5 ไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยน ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

การที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารที่ดีจนเป็นที่ยอมรับได้ นอกจากการมีเงินทุน รวมถึงความสามารถแล้ว อีกปัจจัยที่ขาดไม่ได้ก็คือ Lifestyle หรืออุปนิสัยการใช้ชีวิตนั่นเอง แล้วการเป็นที่จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง? วันนี้! Yengobuzz มีคำแนะนำมาให้ไปปรับใช้ครับ

1.รักในการเรียนรู้

เพราะการเรียนรู้ คือความอิสระอย่างแท้จริง เนื่องจากเราสามารถเรียนรู้ได้อยู่ตลอดเวลา อย่างไม่มีวันสิ้นสุดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งคุณสามารถฝึกทำให้เป็นนิสัยได้ง่ายๆ หลากหลายวิธี ทั้งการอ่านหนังสือ การพูดคุยปรึกษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น เมื่ออุปกรณ์ หรือข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ เกิดชำรุด ใช้การไม่ได้ ก่อนที่คุณจะเรียกให้ช่างมาแก้ไขปัญหาที่ว่านี้ การที่คุณได้ลองค้นหาวิธีซ่อมแซมด้วยตัวเองในเบื้องต้น ถือเป็นวิธีการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

2.รู้จักเจรจาต่อรอง

เป็นอีกไลฟ์สไตล์หนึ่งที่เจ้าของธุรกิจควรจะต้องมี สำหรับสกิลการเจรจาต่อรอง อาทิเช่น การต่อรองราคาสินค้า หรือสอบถามถึงข้อเสนอ สิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ก่อนที่จะชำระเงิน หรือทำการเปรียบเปรียบข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการค้า เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ และเกิดความคุ้มค่าทางธุรกิจมากที่สุด ซึ่งนำมาซึ่งอุปนิสัยในการเป็นเจ้าของกิจการที่ร่ำรวย

3.เลี่ยงการช้อปราคาเต็ม

ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นิสัยการช้อปของคุณ ที่แต่เดิมทีมักจะเลือกช้อปแต่สินค้าเต็มราคา โดยที่ไม่ได้ศึกษาหาแหล่งซื้อ หันมาช้อปสินค้าลดราคา หรือสินค้ามือสองในสภาพดี เพื่อเป็นการฝึกให้คุณใช้จ่ายเป็น หรือคุณอาจนำไปปรับใช้กับองค์กรของคุณได้โดย การติดตั้ง Software ฟรีถูกลิขสิทธิ์ให้กับคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงาน เป็นต้น

4.ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่เจ้าของธุรกิจร้อยล้านสมดั่งใจ คุณควรที่จะฝึกตัวเองให้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้เป็นนิสัย ยกตัวอย่างเช่น แทนที่คุณจะสมัครเคเบิ้ลทีวีเพื่อดูบางรายการโปรด คุณอาจเลือกใช้บริการอื่นๆ แทนเพื่อลด Budget ในส่วนนี้ได้ ด้วยการสมัครบริการ Netflix เป็นต้น ในด้านการทำงานก็เช่นกัน หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจการจ้าง Outsource หรือแม้แต่ Freelance เองจะช่วยคุณลดค่าใช้จ่ายในได้เป็นอย่างดี

5.ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ถือเป็นการแจสำคัญต่อการที่จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยได้ ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยเลือกอาศัยในพื้นที่ขนาดพอเหมาะ ที่จะนำมาซึ่งการประหยัดค่าน้ำ และค่าไฟ รวมถึงพลังงานต่างๆ ด้วย อีกทั้งการปรับค่านิยมทางวัตถุนิยม เช่น การใช้ของแบรนด์เนม หรือสินค้าในราคาเกินความจำเป็น โดยให้หันมาเน้นที่ตัวสินค้า ความคุ้มค่า และการใช้งานเป็นหลักแทน

รับรองได้เลยว่า เมื่อคุณนำทั้ง 5 ไลฟ์สไตล์ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว โอกาสที่คุณจะรวยความสำเร็จได้นั่นมีสูงมากเลยทีเดียว ขอให้ทุกๆ คนโชคดีกันนะครับ

5 เคล็ดลับ ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

พูดเก่ง พรีเซ็นต์งานดี ขายงานได้ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหรือการทำงาน หากคุณยังขาดทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี ในวันนี้เรามี 5 เคล็ดลับ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฟังให้มากยิ่งขึ้น มาฝากให้คุณไปลองทำตาม เพื่อพัฒนาตัวเองกันครับ

1.แสดงความสนใจด้วยท่าทาง

การสบสายตาผู้พูด รอยยิ้ม หรือการพยักหน้า ในขณะที่ผู้พูดกำลังพูด เป็นสิ่งที่จะช่วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ถึงการส่วนร่วมในการสนทนา แต่ทั้งนี้ก็ควรที่จะระมัดระวังในเรื่องของการแสดงท่าทางด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกอดอก เอามือล้วงกระเป๋า เพราะการทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้พูดเสียสมาธิได้

2.หยุดทุกสิ่งที่ทำ

ต่อให้คุณกำลังง่วนอยู่กับงาน เมื่อมีผู้เข้ามาสนทนาด้วย คุณควรที่จะหยุดการทำงานนั้นๆ ก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ฟังชั่วคราว ดีกว่าที่จะสนทนาไปด้วยและทำงานไปด้วย เพราะจะทำให้ถูกมองได้ว่า คุณไม่ให้ความสำคัญในการสนทนาครั้งนี้

3.ไม่รบกวนผู้พูด

ถึงแม้ว่าเรื่องที่คุณกำลังฟัง จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ หรือเป็นเรื่องที่คุณไม่ชอบก็ตาม การพูดแทรก หรือแสดงกิริยาที่เหมือนว่าจะเป็นการปฎิเสธที่จะฟังต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้คุณเสียมารยาท และไม่ช่วยให้คุณเป็นผู้ฟังที่ดี

5 เคล็ดลับ ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

4.ตั้งคำถาม

เพื่อช่วยให้คุณฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี การตั้งคำถาม ในเรื่องที่ผู้พูดสนทนาได้พูดจบแล้ว นอกจากจะช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น ยังทำให้คุณได้แลกเปลี่ยนความคิด และได้รับความรู้ใหม่ๆ รวมถึงยังช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในหัวข้อที่สนทนามากขึ้นอีกด้วย

5.ฝึกฟังอย่างตั้งใจ

เพราะการฟังไม่ใช่เพียงแค่ฟังอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและความเข้าใจในตัวผู้พูดด้วยว่า กำลังสื่อสารและถ่ายทอดอะไรกับเราอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่คุณต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการฟังที่ดี และประสบความสำเร็จในอนาคต

เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น อย่าลืมนำทั้ง 5 เคล็ดลับการเป็นผู้ฟังที่ดีในข้างต้น ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูนะครับ

 

6 วิธีทำให้เงิน…ไม่ล่องหน

เงินเดือนเข้าบัญชีแล้ว!! ขอปรบมือรัวๆๆๆ อารมณ์ส่วนใหญ่ของเราช่วงสิ้นเดือนจะคล้ายๆแบบนี้ แต่พอผ่านไปสักพักมารู้ตัวอีกทีเงินหายเกือบเกลี้ยง กระเป๋าแล้ว เงินไม่ได้เล่นมายากลล่องหนหายไปไหน แต่มันเกิดจากพฤติกรรมการใช้เงินของเราต่างหาก ที่ทำให้เงินหมดไปอย่างไม่รู้ตัว มีวิธีการใช้เงินอะไรบ้างที่ทำให้เงินเราล่องหนหายไปมาดูกันเลยจ้า

1.เลือกค่าโทรศัพท์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

หลายคนชอบเลือกโปรโมชั่นที่เผื่อไว้ก่อนว่า “อาจจะได้ใช้”  โปรฯโทรเยอะและเล่นเน็ตแบบไม่จำกัด ทำให้เสียค่าโทรศัพท์ค่อนข้างสูง แต่เวลาใช้งานจริงแทบไม่เคยใช้ถึงโปรโมชั่นที่เลือกเลยไว้สักครั้ง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น ดังนั้น เพื่อป้องกันเงินของเราล่องหนหายไปควรสังเกตพฤติกรรม การใช้โทรศัพท์ของตนเองว่าเน้นโทรหรือเล่นอินเตอร์เน็ต แล้วเลือกโปรโมชั่นให้ตรงกับการใช้งาน จะทำให้เงินเรามีเงินเหลือมากขึ้น

2.วิ่งหนีป้าย Sale

ทำให้เรามีทั้งความสุขและความโศกเศร้างได้ในเวลาเดียวกัน ความสุขจะเกิดขึ้นเมื่อเราเห็นว่า มันเป็นโอกาสที่จะได้ซื้อของราคาถูกตุนไว้เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเราตัดสินใจซื้อของด้วยอารมณ์ มันจะกลายเป็นความโศกเศร้าทันที นอกจากต้องมานั่งเสียใจทีหลังแล้วยังเสียเงินมากกว่า ที่ควรจะเป็นอีกด้วย ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจซื้อของเพราะป้าย Sale เราควรตรวจสภาพคล่องของเงิน ในกระเป๋าก่อนว่าพร้อมจ่ายหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่สร้างหนี้เพราะป้าย Sale นะจ๊ะ

3.การดื่มกาแฟในวันทำงาน

ถ้าให้ค่ากาแฟเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง หากลงทุนสูงแสดงว่าเราคาดหวังผลตอบแทนสูงเช่นกัน เรามาดูกันว่าทุกวันนี้การลงทุนกับค่ากาแฟนั้นได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่

สมมุติดื่มกาแฟแก้วละ 150 บาท ทำงาน 20 วัน รวมเป็นเงิน 3,000 บาทต่อเดือน

  • ลงทุนค่ากาแฟ 20% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 15,000 บาท
  • ลงทุนค่ากาแฟ 10% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 30,000 บาท
  • ลงทุนค่ากาแฟ 4.28% ของรายได้ เพื่อเงินเดือน 70,000 บาท

การลงทุนค่ากาแฟจะคุ้มค่าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับวิธีการใช้เงินของเราเอง เงินของเราล่องหนหาย ถ้าเราลงทุนกับค่ากาแฟนสูงมาก แต่กลับได้ผลตอบแทนไม่สูงตามไปด้วย ดังนั้น เราเลือกได้ว่าจะ ลงทุนค่ากาแฟให้น้อยลงหรือเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้น

4.ลดค่าอาหารวันหยุด

กิจกรรมในวันหยุดของคนส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือหยุดยาวช่วงเทศกาล ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารการกินเกิดขึ้น ยิ่งนับวันราคาอาหารก็แพงแซงหน้าอัตราดอกเบี้ย ทุกวันนี้เราได้อาหารปริมาณเท่าเดิม(หรือลดลง) แต่จ่ายค่าอาหารในราคาที่สูงขึ้น ทำให้เงินของเรา ล่องหนหายไปกับค่าอาหารเป็นจำนวนมาก

ทางเลือกของการใช้เวลาช่วงวันหยุดไปกับการกินอย่างคุ้มค่า ในราคาประหยัดเราอาจจะลองเปลี่ยนจาก การนั่งกินในร้านอาหารมาเป็นการทำอาหารทานเองที่บ้าน นอกจากประหยัดค่าอาหารแล้วยังใช้เวลาสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวให้มากขึ้นด้วย

5.พกแบงค์ใหญ่

เราเคยลองสังเกตตัวเองไหมว่าระหว่างการพกแบงค์ใหญ่กับการพกแบงค์ย่อย แบบไหนทำให้เราใช้เงิน หมดช้ากว่ากัน ส่วนใหญ่จะตอบว่า “แบงค์ใหญ่”  เพราะใช้ยากกว่าจะซื้ออะไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกว่า จะถูกร้านค้าบ่นกลับมาหรือไม่ เช่น แม่ค้าอาจจะมองหน้าถ้าซื้อลูกชิ้น 30 บาทแล้วจ่ายแบงค์ 1,000

การสร้างความลำบากในการใช้เงินด้วยการพกแบงค์ใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้เราคิดให้รอบคอบก่อน ใช้จ่ายแล้วยังทำให้เงินหมดช้าลงอีกด้วย ต่างกับการพกแบงค์ย่อยนั้นควักง่าย จ่ายคล่องมือใช้เพลินๆ แป๊บเดียวเงินล่องหนหายไปเกือบหมด

6.เลือกประกันรถยนต์ให้สอดคล้องกับความชำนาญในการขับรถของเรา ยังคุ้มครองสูงโดย ราคาประหยัด

การซื้อประกันรถยนต์นั้นเป็นรายจ่ายแบบปีต่อปี ยิ่งมียานพาหนะวิ่งบนท้องถนนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะมี ความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากขึ้นเท่านั้น หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันจนทำให้บาดเจ็บ เสียชีวิตหรือ รถยนต์เสียหาย การทำประกันรถยนต์นั้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายได้

เชื่อว่าใครๆ ก็อยากได้ความคุ้มครองที่ดีที่สุด แต่ก็จะมาพร้อมกับเบี้ยประกันที่แพงมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ขับรถมานานและขับได้คล่อง และชำนาญ ไม่เคยมีการเคลมเล็กน้อยๆแบบไม่มีคู่กรณีเช่น เฉี่ยวเสา ถอยชนผนังที่บ้าน ขับรถครูดกับกระถางต้นไม้ เหมือนตอนขับรถใหม่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำประกันชั้นหนึ่งเสมอไป

15 เมนูอาหารว่างบำรุงสมอง แสนอร่อย ที่ต้องมีติดโต๊ะทำงาน

เมื่อเราทำงานอย่างหนัก แน่นอนว่าเราจะต้องสูญเสียพลังงานในร่างกาย และพลังงานสมองไปอย่างมาก และเพื่อเป็นการเพิ่มพลัง ให้คุณกลับมาลุยงานต่อได้ วันนี้! เรามี 15 เมนูอาหารว่างไว้บำรุงสมอง ที่ไม่คนธุรกิจ หรือคนทำงาน ต้องมีติดโต๊ะไว้ ส่วนจะมีเมนูเด็ดแสนอร่อยอะไรบ้าง ที่ชวนให้ลิ้มลอง ตามเรามาดูกันได้เลยครับ

1.บลูเบอร์รี่แช่แข็ง (FROZEN BLUEBERRIES)

บลูเบอร์รี่แช่แข็ง (Frozen Blueberries)

แค่ฟังชื่อก็คูลแล้ว สำหรับบลูเบอร์รี่แช่แข็ง ที่คุณสามารถ enjoy eating ได้ยาวนาน อีกทั้งหากทานไม่หมดยังสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพิ่มความเย็นได้อีกด้วย

2.เบอร์รี่อบแห้ง (DRIED BERRIES)

เบอร์รี่อบแห้ง (Dried Berries)

อร่อยไม่แพ้ บลูเบอร์รี่แช่แข็ง สำหรับ เบอร์รี่อบแห้ง ที่สะดวกต้องการรับประทาน และสามารถเก็บไว้ที่โต๊ะ หรือใส่กระเป๋า โดยไม่ต้องแช่เย็น

3.ขนมปังปิ้งอะโวคาโด (AVOCADO TOAST)

ขนมปังปิ้งอะโวคาโด (Avocado Toast)

เมนูนี้ถือเป็นเมนูที่ช่วยให้พลังงานสมองเป็นอย่างดี ถึงแม้จะต้องใช้เวลาในการทำสักนิด สำหรับ ขนมปังปิ้งหน้าอะโวคาโด แต่คุณจะไม่ผิดหวังกับประโยชน์และรสชาติที่ได้รับ

4.มันฝรั่งกับซอส (CHIPS AND SALSA)

มันฝรั่งกับซอส (Chips and Salsa)

มันฝรั่งกับซอส (Chips and Salsa)

ไม่ได้มีแต่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ มันฝรั่งกับซอสมะเขือเทศ ยังให้พลังงาน และช่วยให้พลังงานสมองเช่นกัน

5.กล้วย

กล้วย

กล้วย

กล้วย ถือเป็นผลไม้ที่ทานง่าย แถมยังมีโพแทสเซยีมและวิตามินพร้อมบำรุงการทำงานของสมองของคุณ ให้พร้อมรับมือสำหรับการทำงานที่หนักหน่วง

6.กรีก โยเกิร์ต (GREEK YOGURT)

กรีก โยเกิร์ต (Greek Yogurt)

กรีก โยเกิร์ต (Greek Yogurt)

ด้วยโปรตีน และสารอาหารที่มากกว่าโยเกิร์ตทั่วๆ ไป จึงทำให้กรีก โยเกิร์ต เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเป็นเมนูอาหารว่างที่เหมาะกับคนธุรกิจและคนทำงาน ที่ต้องการหาตัวช่วยบำรุงสมอง

7.แอปเปิ้ลกับเนยถั่ว (APPLE AND PEANUT BETTER)

ทั้งแอปเปิ้ล และเนยถั่วเอง ต่างก็มีสรรพคุณและคุณค่าทางอาหารที่เต็มเปี่ยม เพื่อการบำรุงสมองของคุณ เพียงแค่หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นๆ แล้วหยิบ คุณก็สามารถอร่อยและได้ประโยชน์ในทันที

8.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทอง

เป็นอาหารว่างบำรุงสมองที่เก็บไว้ที่โต๊ะของคุณได้นาน แถมยังเลือกอร่อยได้ทุกเวลา อีกทั้ง เมล็ดฟักทองยังมี Omega 3 ที่ช่วยบำรุงสุขภาพและสมองของคุณให้แข็งแรง

9.เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวัน

ไม่ได้แค่มีไว้ทานเล่นยามวางเพื่อฆ่าเวลาอย่างเดียว แต่เมล็ดทานตะวัน ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ทั้งให้ประโยชน์ ที่ควรมีติดไว้ที่โต๊ะเป็นอย่างยิ่ง!

10.แครอทสับ

แครอทสับ

แครอทสับ

ได้ทั้งวิตามินซี และสารอาหารครบถ้วน กับเมนูแครอทสับ ที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงซื้อแครอทที่ตลาด และนำมาหั่นเพื่อรับประทาน

11.บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (BROCCOLI AND HUMMUS)

บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (Broccoli and Hummus)

บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (Broccoli and Hummus)

เนื่องจาก ฮัมมูส หรือ เครื่องจิ้ม มีส่วนประกอบจากถั่วลูกไก่ ที่ให้คุณค่าทางอาหารเหมาะแก่การบำรุงสมองอย่างยิ่ง จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะทานคู่กับบร็อคโคลี่

12.ทูน่า โรล (TUNA ROLL)

ทั้งอร่อย ทานง่าย มีโปรตีนและโอเมก้า 3 ปลาทูน่า จึงอยู่ในลิสต์ของอาหารว่างที่คุณ ควรมีติดไออฟฟิศไว้ว้ทานระหว่างวัน เพราะเพียงคุณมีขนมปังแผ่นกับทูน่ากระป๋อง ก็สามารถทำทูน่า โรล ทานได้แล้ว

13.มะเขือเทศเชอรี่ (CHERRY TOMATO)

มะเขือเทศเชอรี่ (Cherry tomato)

มะเขือเทศเชอรี่ (Cherry tomato)

แม้ขนาดจะเล็กจิ๋ว แต่คุณค่าทางอาหารสูง สำหรับ มะเขือเทศเชอรี่ หนึงในพืชผักที่ช่วยบำรุงสมอง และผิวพรรณที่ดีให้กับคุณ อีกทั้งยังรับประทานง่าย เป็นเหตุผลที่คุณต้องมีเมนูนี้อยู่ในลิสต์

14.ชาเขียว

ชาเขียว

ชาเขียว

งานเยอะจนไม่มีเวลาทานอาหารว่าง ชาเขียว ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบปัญหานี้ เพราะคุณสามารถจิบชาไปพร้อมกับทำงานด้วยได้ นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยบำรุงสมอง และมีสารอนุมูลอิสระช่วยดูแลสุขภาพ

15.ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

หากคุณทานในปริมาณที่พอดี เมนูอาหารว่าง ในรูปแบบเครื่องดื่ม ดาร์กช็อกโกแลตร้อน จะไม่ทำให้คุณอ้วนอย่างแน่นอน แถมยังได้รับประโยชน์มากกว่าโทษเสียอีก ถ้าไม่เชื่อลองดูได้เลย

ทานอาหารว่างอิ่มแล้ว หลังเลิกงานหากมีเวลา ก็อย่าลืมที่จะไปออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยของคุณกันนะครับ

7 กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่คนส่วนใหญ่รู้ แต่เลือกไม่ทำ

7 กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่เราจะมานำเสนอให้กับทุกๆ คน ในวันนี้ เราเชื่อว่าบางคนอาจจะรู้ทั้งหมดแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำ หรืออาจจะรู้เป็นบ้างข้อ แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำเช่นกัน แต่ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณลองนำกุญแจทั้ง 7 ที่ว่า ไปไขเพื่อเปิดประตูคสู่วามสำเร็จในชีวิตกันครับ ซึ่งแต่ละดอกจะมีวิธีการนำไปใช้ได้อย่างไรบ้าง ลองมาติดตามกันดูครับ

1.อ่านหนังสือเป็นประจำ

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ตามรอย CEO ระดับโลกอย่าง Bill Gates หรือ Warren Buffet ก็ตาม การอ่านหนังสือเป็นประจำ จะช่วยให้คุณเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากคุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องที่อ่านแล้ว ยังช่วยให้คุณลดความเครียด มีสมาธิ และกระตุ้นความจำให้กับสมองอีกด้วย

2.หาที่ปรึกษา

แม้คุณจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้จากการอ่าน หรือดูคลิป VDO จากอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนท์ หรือการตัดต่อรูปภาพ แต่หากคุณต้องการเรียนรู้แบบถูกวิธี และเจาะลึกคุณจำเป็นที่จะต้องมองหาผู้ที่จะให้คำปรึกษาแก่คุณในเรืองนั้นๆ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ต้องการแบบครบถ้วน

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องที่คุณจะต้องให้ความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง เพราะหากคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยแล้ว จะทำให้คุณมีเรี่ยวแรง และพละกำลังในการผลักดันตัวเองให้ไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งสามารถทำได้โดยการเล่นกีฬาต่างๆ ฟิตเนส หรือกายบริหารง่ายๆ เป็นประจำ

4.ทานผักสีเขียว

หลายคนอาจจะร้องอี๋ เมื่อต้องเจอกับเมนูอาหารที่ต้องมีส่วนผสมของผักอยู่ เพียงเพราะผักบางชนิดมีรสชาติขม ไร้ซึ่งรสหวาน แต่การที่คุณปฎิเสธด้วยการไม่รับประทานนั้น เป็นการทำร้ายตัวเองโดยอ้อมได้ เพราะจะทำให้คุณขาดสารอาหาร และมีสุขภาพไม่แข็งแรง จนทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จได้

5.ตื่นนอนแต่เช้า

การตื่นนอนแต่เช้า จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากกว่าการตื่นสาย เพราะคุณจะมีเวลาเพียงพอ ต่อการทำกิจวัตประจำวัน และทำงานต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งหากคุณทำจนเป็นนิสัยแล้ว แน่นอนว่ากุญแจดอกนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในไม่ช้า

6.มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

คุณจะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หากคุณมีวิสัยทัศน์ และมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่คล้อยตามหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะคำบอกเล่าของใครว่า อาทิ ทำแบบนี้จะดีเหรอ? ไอเดียนี้มีคนเคยทำนานแล้ว? จะขาดทุนรึเปล่า จะช่วยให้คุณทำตามสิ่งที่คาดหวังแบบไม่หลงทาง

7.มองโลกในแง่ดี

ไม่แปลกนักที่คนส่วนใหญ่มักจะ “กลัว” ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้  หรือเมื่อต้องเจอกับสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญ จนบางครั้งทำให้ความกลัวทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของคุณ จนไม่สามารถทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการแก้ที่ดีคือพยายามคิดบวก มองโลกในแง่ดี และให้กำลังใจตัวเองเมื่อต้องเจอบททดสอบในชีวิต

สุดท้ายนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วครับว่า จะเลือกหยิบกุญแจทั้ง 7 นี้ ไปไขความสำเร็จของตัวเองหรือไม่? ซึ่งถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต และการทำงาน เราขอแนะนำให้รีบหยิบกุญแจไปไขโดยด่วน!

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

การนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างรายได้สม่ำเสมอ ถือเป็นเรื่องที่ผู้บริหารทุกคนต้องโฟกัสด้วยกันทุกองค์กร แต่อีกหนึ่งสิ่งทีต้องดูแลควบคู่กันไประหว่างบริหารงานนั่นก็คือ การดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยเริ่มจากการใส่ใจ “การกิน” ที่อาจมีหลายคนมองข้ามไป ซึ่งวันนี้! Yengobuzz มี 7 พฤติกรรมการกินที่ไม่ควรทำ มาเตือนใจคนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านั้นกันครับ

1.มองข้ามอาหารมื้อเช้า

อาหารเช้าถือเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด เพราะหากคุณเลือกที่จะไม่กิน หรือข้ามไปกินควบกับมื้อกลางวันแทน นอกจากจะทำให้เป็นที่มาของโรคกระเพาะอาหารแล้ว ยังทำให้คุณเสียสมดุลในระบบการทำงานร่างกายอีกด้วย

2.ติดหวานเป็นชีวิตจิตใจ

กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน ถือเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของเหล่าผู้บริหารและคนทำงานทั่วๆ ไป ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่อาจนำมาด้วยแคลลอรี่และโรคเบาหวานได้ ทางที่ดีควรงดดื่มเครื่องดื่มหวานๆ หรือเพื่อสุขภาพของคุณเองควรเลือกดื่มน้ำเปล่า น้ำผัก หรือนมทดแทน

3.กินอาหารแช่แข็งเป็นประจำ

ในเรื่องของความสะดวกต่อการกิน ต้องยกให้อาหารแช่แข็ง เพราะเพียงแค่คุณเอาไปอุ่นในไมโครเวฟ ไม่กี่นาที ก็สามารถอิ่มอร่อยได้ในมื้อนั้นๆ แต่ในทางเดียวกันอาหารเหล่านั้นจะเริ่มทำลายสุขภาพ หากคุณเลือกที่จะกินเป็นประจำ

4.เลือกกินแต่อาหาร JUNK FOOD

อีกหนึ่งทางเลือกในการกินอาหาร เมื่อคุณติดประชุมหรือมีงานล้นมือ การสั่งอาหารประเภท Junk Food มากินถือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่คุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารประเภทนี้ และอาจได้รับโทษมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะด้วยวัถตุดิบและขั้นตอนการทำที่ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร จึงไม่ควรเลือกที่จะกินเป็นประจำ

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

5.ทำกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่กับการกิน

ถึงจะช่วยประหยัดเวลา และช่วยให้คุณสามารถทำงานอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการกินอาหารได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน จะส่งผลเสียต่อระบบการย่อยของคุณลง ดังนั้นเมื่อถึงเวลากินอาหารควรที่จะนั่งกินบนโต๊ะอาหารมากกว่าที่โต๊ะทำงาน

6.ละเลยมื้อเย็น

เชื่อว่าด้วยจำนวนงานที่เยอะของผู้บริหาร บางครั้งการทำงานจนลืมเวลา หรือลืมที่จะกินอาหารเย็น ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือเงยหน้าขึ้นมามองเวลาสักนิด แล้วออกไปหาอะไรกินจากนั้นก็กลับมาลุยงานต่อ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนไปในตัวได้อีกด้วย

7.กินมากจนเกินไป

อาจจะเป็นข้อดีและข้อเสียได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อออฟฟิศหรือบ้านของคุณมีห้องครัวที่เต็มไปด้วยเสบียงอาหาร เพราะอาจจะทำให้คุณติดนิสัยเดินไปหยิบอาหารมากินอยู่เป็นประจำในระหว่างโหมงานหนัก จนอาจทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรเลือกกินแต่พอดีและเป็นเวลาก็จะช่วยได้

เมื่อได้รู้ทั้ง 7 พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงแล้ว อย่าลืมที่จะนำไปสำรวจตัวเอง และใส่ใจในเรื่องของการกินอาหารในแต่ละมื้อมากขึ้นนะครับ เพื่อเป็นผลดีต่อสุขภาพและธุรกิจของคุณ

 

10 ฮวงจุ้ยปรับโต๊ะทำงานให้เฮง “ทำอะไรก็เจริญ”

“โอกาสดีๆ ในชีวิต หรือโชคดี” ถือเป็นอีกหนึ่งความต้องการที่หลายคนมองหา และฮวงจุ้ยก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ช่วยในเรื่องของการเสริมพลังบวก ทั้งในเรื่องการทำงาน การทำธุรกิจ หรือกิจการต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ทำงานลุล่วง และรับทรัพย์รับโชค วันนี้เราจึงมี 10 ฮวงจุ้ยเด่นสำหรับจัดโต๊ะทำงาน เพื่อให้คุณรับความโชคดี มีความสุข และเจริญรุ่งเรืองตลอดทั้งปี 2560 กัน

1. จัดโต๊ะให้ “การงานลุล่วง”

นำสิ่งของที่มี “สีเขียวสีแดง” ปนอยู่ด้วยกันและเป็นของแหลม นำมาวางไว้ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโต๊ะทำงานของคุณ จะเป็นการหนุนนำส่งเสริมโชคลาภและความสำเร็จ ให้การงานเด่น มีคนเห็นผลงาน และทำงานลุล่วงช่วงโชติ

2. จัดโต๊ะให้ได้ “เลื่อนตำแหน่ง”

อยากได้รับการสนับสนุนจากเจ้านาย หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในที่ทำงานให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือ ทำธุรกิจก็มีคนคอยช่วยเหลือเป็นแบ็คอัพ ลองหา “พัดลมขนาดเล็กสีทอง หรือนาฬิกาลูกตุ้ม” นำไปวางไว้ตรงทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโต๊ะทำงาน จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ใหญ่เอ็นดูและส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า

3. จัดโต๊ะป้องกัน “คนนินทา หักหลัง”

หลายคนคงไม่อยากให้ใครนินทาว่าร้าย หรือคอยใส่ความหักหลัง ทั้งในเรื่องการงานและธุรกิจ วิธีปรับฮวงจุ้ยป้องกันคนเหล่านี้คือ “เลี่ยงการนั่งโต๊ะทำงานหันหลังให้ประตู” เพราะการนั่งหันหลังให้ประตูนั้น เปรียบเสมือนช่องทางเข้าออกให้ผู้ร่วมงานเข้ามาแทงข้างหลังหรือติฉินนินทาแก่คุณ ทางที่ดีควรปรับดีกว่า โดยอาจจะขยับโต๊ะให้หันข้าง หรือปรับมุมนั่งแทน

4. จัดโต๊ะรับ “โชคลาภ”

หาของสีแดงอะไรก็ได้ หรือจะเป็นของแหลมที่สวยๆ งามๆ นำมาตั้งไว้ที่ทิศเหนือของโต๊ะทำงาน จะทำให้ได้รับโชคลาภ เสริมดวง และได้รับโอกาสดีๆ อยู่สม่ำเสมอ

5. จัดโต๊ะ “เสริมอำนาจวาสนา”

เพียงแค่หาต้นไม้ต้นเล็กๆ จะเป็นต้นอะไรก็ได้ นำไปวางไว้ข้างๆ กับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ้คของคุณ “โดยวางให้สูงที่มุมโต๊ะด้านซ้ายมือ” นอกจากจะช่วยดูดซับพลังงานจากสนามแม่เหล็กของจอคอมพิวเตอร์แล้ว ยังช่วยในเรื่องการหนุนเสริมอำนาจวาสนาในหน้าที่การงาน และช่วยเพิ่มความเคารพนับถือจากลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

6. จัดโต๊ะเรียก “คู่ครอง”

ใครยังโสดอยู่ล่ะก็! ต้องจัดโต๊ะทำงานตามนี้เลย แค่ลองนำดอกไม้สวยๆ ใส่แจกัน ซึ่งแจกันนี้เป็นตัวบ่งบอกคู่ครองของคุณ ถ้ากำลังมองหาคู่ครองหรือแฟนสูงยาวเข่าดีก็ให้ใช้แจกันทรงสูง แต่ถ้าอยากได้คู่ครองหรือแฟนรูปร่างอวบอั๋นก็ให้ใช้แจกันกลมๆ แล้วนำไปวางไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโต๊ะทำงาน ทีนี้ก็เตรียมสละโสดได้เลย

7. จัดโต๊ะส่งเสริม “การงานมั่นคง”

ฮวงจุ้ยที่ดีถ้าเป็นที่อยู่อาศัยนั้น ด้านหลังบ้านควรจะเป็นภูเขา แต่ถ้าเป็นด้านหลังโต๊ะทำงาน ก็ควรจะเป็นกำแพงหรือพนังกั้น เพราะจะส่งเสริมความมั่นคงในเรื่องงานหรือเรื่องเงินให้เป็นปึกแผ่น มีฐานรากที่แน่นหนา ซึ่งโต๊ะทำงานที่ดีนั้น ควรจะโปร่งตาทางด้านหน้ามองเห็นคนอื่นที่จะเดินเข้ามาหาเรา และด้านหลังไม่ควรเว้นที่ไว้ให้เดินผ่านได้

8. จัดโต๊ะ “ลดความเครียด”

แน่นอนว่าการทำงานหรือทำธุรกิจย่อมทำให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งการจัดโต๊ะตามฮวงจุ้ยนั้นก็สามารถช่วยลดความเครียดจากหนักให้เป็นเบาได้ เพียงแค่เลี่ยงการนั่งทำงาน “ใต้ขื่อใต้คาน” ที่ตรงกับศรีษะของคุณ จะช่วยทำให้แก้ความเครียด ลดอาการปวดหัว และช่วยทำให้การงานสำเร็จราบรื่นอีกด้วย แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้นำนาฬิกาหรือหลอดไฟไปติดไว้บริเวณใต้คาน ก็สามารถช่วยแก้ฮวงจุ้ยได้เช่นกัน

9. จัดโต๊ะ “เพิ่มความฉลาด”

ฮวงจุ้ยที่ดีที่จะช่วยเพิ่มสติปัญญาของคุณในการทำงาน คือการนำหนังสือที่เป็นความรู้หรือเอกสารต่างๆ จัดเรียงไว้ทางด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงาน ซึ่งจะช่วยให้คิดงานแล่นและวางแผนงานราบรื่น

10. จัดโต๊ะเสริม “พลังงานบวก”

ด้านหน้าของโต๊ะทำงานคือ “จุดเรียกทรัพย์รับพลัง” ซึ่งถือเป็นจุดฮวงจุ้ยสำคัญที่ทำให้คุณทำอะไรก็เจริญ เพียงแค่นำก้อนหินสวยๆ ขนาดกำลังดีและแก้วที่ใส่น้ำดื่มสะอาดๆ มาวางไว้ที่ด้านหน้าของโต๊ะ จะเป็นตัวช่วยคอยรับพลังดีๆ มาสู่คุณ และผลักพลังที่ไม่ดีออกไป

การปรับฮวงจุ้ยนั้นไม่ได้ช่วยเฉพาะในแง่ของรูปธรรมเท่านั้น แต่ในแง่ของจิตใจที่เป็นนามธรรม ก็ทำให้คุณมีความสดใส รู้สึกดี มีความปลอดโปร่งและเป็นมงคลต่อชีวิตอีกด้วย

8 วิธีเพิ่ม “ความเป็นอยู่ที่ดี” ในออฟฟิศ ให้ชีวิตดี๊ดี

ช่วงเวลาในการทำงานคนธุรกิจ และคนทำงานจะตกอยู่ที่ราวๆ 8-9 ชั่วโมง แน่นอนว่าตลอดวัน คุณจะต้องเจอกับงานที่หนักหน่วงและอุปสรรคชวดปวดหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะดีกว่ามั้ย? หากคุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการทำงานที่ดีขึ้นใน Office ด้วย 8 วิธีที่เรานำมาฝากวันนี้! ลองมาดูกันดีกว่าว่า จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยคุณได้บ้าง

1.แบ่งเวลาพักให้เป็น

การนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ทางที่ดีคุณควรหาเวลาพักเบรคจากงานสักครู่ ถึงแม้ในวันนั้นจำนวนงานของคุณที่ต้องสะส่างจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพแล้ว ยอมสละเวลาอย่างน้อย 5 นาที เพื่อกายบริหารร่างกายด้วยท่าง่ายๆ บริเวณโต๊ะทำงาน ก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอาการอ่อนล้าเป็นปลิดทิ้ง

2.มีอาหารว่างรองท้อง

อาหารว่างถือเป็นสิ่งจำเป็นที่แต่ละ Office ต้องมีติดไว้ เพื่อไว้เพิ่มพลังในการทำงาน แต่การเลือกอาหารว่างที่ดี ต้องเลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพของคุณด้วย เช่น การเลือกผลไม้ หรือธัญพืชแปรรูป แทนขนมหวานที่เป็นตัวการทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทุกๆ คนในองค์กรยามท้องว่าง

3.เปลี่ยนการนั่งประชุม เป็นการเดิน

มีผลการศึกษาระบุว่า ร้อยละ 60 ของความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเกิดขึ้นจากในขณะที่เราเดินอยู่ ดังนั้นหากคุณลองเปลี่ยนการประชุมแบบนั่งในห้องใหญ่ๆ มาเป็นการเดินคุยกันรอบๆ บริเวณ Office หรือเดินไปคุยระหว่างทางไปร้านกาแฟ นอกจากจะช่วยให้เกิดไอเดียต่างๆ แล้ว ยังทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงในเวลาเดียวกัน

4.ฝึกสมาธิบ้าง

ในต่างประเทศ บางบริษัทเริ่มที่จะมีการนั่งสมาธิร่วมกันในองค์กร ในช่วงระหว่างการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดจากการทำงาน เป็นระเวลา 10-15 นาที กันมาบ้างแล้ว แต่ในช่วงเริ่มต้นหากคุณคิดว่าช่วงเวลานั้นมากจนเกินไป อาจลดเวลาลงมาเหลือเพียง 5 นาที ก็สามารถทำให้จิตใจของคุณสงบและมีสมาธิมากขึ้น หรือคุณอาจจะใช้แอปพลิเคชั่น Calm บนสมาร์ทโฟน ก็จะช่วยให้การนั่งสมาธิง่ายขึ้น

5.สร้างยิมที่ทำงาน

หาก Office ของคุณมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะทำเป็นยิมไว้ออกกำลังกาย หรือถ้าคุณมีงบประมาณมากพอ ในการซื้อเครื่องออกกำลัง ก็จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปี เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานในการไปเข้าฟิตเนส ด้วยการลงทุนในระยะยาวเพียงครั้งเดียวนี้ จะได้ทั้งสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีพนักงานเช่นกัน

6.จัดระเบียบโต๊ะให้เรียบร้อย

เป็นวิธีที่ง่ายที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ถ้าต้องการให้ Office ของคุณมีสภาพแวดล้อมที่ดี และลดความยุ่งเหยิง ความเครียดในการทำงานลงได้ เพียงแค่คุณจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบร้อยอย่างน้อยๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะช่วยให้ลดความเครียดลงไปได้

7.ตรวจสอบความสะอาดระบบแอร์

นานแค่ไหนแล้วที่ Office ของคุณไม่ได้ล้างเครื่องปรับอากาศ ทำความสะอาดที่กรองอากาศ เพื่อเป็นการสร้างมลภาวะที่ดีในบริษัท การทำความสะอาดระบบแอร์ในส่วนต่างๆ จะช่วยให้บรรดาเหล่าพนักงาน มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ อีกทั้งในงานวิจัยพบว่า การลดมลพิษทางอากาศ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

8.เลิกทานอาหารที่โต๊ะทำงาน

ใครที่ชอบรับประทานอาหารที่โต๊ะทำงาน อาจจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณโดยด่วน เมื่อรู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวนี้ จะส่งผลให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดความเครียดสะสม ทางที่ดีคุณควรเลือกรับประทานอาหารให้ไกลจากโต๊ะทำงาน และใช้เวลาในการทานอาหารอย่างมีความสุขที่ห้องอาหารแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด รวมถึงช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

และนี่คือ 8 วิธีดีๆ ที่จะช่วยให้สภาพแวดล้อมรวมถึงบรรยากาศในการทำงานของ Office คุณน่าอยู่และช่วยให้ทุกๆ คนสนุกกับการทำงานมากขึ้นครับ ส่วนใครลองนำไปทำตามแล้ว มีผลเป็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมมาแชร์ให้เราฟังกันนะครับ

 

ใช้ความ “โสด” ให้เป็นประโยชน์! โสดยังไง… ไม่เหงา มีเงิน ชีวิตดี

“เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?”

คำถามบาดจิตของใครหลายคน

จะถูกถามมากเป็นพิเศษ…

เวลาไปร่วมงานแต่งงานชาวบ้านเค้า

 

คือคนโสดจะอยากตอบให้ได้ไง

แต่มันไม่รู้จะตอบยังไง(โว้ย)

จะมีแฟน.. มันไม่เหมือนอยากกินปลาป่ะ

ที่จะเดินไปตลาด เลือก ซื้อ ห่อกลับบ้านได้เลยนะยะ!

 

เอาล่ะ..วันนี้เราจะไม่มาเถียงกันว่า

โสดหรือมีคู่อะไรดีกว่ากัน

แต่ถ้าด้วยสถานะปัจจุบันที่ว่าเธอยัง “โสด”

มาดูกันว่า…

เธอจะโสดยังไง ให้ไม่เหงา มีเงิน แถมชีวิตดี

1.ใช้ “เวลาว่าง”ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่เธอจะไม่ต้องไปเจอ ไปเอาใจ ไปพบญาติใคร

เอาไอ้เวลาว่างตรงเนี้ยแหละ

มาหาโอกาสดีดี เพิ่มคุณสมบัติตัวเอง

 

อยากเรียนรู้อะไรจัดไป..

ทักษะใหม่ วิชาการ

ภาษา อะไรที่อยากทำตอนเป็นเด็ก

 

อยากทำอาชีพเสริม อยากมีธุรกิจ

ลองทดลองเริ่มทำงูๆปลาๆ(แบบเรียนรู้มาแล้วบ้าง)

ลองไปฝึกงาน

อยากสวยหล่อดูดี

ออกกำลังกาย ทำหรืออาหารดีต่อสุขภาพกิน

เรียนรู้บุคลิกภาพ การแต่งกาย แต่งหน้าทำผม

เล่นกีฬา เต้นรำ

 

อยากมีสติปัญญา จิตวิญญาณที่สงบรู้แจ้ง

เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

สมาธิ กิจกรรมการกุศล

2.ใช้ความที่ “ภาระน้อย” ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่ยังไม่มีลูกเต้าหรือสามี/ภรรยาให้เลี้ยงดู

จริงอยู่อาจจะขาดแรงจูงใจ

แต่ให้ใช้ประโยชน์จากความตัวเบา

เอาเงินไปวางให้ถูกที่ ที่ๆมันงอกเงยได้

กองทุน หุ้น ประกันออมทรัพย์ อสังหา ทอง ธุรกิจ

เลือกเอาสิ.. ออมลงทุนซะในตอนที่ยังทำได้สบายๆ

อย่ามาบอกว่า ไม่รู้ อะไรคืออะไร เริ่มตรงไหน

มาดามไม่อยากฟัง!!!!

เฉพาะเว็บ Aommoney มีบทความทุกเรื่องที่ว่ามา

เป็นร้อย..เป็นพัน

อ่านค่ะอ่าน แล้วเดินไปธนาคารหรือบ.หลักทรัพย์

รับสายคนขายประกัน ถามๆๆจนเคลียร์ก่อนซื้อ

วันหยุดออกไปเดินดูคอนโดหรือบ้านบ้าง

 

เริ่มออมลงทุนซะตั้งแต่ยังโสด!!

เดี๋ยวพอต้องจ่ายค่านม ค่าเทอม ค่าพี่เลี้ยงลูก

จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าไม่มีเงิน!

 

3.ใช้ “อิสระ” ให้เป็นประโยชน์

อยากออกไปดูโลกกว้างเหรอ

คนโสดได้เปรียบ จัดทริปตามใจไม่ต้องแคร์ใคร

ไปมันคนเดียวเลย เปิดหูเปิดตา

ได้เพื่อน แถมอาจได้แฟนใหม่

หรือโอกาสอะไรดีๆ ติดตัวกลับมา

 

อยากทำอะไร เริ่มอะไร ไม่ต้องขออนุมัติจากใคร

การมีคู่ที่ดีคือมีเพื่อนรู้ใจให้ปรึกษา

แต่ที่ปรึกษาบางคนก็ไม่ได้เวิร์คไง

กลายเป็นตัวแปรตัวขัดใจขัดขาขัดโชคลาภก็มี

 

การตัดสินใจอะไรในชีวิตได้เอง
มันคือสิ่งที่มีค่านะ

เธอคิดดีๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงั้นได้

ถึงยังโสด หลายคนก็มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง

คอยกรอกหูคาดหวังให้ทำนั่นนี่ อย่างนี้อย่างนู้น

ใครโสดแถมมีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ

ชีวิตทุกก้าว เธอจะรู้สึกรับผิดชอบ เต็มที่เต็มใจ

ทำอะไรอะไรมันจะมีพลังมาก

ถือเป็นลาภอันสูงสุดก็ว่าได้ ใช้ซะ!

 

เอาล่ะ.. พอจะใจชื้น เชิดหน้าชูคอ

ทำตัวให้เลิศ เตรียมรอตอบ เวลาคนถามได้รึยัง

ว่าทำไมยังโสด เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?

 

ลองตอบแบบนี้ดูสิ

อ๋อ.. ไม่ทราบเหมือนกันเมื่อไหร่จะมี

มีก็ดี เพราะทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก

มีเงิน มีทุกอย่าง

เลยอยากหาคนมาร่วมแชร์ความสุขค่ะ/ครับ

 

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

พนักงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ รายได้แบบไหนที่คุณต้องการ

สบายๆปลายปีแล้วก็คงจะเป็นช่วงที่หลายๆคนกำลังคิดกันแล้วว่าปีหน้าจะทำอะไร คิดถึงตัวเองในวันอดีตที่กำลังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตมาก ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอายังไงกับชีวิต ได้โบนัสแล้วจะย้ายงานไหม หรือลาออกจากงานประจำไปทำงานอิสระดีเพราะรายได้และวิถีชีวิตมันมีความแตกต่างกันอยู่มาก

วันนี้ก็เลยมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังนะครับว่ารายได้แบบงานประจำของมนุษย์เงินเดือนกับรายได้แบบฟรีแลนซ์มันมีข้อแตกต่างอย่างไร เผื่อจะไปเอาพิจารณากันดูว่าแบบไหนที่ชอบนะครับ

รายได้พนักงานประจำ : รายได้ที่มีการตกลงกับผู้ว่าจ้างว่าจะได้เงินเดือนทุกเดือน มีโบนัสและสวัสดิการ ป่วยเบิกได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม มีวันหยุดจำกัดตามกติกา ฯลฯ

รายได้แบบฟรีแลนซ์ : รายได้ที่เราทำงานตามที่ตกลงกับผู้ว่าจ้างเป็นงานๆไป งานจบจ่ายเงิน ไม่มีโบนัส ไม่มีสวัสดิการ เราจะต้องบริหารจัดการเอง อยากหยุดวันไหนก็หยุด อยู่บ้านทำงานก็ได้

ชีวิตทั้ง 2 แบบมันมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันเยอะเหมือนกันนะครับ เชื่อว่าหลายคนอยากออกจากงานประจำเพราะอิสระดี รายได้เยอะ แต่หลายคนที่ทำฟรีแลนซ์ก็มองว่าการทำงานประจำมีเงินเดือนให้ตลอด ไม่ต้องมาไล่หาเงินรายวันอย่างเหนื่อยเลย เดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบมิติต่างๆให้อ่านนะครับ

จำนวนและความสม่ำเสมอของรายได้

โดยส่วนใหญ่แล้วเราพูดกันตรงๆได้เลยว่าการทำงานประจำมันคล้ายๆการเหมาจ่ายเป็นเดือนไปตามข้อตกลงในงาน จะทำมากทำน้อยเงินเดือนก็อยู่เท่านั้นล่ะ แต่ก็จะดีที่มีโบนัสและการขึ้นเงินเดือนให้ในปีต่อไป แต่นี่ก็เป็นข้อดีของคนทำงานประจำนะ เพราะหากเรามีภาระทางการเงิน ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มันก็ยังมีเงินเข้ามาให้เราอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ สามารถวางแผนได้ง่าย

แต่ในขณะเดียวกันคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จะไม่ถูกกำหนดอยู่ในกรอบของรายได้ รับงานมาทำมาก รายได้ก็มาก รับงานมาชิวๆขี้เกียจเงินก็จะน้อยตามไป ไม่มีกรอบของรายได้อาจจะแปลว่าไม่มีรายได้ก็ได้ แต่ถ้าเดือนไหนขยันๆก็เห็นหลายคนมีรายได้กันเป็นแสนเป็นล้านได้อยู่เหมือนกัน ต้องรับผิดชอบตัวเองล้วนๆเพราะไม่มีการตอกบัตรเข้าทำงาน ซึ่งในจุดนี้หากพนักงานประจำต้องการจะก้าวไปสู่เงินเดือนหลักแสนหลักล้านก็ต้องทำงานให้ไปอยู่ในระดับผู้บริหารจึงมีโอกาสจะได้เงินเดือนในอัตรานี้ได้

นอกจากนี้แล้วความสม่ำเสมอของรายได้เนี่ยที่สร้างความได้เปรียบให้พนักงานประจำในการขอเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เปิดวงเงินบัตรเครดิต ในขณะที่พนักงานฟรีแลนซ์บางทีรายได้เยอะแต่เขามองว่ามันไม่สม่ำเสมออาจจะมีความเสี่ยงต่อคนปล่อยเงินกู้ได้ ยกเว้นคุณจะมีเงินเยอะๆฝากไว้ในธนาคารเลยก็จะทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น (แต่ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วจะกู้เงินทำไมนะสิ)

การวางแผนการเงินและวิธีการออมเงิน

คล้ายๆกับข้อแรกครับ พนักงานประจำนั้นสามารถวางแผนได้ง่ายกว่า เมื่อเงินเดือนออกก็รู้เลยว่าจะเก็บเงินเท่าไหร่เอาไว้ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การผ่อนหนี้ การลงทุน ส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์อาจจะต้องวางแผนการเงินในอนาคตที่เคร่งครัดกว่า บางครั้งได้เงินมาจากการทำงาน 1 แสน แต่ไม่มีงานเลย 3 เดือน บางเดือนผมรายได้เป็น 0 ก็มี ก็ต้องจัดการดีๆว่าเงินก้อนนี้จะอยู่อย่างไรให้ได้พร้อมมีเงินเก็บ การใช้จ่ายก็ควรจะระมัดระวังกว่า

โดยปกติในฐานะที่ผมทำฟรีแลนซ์ผมเองก็จะมีเป้าหมายว่าจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ โดยสำรวจรายจ่ายของตัวเอง และต้องมีงานให้ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็คือเงินเก็บที่ต้องสำรองไว้เผื่อไม่มีงานในอนาคต เช่นการกันเงินสำรองเอาไว้เผื่อใช้ในเดือนต่อๆไป แต่เมื่อเก็บเงินได้มากก็จะต้องนำไปลงทุนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

การบริหารเงินในส่วนของภาษี

สำหรับคนที่ทำงานประจำแล้วเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะมีฝ่ายบัญชีของบริษัทคอยติดตามให้ และการคำนวณฐานเงินเดือนก็จะมีการหักภาษีตามฐานจากการคำนวณอัตราเงินเดือน สามารถคำนวณได้ว่าจะต้องลดหย่อนภาษีอย่างไรและจะเอาเงินส่วนไหนมาซื้อ LTF RMF ประกัน โดยส่วนใหญ่แล้วตอนยื่นแบบแสดงรายได้จะยื่นไม่ยากครับ ตอนสมัยผมทำงานประจำแทบจะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเลยเพราะถูกหักไปตามฐานแล้ว

ส่วนตอนเป็นฟรีแลนซ์เวลารับรายได้นั้นคำนวณภาษีค่อนข้างยากหน่อยเพราะรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน จะซื้อ LTF แบบ DCA รายเดือนก็เกรงว่าหากปลายปีไม่มีงานจะกลายเป็นซื้อเกินเข้าไปอีก ลักษณะของภาษีที่หักนั้น ฟรีแลนซ์ก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน โดนในอัตรา 3% บ้าง (ค่าจ้าง ค่าบริการ) 5% บ้าง (ออกทีวี บางทีก็ต้องเป็นดราคา ค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ) ฯลฯ บางคนถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการจ่ายภาษีทั้งหมดแล้ว แต่สุดท้ายเราต้องเอาทุกอย่างมาคำนวณว่ามีรายได้จากตรงไหนบ้างและต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไหร่ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเราต้องจ่ายภาษี 10% เราโดนหักไป 3% มันไม่จบนะ มันต้องบริหารเงินเพื่อเอามาจ่ายเพิ่มอีกในส่วนที่เหลือ เป็นฟรีแลนซ์แล้วบริหารเงินไม่ดีก็โดนเรื่องภาษีได้ง่ายๆเลย บางทียื่นไม่ครบก็โดนปรับได้ด้วยครับ

จากที่เล่าเรื่องการเงินของมนุษย์เงินเดือนกับฟรีแลนซ์แล้ว หลายคนก็คงมองว่ามนุษย์เงินเดือนดูจะมั่นคงกว่า (ในเชิงของความสม่ำเสมอ) แต่สำหรับฟรีแลนซ์หลายๆคนก็มองว่าหากเขาขยันมันก็จะกลายเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอแบบก้อนใหญ่ๆได้เช่นกันนะครับ ตรงนี้มันอยู่ที่ว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน เรายอมรับความเสี่ยงต่อการเงินได้หรือเปล่าเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์หากเราไม่ขยันทำงาน สุดท้ายก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันอยู่ดีครับ เดี๋ยวนี้ใครๆก็มีความเสี่ยงเรื่องไม่มีงานและโดนไล่ออกได้ครับ