อยากบอกว่า เราเป็นเจ้านายของเงินนะ

“เราทำมาหากิน เราได้เงินมา เราต้องสั่งมันได้”

การปล่อยให้ความเข้าใจผิดเรื่องไลฟ์สไตล์มาป่วนเราตั้งแต่รายจ่ายประจำ ยันลำดับเวลาการใช้เงิน มันไม่ส่งผลดีกับเราเท่าไหร่ ลองคิดดูใหม่นะเธอ..

ลองเอาสูตร “รายจ่ายประจำ 55 + ช้อปปิ้งกินเที่ยวหลังวันที่ 15” นี้ไปใช้…แล้วคอยดูจะแปลกใจ ที่เงินเดือนยืดอายุอยู่กับเธอจนถึงสิ้นเดือน (หรือไม่ก็ใกล้เคียง)

 

 

ที่มา http://www.aommoney.com

 

 

 

ไขข้อสงสัย ได้เงินภาษีคืนหรือจ่ายเพิ่ม ควรดีใจกว่ากัน?

ท่านผู้อ่านคงยื่นภาษีประจำปี 2559 เรียบร้อยแล้วนะครับ บางท่านก็ได้รับเงินภาษีคืน บางท่านก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม แล้วการได้เงินคืนหรือจ่ายเพิ่มอย่างไหนเราควรดีใจกว่ากัน? และทำอย่างไรถึงจะได้คืนหรือจ่ายเพิ่ม? วันนี้เรามาไขข้อสงสัยเพื่อจะได้วางแผนภาษีในปีต่อไปได้อย่างตรงใจที่สุดครับ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คนที่ได้เงินภาษีคืนมากกว่า ไม่ได้แปลว่าคนนั้นจ่ายภาษีน้อยกว่าแต่อย่างใด สมมุตินายเรือบินได้รับเงินคืนภาษี 20,000 บาท ขณะที่นายรถยนต์ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 10,000 บาทในการยื่นภาษีประจำปี ทั้งนี้นายเรือบินอาจมีภาระภาษีมากกว่า (หรือจำนวนภาษีที่จ่ายทั้งหมด มีจำนวนมากกว่า) นายรถยนต์ก็ได้

ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจระหว่าง “ภาระภาษีที่ต้องจ่าย” และ “จำนวนภาษีที่ได้คืนหรือจ่ายเพิ่ม” และวิธีวางแผนจัดการทั้งสองอย่างนี้

“ภาระภาษีที่ต้องจ่าย” เกิดจากการนำรายได้ทั้งปี หักลบด้วยค่าลดหย่อนต่างๆ เช่นค่าลดหย่อนส่วนตัว ค่าลดหย่อนบุตร เงินประกันสังคม ค่าซื้อ LFT/RMF ค่าซื้อเบี้ยประกันชีวิต ฯลฯ กลายเป็นเงินได้สุทธิแล้วจึงนำมาคำนวณอัตราภาษี (ดูรายการและเงื่อนไขค่าลดหย่อนปีภาษี 2560 ทั้งหมดได้จาก www.itax.in.th/pedia/ค่าลดหย่อน และอัตราภาษีปี 2560 ได้จาก www.itax.in.th/pedia/อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ดังนั้นการลดภาระภาษีให้มากที่สุด จึงทำได้โดยการวางแผนใช้สิทธิค่าลดหย่อนประเภทต่างๆ ให้ถูกต้อง เลือกชนิดการหักค่าใช้จ่าย เลือกปล่อยหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเลือกรวมคำนวณในรายได้บางประเภท ให้คำนวณออกมาแล้วภาระภาษีน้อยที่สุด ฯลฯ ดังที่ผมเขียนบทความ 7 ขั้นตอนยื่นภาษีอย่างไร ให้ได้เงินคืนสูงสุด? ในกรุงเทพธุรกิจฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560

เรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อยคือหากอัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 15% หมายความว่าต้องจ่ายภาษี 15% ของเงินได้สุทธิ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูกคือต้องคำนวณแบบขั้นบันได เช่นนายเรือบิน มีเงินได้สุทธิ 600,000 บาท ช่วงเงิน 1-150,000 บาท ไม่ต้องจ่ายภาษี ช่วงเงินได้ 150,001-300,000 บาท ให้คำนวณด้วยอัตรา 5% (เป็นภาษี 7,500 บาท) ช่วง 300,001-500,000 บาทใช้อัตรา 10% (ภาษี 20,000 บาท) และช่วง 500,001-600,000 บาทใช้อัตรา 15% (ภาษี 15,000 บาท) รวมแล้วมีภาระภาษี 42,500 บาท ซึ่งเป็นอัตราเพียง 7.08% ของเงินได้สุทธิรวม

ในส่วนของ “ภาษีที่ได้คืนหรือจ่ายเพิ่ม” เกิดจากนายจ้างหักภาษีจากเงินได้ของเราและนำส่งเกินกว่าภาระภาษีที่ต้องจ่ายจริงๆ เช่นนายเรือบินมีภาระภาษีที่แท้จริง 42,500 บาท แต่นายจ้างหักภาษีไว้ 62,500 บาท จึงทำให้นายเรือบินได้เงินภาษีคืน 20,000 บาทเมื่อยื่นภาษีประจำปี ในทางกลับกันหากนายรถยนต์มีรายได้เท่ากันและเดิมมีภาระภาษีเท่ากันคือ 42,500 บาท แต่นายรถยนต์วางแผนภาษีเพิ่มเติมจากนายเรือบินโดยซื้อกองทุน LTF มากกว่า ทำให้ภาระภาษีของนายรถยนต์เหลือเพียง 32,500 บาท และนายจ้างหักภาษีของนายรถยนต์ไว้เพียง 22,500 บาท จึงทำให้นายรถยนต์ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม 10,000 บาทเมื่อยื่นภาษีประจำปีนั่นเอง

การให้นายจ้างหักภาษีน้อยที่สุด ทำได้โดยแจ้งขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประจำปีกับนายจ้างให้มากที่สุด โดยกฎหมายอนุญาตแจ้งใช้สิทธิเต็มที่ได้ทุกหมวด (เช่นแจ้งว่าเรามีแผนซื้อประกันชีวิตในปีนี้ 100,000 บาทเต็มสิทธิ แม้ว่าเมื่อสิ้นปีเราอาจไม่ได้ซื้อเลย หรือซื้อไม่ถึง 100,000 บาทก็ตาม) ยกเว้นเพียงหมวดบริจาค ที่ห้ามแจ้งขอใช้สิทธิล่วงหน้า (ต้องแจ้งหลังจากเกิดการบริจาคจริงแล้วเท่านั้น)

ถ้าพูดภาษานักลงทุน “การได้ภาษีคืน” เกิดจากนำเงินไปฝากไว้กับรัฐก่อนโดยไม่ได้ดอกเบี้ยและขอคืนภายหลังสิ้นปี แต่ “การจ่ายภาษีเพิ่ม” คือยืมเงินรัฐมาใช้ก่อนโดยไม่เสียดอกเบี้ยและจ่ายคืนทีหลัง ตามตัวอย่างนี้จึงเห็นได้ว่านายรถยนต์มีความได้เปรียบนายเรือบินตามหลักวางแผนภาษี ทั้งแง่ของการจ่ายภาษีรวมน้อยกว่า และก็ยังสามารถวางแผนยืมเงินมาใช้ก่อนนั่นเอง

คำถามสุดท้ายคือใครเหมาะที่จะวางแผนภาษีแบบใด? คนที่เหมาะกับการแผน “จ่ายภาษีเพิ่ม” ต้องเป็นคนมีวินัยการเงินเป็นอย่างดี เช่นนายรถยนต์คำนวณไว้แล้วว่าต้องจ่ายภาษีเพิ่มปลายปีเป็นจำนวน 10,000 บาท จึงไม่ได้นำเงินนั้นไปใช้สุรุ่ยสุร่ายโดยนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเหมาะสม เมื่อถึงเวลาก็มีเงินไปคืนรัฐพร้อมทำกำไรได้อีก แต่ในทางกลับกันหากใครไม่แน่ใจในวินัยการเงินของตนเอง การให้รัฐหักภาษีเผื่อไว้ก่อนและค่อยไป “ขอภาษีคืน” ในภายหลัง จะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดครับ

7 วิธีบรรเทาความเครียด แบบไม่ทำให้กระเป๋าฉีก

ในปัจจุบันนี้ คนเรามีความเครียดเพิ่มมากขึ้น ทั้งจากเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว เรื่องเศรษฐกิจ และสารพัดเรื่องที่ทำให้คุณเกิดความเครียดสะสม ถ้าปล่อยเอาไว้รับรองว่าคุณจะต้องเป็นบ้าตายแน่ ๆ เราจึงขอนำเสนอวิธีที่ช่วยบรรเทาความเครียดในราคาย่อมเยาให้กับคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. กลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยได้

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ากลิ่นลาเวนเดอร์สามารถทำให้คุณรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ซึงในทุกวันนี้ มีผลิตภัณฑ์จากลาเวนเดอร์มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบันที่มีความเครียด ไม่ว่าจะเป็นเทียนหอม สบู่ ครีมอาบน้ำ นั้นหอมระเหย ฯลฯ ซึ่งแต่ละอย่างนั้นมาในราคาที่ไม่ทำให้คุณกระเป๋าแบนแน่นอน

2. โคมไฟหินเกลือหิมาลายัน

โคมไฟหินเกลือหิมาลายันของเทือกเขาหิมาลัย เป็นโคมไฟหินที่ปล่อยไอออนลบที่สามารถต่อสู้กับไอออนบวกที่ก่อให้เกิดความกังวลได้ และมีราคาเพียง 500-600 บาทเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับขนาด) ซึ่งโคมไฟหินเกลือหิมาลายันนี้ สามารถทำให้คุณรู้สึกสงบและผ่อนคลายได้ เพียงแค่มีโคมไฟหินเกลือหิมาลายันในห้องนอนเท่านั้นเองค่ะ

3. อาบน้ำในอ่างที่มีฟองฟูฟ่อง

การอาบน้ำสามารถช่วยให้คุณเพลิดเพลินกับความผ่อนคลายในบ้านได้ โดยไม่ต้องเสียเงินราคาแพงเพื่อเข้าสปาเลยค่ะ และอย่าลืมใช้สบู่กลิ่นลาเวนเดอร์ หรือจุดเทียนหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ในห้องน้ำขณะเพลิดเพลินกับฟองสบู่นุ่มนิ่ม ที่มีคุณสมบัติช่วยให้คุณผ่อนคลาย และช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้น ซึ่งวิธีนี้คุณจะเสียเงินไม่ถึง 300-500 แน่นอนค่ะ!

4. Stress balls

Stress balls หรือ Chinese stress balls เป็นลูกบอลเล็ก ๆ ที่คุณสามารถใช้บีบเล่นหรือกลิ้งไปกลิ้งมาในมือได้ คุณสมบัติของมันคือช่วยลดความเครียดและลดความดันโลหิตของคุณได้เป็นอย่างดีเลยล่ะคะ อีกทั้ง Stress balls ยังมีราคาถูกมาก อยู่ที่ประมาณ 300 บาทเท่านั้นเอง แถมยังสามารถหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นตามร้านหนังสือ หรือร้านขายเครื่องเขียนทั่วไปอีกด้วยค่ะ

5. นวดตัวเอง

ลูกกลิ้งโฟม แผ่นรองเพื่อสุขภาพ ลวดนวดศีรษะ และไม้นวดหลัง สามารถช่วยคุณลดความตึงเครียดในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่เฉพาะเจาะจงได้ โดยที่คุณไม่ต้องไปเสียเงินให้กับหมอนวดมืออาชีพเลยค่ะ นอกจากนี้ เจ้าอุปกรณ์เหล่านี้ยังสามารถกระตุ้นจุดต่าง ๆ ในร่างกายของคุณ เพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยและกระตุ้นการปล่อยสารเอ็นโดรฟินในร่างกายคุณได้อีกด้วยนะคะ

6. หนังสือระบายสีสำหรับผู้ใหญ่

หนังสือระบายสีไม่ได้มีไว้สำหรับเด็กเท่านั้น ผู้ใหญ่อยากเราก็สามารถระบายสีเล่นเพื่อผ่อนคลายความเครียดได้เช่นกัน เพราะมันจะช่วยให้คุณมุ่งเน้นสมาธิไปที่การระบายสีเพื่อให้ภาพวาดสวยงาม อีกทั้งมันยังช่วยให้สมองของคุณปิดความคิดในเชิงลบ และทำให้หยุดคิดเรื่องราวเครียด ๆ ต่าง ๆ ในชีวิตเอาไว้ชั่วคราว สำหรับหนังสือระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีราคาไม่แพงมาก และหาซื้อได้ง่ายตามร้านหนังสือทั่วไป

7. บันทึกประจำวัน

การจดบันทึกประจำวัน เป็นวิธีการลดความเครียดได้เป็นอย่างดี เหมือนกับคุณได้ปลดปล่อยความคิดต่าง ๆ ทั้งเรื่องดีและร้ายออกไปจากสมองของคุณ เหมือนเป็นการระบายความเครียดออกไปทางการเขียนนั่นเอง ซึ่งวิธีนี้แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพียงแค่มีดินสอหรือปากกาสักด้าม กับแผ่นกระดาษหรือสมุดจดธรรมดา ๆ เท่านั้น คุณก็สามารถระบายความคิดอัดอั้นตันใจที่สะสมมาทั้งวันของคุณได้แล้ว และถือเป็นวิธีคลายเครียดที่ได้ผลมากที่สุดด้วย

ทุกคนย่อมมีความเครียดเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าแต่ละคนจะจัดการอย่างไรกับมัน ซึ่งเราหวังว่าวิธีจัดการกับความเครียดที่เรานำมาเสนอกันในวันนี้ได้เลยนะคะ

5คำถามนักบัญชีไทย “การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเมื่อเข้าสู่อาเซียน”

สภาวิชาชีพบัญชีในฐานะตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีของประเทศไทย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการขึ้นทะเบียนนักบัญชีวิชาชีพอาเซียน (ASEAN Chartered Professional Accountant: ASEAN CPA) และได้มีการประกาศระเบียบสภาวิชาชีพบัญชี ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนนักบัญชีวิชาชีพอาเซียน พ.ศ. 2559 เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น วันนี้เราได้คัดเลือก 5 คำถามที่ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีถามเข้ามามากที่สุด เกี่ยวกับ “การเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีเมื่อเข้าสู่อาเซียน” มาเพื่อเป็นข้อมูลความรู้แก่สมาชิกและผู้ที่สนใจเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

อ่านบทความนี้ Click

เทคนิคเร่งยอดขาย ทำได้จริง เห็นผลทันที

ปีนี้เป็นปีที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล ที่ปลาเร็วจะกินปลาช้า เงินอยู่บนท้องฟ้า สินค้าอยู่ในมือถือ ลูกค้าใจร้อน ลืมไว ฯลฯ เมื่อทุกอย่างเป็นแบบนี้ แต่เรายังค้าขายแบบเดิมๆ เพิ่มเติมแค่ช่องทางดิจิทัล อาจไม่พอต่อการดำรงอยู่ของธุรกิจ  และยิ่งหากองคาพยพยังไม่คิดเปลี่ยนแปลง (transform) กระบวนการตลาด การขาย และการให้บริการ ยิ่งรอดยาก เรียกได้ว่านับจากนี้ไปไม่มีที่ยืนให้กับธุรกิจดั้งเดิมที่ยังย่ำอยู่กับที่อย่างแน่นอน

กลยุทธ์ช่วงนี้ที่อยากแนะนำผู้ประกอบการ คือเน้นการเข้าถึงลูกค้าเพื่อสร้างยอดขายมากกว่าสร้างแบรนด์ เหตุผลก็คือ การรับรู้แบรนด์ในช่วงที่ผู้บริโภคไม่ได้มีกะจิตกะใจย่อมเกิดขึ้นได้ยาก ประกอบกับนิสัยที่ลืมง่าย พวกเขาต้องการความสะดวก รวดเร็ว และคุ้มค่าในการซื้อหาสิ่งของ หรือบริการที่จำเป็น

คำถามที่ตามมาคือ แล้วผู้ประกอบการต้องทำอย่างไรบ้าง ถึงจะเร่งยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

โมเดลการเร่งยอดขาย

พื้นฐานโมเดลการขายสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์จะไม่ได้แตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการขายเพิ่มจำนวน (bulk sales) ขายพ่วงสินค้า (cross-selling) ขายของที่แพงขึ้น (up-selling) และขายซ้ำลูกค้าเดิม (repeat sales) ผมมักจะย้ำกับผู้ประกอบการเสมอว่า การตั้งเป้าการขายในโลกออนไลน์ ต้องไม่ให้จบด้วยยอดขายแรกเพียงครั้งเดียว แต่ต้องวางแผนไว้เลยว่า ลูกค้าแต่ละกลุ่มที่เลือกซื้อสินค้าของเรา จะต้องกลับมาซื้อซ้ำ ซื้อเพิ่ม ซื้อของแพง หรือซื้อพ่วงสินค้าเกี่ยวข้อง ภายในระยะเวลาเท่าไร และรายได้ต่อลูกค้าแต่ละรายต้องเป็นเท่าไร

การตั้งเป้าเช่นนี้จะทำให้เราสามารถปั้นรายได้จากลูกค้าแต่ละรายได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่อย่างที่พ่อค้าแม่ขายในโลกออนไลน์ทราบกันดีว่า ผู้บริโภคยุคนี้ไม่ค่อยจงรักภักดีต่อแบรนด์ ได้ใจกันยากแล้ว แต่จากกันไวเหลือเกิน แถมยังลืมง่าย และใจร้อน ดังนั้น นอกจากการวางแผนขายเพื่อให้ได้ยอดขายในอนาคตแล้ว การทำให้ลูกค้าต้องตัดสินใจเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้ เช่นเดียวกับการที่ต้องไม่ลืมใส่ปุ่มกระตุ้นให้ดำเนินการ (Call to Action) ที่ “เด่นชัด” บนหน้าช้อปปิ้ง หรือแอพฯ และเพื่อให้คำตอบของการเร่งยอดขายออนไลน์เข้าใจง่าย ชัดเจน รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ผมขออนุญาตนำไอเดียสำหรับโมเดลเร่งยอดขายจากเว็บไซต์ www.widerfunnel.com มาอธิบาย และยกตัวอย่างเพิ่มเติมให้ชัดเจน

6 ปัจจัยที่ช่วยเร่งยอดขายให้คุณได้

  • คุณค่าที่ลูกค้าคู่ควร 

ความหมายว่า อย่าขายสินค้าโดยตรง แต่ให้ขายคุณค่าที่ลูกค้าจะได้รับ เช่น คิทแคท ขายความสุขจากการได้พัก ซานตาเฟ่ ขายความสุขด้วยสเต๊กพรีเมี่ยมราคาไม่แพง ฯลฯ ลูกค้าต้องมองเห็นเหตุผลว่า ทำไมต้องใช้สินค้า หรือบริการของเรา มันแก้ปัญหา หรือสร้างโอกาส ตลอดจนเปลี่ยนชีวิตลูกค้า หรือไม่? ประเด็นที่ต้องย้ำคือ อย่าเดินหน้าขายด้วยการยัดเยียดสินค้าด้วยการบอกสรรพคุณยาวเหยียด โดยไม่อธิบายเหตุผล ไร้หลักฐานที่น่าเชื่อถือ ไม่มีใครหรอกที่จะซื้อสินค้าไป โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พวกเขาจะได้ประโยชน์ คุณค่าอะไรจริงๆ

  • ชัดเจนในการนำเสนอ

ในโลกออนไลน์ ทุกอย่างต้องชัดเจน ง่ายดาย และรวดเร็ว การเขียนหัวเรื่องต้องกระชับ ไม่วกวนไปมา หรือใช้ภาษากำกวม และยิ่งแย่ถ้าหลอกให้คลิก (click bait) ไปดูสินค้า ภาพสินค้าชัดเจน ไม่เบลอ และไม่ดูหลอกลวง ปุ่มใหญ่ คลิกง่าย โดยเฉพาะเมื่อแสดงผลบนมือถือ การกระตุ้นให้ดำเนินการ หรือ Call to Action ต้องไม่ลืมทั้งข้อความ และปุ่ม เป็นเรื่องน่าตลก แต่เป็นข้อเท็จจริง นั่นก็คือ ผู้บริโภค เข้าใจสินค้า และสนใจ แต่ถ้าคุณไม่บอกให้ชัดเจนว่า พวกเขาต้องทำอย่างไร เช่น คลิกที่นี่ จองเลยสิ รอไรอยู่ ฯลฯ พวกเขาอาจจะผ่านเลยไป แล้วไว้จำได้ค่อยมาอีกที ซึ่งไม่มีทาง

  • เกี่ยวกับลูกค้าโดยตรง

หลักการขายที่หลายคนชอบลืมคือ จงทำปัญหาใหญ่ของลูกค้าให้กลายเป็นเรื่องเล็ก จงให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก เน้นให้ข้อมูลที่ลูกค้าสนใจ มากกว่าขายของอย่างเดียว เรื่องที่ธุรกิจอยากบอก ต้องเป็นเรื่องที่ลูกค้าอยากรู้ด้วย โดยเฉพาะแจ้งสิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ ส่งฟรี มีแถม โปรแรง มีระยะเวลาจำกัด เพราะลูกค้าคือคนพิเศษ ฯลฯ เน้นการให้ข้อมูลเหล่านี้ให้มากกว่าคุณสมบัติสินค้าที่ลูกค้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำย้ำจนลูกค้าไม่แน่ใจ ที่สำคัญคือ จงพูดเรื่องของลูกค้าก่อนเสมอที่จะนำเสนอเรื่องของธุรกิจ

  • วุ่นวาย ยุ่งยาก เรื่องมาก ลำบากลูกค้า

ปัจจัยนี้ไม่ใช่สิ่งที่ให้คุณทำ แต่เป็นสิ่งที่ให้คุณลด ละ เลิก เพราะลูกค้าพันธุ์ใหม่ใจร้อน อย่าให้ต้องกรอกข้อมูลเยอะ เงื่อนไขให้น้อยเข้าไว้ ที่สำคัญ ผู้บริโภคดำเนินการสิ่งใดในโลกออนไลน์ ขอให้ไม่เกิน 3 คลิก (3 clicks away) ค้าปลีกระดับโลกอย่าง Amazon เข้าใจลูกค้าออนไลน์เป็นอย่างดี ทางเว็บไซต์จึงให้บริการ 1-Click Ordering สั่งซื้อได้ภายในคลิกเดียว ทำให้ลูกค้าซื้อง่ายมาก เมื่อสนใจสินค้า แค่คลิกเดียวจบ

  • กังวล ไม่แน่ใจ ทำให้ไม่กล้าซื้อ

จิตวิทยาพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการขายก็คือ หากลูกค้ารู้สึกระแวง แม้อยากได้สินค้า หรืออยากใช้บริการเท่าไร สุดท้ายก็ไม่เลือกอยู่ดี การบ้านของผู้ประกอบการในการเร่งยอดขายให้ได้ก็คือ การขจัดข้อกังวลของลูกค้าให้หมดไป ตัวอย่างเช่น สินค้ามีประกัน เสียส่งคืนรับของใหม่ ส่งฟรีไม่มีเงื่อนไข ไม่ขายข้อมูลส่วนตัวลูกค้า ระบบชำระสินค้าปลอดภัย ฯลฯ

  • เร่งรัดการตัดสินใจ

ในชีวิตลูกค้ามีสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนอยู่ 2 อย่าง นั่นคือ จำนวนสินค้าขายดี และระยะเวลาโปรโมชั่น ซึ่งสำคัญต่อการขายออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง เพราะสองสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น (สังเกตว่า มันอยู่ในส่วนของเชื้อเพลิงที่เร่งให้เครื่องบินที่หมายถึงยอดขายของคุณทะยานขึ้นฟ้าได้) การระบุจำนวนสินค้าที่เหลือ หรือระยะเวลาโปรโมชันที่ไม่นาน ให้ลูกค้าได้เห็นจะเร่งการตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น เช่น “เหลือชิ้นเดียวในสต๊อก” (only 1 left in stock)  หรือถ้าเป็นการตลาดอีเมล์ การส่งเมล์แจ้งให้ลูกค้าต่ออายุบริการ แล้วทิ้งระยะเวลา หากพบว่า ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจ แล้วส่งเมล์ไปหาอีกฉบับพร้อมระบุว่า โปรพิเศษวันนี้วันเดียวลด 30% รับรองว่า ลูกค้าไม่รอช้าแน่นอน

ทั้งหมดคือ โมเดลเร่งยอดขาย ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนได้อย่างมีขั้นตอน ซึ่งเชื่อว่า ไม่ได้ยากเลย แค่ลงมือก็เห็นผลแล้ว ขอให้ประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดขายกันทุกคน

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

แพคเกจจิ้งแบบไหน โดนใจวัยเก๋า

ตอนนี้ตลาดวัยเก๋า หรือกลุ่มผู้สูงอายุ กำลังเติบโตและมาแรงอย่างมาก หากดูหลายๆ ประเทศทั่วโลก จะเห็นว่ากำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Aging Societyโดยกลุ่มนี้คาดว่าจะมีอำนาจซื้อทั่วโลกสูงถึง 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีจำนวนผู้สูงวัย คิดเป็นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ของจำนวนประชากรโลก โดยคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือคิดเป็นกว่า 1,300 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2593 สำหรับประเทศไทยเอง จำนวนผู้บริโภคในกลุ่มนี้ น่าจะมีจำนวนถึงหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ เช่น จีน

ถ้าแบบนี้ คุณจะปล่อยโอกาสไปหรือ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากให้ความสำคัญกับการสร้างผลิตภัณฑ์สำหรับเจาะผู้บริโภคกลุ่มนี้ เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าที่มีความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty)ได้ดี และมีโอกาสเติบโตสูงอย่างมาก สอดคล้องไปกับ งานวิจัย Senior White Paper ของเต็ดตรา แพ้ค ซึ่งเปิดเผยโดย รัตนศิริ ติลกสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด บอกไว้ว่า ได้มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเทรนด์การบริโภค และการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในกว่า 27 ประเทศ รวมไปถึงประเทศไทย พบว่า 59 เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงวัย ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ และ 88 เปอร์เซ็นต์ มองว่า “คุณค่าของสินค้า” เทียบได้กับ “คุณภาพที่สูง”

อีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเลือกซื้อของกลุ่มผู้สูงอายุ นั่นก็คือ “บรรจุภัณฑ์” โดยงานวิจัยระบุไว้ว่า คุณสมบัติสำคัญของบรรจุภัณฑ์ 5 ข้อ ที่ผู้บริโภคกลุ่มสูงวัยต้องการ มีดังนี้

1. บรรจุภัณฑ์จะต้องเปิดได้ง่าย และวางฝาไว้ในตำแหน่งที่สูงกำลังพอดีเพื่อป้องกันการหลุดลื่นจากมือ

2. บรรจุภัณฑ์ต้องมีน้ำหนักเบา โดยรูปทรงกลมมน ง่ายต่อการหยิบจับมากกว่าทรงสี่เหลี่ยม

3. บรรจุภัณฑ์ควรช่วยเพิ่มอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อลดจำนวนเที่ยวในการเดินทางเพื่อไปซื้อสินค้า

4. ตัวอักษรและฉลากบนบรรจุภัณฑ์ควรมีขนาดใหญ่ ชัดเจน และมีสีสันสดใส

5. ข้อมูลทางโภชนาการและวันหมดอายุควรถูกระบุอย่างชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์

นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังบอกต่ออีกว่า ผู้บริโภคสูงวัยใช้รายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ของตัวเองไปกับการซื้ออาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับผู้บริโภคที่อายุน้อยกว่า ซึ่งใช้จ่ายเพียง 18 เปอร์เซ็นต์ นอกเหนือไปจากคุณสมบัติสำคัญของบรรจุภัณฑ์แล้ว ประเภทของผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงด้านสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มและอาหารที่เพิ่มวิตามินและแร่ธาตุ ลดปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมัน ยังได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เรียกได้ว่า ผลการวิจัยชิ้นนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ประชากรผู้สูงวัยในไทยคือโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ที่จะพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้

ญาติเสียชีวิตและทิ้งมรดกหนี้ไว้ให้ จะต้องทำอย่างไร?

การสูญเสียคนที่คุณรัก พ่อแม่ คู่สมรส หรือพี่น้อง นับว่าเป็นเรื่องหนักหนาและกระทบกระเทือนต่อจิตใจอยู่แล้ว หากทิ้งมรดกเอาไว้ก็ยังโอเค แต่ถ้ามรกดนั้นมีแต่หนี้ คงยิ่งทำให้ทายาททุกข์ใจหนักขึ้นไปอีก แล้วถ้าเจ้าหนี้มาทวงหนี้ของผู้เสียชีวิตกับผู้ที่ได้รับมรดก จะมีวิธีรับมืออย่างไร? จะต้องชดใช้หนี้แทนผู้ตายหรือไม่? มาดูคำตอบกัน

ว่ากันด้วยเรื่องมรดกหนี้

ลูกหนี้ที่เสียชีวิตลงไป แน่นอนว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เมื่อครั้งยังมีชีวิต จะต้องตกทอดไปยัง บุพการี บุตร หรือสามี-ภรรยา ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่มันคงจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ หากมรดกเหล่านั้นมีเพียงทรัพย์สินมีค่า เพราะ ‘หนี้สิน’ ก็ถือเป็นมรดกที่ต้องตกทอดไปสู่ผู้รับมรดกตามกฎหมายด้วยเช่นกัน แต่ผู้ที่ได้รับมรดกสามารถเบาใจได้เลย เพราะคุณไม่จำเป็นจะต้องไปตามชดใช้หนี้สินทั้งหมดของผู้ที่เสียชีวิตค่ะ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นธนาคารหรือสถาบันการเงิน มีสิทธิตามกฎหมายที่จะติดตามทวงถามหนี้ของผู้ตายได้ จาก ‘กองมรดก’ ที่ผู้ตายได้ทิ้งเอาไว้ให้กับผู้ที่ได้รับมรดก หากลูกหนี้มีทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดกตามกฎหมาย เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องทรัพย์สินที่เป็นมรดกนั้นได้ โดยหากทรัพย์สินที่เป็นมรดกนั้นไม่มากพอที่จะครอบคลุมหนี้ที่ผู้ตายมี เจ้าหนี้มีสิทธิ์เรียกร้องได้เท่าจำนวนมรดกเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับทรัพย์สินญาติ ๆ ผู้ตายแต่อย่างใด เพราะดังที่กล่าวไปข้างต้นว่าหนี้ใครหนี้มัน เจ้าหนี้ต้องทวงหนี้กับลูกหนี้ตัวจริงเท่านั้น ครอบครัวผู้ตายที่ไม่ได้เป็นคนก่อหนี้นั้นไม่เกี่ยว

คุณหรือทายาทคนอื่น ๆ สามารถสู้คดีแทนผู้ตายได้

การทวงหนี้ของผู้ตายนั้น จะต้องมีขั้นตอนในการติดตามหนี้สินตามกฎหมาย ภายใน 1 ปีนับจากวันที่ลูกหนี้เสียชีวิต จากทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของผู้ตายค่ะ แต่หากทายาทไม่ดำเนินการใช้หนี้ให้ เจ้าหนี้ก็จะต้องไปฟ้องร้องเอากับทายาททั้งหมดของลูกหนี้ที่ได้รับมรดกค่ะ ซึ่งในที่นี่อาจจะเป็นคุณ ที่เป็นลูกหลานหรือคนรักของลูกหนี้ได้นะคะ

ทั้งนี้หากคุณหรือทายาทคนอื่น ๆ ถูกเจ้าหนี้ฟ้อง คุณหรือทายาทคนอื่น ๆ ก็สามารถสู้คดีแทนผู้ตายซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ค่ะ หรือหากต่อมาศาลพิพากษาให้เจ้าหนี้เป็นฝ่ายชนะคดี ให้ทายาทลูกหนี้ชดใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะตามไปบังคับเอาทรัพย์สินที่เป็นกองมรดกของลูกหนี้เท่านั้นค่ะ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นส่วนตัวของทายาทนั้น เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ไปบังคับให้เอามาใช้หนี้ของผู้ตายที่เป็นลูกหนี้ได้ค่ะ

นอกจากนี้ เจ้าหนี้จะต้องฟ้องร้องในการชดใช้หนี้กับทายาททุกคนที่ได้รับมรดก จะฟ้องร้องเอาหนี้คืนจากคนใดคนหนึ่งไม่ได้ค่ะ ดังนั้นหากทายาทคนไหนไม่ได้รับแบ่งมรดก เจ้าหนี้ก็ไม่สามารถที่จะไปฟ้องทายาทผู้นั้นได้ เพราะว่าทายาทที่ไม่ได้รับมรดกไม่มีหน้าที่ที่จะต้องมารับผิดชอบในหนี้สินของผู้ตายค่ะ

หากใช้ทรัพย์สินมรดกหมดไปแล้ว จะทำอย่างไร?

หากเงินหรือทรัพย์สินที่คุณหรือทายาทคนอื่น ๆ นำมรดกที่ได้รับมาไปใช้จนหมดไปแล้ว คุณและทายาทคนอื่น ๆ ก็ยังจะต้องรับผิดชอบหนี้มรดกตามจำนวนเท่าที่ตัวเองได้รับมรดกมาอยู่ ดังนั้นคุณควรจำไว้เสมอว่า หนี้สินของผู้ตาย หากใครก็ตามได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายไว้ สิ่งที่จะต้องตามมาก็คือหนี้สิน ดังนั้นเมื่อรับทรัพย์มรดกมาก็ต้องมีหนี้มรดกตามไปด้วยเช่นกันค่ะ

หนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกนะคะ แต่หากคนที่คุณรักต้องจากคุณไป พร้อมกับทิ้งมรดกไว้ให้คุณ ทางที่ดีที่สุดก็อย่าเพิ่งใช้มรดกนั้นนะคะ ให้ตรวจสอบดูก่อนว่าผู้ตายมีหนี้สินอะไรค้างไว้หรือเปล่า คุณจะได้เอามรดกนั้นชดใช้หนี้ให้แก่ผู้ตายค่ะ

เมื่อไหร่ถึงจะได้เวลาเพิ่มทุน

การจัดตั้งบริษัทที่ดีขึ้นมาสักบริษัท  ไม่ใช่เรื่องง่าย และบริษัทที่ดี มีความมั่นคง จำเป็นจะต้องมีโครงสร้างทางการเงินที่ดี และเหมาะสมกับลักษณะธุรกิจ เพราะธุรกิจที่ต่างกัน ย่อมต้องการจำนวนเงินที่ต่างกัน มีความเสี่ยงที่ต่างกัน นอกจากนี้ ลักษณะที่ธุรกิจที่ต่างกัน ยังส่งผลถึงจำนวนภาษีที่ต่างกันอีกด้วย

นอกจากนี้หากเรากล่าวถึงโครงสร้างทางการเงินจะไม่พูดถึงหนี้สิน(Liabilities) และส่วนของเจ้าของ(Stockholder’s equity) ก็คงจะไม่ได้ เพราะทั้งสองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างทางการเงิน

ในการเริ่มธุรกิจต่างๆ จำเป็นจะต้องมีเงินลงทุน ซึ่งก็มาจากสองทางหลัก นั่นก็คือ ทุนทรัพย์ของเจ้าของ หรือส่วนของเจ้าของที่กล่าวในข้างต้น ส่วนเงินกู้จากแหล่งเงินภายนอกนั่นก็คือ หนี้สินนั่นเอง

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้บริหารต้องการขยายบริษัท  เงินทุนจึงต้องเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งก็มีสองทางเลือก คือ  “การกู้ยืม” ซึ่งเป็นการเพิ่มหนี้สิน อีกทางเลือกหนึ่งก็คือ “การเพิ่มทุน” หรือการขอเงินทุนจากผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งมักจะเป็นการออกหุ้นให้ผู้ถือหุ้นเดิมซื้อ เพื่อที่จะได้รักษาสัดส่วนการถือหุ้นเดิมในบริษัท ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าบริษัทที่ใหญ่มักจะมีข้อดีมากกว่าเสมอ แต่ในทางภาษีอากรนั้นบริษัทขนาดกลาง และบริษัทขนาดเล็กก็มีข้อดีเช่นกันข้อแตกต่างของสองแหล่งเงินทุนมีหลายอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือผลตอบแทน สำหรับผลตอบแทนของที่เจ้าของจะได้ ก็คือเงินปันผล ในขณะที่ผลตอบแทนของให้กู้ ก็จะได้ในรูปของดอกเบี้ย นอกจากนี้หนี้สินมีระยะเวลาครบกำหนดชำระ หมายความว่า เมื่อใช้เงินต้นและดอกเบี้ยจนครบ ก็ไม่จำเป็นต้องมีการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก ในขณะที่เงินทุนของเจ้าของ ไม่ต้องจ่ายคืน แต่เจ้าของเงินทุนนั้น มีสิทธิจะได้รับเงินปันผลไปเรื่อยๆจนกว่าบริษัทจะเลิกไป หรือล้มละลายไป หากบริษัทยังคงมีความสารถอยู่ แต่เจ้าของเงินทุนต้องการเงินคืน ก็สามารถขายหุ้นไปให้ผู้อื่นได้เช่นกัน

สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า SMEs (Small and Medium Enterprises) ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดเล็ก” นั้นมีข้อบวกเกี่ยวกับทางด้านภาษีหลายอย่าง

ในทางภาษี ประมวลรัษฎากรได้กำหนดลักษณะของ SMEs ที่สามารถได้รับผลประโยชน์ทางภาษีไว้ดังนี้

  1. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท
  2. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาทและจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
  3. เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI
  4. เป็น VC (Venture Capital) ที่ถือหุ้นในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวร ไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
  5. เป็นกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มีรายรับไม่เกิน 1.8ล้านบาทต่อปีหรือต่อรอบระยะเวลาบัญชี ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
    (ข้อมูลจาก กรมสรรพากร http://www.rd.go.th )

บริษัทที่มีลักษณะของ SMEs ที่ต่างกันก็จะได้รับผลประโยชน์ทางภาษีที่ต่างกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อแรก เรื่อง ทุนจดทะเบียนของบริษัท เพราะบริษัทโดยทั่วไปจะต้องเสียภาษีที่อัตรา 30% ของกำไรสุทธิ แต่สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีจะเสียภาษีด้วยอัตราดังต่อไปนี้

นั่นหมายความว่าหากบริษัทคุณมีทุนจดทะเบียนมากกว่า 5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3 ล้านบาทแรก คุณจะต้องเสียภาษี 900,000 บาท แต่ถ้าหากทุนจดทะเบียนของคุณไม่ถึง 5 ล้านบาท คุณจะเสียภาษีสำหรับสามล้านบาทแรก เพียง 627,500บาท และนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถประหยัดเงินภาษีไปได้ถึง 272,500 บาท

ถึงแม้จะดูเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากแต่เงินจำนวนนี้สำหรับธุรกิจที่ยังไม่ได้มีการเจริญเติบโตมาก ก็สามารถเก็บไว้เป็นทุนสำหรับขยายกิจการได้ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเพิ่มทุน คุณควรจะมั่นใจว่ากำไรที่คุณได้รับมากพอทีจะชดเชยเงินส่วนนี้ได้ และมีมากเพียงพอทีจะชดเชยผลประโยชน์ที่เสียไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางการเงิน และจำนวนรายได้ของแต่ละบริษัทด้วย