Clickเพื่ออ่านฉบับเต็ม
จดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนบริษัท
จดทะเบียนบริษัท โดย บริษัท ชลธี บิสซิเนส กรุ๊ป ซึ่งให้บริการ ด้านการจัดตั้งธุรกิจ รับทำบัญชี ทุกประเภท ทั่วไทย





จากนิทานอีสปแบบเด็กๆ ที่เปรียบเทีบคนสองประเภท ระหว่างนักวางแผน และนักวางเฉยในฉบับที่ผ่านมา ในฉบับนี้ เราจะขอนำเสนอตัวช่วยเพื่อให้คุณๆ เก็บเงินเพิ่มสำหรับตัวเอง ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เงินใช้วัยเกษียณ แต่เป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพื่อซื้อรถ เพื่อแต่งงาน ฯลฯ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น
ความจริงแล้ว 6 ตัวช่วยที่เสนอมานี้เป็นเพียงแนวทางหลักๆ แบบกว้างๆ แต่ในความเป็นจริงที่นักวางแผนการเงินทั้งหลายควรจำไว้ให้ขึ้นใจคือ คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางเลือกของคนหนึ่งจะแตกต่างจากอีกคนหนึ่งได้ และไม่จำเป็นว่าจะปัญหาที่เหมือนกันจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดียวกันได้เสมอไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณผู้เป็นเจ้าของปัญหาจะต้องแสวงหาทางแก้ด้วยตนเองและออกแบบเส้นทางสู่เป้าหมายทางการเงินด้วยตนเอง โดยอาจอยู่ภายใต้การให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้

ที่มา https://www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/AttachFile_1494582296559.pdf
ใครอยาก “รวย” ยกมือขึ้น !!
อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า รวย = โลภ กันนะคะ…เพราะแท้จริงแล้ว “รวย” ในความหมายของเฟิร์นก็คือการมี “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “พอใจในสิ่งที่ตนมี” และ “ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน” อีกต่อไป
และไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่ในสถานะไหน…
ยังไม่รวย, เกือบรวย, ไม่รู้เมื่อไหร่รวย หรือ รวยแล้วแต่อยากรวยกว่านี้ !
เฟิร์นเชื่อว่า 2 สิ่งง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้เพื่อไปถึงเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ “ใช้แรงทำเงิน” & “ให้เงินทำงาน” Jerry Lynch นักวางแผนการเงิน เจ้าของ JFL Total Wealth Management ได้แบ่งปันความคิดส่วนหลัง นั่นคือการ “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อดังนี้
แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ “ สมเหตุสมผล” กับเรา…แต่ก็ต้อง “ ลงทุนระยะยาว” จริงๆ นอกจากนั้นโดยทั่วไปแล้วคนที่ร่ำรวยมักมีจุดเริ่มต้นจาก 4 ทางด้วยกัน คือ
ดังนั้น…จง “อย่าคาดหวัง” มากเกินไปกับ ผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยควรเข้าใจกระบวนการทำงานของตลาดหุ้นด้วยว่าเป็นอย่างไร…ที่สำคัญต้องพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สมเหตุสมผลอยู่สม่ำเสมอ และมีวินัยกับกลยุทธ์นั้น เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนระยะยาว…จะดีกับคุณเอง
นานาเหตุผลที่ทำให้เราไม่เก็บออม…มีอยู่เสมอ (ยังไม่พร้อม , มีหนี้อยู่เลย, ปีหน้าค่อยเริ่ม, เงินเดือนยังน้อยอยู่ ฯลฯ) แต่ทราบหรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เลือกที่จะทำเรื่องง่ายๆ เช่น “ เก็บออม” อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต หรือแม้แต่ในปี 2008 หากมองย้อนกลับไปใครที่ เก็บออม หรือ ลงทุน ในช่วงนั้น ย่อมได้ผลตอบแทนก้อนโตเมื่อเวลาผ่านไป “ ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ”
แผน A ที่คุณใช้อยู่ใช่ว่าจะใช้ได้ดีเสมอไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แผน A อาจไม่สามารถใช้ได้เลยก็เป็นได้…คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่รู้ว่า “ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังนั้นเขาจึง “ มีแผนสำรองเสมอ” เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และนั่นทำให้เขามีทางเลือกในทุกสถานการณ์ ซึ่งก็คือกุญแจสู่ความสำเร็จนั่นเอง
“ ความสำเร็จ” ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการทุ่มกับกระทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำ อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นคนที่ประสบความสำเร็จในวัยที่อายุยังน้อย เขามักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ผ่านการเรียน หรืออบรมคอร์สต่างๆ หรือแม้แต่ ทำงานหนักกว่าคนรอบข้าง (เพื่อน, ครอบครัว หรือในธุรกิจเดียวกัน)
เป้าหมายการทำงานของ Jerry Lynch ก็คือ “ เป็นคนที่โง่ที่สุดในที่ทำงาน” เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้อยู่ท่ามกลางคนเก่ง คนฉลาด มากมาย ดังนั้นทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ของเขามักมีสุดยอดที่ปรึกษาคอยชี้แนะก่อนลงมือทำการใด เพราะไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ดังนั้นการยอมรับข้อจำกัดของตนเองย่อมทำให้เราสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาช่วยให้ทุกการตัดสินใจ ดียิ่งขึ้น
ทุกบทสนทนาทางธุรกิจ หรือธุรกรรมที่คุณทำ อาจไม่ใช่ deal ที่ดี หรือเหมาะกับคุณเสมอไป ดังนั้นคงดีกว่าไม่น้อยหากรู้จักหันหลังให้สิ่งเหล่านั้น และเริ่มต้นต่อรองใหม่ จนกว่าจะได้สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ เพราะนั่นย่อมดีกว่าการเสียเงินไปกับเรื่องที่มันยังไม่โดน!
อะไรที่มันดู “ เหลือเชื่อ” พึงระลึกไว้เลยว่ามัน “ เชื่อไม่ได้” เพราะสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงเลย นั่นแหละ “ เสี่ยงที่สุด” เฉกเช่นการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนก้อนโต ที่มักการันตีได้เช่นกันว่าคุณต้อง “ เสียเงิน” กับการลงทุนนั้นแน่นอน…ไม่ใช่ว่าบนโลกนี้จะน่ากลัวไปซะหมด แต่เพียงอยากให้ศึกษาข้อมูล ทำการบ้าน และระมัดระวังกับสิ่งที่มันดู “ ไม่น่าเป็นไปได้” ก็เท่านั้น
รู้แบบนี้แล้ว…จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มต้น “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อกันดีกว่า
การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม “การลงทุน” ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตาม
ควรเริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเองให้พร้อมโดยต้องรู้จัก 3 ต. คือ เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ กันก่อน
เพื่อจะเป็นผู้ลงทุนที่ดีโดยการกำหนด “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจน เป้าหมายการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จเพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรากำหนดแนวทางการลงทุน ได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย การลงทุนแบบไร้ทิศทาง ลงทุนตามข่าวสารตามกระแส อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เหมาะกับตัวเราไปอย่างน่าเสียดาย
เบื้องต้นเราจึงควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่า ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่? และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด? ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ระยะกลาง (1–5 ปี) หรือ ระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป) ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล
บางคนอาจลงทุนระยะสั้นเพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับดาวน์รถยนต์คันใหม่ บางคนอาจลงทุนระยะกลางเพื่อเตรียมเงินไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือบางคนอาจต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ ฯลฯ
จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนแบบไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ หรือมีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี่แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า… ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณมากที่สุด
นอกจากนี้ต้องเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง โดยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกที่คิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น
หรือเตรียมเงินลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งคุณควรพิจารณา “แผนการออมและแผนการใช้จ่าย” ประกอบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
มีข้อมูลทางวิชาการและสถิติมากมายระบุว่าการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะราคาของสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทจะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมทั้ง ใช้เวลาในการปรับขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากในคราวเดียวได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายคือ… “เตรียมใจ” ให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน ถือเป็นเคล็ดลับในการลงทุนอย่างมีความสุข เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ขาดความอดทน” และ “ไม่มีวินัย” ในการลงทุนที่ดีพอ จึงมักจะลงทุนไปตามสิ่งเร้าหรือตามกระแส ไม่ได้พิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้วก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
เอาเป็นว่า…ใครอยากมี “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ควบคู่ไปกับ “ความมั่นคงทางอารมณ์”ต้องเตรียม 3 ต. ทั้ง เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจให้พร้อมจะได้ออกสตาร์ทบนเส้นทางการลงทุนแสนสุขได้อย่างผู้ลงทุนมืออาชีพ
1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจะต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 86/4)
(1) คำว่า “ใบกำกับภาษี”
(2) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(4) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
(5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
(6) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
(7) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
(8) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
กรณีที่มีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษี / ใบส่งของ อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยส่งมอบสำเนาใบกำกับภาษี / ใบส่งของให้กับผู้ซื้อพร้อมกับการส่งมอบสินค้า ส่วนต้นฉบับของใบกำกับภาษี / ใบส่งของ จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อต่อเมื่อได้รับชำระราคาค่าสินค้า กรณีนี้ถือว่ามิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องส่งมอบต้นฉบับของใบกำกับภาษี (เอกสารฉบับแรก) ให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า
สำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของที่ผู้ซื้อได้รับ ผู้ซื้อจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้
ในทางปฏิบัติ หากผู้ประกอบการต้องการเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีกรณีผู้ซื้อไม่ชำระราคาค่าสินค้า ผู้ประกอบการควรออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากจากใบส่งของและส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษี พร้อมทั้งสำเนาใบส่งของให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า โดยเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ หรือเพื่อความสะดวก ผู้ประกอบการอาจออกใบกำกับภาษีและใบส่งของอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีแบบเป็นชุด ก็ได้
2. ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปรวมกับเอกสารการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีไม่ใช่เอกสารฉบับแรก ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ในเอกสารฉบับแรกของเอกสารชุดดังกล่าว หรือในเอกสารฉบับอื่นที่มิใช่ฉบับแรก แต่เป็นต้นฉบับของเอกสารฉบับอื่นใดก็ตาม ซึ่งมิใช่ฉบับที่เป็นใบกำกับภาษี จะต้องมีข้อความว่า “ไม่ใช่ใบกำกับภาษี” ไว้ในเอกสารฉบับนั้นด้วย
(2) ในเอกสารทุกฉบับของเอกสารชุดดังกล่าว จะต้องมีข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ไว้ด้วย
(3) ในเอกสารฉบับที่ถือว่าเป็นสำเนาของเอกสารฉบับอื่นจะต้องมีข้อความว่า “สำเนา” ไว้ทุกฉบับ
ข้อความตาม (1) ถึง (3) ดังกล่าวข้างต้น จะต้องตีพิมพ์ขึ้นหรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ จะประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือกระทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันไม่ได้
3. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ จะต้องมีข้อความว่า “สาขาที่ออกใบกำกับคือ…..” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายางเขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
4. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ำมัน ได้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้ขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จะต้องระบุ “เลขทะเบียนรถยนต์” ไว้ในใบกำกับภาษี โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
5. กรณีของการฝากขายสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า ซึ่งตัวการและตัวแทนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 0 และทำสัญญาตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า โดยตัวการได้ส่งมอบสัญญาให้แก่เจ้าพนักงานสรรพากรภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาตั้งตัวแทน เมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อ ตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการ โดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนด้วย
6. กรณีได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ให้ออกใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ จะต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยไว้ในใบกำกับภาษี โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว จะต้องตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ (อัตราแลกเปลี่ยน ให้ใช้อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศไว้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนของวันถัดไป ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร)

ที่มา กรมสรรพากร























เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนรู้จักกับ LTF หรือ RMF นั่นเป็นเพราะสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีนั่นเอง และแน่นอนว่าการจะได้สิทธิ์นั้นๆจากกองทุนรวมทั้ง 2 ประเภทนี้ ต้องนำเงินไปลงทุน แล้วจึงนำจำนวนเงินลงทุนดังกล่าวมาใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษี ทีนี้ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน มีอะไรบ้างที่เราควรจะรู้ เพื่อไม่ให้พลาดอะไรไป
1. นโยบายการลงทุน แน่นอนว่า ในเมื่อเป็นเรื่องของการลงทุน เราก็ควรจะศึกษาให้ดีก่อนว่า LTF หรือ RMF นั้นๆมีนโยบายการลงทุนอย่างไร หากเป็น LTF เราก็อาจจะรู้ภาพรวมว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่สูง แต่ในส่วน RMF เนื่องจากมีนโยบายหลากหลาย เราจึงควรดูให้ดีก่อนว่า RMF ที่เราไปลงทุน ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน และเราพร้อมจะรับความเสี่ยงหรือไม่ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร
2. จำนวนเงินที่สามารถลงทุน เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี จากบทความ “กองทุน LTF, RMF ลดหย่อนภาษีได้ทั้งคู่ แล้วมันต่างกันอย่างไร” เราน่าจะได้เห็นเงื่อนไขไปแล้วว่ามีทั้งการกำหนดขั้นต่ำ การลงทุนที่ต่อเนื่อง และเพดานของการลงทุน ซึ่งเราควรจะทราบก่อนว่า ลงทุนได้เพียงใด เพราะหากถ้าเราลงทุนเกินกว่าเพดาน เงินลงทุนส่วนเกินนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว อาจจะทำให้ติดเงื่อนไข และทำให้เงินลงทุนส่วนดังกล่าวต้องเสียภาษีจากกำไรจากการขายไปด้วย
3. ผิดเงื่อนไขแล้วจะโดนปรับอย่างไร แม้ว่าเราจะทราบแล้วว่า การลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนระยะยาว แต่หากว่าเกิดมีเรื่องฉุกเฉินที่เราไม่สามารถวางแผนได้จริง อาจจะทำให้เราจำเป็นต้องขายแบบผิดเงื่อนไข ซึ่งนั่นจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปรับ และการเรียกคืนภาษีที่เราใช้สิทธิ์ไปตามมานั่นเอง
สรุปเป็น 3 ข้อหลักๆไว้สำหรับผู้ที่จะลงทุนใน LTF และ RMF แล้วกันนะครับ อีกสิ่งที่หนึ่งที่ควรรู้ ก็คงไม่พ้นเรื่องรายละเอียดกองทุน LTF และ RMF ที่เราจะเลือกลงทุนนะครับ ซึ่งเข้าไปดูได้เลยจาก
http://www.wealthmagik.com/FundInfo/FundHouseList.aspx
และสามารถเข้าไปทดลองคำนวณเรื่องภาษี เพื่อตรวจสอบว่า เราสามารถลงทุนใน LTF หรือ RMF ได้อีกเท่าไหร่จาก
http://www.wealthmagik.com/FP/TPInput.aspx?mode=NP