Do – Don’t ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ

คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต เมื่อได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนสูงๆ ย่อมต้องนำเอาความรู้นั้นไปต่อยอดสร้างรายได้เพื่อนำเงินทั้งหมดทั้งมวลมาใช้ชีวิตและเติมเต็มสิ่งที่เราขาด แน่นอนว่าการหางานดีๆ สักงานทำมันอาจจะง่ายในตอนแรก และนับว่าเป็นความสุข หากว่างานนั้นเป็นงานที่เรารักและมีแรงปรารถนาที่จะทำเพื่ออะไรบางอย่าง แต่ก็คงไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องคนอื่นไปตลอดชีวิตจริงไหม ? แน่นอนว่าคงไม่มีใครเกิดมาแล้วมีแววที่จะเป็นเจ้าคนนายคน หรือเจ้าของธุรกิจมูลค่าสูง หรือมีแววเป็นเถ้าแก่ที่มีคนนับหน้าถือตากันมากมายตั้งแต่เริ่ม ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป มีความสำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลวเป็นของคู่กัน

จากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปอ่านมาเกี่ยวการเริ่มต้นทำธุรกิจ เด็กหนุ่มใส่แว่นที่มาเข้าร่วม ท่าทางดูเรียบร้อย ยกมือขึ้นถามวิทยากรที่กำลังบรรยายในงานสัมมนางานหนึ่ง ว่า “คนทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นเถ้าแก่หรือเปล่าครับ ?” ซึ่งถ้าเป็นเราก็อาจตอบว่า ทุกคนนั้นมีความเป็นเถ้าแก่ หรือรังสีของความเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่ในตัว เพียงแต่ประสบการณ์และเวลาจะเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อไหร่สิ่งเหล่านั้นจะถึงเวลาเปิดเผยและได้ใช้ในกิจการที่ตัวเองต้องการ หากวันหนึ่งที่เราเกิดไม่พร้อม แต่ยังดันทุรังที่จะเค้นสิ่งเหล่านี้ออกมา แน่นอนว่าความล้มเหลวก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จะเห็นได้ว่าในคำตอบมันมีทั้งความมั่นใจและความไม่มั่นใจ จึงไม่อาจตัดสินได้ว่า จริงๆ แล้วคนทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นเถ้าแก่ได้รึเปล่า ขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่างประกอบกัน อีกทั้งในแววตาของเด็กหนุ่มคนนึ่งที่เห็น ก็เหมือนจะมีความลังเลและความไม่แน่ใจเมื่อถามอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มคนนี้ แต่คนอื่นๆ ที่ถามคำถามจำพวกนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

“เราควรจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าเราเหมาะกับอะไร
ไม่ใช่ให้ใครมาบอกว่า เราทำไม่ได้
หรือเหมาะกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”

ประเภทที่เคยเจอว่า คุณแม่อยากให้ทำงานบริษัท แต่ตัวเองนั้นอยากจะเปิดร้านเบเกอรี่ร่วมกับเพื่อนมากกว่า ต้องบอกก่อนเลยว่ายังไงความต้องการของคนอื่น ก็มักจะเข้ามาขัดกับความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ บางครั้งมันอาจไม่ได้เป็นงานที่เรารัก เราชอบ จึงทำได้ไม่ดี ไม่เต็มที่ ไม่อยากที่จะไปแตะต้องตรงนั้น ทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจยังไงมันก็ออกมาดี เพราะมันเป็นความต้องการของเราจริงๆ รวมถึงการเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าของร้านจักรยาน ร้านแผ่นเสียง การมีโรงงานเป็นของตัวเอง หรือการเป็นเจ้านายของตัว แน่นอนมันทำได้ถ้ามันเป็นความชอบของเราจริงๆ แต่ ! ต้องเน้นย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนทีี่เหมาะจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเหมาะที่จะเป็นลูกจ้าง สิ่งสำคัญ คือ เราต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง คิดให้รอบคอบว่าเราเหมาะกับอะไร หรือต้องการอะไรมากที่สุด อย่าพยายามให้ใครมาตัดสินเราว่าอย่างนั้นทำได้ อย่างนี้ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

เห็นพูดมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกซะทีเดียว ถึงจะบอกว่าเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่จะให้เลิกพยายาม เพียงแต่ต้องรอบคอบ และลองอ่านกฎ Do และ Don’t ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจเสียก่อน จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำบ้าง ถึงจะตั้งตัวได้

ให้คิดเพื่อตัวเอง เลือกชีวิตที่เป็นของตัวเอง

“ถ้าไม่คิดเพื่อตัวเองแล้วจะทำไปทำไม”

เรื่องนี้นับเป็นเรื่องแรกที่เราควรทำก่อนเริ่มธุรกิจ สิ่งที่ควรทำก็คือ การคิดเพื่อตัวเองให้มาก พยายามค้นหาให้เจอว่าตัวเองชอบและเหมาะกับอะไรมากที่สุด ลองดูให้ดีว่าตัวเองเหมาะที่จะเป็นเถ้าแก่ พร้อมที่จะถอดชุดสูท ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นออกไปเร่ขายของตามที่ต่างๆ รึเปล่า รวมถึงหากว่าธุรกิจที่เราตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามที่คิดแล้วคุณจะยังทำมันต่ออยู่ไหม หากคำตอบข้างในค่อนไปทางไม่มั่นใจก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถึงไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจแต่ไปรับหน้าที่อื่นๆ เป็นมือปืนรับจ้างก็ไม่เสียหาย ไม่ว่าจะทำในหน้าที่อะไร ถ้าเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะให้ธุรกิจเดินต่อไปข้างหน้า เกิดความสำเร็จได้มันก็เท่เหมือนๆ กัน

“ฟังแต่ยังไม่เชื่อ”

ต่อมาสิ่งที่เราไม่ควรทำเลย คือ การที่ให้ใครต่อใครมาบอก หรือตัดสินว่าเราควรจะเป็นอะไร หรือไม่ควรจะทำอะไร บอกกันตามตรงว่าถึงแม้จะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู เพื่อนของเรา หรือแม้แต่คนที่อยู่รอบตัวก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่เคารพ หรือไม่ฟังความเห็นจากคนที่เรารัก เพียงแต่ขอให้ฟัง แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ให้เราฟังความคิดเห็นจากคนอื่นๆ ด้วยความเคารพ ความนอบน้อม แล้วนำทุกอย่างมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อเป็นการสะท้อนตัวเราว่าเชื่ออย่างที่ตัวเราชอบจริงรึเปล่า อยากให้ทุกคนพยายามที่จะ “สุภาพแต่เข้มแข็ง” มีความเชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมรับฟังคำติ-ชม และอดทนที่จะอธิบายคนรอบๆ ตัวฟังถึงความชอบและความเชื่อของเรา

“ถ้าเขาไม่รักสิ่งที่เขาทำจริงๆ เกิดเจ๊งหรือขายไม่ดี
เขาก็จะเปลี่ยนชีวิตให้สมถะ และจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป”

จากที่ได้อ่านเรื่องราวการประสบความสำเร็จของผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งไทยและเทศ พวกเขาล้วนแล้วแต่มีอะไรที่เหมือนๆ กัน ตรงที่ก่อนเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ก็มักจะมีคนคอยทำร้ายความฝันด้วยประโยคซ้ำๆ เดียวๆ ว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” “น่าจะยาก” “เด็กเกินไป” “ไม่เหมาะ” แต่ดีตรงที่พวกเขามีความแน่วแน่ ยอมเสี่ยง ยอมเจ็บในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ พยายามมองเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้กลายเป็นบททดสอบที่สำคัญว่าตัวเองรักในสิ่งที่ทำมากพอรึเปล่า ซึ่งเชื่อว่าถ้าคนเหล่านั้นไม่ได้รักในสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ เขาก็คงจะไม่อดทนและแปรเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม และเดินหน้าทำมันต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเรียกคนเหล่านั้นได้ว่าเป็น “ศิลปิน” อีกทั้ง คนบางคนก็โชคดีมาตั้งแต่ต้นที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับอะไร ส่วนคนที่ไม่มีอะไรพิเศษแบบนั้นก็ต้องลองผิดลองถูกให้รู้ก่อน ถ้าลองจนหมดแต่ยังไม่รู้แถมยังใจร้อนอีก แนะนำว่าให้ลองเลย เพียงแต่เราต้องเข้มแข็งกับผลลัพธ์เท่านั้นเอง

จริงๆ เราอยากเข้าข้างตัวเอง หรือกลัวที่จะล้มเหลวมากเกินไป

“การหาความสมดุลระหว่างหัวสมองและหัวใจ
Follow your heart but take your brain with you”

เท่าที่เคยเห็นบุคลิกลักษณะของคนที่เป็นเถ้าแก่ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจจะมีอยู่ 2 ประเภท ไม่เป็นคนที่มั่นใจสุดๆ ก็เป็นคนที่ขี้กลัวแบบสุดๆ ไปเลย จะหาคนที่อยู่ตรงกลางไม่ค่อยได้ เวลาที่เราเข้าข้างตัวเอง เราก็มักจะเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นอันดับแรกเสมอ มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา แบบนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า “Selective Bias” เกิดความเอนเอียงจากการเลือก เลือกดูแต่ข้อมูล หรือสิ่งที่ถูกใจเรา เอาจริงๆ ก็คล้ายกับการ “มโน” อยู่กลายๆ เพียงแต่ว่าการมโนในแบบนี้มันมีข้อมูลที่ถูกต้องอ้างอิงอยู่ เราเลือกที่จะอ่าน เลือกจำแค่สิ่งที่ให้ให้กำลังใจเรา ถูกใจเรา

ส่วน Selective Bias อีกประเภท ก็คือพวกที่มีความกลัวอยู่เต็มไปหมด ทุกอย่างดูเป็นแง่ลบ กลัวไม่สำเร็จ ถึงแม้จะมีความกล้าและตัดสินใจเลือกไปแล้วว่าจะเริ่มทำธุรกิจแบบนี้ แต่ก็เกิดความลนลาน เพียงแค่พูดพรีเซนต์ออกมาน้ำเสียงที่ดูสั่นเครือก็สะท้อนได้ว่าเกิดความไม่มั่นใจซะแล้ว แต่เรื่องแบบนี้ก็โทษใครไม่ได้ เพราะนี่คือโลกของธุรกิจที่หาสมดุลได้ยากหากว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังไงก็ต้องสู้และพยายามกันต่อไป

ถึงวิสัยทัศน์กว้างไกลแค่ไหน แต่ก็ต้องมีแผนสองรองรับไว้เสมอ

“แรงปรารถนาของจิตมีพลังมาก
ถ้าคิดและโฟกัสไปว่าต้องสำเร็จ
โอกาสจะสำเร็จก็จะมีมากขึ้น”

สิ่งที่อยากจะสื่อในส่วนนี้ก็เหมือนกับหัวข้อที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก เมื่อเราคิดจะทำอะไรสักอย่าง มีแผน 1 ก็ต้องมีแผน 2 เผื่อบางทีเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะได้ไม่ล้มเหลวมากนัก การทำธุรกิจก็เช่นกัน เอาง่ายๆ ถ้าอยากจะให้สำเร็จก็ต้องเริ่มสะกดจิตตัวเองก่อนว่ามันสำเร็จ เทียบกับการเล่นเกมง่ายๆ อย่างเวลาที่เราขยำกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้วเขวี้ยงลงไปที่ถังขยะ เมื่อเราคิดว่าลง มันก็จะลง วิธีนี้มีชื่อเรียกว่า “Visualizing Success” เป็นสิ่งที่นักกอล์ฟ หรือนักบาสในระดับโลกนำมาใช้กันอยู่บ่อยๆ เวลาที่เข้าแข่งขัน หรือเวลาที่เราเล่นหมากรุก ให้คิดล่วงหน้าเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่าจะทำแบบนี้ ข้ามแบบนี้ ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเราจะโต้ตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งมันต่างจากการเข้าข้างตัวเองอยู่มากโขตรงที่มีการตอบโต้เพิ่มด้วย หากว่าธุรกิจที่เราตัดสินใจทำนั้นเกิดไม่ง่าย แล้วเราจะต้องทำยังไงต่อไป ต้องมีแผนรองรับที่หลากหลาย อย่ามัวแต่ไปคิดเข้าข้างตัวเองว่าอะไรก็ง่าย เป็นได้ ยังไงต้องประสบความสำเร็จแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งไม่จริง

“ความหวังให้อะไรเราได้บ้าง?”

เมื่อเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว แนะนำว่าให้ใช้ใจคิด ลองใช้สามัญสำนึก ผสมผสานความกล้าที่จะตัดสินใจก่อนว่าจะทำแบบไหน สิ่งที่เราหวังให้อะไรกับตัวเราและธุรกิจของเราได้บ้าง คิดในแบบที่ไม่มีเงื่อนไขมาจินตนาการ จากนั้นก็ค่อยมาใช้สมองมองในแบบ “What if” ไปเป็นฉากๆ ว่าถ้าเกิดอย่างนั้นขึ้น อย่างนี้ขึ้น หากวัตถุดิบขาดตลาด พนักงานไม่เพียงพอ เราจะต้องแก้ปัญหายังไง ไปจนถึงว่าหากวันหนึ่งธุรกิจเกิดประสบความสำเร็จ เราจะทำยังไงให้มันติดลมบน แต่ถ้าไม่สำเร็จ จะต้องมีแผน 2 แผน 3 หรือจะลงจากหลังเสือ ไม่เดินหน้าต่อ ขอให้แยกออกเป็น 2 ความคิด แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปได้โดยที่เราไม่ต้องกลัว หรือคิดอะไรไปเองล่วงหน้า

สุดท้าย หากเราเตรียมความพร้อมมาอย่างดี รู้จักตัวเองดี มีทางหนีทีไล่ หรือตั้งใจที่จะลุยต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ยังมองไม่เห็นความสำเร็จ ก็ต้องอดทน ทำงานให้หนัก อย่ายอมแพ้ง่ายๆ สนุกกับสิ่งที่ทำอยู่เสมออย่างไม่เอ่ยปากบ่น เราก็จะนิ่งพอและดำเนินธุรกิจของเราไปได้อย่างมีความสุข นี่ก็เป็น Do และ Don’t สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำก่อนเริ่มต้นธุรกิจ หรือเป็นเจ้าของกิจการ หวังว่าจะนำเอาไปปรับใช้และเป็นแรงผลักดันให้กับใครหลายๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองต้องการอะไรได้เป็นอย่างดี

“เงินไม่หายแน่ ถ้าทำบัญชีรายรับรายจ่าย”

ย้อนกลับไปถึงวันที่เราเรียนจบ พอเริ่มทำงานก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่คนเราสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง

คุณจำได้มั้ยว่า พอเงินเดือนออกมาเดือนแรกเรา เราเอาเงินนั้นไปทำอะไร ส่วนมากก็จะเป็นการเอาเงินไปซื้อของที่เราอยากได้ ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยการซื้อชุดทำงาน ซื้อรองเท้าทำงาน ซื้อกระเป๋า เป็นต้น ซึ่งบางคนหรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ใช้แทบจะหมดเกลี้ยง รวมถึงบางคนไม่พอใช้ ยังกลับต้องไปขอเงินพ่อแม่เราเพิ่มด้วยซ้ำ

ซึ่งหากเป็นแค่ช่วงแรกๆก็ยังดีครับ แต่ถ้ายังเป็นนิสัยแบบนี้ไปนานๆ ก็อาจจะเรียกว่า อยู่ในภาวะ “กระแสเงินสดสุทธิติดลบ” ก็คือ รายจ่าย มากกว่า รายได้ แบบนี้ บอกเลยว่า อันตรายมากๆครับ

ดังนั้นคนวัยทำงานจึงควรต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองจากเดิม “ใช้ก่อนเก็บ” มีเหลือค่อยเก็บ (และสุดท้ายก็ไม่เหลือเก็บ) ให้กลายเป็น “เก็บก่อนใช้” คือ เงินเดือนออกเท่าไหร่เก็บก่อนเลย 10-20% ที่เหลือค่อยใช้

แน่นอนว่า แบบนี้ เราก็จะมีเหลือเก็บแน่นอนทุกๆเดือน

แต่พอวันนึงนิสัยการออมของเราก็มักจะกลายเป็น รายได้เพิ่ม กลับออมเพิ่มไม่ได้ กลายเป็น รายได้เพิ่ม มีแต่รายจ่ายเพิ่ม ซึ่งแบบนี้ต่อไป เราเองก็คงไม่มีเงินเก็บที่เพียงพอในวัยเกษียณแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่ควรต้องทำเพิ่มอีกอย่างนึง ก็คือ “การทำบัญชีครัวเรือน” ซึ่งการทำบัญชีครัวเรือนนั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันๆ ยิ่งดีครับ เพราะ เราจะรู้ว่าเงินที่ออกจากกระเป๋าเราในทุกๆวัน มันออกไปกับอะไรบ้าง มีอะไรที่จำเป็นมั้ย เช่น วันนี้กินข้าวไปกี่บาท ก็จด ซื้อกาแฟไปเท่าไหร่ก็จด ซื้อเสื้อผ้าไปเท่าไหร่ก็จด จดทุกรายการที่เงินออกจากกระเป๋า รวมไปถึงเอาเงินไปลงทุนก็จดด้วย แบบนี้เราจะรู้เลยว่า เงินมันไปอยู่ตรงไหนบ้าง

 

 

ดังนั้นวันนี้เลยอยากแนะนำวิธีการทำบัญชีครัวเรือนอย่างถูกต้องมาฝากครับ โดยเราต้องแบ่งหมวดรายจ่ายเป็น 3 หมวดดังนี้ครับ

  1. รายจ่ายผันแปร : ก็คือรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายที่ไม่แน่นอนทั้งหมด หรือ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นรายจ่ายที่เป็น Life Style ของเรา ซึ่งได้แก่ รายจ่ายที่เกี่ยวกับ ค่ากิน ค่าช้อป ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น
  2. รายจ่ายคงที่ : ก็คือรายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำเท่าๆกันทุกๆเดือน หรือทุกๆปี เช่น ค่าเช่า ค่าประกันรถ ค่าประกันชีวิต ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เป็นต้น
  3. รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน : ก็คือรายจ่ายที่ไม่ใช้การซื้อสินค้า แต่เป็นการย้ายที่ของเงินเราจาก เงินในธนาคารที่เราเอาไว้ใช้ ไปสู่ที่อยู่ของเงินเพื่อเก็บไว้ในอนาคต ได้แก่ การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น การซื้อพันธบัตร และอาจจะรวมไปถึง การลงทุนในกิจการก็ได้ ถ้ามี
    ซึ่งจากรายจ่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ ก็ควรต้องมีการบันทึกแบบสม่ำเสมอในทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ เพื่อให้เราสามารถรู้ได้ว่า ใน 1 เดือน หรือ 1 ปี เงินไปอยู่ในสัดส่วนไหนบ้าง แล้วมันเหมาะสมมั้ย เช่น รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน นั้นเป็นอัตราเกิน 10% หรือไม่ รายจ่ายผันแปรมากไปหรือไม่ รวมไปถึงรายจ่ายที่เป็นพวกผ่อนบ้าน ผ่อนรถ นั้นมากไปหรือไม่

ซึ่งหากเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ รับรองว่าจะส่งผลถึงสุขภาพทางการเงินที่ดีในระยะยาวแน่นอน เรียกได้ว่า โสดก็ดี มีครอบครัวก็ยิ่งต้องควรทำ

โดยเฉพาะพอมีครอบครัว แน่นอนว่า เป้าหมายทางการเงินอาจจะมีมากขึ้นกว่าตอนโสดแน่นอน เช่นต้องมีการเตรียมเงินเพื่อลูก หรือ เตรียมเงินเพื่อรายจ่ายในครอบครัว รวมถึงต้องมีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น

ดังนั้น หากคนที่มีครอบครัวก็ควรต้องทำ “บัญชีครัวเรือนหรือบัญรายรับรายจ่าย” อย่างยิ่ง เพราะ จะทำให้เห็นภาพรวมทุกเดือนว่า เงินของครอบครัวนั้น ออกไปทางไหนบ้าง ซึ่งหากตรงไหนมากเกินไปก็ปรับ หรือหากเงินไม่พอจริงๆ ก็ต้องรีบหาวิธีสร้างรายได้เพิ่ม

เห็นมั้ยครับว่า การทำบัญชีรายรรับรายจ่าย คือ พื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดีของทุกๆครอบครัวจริงๆ ใครไม่เคยทำลองไปเริ่มกันเลยนะครับ

เงินทองไม่รั่วไหล ด้วยระบบการควบคุมภายในการจ่ายเงิน

คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากกรมสรรพากร

 

คลิ๊กที่รูปภาพ