5 วิธีฟื้นฟูความมั่นใจเมื่อขาดทุนอย่างหนัก

“เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

ชีวิตนักลงทุนเหมือนชีวิตนักเดินทางไปในทะเลกว้าง หลายครั้งท้องฟ้าสดใส เรือแล่นไปได้ไกล หัวใจพองฟูด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แต่หลายครั้งท้องฟ้ามืดมัว ฝนตกพายุซัด เรือจวนเจียนจะเสียหลัก ใกล้จะพังแหล่ไม่พังแหล่ หลายครั้งต้องสละชิ้นส่วนของเรือบางส่วนไป สูญเสียความมั่นใจจนไม่กล้าจะไปต่อ…

 

เมื่อวันนั้นมาถึง นักลงทุนควรทำอย่างไรดี?

 

1) เรียนรู้ความผิดพลาด

สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำคือวิเคราะห์หาความบกพร่องของตัวเองก่อน พิจารณาเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ดี ถามตัวเองว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน เราได้บทเรียนอะไรจากความเสียหายครั้งนี้บ้าง และที่สำคัญคือนำความรู้และบทเรียนที่ได้เหล่านั้นมาพัฒนาต่อในชีวิตเส้นทางการลงทุนที่เหลือ อย่ายอมแพ้ ถ้ายอมแพ้ ความเสียหายทั้งหมดจะเสียเปล่า แต่ถ้าสู้ต่อ ความผิดพลาดครั้งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

 

2) ระบาย

การระบายความรู้สึกออกไปช่วยเยียวยาจิตใจเสมอ ในวันที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบหมดแรง ลองหันไปดูคนรอบกายเราว่ายังมีใครบ้างที่พร้อมอยู่เคียงข้างและรับฟังความอัดอั้นที่อยากจะปลดปล่อยออกไปเหล่านี้ คนรัก เพื่อน พ่อแม่ อาจารย์ หรือใครสักคนที่ยินดีจะแบ่งปันความรู้สึกดีให้กับเรา พูดออกไปให้หมด ผิดก็ยอมรับว่าผิด เสียใจก็ยอมรับว่าเสียใจ อย่าฝืนว่าตัวเองเข้มแข็ง อย่าฝืนว่าตัวเองรับได้ หาใครสักคนที่เข้าใจคุณอย่างแท้จริง ระบายความเสียใจออกไปให้หมด กอดเขาถ้าจำเป็น และบอกเขาไปว่าขอกำลังใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

3) เติมความสุขให้กับตัวเอง

ผมพูดเสมอว่าการลงทุนไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต และข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ลองหยุดสักพักและหันไปมองหาอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้ อาหารดีๆ สักมื้อ คอร์สออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ตระเวนสายออกพบปะเพื่อนฝูง เข้าครัวทำอาหารลับฝีมือหลังจากร้างลาไปนาน อะไรก็ได้ อะไรสักอย่างที่ทำแล้วมีความสุข พักก่อน เติมแรงใจก่อน สภาพจิตใจของเราสำคัญที่สุดเสมอ มองหาอะไรที่ดีต่อใจดีต่อความรู้สึกก่อน เรื่องลงทุนพักไว้เดี๋ยวก็ได้ ตลาดหุ้นตลาดทุนไม่หนีไปไหน พร้อมเมื่อไหร่มันก็ยังคงมีอยู่เสมอ

 

4) กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

หลังจากพร้อม หลังจากเยียวยาความรู้สึกดีแล้ว กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง สำคัญคือเริ่มต้นจากอะไรง่ายๆ อย่าเริ่มจากท่ายากตั้งแต่ต้น หลายครั้งมันเหนื่อย ลองนึกดูว่าตอนเริ่มต้นใหม่เราทำอะไรอยู่ อาจลองเริ่มจากวิเคราะห์หุ้นง่ายๆ สักตัว อ่านหนังสือการลงทุนดีๆ สักเล่ม หาคอร์สเรียนที่มีประโยชน์ ดูคลิปวีดีโอลงทุนที่มีสาระ อะไรก็ได้ที่ง่าย สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เรารู้สึกว่ากลับมาทำได้อีกครั้ง เริ่มต้นจากความรู้สึกดีที่ง่ายดาย เช่น อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เรียนคอร์สนี้จบ ดูคลิปนี้จบ ทำอะไรที่ง่ายและสร้างความมั่นใจพื้นฐานก่อน ค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกจากง่ายไปยาก จนพร้อมจะกลับมาอยู่ในสังเวียนอีกครั้ง

 

5) ยอมรับว่าความผิดพลาดคือธรรมดาของชีวิต

สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ “โอบกอดความรู้สึกล้มเหลวนั้นเอาไว้” อยู่กับมันอย่างเข้าใจว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ การหกล้มคือส่วนหนึ่งของการหัดเดิน อยู่กับมันอย่างเข้าใจให้ถึงแก่นมันเป็นธรรมดาของชีวิต ถอดความรู้สึกผิด ถอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลออกจากมันไปเสีย ถ้าผ่านขั้นนี้ไปได้ เราจะเป็นนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นมาก นักลงทุน “ทุกคน” ล้มเหลวและผิดพลาด ผู้ที่ล้มเหลวและยอมแพ้ คนเหล่านั้นจะออกจากตลาดตลอดไป ผู้ที่ล้มเหลวและยอมรับ เรียนรู้ จนผ่านมันไปได้ คนเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

ท้อได้แต่อย่าถอย เหนื่อยได้แต่อย่าหยุด ล้มเหลวได้แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ ทุกครั้งที่หกล้ม จงกัดฟันอดทนและลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง วันหนึ่งที่ทะเลที่โหดร้ายแห่งนี้พาเรือลำน้อยที่แสนสะบักสะบอมไปจนถึงเป้าหมาย

 

วันนั้น เราจะรู้ได้เองว่าที่เราอดทนเฝ้ารอมาอย่างเนิ่นนานมานี้เพื่ออะไรกัน…
แด่สหายศึกในทะเลแห่งนี้ทุกคน

 

 

ที่มา http://www.aommoney.com

3 ข้อ บริหารเงินลงทุน อย่างคุ้มค่า

ในการทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็แล้วแต่ย่อมต้องอาศัยเงินลงทุนทั้งนั้น อย่างไรก็ตามในช่วงแรกๆ เราควรจะมีวิธีการบริหารเงินทุนให้คุ้มที่สุด นั่นคือ ใช้เงินน้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์มากที่สุด สิ่งสำคัญคือการบริหารเงินโดยไม่ใช้จ่ายมากจนเกินไป เราขอแนะนำคุณ 3 ข้อ ง่ายๆ ดังนี้

  1. คิด วิเคราะห์การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ
  2. วางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การดำเนินการตามแผนให้ได้ผล

 

คิด วิเคราะห์การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

ต้องมีการคิดถึงแผนการทำงานให้เหมาะสมกับธุรกิจ โดยใช้แรงงาน ความรู้ และประสบการณ์ของคุณเพื่อตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงินทุนไม่มาก และกิจการที่ทำก็ยังไม่ได้ใหญ่โต เป็นแค่เริ่มต้น อาจจะไม่ต้องจ้างพนักงานประจำมากนัก ลองนึกถึงพนักงานฟรีแลนซ์ในตำแหน่งต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม ในบางช่วงเวลา หรือการที่คุณไม่จำเป็นต้องเช่าหน้าร้านในห้างหรูๆ แต่ใช้เว็บไซต์ให้เป็นหน้าร้านแทน

 

การวางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้เครื่องมือทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นามบัตรที่คุณใช้ติดต่องานนั้น คุณสามารถออกแบบเองได้ และยังระบุข้อมูลสำคัญเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำ ด้วยสไตล์ของคุณเอง ไม่จำเป็นว่าต้องมีรูปแบบเหมือนใคร หรือการเลือกพิมพ์นามบัตรเป็นสีเดียว แทนที่จะพิมพ์สี่สี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

หรือการทำเว็บไซต์ที่มีรายละเอียดให้มากที่สุด แทนการจ้างพนักงานมาคอยตอบคำถาม ข้อดีคือ เว็บไซต์สามารถทำงานช่วยคุณได้ตลอด 24ชั่วโมง โดยไม่ปริปากบ่นหรือขอเงินเดือนขึ้นซะด้วย

หรือการโฆษณาออนไลน์แบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน แทนที่จะใช้แบบ pay-per-click (ทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาของคุณ คุณต้องจ่ายเงิน)

 

การดำเนินการตามแผนให้ได้ผล

สำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้น อาจจะไม่จำเป็นต้องยึดติดทำตามแผนจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ นั่นคือ แผนการลงทุน คุณสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เมื่อแผนเก่าที่ดำเนินการไว้ไม่ได้ผล ก็ต้องรีบปรับอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนไปทำตามแผนใหม่ให้ทันท่วงทีเช่นกัน

หากใช้เงินลงทุนไปกับการโฆษณา แต่ได้ผลตอบรับที่ไม่ดีอย่างที่คาดไว้ ควรรีบหาข้อผิดพลาด และปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน อย่ารอจนสายเกินไป

ที่สำคัญเจ้าของธุรกิจต้องคอยศึกษาหาความรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แผนที่วางไว้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล

5 แนวทาง คิดค้นไอเดีย ทำธุรกิจของตัวเอง

  1. ไอเดียอยู่ข้างนอก เริ่มออกเดินทางได้แล้ว ออกไปข้างนอกบ้านบ้าง  หรืออาจจะไปหาที่สงบๆ หลีกหนีภาระประจำวัน เลิกทำอะไรเดิมๆ ที่เคยทำอยู่ทุกวัน อาจใช้เวลาสุดสัปดาห์ ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ใช้เวลาช่วงนั้นในการรวบรวมความคิดและประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณมี เพื่อผุดไอเดียเด็ดๆ ออกมา อ้อ..แล้วอย่าลืมจดไว้ด้วยล่ะ เพราะเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่าน คุณอาจจะจำได้ไม่หมด

  2. อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ  ต้องฝึกเป็นคนช่างสังเกตบ้าง ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ของแก้วกาแฟที่คุณซื้อกินตามข้างถนน ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ หรือการพูดคุยกันของนักธุรกิจบนรถโดยสารสาธารณะ อาจจะช่วยให้คุณได้อะไรดีๆ มาต่อยอดก็ได้นะ

  3. ให้แน่ใจว่าความคิดของคุณทำได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน ซึ่งทั้งหมดควรผ่านการคิดมาหลายรอบสักหน่อย คิดให้รอบคอบทั้งปัญหา อุปสรรค และทางแก้ไข รวมทั้งทบทวนปรับเปลี่ยนแผนให้ทันสมัยอยู่เสมอ แน่นอนว่า ประสบการณ์ที่ดีจะช่วยได้

  4. อย่าใช้เวลานานเกินไป คิดได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องทดลองดูบ้าง ถ้าคิดแล้วเก็บไว้ไม่ลงมือทำสักทีก็จะไม่รู้เลยว่ามันได้ผลหรือไม่ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาคือประสบการณ์ให้นำกลับมาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ คงต้องถือคติที่ว่า คิดสองหัวดีกว่าหัวเดียว การช่วยกันคิดหลายๆคน น่าจะได้ไอเดียที่หลากหลายมากกว่า นั่งคิดคนเดียวแน่นอน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ง่ายนิดเดียว

 

 

ที่มา https://www.facebook.com/cpdtutor/?hc_ref=NEWSFEED

จับลูกค้าไม่พลาด ถ้ารู้จักใช้ Facebook Audience Insights

หนึ่งในเครื่องมือของเฟซบุ๊กที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ แต่อาจจะยังไม่เคยได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงๆ จังๆ มากนัก นั่นก็คือ Facebook Audience Insights หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งเจ้าเครื่องมือนี้แหละที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แถมยังสามารถอ่านใจ (รู้ความสนใจ) และล่วงรู้พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย ดังนั้นมาทำความรู้จักและรู้วิธีใช้เครื่องมือนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับธุรกิจมากที่สุดกันดีกว่า

รู้ลึกกลุ่มเป้าหมาย ภายในไม่กี่คลิก

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Facebook Audience Insights หรือ “ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย” เป็นเครื่องมือคนละตัวกับ Insights หรือ “ข้อมูลเชิงลึก” เมนูที่อยู่บนหน้าเพจ  ซึ่งวิธีเข้าไปใช้งานให้คลิกเข้าไปได้ที่ www.facebook.com/ads/audience-insights โดยเบื้องต้นเครื่องมือนี้จะสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ 2 แบบคือ ทุกคนบนเฟซบุ๊ก หรือเฉพาะผู้ที่เชื่อมอยู่กับเพจของคุณ ซึ่งในที่นี้เราจะหากลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเราจะเลือกเป็นการค้นหาจากทุกคนบนเฟซบุ๊ก (Everyone on Facebook)

โดยพื้นฐานแล้ว Audience Insights จะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายได้ 6 ส่วนด้วยกันคือ ประชากรศาสตร์ (Demographics) พวก อายุ เพศ สถานะ การศึกษา ตำแหน่งงาน ฯลฯ การกดถูกใจเพจ (Page Likes) พวกเขาชอบกดเพจอะไรกันบ้าง ทำเลที่ตั้ง (Location) อาศัยอยู่ที่ไหน กิจกรรม (Facebook Activity) ชอบทำอะไรบนเฟซบุ๊ก ครอบครัว (Household) และซื้อ (Purchase) ซึ่งสองหัวข้อหลังจะใช้ได้เฉพาะการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐฯ เท่านั้น และทั้งหมดนี้คือ ข้อมูลที่ Audience Insights สามารถบอกเราได้

 

โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำเสนอให้ผู้ประกอบการได้ทราบ ผ่านการกำหนดข้อมูลเข้าไปในส่วนที่เรียกว่า “สร้างกลุ่มเป้าหมาย” ที่อยู่ด้านซ้ายมือ ดังตัวอย่างในรูปที่ 1 ซึ่งได้ทดลองกำหนดทำเลที่ตั้ง เป็นประเทศไทย (พิมพ์คำว่า Thai เข้าไปในช่อง) ข้อมูลด้านขวามือบนสุดที่ระบุกลุ่มเป้าหมายใหม่ จะแสดงจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยที่มีมากถึง 40-45 ล้านบัญชีผู้ใช้เลยทีเดียว

ถัดลงมาจะเป็นเมนูการดูข้อมูลต่างๆ ซึ่งในตอนเริ่มจะเป็นในส่วนของ “ข้อมูลประชากรศาสตร์” (Demographic) โดยกราฟแท่งด้านล่าง แสดงให้เห็นกลุ่มเป้าหมายแยกตามช่วงอายุ และเพศ ที่พบว่า ผู้ชายกับผู้หญิงใช้เฟซบุ๊กเกือบจะเท่าๆ กัน แต่จำนวนผู้ชายจะมากกว่าเล็กน้อย แนะนำให้คุณผู้อ่านลองเปิดเครื่องมือนี้ แล้วกำหนดแค่ทำเลที่ตั้งเป็นประเทศไทย เพื่อดูข้อมูลภาพกว้างก่อน โดยที่ด้านล่างยังมีส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงานของผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยอีกด้วย
 

ส่องให้ลึกถึงความสนใจ

 

 

หลังจากได้เห็นข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งประเทศแล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลได้อีกด้วยว่า คนไทยสนใจกดเพจไลค์อะไรกันบ้าง โดยคลิกที่เมนู “การกดถูกใจเพจ” ซึ่งสามารถแสดงหมวดหมู่ที่นิยมสูงสูด และการกดถูกใจเพจต่างๆ โดยข้อมูลนี้จะช่วยให้นักการตลาดทราบว่า หากต้องการนำเสนอโฆษณาสินค้า หรือบริการ ควรจะกำหนดให้โฆษณาไปปรากฏในกลุ่มเป้าหมายที่กดเพจถูกใจใดบ้าง โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการส่องดูเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้า หรือบริการของคุณ ตัวอย่างในรูปที่ 2 ได้ทดลองใส่ข้อมูล “ความสนใจ” โดยพิมพ์คำว่า “คัพเค้ก” (สมมุติว่าเป็นธุรกิจของคุณ) และเลือกกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็น “ผู้หญิง” (คลิกปุ่มใต้ส่วนของเพศ สังเกตกลุ่มเป้าหมายใหม่จะเหลือแค่ 1-1.5 ล้านคน)

จากนั้นดูข้อมูลในส่วน “การกดถูกใจเพจ” จะเห็นว่า เพจที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง และสนใจเรื่องเกี่ยวกับคัพเค้ก มีเพจอะไรบ้าง? ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว ทำให้สังเกตเห็นด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายนอกจากสนใจเพจของร้านค้าที่จำหน่ายคัพเค้กแล้ว ยังสนใจเรียนทำคัพเค้ก ตลอดจนเครื่องมือในการทำคัพเค้กด้วย ทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น สามารถต่อยอดไอเดียในการทำธุรกิจ หรือมูลค่าเพิ่มต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากการที่ได้รู้ว่า ควรเลือกให้โฆษณาไปปรากฏยังกลุ่มเป้าหมายที่กดถูกใจเพจใดบ้าง เพราะนั่นหมายความว่า กลุ่มเป้าหมายที่สนใจเพจคัพเค้กเหล่านี้จะได้มีโอกาสเห็นโฆษณาธุรกิจคัพเค้กของคุณบนนิวส์ฟีดของพวกเขา

เห็นไหมว่า แค่ป้อนข้อมูลเพียง 2-3 อย่างเข้าไปใน Facebook Audience Insights เราก็ได้คำตอบที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แนะนำให้คุณผู้อ่านลองระบุความสนใจเพิ่มเติม เช่น บราวนี เรดเวลเวท ฯลฯ ตลอดจนทดลองคลิกเลือกตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่เฟซบุ๊กมีไว้ให้ด้วย สังเกตการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลประชากร และการกดถูกใจเพจด้วยว่า มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายมากพอที่จะทำโฆษณา และพวกเขาสนใจเพจอะไรบ้าง บันทึกไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์คู่แข่ง และทำโฆษณาครับ

 

กลุ่มเป้าหมายชอบทำอะไรบนเฟซบุ๊ก

 

 

ถึงตรงนี้ ท่านใดที่ได้ลองเปิดใช้ Facebook Audience Insights และทำตามที่แนะนำนี้ คงจะตื่นเต้นกับข้อมูลที่ระบบนำเสนอให้ทราบแล้ว แต่นอกจากรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนเท่าใด เพศ และช่วงอายุต่างๆ (คุณสามารถกำหนดช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมายที่สนใจได้ด้วย) ตลอดจนความสนใจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ โดยเฉพาะ “การกดถูกใจเพจ” ข้อมูลที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งก็คือ “กิจกรรม” ต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายดำเนินการบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อเข้าไปดูกิจกรรมจากตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายที่สนใจคัพเค้ก (รูปที่ 3) ให้สังเกต “ความถี่ของกิจกรรม” ทีมีกราฟแท่งของกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ เพจที่ถูกใจ (ชอบไลค์เพจ) ความคิดเห็น (ชอบคอมเมนต์) โพสต์ที่ถูกใจ (ไลค์โพสต์) โพสต์แชร์ (แชร์โพสต์) โปรโมชันที่แลกรับ (Offers) และ โฆษณาที่ถูกคลิก (ชอบคลิกโฆษณา) โดยแต่ละแท่งของกราฟ จะแสดงให้เห็นว่า กลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกมีกิจกรรมแบบไหน มากน้อยเท่าใด ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

เมื่อสังเกตให้ลึกลงไปในกราฟแต่ละแท่ง จะเห็นว่า มันมีกราฟสีเทาซ้อนอยู่ด้านล่าง ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า กราฟแท่งสีเทาจางๆ ที่เห็นคือ ค่ากลาง (มัธยฐาน) ของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด ในขณะที่กราฟสีน้ำเงินเข้มจะเป็นค่ากลางของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก วิธีดูก็คือ กลุ่มเป้าหมาย มีค่ากลางของกิจกรรมสูงกว่าค่ากลางของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมดหรือไม่ ยิ่งสูงกว่ามากเท่าไรยิ่งดี เช่น จากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกจะเห็นได้ว่า พวกเขามีความชอบ (ค่ากลาง) ในการกดถูกใจเพจมากกว่าถึง 5 เท่า (ค่ากลางกลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้เป็น 50 ส่วนผู้คนบนเฟซบุ๊กคือ 9) ในขณะที่ชอบแสดงความคิดเห็นมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป 6 เท่า เป็นต้น ในที่นี้นักการตลาดจะมองว่า เป็นกลุ่มที่มีโอกาสคลิกดูโฆษณาสูง ส่วนด้านล่างจะเป็นพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ในการดูเฟซบุ๊ก ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก ชอบดูข้อมูลทั้งบนเดสก์ท็อป และโมไบล์เป็น 2 เท่าของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด เป็นต้น

ว่ากันว่า “การทำตลาดโดยปราศจากข้อมูล ไม่ต่างกับการปิดตาขับรถ” เพราะฉะนั้นการเลือกกลุ่มเป้าหมาย และการทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยไม่ใช้ Facebook Audience Insights ก็ไม่ต่างกันนัก

 

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

7 ข้อคิดลดต้นทุนธุรกิจ ด้วยระบบบัญชี

การทำธุรกิจหลายคนมองหาแนวทางการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้น หลายคนโฟกัสเรื่องนี้ไปที่การตลาดแต่หารู้ไม่ว่าหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญและทำให้ลดต้นทุนได้แท้จริงนั้น การทำบัญชีมีส่วนสำคัญและจำเป็นต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก

ในต่างประเทศเองระบบบัญชี(Accounting System) นั้นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องมีและคนทำธุรกิจต้องศึกษาวิธีการทำบัญชีอย่างละเอียดรวมถึงต้องมีหน่วยงานที่พร้อมให้การตรวจสอบเรื่องนี้ได้ โดยในสหรัฐอเมริกานั้นมีหลายองค์กรที่ให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ

ซึ่ง www.ThaiFranchiseCenter.com เห็นว่านักธุรกิจไทยหลายคนอาจมองข้ามเรื่องนี้หรือคิดว่าหน้าที่ของบัญชีมีแค่บันทึกรายรับรายจ่ายแต่แท้ที่จริงพลังของระบบบัญชีมีผลสำคัญต่อการอยู่รอดของการลงทุนเป็นอย่างมาก และต่อไปนี้คือ 7 ข้อคิดสำคัญที่บอกคุณได้ว่าทำไมบัญชีถึงมีบทบาทกับธุรกิจของคุณมากขนาดนั้น

1.เป็นการควบคุมหรือกำหนดขอบเขตการทำงาน (Controlling)

 

เพื่อให้ธุรกิจและการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การวางระบบบัญชีมีส่วนคล้ายกับการวางแผนการทำงานเพราะเป็นการทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายส่วนที่แตกต่างได้แก่ การวางระบบบัญชีเป็นการกำหนดการทำงานให้อยู่ในกรอบที่วางไว้เพื่อผลประกอบการหรือผลกำไร ส่วนการวางแผนงานคือการกำหนดทิศทางการทำงานให้รู้ว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร

2.เป็นตัวช่วยในการประเมินผลธุรกิจ

ตัวเลขและข้อมูลจากระบบบัญชี คือตัวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินผลธุรกิจได้ภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือทำให้วิเคราะห์ผลประกอบการได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ป้องกันปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างทันเวลา

3.ลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่าย

 

การจัดทำบัญชีทำให้รู้ผลประกอบการ รู้รายละเอียดเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายเพราะทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายเงิน ตัวเลขและรายละเอียดค่าใช้จ่ายก็จะเคลื่อนไหวในระบบ หากไม่มีการจัดวางระบบบัญชีที่ดีก็จะไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าที่ถูกต้องเหมาะสมได้โดยข้อนี้มีผลอย่างมากในการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ระบบบัญชีเป็นสัญญาณเตือนที่ดีกรณีธุรกิจเกิดปัญหา

ระบบบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว คือสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ปัญหาในที่นี้เกิดขึ้นจากหลายกรณี เช่น สินค้าและบริการไม่มีการเคลื่อนไหวขายไม่ได้หรือขายไม่ออก หรือเกิดปัญหาทุจริตจากการทำงานที่ไม่มีการบันทึกข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน

5.ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชี

 

ข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชีช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการตัดสินใจทางการเงินได้ เช่น เพิ่มการผลิต เพิ่มลดพนักงานให้เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจหรือองค์กร จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด หรือพัฒนาขยายธุรกิจ

6.ระบบบัญชีทำให้รู้สถานะขององค์กร

ระบบบัญชีที่ดีทำให้รู้สถานะที่แท้จริงขององค์กรธุรกิจจากระบบบัญชีสินทรัพย์ โดยเฉพาะสินทรัพย์ถาวรที่กิจการไม่ได้มีไว้ขายหรือเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ขายได้ แต่มีไว้เพื่อใช้งานเช่น อาคารสำนักงาน ที่ดิน เครื่องจักร เครื่องมือ ฯลฯ หากผลประกอบการขาดทุน มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการนำมาประกอบการตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารธุรกิจได้

7.ระบบบัญชีที่ดีคือการควบคุมและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

เช่น ตัวสินค้า เงินสด บิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ควรแยกต่างห่างจากเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบัญชีเงินสดหรือจัดทำทะเบียนคุมสินค้า ทะเบียนคุมใบเสร็จหรือบิลเงินสด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นำสินทรัพย์เหล่านั้นไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยหาผู้รับผิดชอบหรือหาหลักฐานไม่ได้

ธุรกิจเมืองไทยหลายรายมองว่าระบบบัญชีเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นและพยายามตัดลดหรือทำแบบขอไปที จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่สำคัญที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาทำให้หลายธุรกิจไม่รู้ตัวล่วงหน้าและหาทางแก้ไขไม่ทัน พลังของระบบบัญชีมีคุณค่ากว่าที่คิดมากหากคิดทำธุรกิจควรเรียนรู้และวางระบบบัญชีไว้เป็นปัจจัยแนวหน้าที่นอกจากลดต้นทุนได้ดียังมีส่วนช่วยในการทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

7 แนวทางการพัฒนาธุรกิจ

 ทำไมธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักดีเช่น Lehman Brothers, Starbucks, Chrysler, Blockbuster และ General Motors เริ่มปิดร้านค้าหรือปิดกิจการบางแห่งลง  มีอะไรผิดพลาดหรือ?  เป็นคุณสมบัติของคนที่รับผิดชอบหรือไม่?  ทำไมพวกเขาไม่เต็มใจหรือพยายามที่จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือพี่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จเข้ามาสอน  หรือครูพี่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จจากการเขียนหนังสือวางจำหน่ายหรือบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องการจัดการอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ?   คำถามเหล่านี้นำสู่คำถามต่อมาที่ว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่ากิจการของคุณจะไม่เป็นรายต่อไป

 

นอกจากนี้ยังตอกย้ำความจริงที่ว่าคุณจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อนำความสำเร็จสู่ธุรกิจ  ซึ่งมีเคล็ดลับบางอย่างที่จะพัฒนาธุรกิจของคุณได้

 

1.  เพิ่มราคาสินค้าโดยใช้วิธีการ cross selling*  :  Cross selling เป็นวิธีการหรือเทคนิคของการขายท่ามกลางหรือระหว่างลูกค้า ตลาด ผู้ค้า ฯลฯ  cross selling เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่อการขยายมูลค่าของธุรกิจโดยรวมและเพิ่มผลกำไรให้กับกิจการ

 

2.  เพิ่มราคาสินค้า  :  วิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มผลกำไรคือการเพิ่มราคา   ในบางธุรกิจกลัวที่จะเพิ่มราคาสินค้าด้วยกลัวว่าจะให้สูญเสียลูกค้า  ตามความเป็นจริงคือมีเพียงลูกค้าจำนวนเล็กน้อยที่จะหายไป และจะมีลูกค้าใหม่ๆ ที่กลับเข้ามาทดแทน

 

3.  ปรับปรุงการตลาด  :  ธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อว่าการตลาดจะสามารถสร้างหรือทำลายองค์กรได้  และสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการก้าวสู่ความสำเร็จ  CEO, Adam Ben-Evi แห่ง Axum Media Group, Inc. บริษัทผู้นำระบบมัลติมีเดียใน Orlando เชื่อว่า “การตลาดจะสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นให้กับการขายของคุณ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจนี้”

 

4. ทำบัญชีกระแสเงินสด  :  ถ้ากระแสเงินสดเป็นลบย่อมแสดงว่ากำลังเกิดความเสียหายกับธุรกิจของคุณ  ให้จับตามองให้มากขึ้น  นำบัญชีกระแสเงินสดของคุณให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แม้ในภาวะที่ธุรกิจทำกำไร

 

5. เพิ่มผลกำไรจ่ายภาษี  :  บางธุรกิจหลีกเลี่ยงการทำกำไรเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีเพิ่มเติม  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหรือผิดจริยธรรม   จงเพิ่มผลกำไรของคุณและจ่ายภาษี

 

6.  เปิดรับแนวความคิดใหม่เสมอ  :  ผู้คนจะมีความสุขและพึงพอใจเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จและซ้ำๆ  เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจพวกเขาจะมุ่งสู่หนทางที่เคยทำแล้วและสำเร็จมาก่อน   ให้ยังคงเปิดรับแนวคิดใหม่จากพนักงาน ลูกค้าและจากทุกๆ ทาง

 

7.  ใช้จ่ายเงินในการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ  :  บ่อยครั้งที่พบว่าธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่พยายามลดค่าใช้จ่าย หรือใช้ทางลัดและการประนีประนอมคุณภาพของการลงทุนที่จำเป็น  ควรประหยัดถ้าทำได้แต่ควรจ่ายถ้าจำเป็น

 

Source : http://www.amazines.com/Marketing/article_detail.cfm/1700019?articleid=1700019
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม  http://www.sara-dd.com/index.php?option=com_content&view=article&id=239:7-ways-to-improve-your-business-&catid=40:marketing-article&Itemid=71

 
* Cross selling  ก็คือ  การ “เสนอ” “แนะนำ” หรือ “เชิญชวน” รวมถึง “จูงใจ” ให้ลูกค้าผู้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไปแล้ว พิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการของเราเองที่มีอยู่ ของแผนกอื่น ของบริษัทในเครือ หรือแม้แต่ของพันธมิตรธุรกิจของเราก็ตาม  (อนุชิต เที่ยงธรรม, 2545)
Source : http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=1080 

เพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารด้วยหลักการตลาด

มีร้านอาหารจำนวนหนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจโดยขาดการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม  สำหรับการสร้างตราสินค้าให้กับร้านอาหารมีความจำเป็นต้องใช้มืออาชีพในการจัดแคมเปญ  เพียงการบอกกล่าวแบบปากต่อปากเกี่ยวกับบริการของร้าน คุณภาพของอาหารและบรรยากาศที่ดียังคงไม่เพียงพอ   สำหรับการโปรโมตธุรกิจร้านอาหารคุณต้องการการทำการตลาดที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหาร

 

กลยุทธ์ทางการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นกรณีคุณวางแผนที่จะเปิดร้านอาหารประเภทผับ  บ่อยครั้งที่การโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจของคุณ   การตลาดสำหรับร้านอาหาร บาร์ และผับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสร้างธุรกิจของคุณและควรเป็นกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน

 

เทคนิคสร้างความแตกต่างในการทำการตลาด  แนวคิดทางการตลาด  การประชาสัมพันธ์  ความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ และงานออกแบบโฆษณามีความจำเป็นต่อการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าสำหรับร้านอาหาร ผับ และบาร์ของคุณ  คุณต้องทำการตลาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งการตลาดทางอินเตอร์เน็ตและงบประมาทางการตลาดที่คุณมี

 

สำหรับการสร้างความแตกต่างทางการตลาดให้กับร้านอาหารและบาร์เป็นแนวคิดทางการตลาดใหม่ที่ได้รับการยอมรับ   เพื่อสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าและความภักดีต่อตราสินค้าของลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหาร   การประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นกับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ห่างไกลออกไป

 

ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับร้านอาหารของคุณกับลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ ร้านอาหารและเพื่อสร้างการขายที่ดีคุณควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด  ควรเก็บรักษาฐานข้อมูลของลูกค้าและให้ความสำคัญกับตราสินค้าในพื้นที่

 

สำหรับการทำการตลาดที่อยู่ไกลจากร้านของคุณ  คุณต้องการสื่อที่เหมาะสมสำหรับการสร้างความสัมพันธ์  โดยจัดหาบริษัทรับจัดกิจกรรมเพื่อทำการตลาดทั้งระบบปรกติและทางอินเตอร์เน็ต  ให้นำกลยุทธ์การตลาดของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงและมีประสิทธิภาพมาใช้จะทำให้ธุรกิจของคุณจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

 

อาจจัดทำบัตรส่วนลด  มีบัตรลดราคาและข้อเสนอพิเศษที่จะชักจูงลูกค้าเข้ามาสู่ร้านอาหารของคุณ   มีหลายคนที่เก็บสะสมบัตรส่วนลดจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารและนำไปใช้ในการรับประทานอาหารตามสถานที่ต่างๆ   วิธีนี้สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารของพวกเขาและเป็นการเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กับร้านของคุณไปด้วย

 

การส่งเสริมการตลาดด้วยการลดราคาเป็นวิธีที่ได้ผลในการดึงดูดลูกค้าใหม่และการบริการของร้านอาหารของคุณจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมารับทานอาหารอีก  การแข่งขันและการเล่นเกมเพื่อลุ้นรับอาหารและเครื่องดื่มฟรี  สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพสำหรับร้านอาหารของคุณได้อีกทางหนึ่ง

 

 

Source : http://www.articlesbase.com/marketing-tips-articles/increase-sales-with-restaurant-marketing-609564.html
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม http://www.sara-dd.com

 

การปรับปรุงธุรกิจเพื่อเพิ่มผลกำไร

ในการพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณด้วยการปรับปรุงบางส่วนของธุรกิจ  มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ     ทั้งนี้หากผู้ประกอบการต้องการเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจ  สามารถเริ่มต้นด้วยองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งซึ่งจะมีผลต่อผลประกอบการประมาณ 10% ในแต่ละองค์ประกอบ  และในบางครั้งอาจเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นได้ถึง 50%

 

 องค์ประกอบในการปรับปรุงธุรกิจ 5 ประการ

 

   1.  ควบคุมและสอดส่องธุรกิจของตนเองเปรียบเทียบตลอดทุกระยะ          
ควบคุมและสอดส่องธุรกิจของตนเองเปรียบเทียบตลอดทุกระยะทั้งรายวัน  รายเดือน หรือรายปี    เพื่อรับทราบผลตอบรับของลูกค้าต่อข่าวสารทางการตลาดและสื่อโฆษณาที่เราได้สร้างขึ้น ยกตัวอย่างเช่น  โดยปรกติสามารถจำหน่ายสินค้าได้ 200 ชิ้นต่อสัปดาห์  ให้สังเกตว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเราสร้างเป้าหมายใหม่โดยเพิ่มยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็น 220 ชิ้นต่อสัปดาห์  เป็นต้น

 

       2. จำนวนครั้งของการติดต่อสอบถามกับการสั่งซื้อจริง
อย่าสับสนกับจำนวนครั้งของโทรศัพท์  หรืออีเมล์สอบถามข้อมูลจำนวนมากๆ กับการสั่งซื้อจริง   การสั่งซื้อจริงเป็นจำนวนของกลุ่มเป้าหมายที่จะมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้ประกอบการ    พิจารณาจากตัวอย่าง  โดยทดลองเปลี่ยนแปลงจำนวน 30% ของกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าของเรา   ซึ่งหากเราทำได้ 10% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้  30%  นั่นหมายความว่าความพยายามของเราได้บรรลุผลไปถึง 33% ของเป้าหมายที่เราตั้งขึ้นแล้ว

 

         3.  จำนวนครั้งที่ลูกค้าซื้อสินค้า
กลับไปมองการตลาดและพิจารณาจำนวนลูกค้าปัจจุบันที่ผู้ประกอบการมีอยู่  ทั้งนี้เจ้าของกิจการหลายแห่งไม่เคยนับจำนวนลูกค้าเก่าหรือลูกค้าประจำ  หรือบางครั้งอาจทำเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง   ให้ทดลองคิดว่าหากลูกค้าซื้อสินค้า 10 ครั้งต่อปี  และให้ทดลองคิดว่าหากลูกค้าเหล่านั้นเพิ่มจำนวนการซื้อขึ้น 10% จาก 10 ครั้งต่อปีเป็น 11 ครั้งต่อปี  จากลูกค้าประจำของท่าน   ดังนั้นน่าจะเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะมุ่งทำการตลาดเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าประจำและลูกค้าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว

 

         4.  ค่าเฉลี่ยของยอดขายต่อครั้ง  
ปรกติผู้ประกอบการจะคำนวณยอดขายโดยนับจำนวนสินค้าทั้งหมดและลบออกด้วยจำนวนที่ขายออกไป   ซึ่งนั่นจะเป็นค่าเฉลี่ยต่อการขายหนึ่งครั้ง   ดังนั้นลองมาตั้งเป้าหมาย  โดยลองยกตัวอย่างว่าค่าเฉลี่ยของการขายต่อครั้งเท่ากับ 2,000 บาท  หากเราต้องการเพิ่มยอดขายต่อครั้งขึ้น 10%  เราจำเป็นต้องคำนวณและวางแผนอย่างรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อหาแนวทางการเพิ่มยอดขายเพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยการขายต่อครั้งเพิ่มเป็น 2,200 บาทให้ได้

 

  5.  พิจารณากำไรเบื้องต้นจากการขายในแต่ละครั้ง
พิจารณา margin ของธุรกิจ (กำไรเบื้องต้น = ยอดขายหักต้นทุนสินค้าขาย) หรือ gross profit จากการขายในแต่ละครั้ง (รายรับทั้งหมดจากการขายหักต้นทุนสินค้าคือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ)   เจ้าของกิจการหลายแห่งพยายามลดค่าใช้จ่าย หรือลดราคาผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อเพิ่มยอดขาย    อย่างไรก็ตามการเพิ่มราคาขายเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาหรือปรับฐานกำไรของสินค้ามักไม่มีผลกระทบต่อยอดขาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามาพร้อมกับการปรับปรุงการบริการลูกค้าโดยรวมที่ดีขึ้น   ให้ลองนึกภาพว่าหากกำไรเบื้องต้นของเราอยู่ที่ 20%  และให้ขยับกำไรเบื้องต้นขึ้นอีกเป็น 22%

 

ลองมองในภาพรวมจากตัวอย่าง  เรามีผู้ซื้อ 200 รายต่อสัปดาห์ (10,400 รายต่อปี)  และมีการสั่งซื้อจริง  10%  หรือ 1,040 ราย   ซึ่งลูกค้าทั้งหมดมีการสั่งซื้อเฉลี่ย 10 ครั้งต่อปี  ยอดขายต่อครั้งเท่ากับ 500 บาท จะเท่ากับมียอดขาย 10,400 x 500 = 5,200,000 บาท ต่อปี   เมื่อคำนวณกำไรเบื้องต้นที่ 20% จะเท่ากับมีกำไรทั้งปีที่ 1,040,000 บาท

 

จากนั้นทดลองตั้งเป้าหมายใหม่โดยเพิ่มเป้าหมายการขายในทุกองค์ประกอบขึ้น 10%   ในทันทีลูกค้าของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 220 รายต่อสัปดาห์ (11,440 รายต่อปี)  และจะมีการสั่งซื้อจริงเพิ่มเป็น  11%  หรือ 1,144 ราย  ที่ยอดขายต่อครั้งเท่ากับ 550 บาท จะเท่ากับมียอดขาย 11,440 x 550 = 6,292,000 บาท ต่อปี   เมื่อคำนวณกำไรเบื้องต้นที่ 22% จะเท่ากับมีกำไรทั้งปีเพิ่มเป็น 1,384,240 บาท

 

Source : http://ezinearticles.com/?How-to-Grow-Your-Business-Profits-With-Small-Improvements&id=5400649
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม http://www.sara-dd.com

 

margin คือ กำไรเบื้องต้น (ยอดขายหักต้นทุนสินค้าขาย) โดยคิดเป็นร้อยละของยอดขาย (%) ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันหรือแข่งกับตัวเอง กล่าวคือ เทียบกับที่เคยทำได้แล้วในอดีต
gross profit  คือ (กำไรเบื้องต้น) รายรับทั้งหมดจากการขายหักต้นทุนสินค้าคือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ

 

ก้าวแรกของการลงทุน อะไรควรจ่าย อะไรไม่ควรจ่าย!!!

ช่วงก้าวแรกของการทำธุรกิจ เจ้าของกิจการมักตกลงไปในกับดักทางการเงิน ที่มักทำให้เราต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญกับการทำธุรกิจโดยตรง แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนคือ ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็น และอะไรคือ ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยง มาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กันได้เลย

ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจ Startup

    1. แผนธุรกิจ ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการกำหนดทิศทาง กลุ่มเป้าหมาย คำนวณต้นทุน เป็นเอกสารใช้กู้เงินจากธนาคารในอนาคต รวมแล้วจัดได้ว่าไม่ควรพลาด และคุ้มค่าที่จะจ่าย

2. ศึกษาตลาด อย่ารีบสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณมีลูกค้าที่รอซื้อ หรือพร้อมที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่จริงๆ ซึ่งการศึกษาตลาดจะช่วยตอบโจทย์ให้คุณได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร จากนั้นเราจึงตอบสนองความต้องการให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3. นักบัญชี หาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาคุมงบประมาณ เพราะเขาจะคอยเตือนคุณได้ว่า ขณะนี้สถานการณ์การเงินของบริษัท (หรือร้าน) เป็นอย่างไร ยิ่งถ้าเขามีความเชี่ยวชาญมากๆ คุณจะสามารถให้เขาแนะนำเรื่องการลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนได้ด้วย เช่น คุณต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศเพิ่ม นักบัญชีจะบอกให้คุณรู้เรื่องค่าไฟ ณ ตอนนี้ ความคุ้มค่า เงินกำไรที่เหลือเพียงพอหรือไม่ ฯลฯ เพื่อให้คุณตัดสินใจอีกครั้ง

4. ที่ปรึกษาด้านต่างๆ การเริ่มต้นธุรกิจ คุณอาจต้องมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เช่น การเสียภาษี การขึ้นทะเบียนพาณิชย์ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณไม่ทราบและไม่สามารถหาข้อมูลได้ อาจต้องสอบถามหรือขอคำแนะนำจากใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือและให้คำตอบกับคุณได้อย่างชัดเจน

5. การบริการลูกค้า การขายสินค้าโดยไม่มีการบริการที่ดี เปรียบเสมือนการนำเงินมาใส่กระเป๋าที่ขาด เพราะจริงๆ แล้วการบริการที่ดีจะทำให้ลูกค้าชื่นชอบ กลับมาซื้อ ใช้บริการซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดี

6. การตลาดและการสร้างแบรนด์ เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจของเรา การตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งจำเป็น ธุรกิจเล็กๆ อาจใช้โซเชียลมีเดียที่มีต้นทุนน้อย แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ ขึ้นไปอาจต้องมีงบส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องจัดสรรให้พอเหมาะพอควร

 

ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับธุรกิจ Startup

    1. ค่าบริการต่างๆ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสมาชิกรายเดือนของบริการต่างๆ ฯลฯ ในส่วนนี้คุณควรมองหาบริการที่มีราคาถูกหรือฟรีซอฟต์แวร์ใช้ไปก่อน จนคุณมั่นใจว่าต้องการใช้จริงๆ หรือคุ้มค่ากับการทำธุรกิจจริงๆ ค่อยตัดสินใจใช้บริการ

2. ค่าเสื้อผ้า และอุปกรณ์ไอทีฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย ที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูๆ ราคาแพงๆ เพียงแค่แต่งตัวภูมิฐาน ทำตัวให้มีความเป็นมืออาชีพ ก็บริหารธุรกิจได้แล้ว หรือบางคนชอบความอินเทรนด์ ต้องมี iPhone 6 ซึ่งถ้าคุณซื้อมาแล้วพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อธุรกิจเลย จำไว้ว่านั่นคือความฟุ่มเฟือย

3. ออฟฟิศหรูหรา จริงอยู่ ทุกคนต้องการสถานที่ทำงานดูดีหรูหรา แต่ค่าก่อสร้างหรือตกแต่งสำนักงานหรือร้านค้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เราจึงควรโฟกัสไปที่ความสำเร็จหรือเป้าหมายทางธุรกิจก่อน การตกแต่งเอาไว้ทีหลังก็ได้

4. ค่าลูกจ้าง ในบางครั้งคุณอาจยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินที่จะจ้างพนักงานประจำ ให้เลือกใช้พนักงานแบบ Outsource ไปก่อน เพราะคุณจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ในภายหน้าถ้าพร้อมแล้วจะจ้างพนักงานประจำก็ยังไม่สาย

  5. งานเลี้ยงและการเดินทางที่แสนฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงและการท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องที่น่าสนุก แต่ถ้าคุณเอาเงินลงทุนมาใช้ในส่วนนี้…ก็ต้องบอกว่าผิดพลาดมหันต์

6. การที่ไม่สามารถชี้วัดความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ ถ้าคุณไม่สามารถระบุดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ ก็อย่าทำซะจะดีกว่า เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

  7. ซื้อยอด Followers นอกเหนือจากการซื้อยอด Followers แล้วก็อาจยังมีวิธีอื่นๆ อีก แต่ขอบอกว่ามันไม่ใช่การใช้เงินที่ฉลาดเลย เพราะนั่นคือการหลอกลวงตัวเอง แถมคุณยังไม่ได้ลูกค้าเพิ่มจากวิธีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันอาจดูดีที่มียอดผู้ติดตามสินค้าของเรามากมายหลายหมื่น แต่นั่นไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณเลยนะ

  8. ใช้เงินเมื่อคุณรู้ว่ามันจะให้กำไรตอบแทนกลับมา ถ้าคุณมีเงินลงทุนมหาศาล หรือไปกู้ยืมเงินจากใครมาได้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ก่อนใช้เงิน ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีว่าเม็ดเงินนั้น จะงอกเงยและให้ผลกำไรกลับมาได้อย่างไรบ้าง

ทุกธุรกิจมีความซับซ้อนด้านการลงทุนที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็น และช่วงเวลา ซึ่งการจะใช้จ่ายอะไรเราควรต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และเมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่มีความสำคัญทางธุรกิจ ถูกที่ ถูกเวลา ความสำเร็จทางธุรกิจย่อมตามมาอย่างแน่นอน

www.smethailandclubl.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)