
ป้ายกำกับ: ปิดงบย้อนหลังหลายปี
คู่มือให้คำปรึกษาธุรกิจ SMEs
การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัด





เก็บเงินให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?
จากนิทานอีสปแบบเด็กๆ ที่เปรียบเทีบคนสองประเภท ระหว่างนักวางแผน และนักวางเฉยในฉบับที่ผ่านมา ในฉบับนี้ เราจะขอนำเสนอตัวช่วยเพื่อให้คุณๆ เก็บเงินเพิ่มสำหรับตัวเอง ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เงินใช้วัยเกษียณ แต่เป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพื่อซื้อรถ เพื่อแต่งงาน ฯลฯ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น
- ต้องกำหนดเป้าหมาย เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าจะเก็บเงินไปเพื่ออะไร มันจะไม่มีแรงกระตุ้นให้เรามีวินัยในการเก็บ ดังนั้นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และท้าทายพอ ในทางจิตวิทยาพบว่า การกำหนดเป้าหมายให้จับต้องได้และสัมผัสได้ เช่น การเขียนข้อความว่า “ รวย 10 ล้าน ใน 30 ปี” ติดไว้ที่ฝาผนังสำหรับคนที่เริ่มตั้งใจจะวางแผนเกษียณ หรือ ติดภาพบ้านโครงการสวยที่ต้องการซื้อให้กับครอบครัวไว้ที่หัวเตียง เหล่านี้คือตัวอย่างของการทำเป้าหมายให้จับต้องได้ และเสมือนเป็นสัญลัษณะเพื่อย้ำเตือนให้เราไม่หลุดและหลงทางไปกับสิ่งเร้าอื่นๆ ที่อาจทำให้เราลืมเป้าหมายสำคัญของเราไป
- ออมก่อน (ใช้ทีหลัง) รวยกว่า คำนี้เป็นคาถา สำหรับใครก็ตามที่หวังที่จะมีเงินเก็บ เพราะคนส่วนใหญ่ที่มีรายได้และใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ตามความจำเป็น เมื่อสิ้นเดือนแล้วจึงคิดนำเงินเหลือจากใช้จ่ายมาเก็บออมนั้น มักจะ… ไม่เหลือ และ…ไม่ได้เก็บ แต่ใครก็ตามที่เมื่อมีเงินเข้ากระเป๋า หรือได้ซองเงินเดือน หรือมีรายรับจากเงินโบนัสประจำปี แล้วหักส่วนหนึ่ง (สมมติ 10%) เข้าสู่การเก็บออมในบัญชีเงินฝาก หรือซื้อกองทุนรวม หรือซื้อทองคำ เหล่านี้สามารถยืนยันได้เลยว่าสุดท้ายแล้วคนกลุ่ม “ ออมก่อนใช้” จะมีเงินเก็บที่มั่นคงและมีโอกาสสร้างฝันให้เป็นจริงได้มากกว่าคนกลุ่ม“ ใช้ก่อนออม”
- เริ่มเร็ว คำนี้ความหมายชัดเจนในตัวเอง เริ่มเร็วคือเดี๋ยวนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้ และสำหรับใครก็ตามที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้เริ่มที่ข้อ 1 ของบทความนี้ก่อน และข้ออื่นๆ จะตามมาเอง
- หาโปรแกรมเก็บเงินอัตโนมัติ คำว่าโปรแกรมในที่นี้มิได้หมายถึง Software ใดๆ แต่หมายถึงวิธีการเก็บเงินที่จะช่วยดึงเงินรายได้ของเราไปอยู่ในที่เดียวกันอย่างสม่ำเสมอ เงินหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณแบบอัตโนมัติสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่มีนายจ้างใจดีช่วยจัดให้มีกองทุนนี้ พร้อมกับมีเงินสมทบให้ด้วย (แถมลดหย่อนภาษีได้อีก) สำหรับตัวอย่างคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาทิ เงินหักซื้อหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ (ข้อดีของทางเลือกนี้เพิ่มเติม คือผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการออมนั้นไม่เสียภาษีใดๆ ทั้งสิ้น) หรือทางเลือกสุดท้ายที่ถึงแม้จะไม่อัตโนมัติ แต่มีลักษณะคล้ายๆ อัตโนมัติ คือ การเปิดบัญชีฝากแบบพิเศษชนิดดอกเบี้ยไม่เสียภาษี ประเภทฝากเงินเท่ากันทุกๆ เดือน เป็นเวลา 24 เดือน ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้จะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปกติ แต่มีเงื่อนไขมากกว่า เช่น ขั้นต่ำต้องเดือนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท การถอนเงินก่อนระยะเวลาที่กำหนดถือว่าปิดบัญชี หรือการขาดการส่งเงินฝากเกินกว่าที่กำหนดจะถือว่าสถานะบัญชีจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการฝากออมทรัพย์ปกติ (รายละเอียดปลีกย่อยสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่มีเงินฝากประเภทนี้) ซึ่งลักษณะการเลือกฝากเงินประเภทนี้จะคล้ายๆ กับการเลือกทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์แต่ข้อดีของการทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ (ที่มีอายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป) คือ การนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมด้วย
- ตัดรายจ่ายเพื่อเพิ่มเงินเหลือ ข้อนี้สำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่หาเงินใช้แบบหมุนเดือนชนเดือน และมีคำโต้แย้งในใจเรื่องการเก็บเงินว่า จะมีเงินเก็บได้อย่างไรในเมื่อเงินใช้แต่ละเดือนยังแทบจะไม่พอ ข้อแนะนำสำหรับคนกลุ่มนี้คือ สาเหตุที่เงินใช้ไม่พออยู่ที่ไหนให้แก้ที่ตรงนั้น เช่น เงินไม่พอเพราะ ไม่เคยวางแผนการใช้เงินใช้ไปเรื่อยๆ ได้มาใช้ไป แบบนี้ให้แก้ที่การทำงบประมาณ หรือถ้าเงินใช้ไม่พอเพราะมี รายจ่ายมากเกินไป ให้แก้ที่กำจัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้ง หรือลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง คำว่ารายจ่ายไม่จำเป็นสำหรับบางคนคือรายจ่ายจำเป็นสำหรับบางคน ดังนั้นนิยามของใครก็ของมันแล้วกัน แต่ต้องหาให้เจอว่าไอ้ที่ว่าไม่จำเป็นนั้นคืออะไรแล้วจัดการให้สำเร็จ หรือสุดท้ายเพราะเป็นนักช้อป ชอบซื้อมากกว่าชอบใช้ หากเป็นข้อนี้แนะนำให้ลดการเดินเที่ยวตามร้านขายของโปรด เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็คโทรนิค ตลาดนัดหรืองานแฟร์ต่างๆ ในช่วงสิ้นเดือน เงินเดือนออก หรือวันที่ถูกหวยหรือได้โบนัส หรือถ้าอดไม่ได้ขอให้ได้เดินชะโงกดูของก็ยังดี ทางออกของคุณคือให้พกเงินสดน้อยๆ หรืออย่าพกบัตรเครดิตไปช้อปเด็ดขาด แล้วคุณก็จะลดรายจ่ายได้เอง
- หาทางเลือกในการลงทุนที่ชาญฉลาด คำว่าลงทุนแบบฉลาดมีที่มาจากการ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้จักและเข้าใจ อีกทั้งเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ เช่น คนที่รับความเสี่ยงได้น้อยมาก (เงินลงทุน 100 สุดท้ายต้องเหลือให้ฉันอย่างน้อย 100 นะไม่งั้นไม่เอา) ให้เลือกฝากเงินฝากแบบประจำ กองทุนตลาดเงิน หรือซื้อพันธบัตร ส่วนคนที่พอรับความเสี่ยงได้บ้าง (เงินลงทุน 100 หากจะลดลงเหลือสัก 85 บาท ก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสัก 10 บาทนะ) คุณจะมีทางเลือกเพิ่มจากคนกลุ่มแรกคือ กองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ หรือการซื้อหุ้นกู้ (corporate bond) ประเภท rating สูงๆ ส่วนคนกลุ่มสุดท้ายประเภทรับความเสี่ยงได้สูงมาก (เล่นหวยได้ทุกงวด ลงทุน 100 เหลือ 50 หรือ ไม่เหลือเลยก็ยังรับได้) คุณมีทางเลือกเยอะที่สุดแล้วทั้งการลงทุนในหลักทรัพย์ หุ้นกู้ กองทุนรวมทุกชนิด แต่ทั้งหมดนี้ก่อนตัดสินใจลงทุนให้กลับไปอ่านตอนต้นของข้อ 6 ที่ขีดเส้นใต้ไว้อีกครั้งก่อน เพราะหากคุณไม่เข้าใจในหลักการและรายละเอียดของการลงทุนใดๆ แม้เพียงเล็กน้อย นั่นอาจจะทำให้ต้นทุนในการลงทุนของคุณสูงกว่าคนอื่นและอาจนำคุณไปสู่ความเหน็ดเหนื่อยในการตามแก้ปัญหาจากสิ่งที่คุณไม่เข้าใจนั้นได้
ความจริงแล้ว 6 ตัวช่วยที่เสนอมานี้เป็นเพียงแนวทางหลักๆ แบบกว้างๆ แต่ในความเป็นจริงที่นักวางแผนการเงินทั้งหลายควรจำไว้ให้ขึ้นใจคือ คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางเลือกของคนหนึ่งจะแตกต่างจากอีกคนหนึ่งได้ และไม่จำเป็นว่าจะปัญหาที่เหมือนกันจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดียวกันได้เสมอไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณผู้เป็นเจ้าของปัญหาจะต้องแสวงหาทางแก้ด้วยตนเองและออกแบบเส้นทางสู่เป้าหมายทางการเงินด้วยตนเอง โดยอาจอยู่ภายใต้การให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้
วางแผนการออมอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา https://www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/AttachFile_1494582296559.pdf
7 เคล็ดลับการเงินที่ดีที่สุด!
ใครอยาก “รวย” ยกมือขึ้น !!
อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า รวย = โลภ กันนะคะ…เพราะแท้จริงแล้ว “รวย” ในความหมายของเฟิร์นก็คือการมี “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “พอใจในสิ่งที่ตนมี” และ “ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน” อีกต่อไป
และไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่ในสถานะไหน…
ยังไม่รวย, เกือบรวย, ไม่รู้เมื่อไหร่รวย หรือ รวยแล้วแต่อยากรวยกว่านี้ !
เฟิร์นเชื่อว่า 2 สิ่งง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้เพื่อไปถึงเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ “ใช้แรงทำเงิน” & “ให้เงินทำงาน” Jerry Lynch นักวางแผนการเงิน เจ้าของ JFL Total Wealth Management ได้แบ่งปันความคิดส่วนหลัง นั่นคือการ “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อดังนี้
- คุณไม่มีทาง “ รวย” จากตลาดหุ้น
แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ “ สมเหตุสมผล” กับเรา…แต่ก็ต้อง “ ลงทุนระยะยาว” จริงๆ นอกจากนั้นโดยทั่วไปแล้วคนที่ร่ำรวยมักมีจุดเริ่มต้นจาก 4 ทางด้วยกัน คือ
- ได้รับมรดกตกทอด
- ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
- ทำธุรกิจ
- ออมเงินจำนวนมาก…และนานมาก
ดังนั้น…จง “อย่าคาดหวัง” มากเกินไปกับ ผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยควรเข้าใจกระบวนการทำงานของตลาดหุ้นด้วยว่าเป็นอย่างไร…ที่สำคัญต้องพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สมเหตุสมผลอยู่สม่ำเสมอ และมีวินัยกับกลยุทธ์นั้น เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนระยะยาว…จะดีกับคุณเอง
- เก็บออม…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
นานาเหตุผลที่ทำให้เราไม่เก็บออม…มีอยู่เสมอ (ยังไม่พร้อม , มีหนี้อยู่เลย, ปีหน้าค่อยเริ่ม, เงินเดือนยังน้อยอยู่ ฯลฯ) แต่ทราบหรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เลือกที่จะทำเรื่องง่ายๆ เช่น “ เก็บออม” อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต หรือแม้แต่ในปี 2008 หากมองย้อนกลับไปใครที่ เก็บออม หรือ ลงทุน ในช่วงนั้น ย่อมได้ผลตอบแทนก้อนโตเมื่อเวลาผ่านไป “ ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ”
- มีแผนสำรองเสมอ
แผน A ที่คุณใช้อยู่ใช่ว่าจะใช้ได้ดีเสมอไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แผน A อาจไม่สามารถใช้ได้เลยก็เป็นได้…คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่รู้ว่า “ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังนั้นเขาจึง “ มีแผนสำรองเสมอ” เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และนั่นทำให้เขามีทางเลือกในทุกสถานการณ์ ซึ่งก็คือกุญแจสู่ความสำเร็จนั่นเอง
- “ ช้าอย่างเต่า” ชนะเสมอ
“ ความสำเร็จ” ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการทุ่มกับกระทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำ อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นคนที่ประสบความสำเร็จในวัยที่อายุยังน้อย เขามักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ผ่านการเรียน หรืออบรมคอร์สต่างๆ หรือแม้แต่ ทำงานหนักกว่าคนรอบข้าง (เพื่อน, ครอบครัว หรือในธุรกิจเดียวกัน)
- ทำงานกับคนเก่ง
เป้าหมายการทำงานของ Jerry Lynch ก็คือ “ เป็นคนที่โง่ที่สุดในที่ทำงาน” เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้อยู่ท่ามกลางคนเก่ง คนฉลาด มากมาย ดังนั้นทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ของเขามักมีสุดยอดที่ปรึกษาคอยชี้แนะก่อนลงมือทำการใด เพราะไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ดังนั้นการยอมรับข้อจำกัดของตนเองย่อมทำให้เราสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาช่วยให้ทุกการตัดสินใจ ดียิ่งขึ้น
- เก็บเงินมากขึ้นเพราะรู้จัก “ ปฏิเสธ” มากกว่า “ ตอบรับ”
ทุกบทสนทนาทางธุรกิจ หรือธุรกรรมที่คุณทำ อาจไม่ใช่ deal ที่ดี หรือเหมาะกับคุณเสมอไป ดังนั้นคงดีกว่าไม่น้อยหากรู้จักหันหลังให้สิ่งเหล่านั้น และเริ่มต้นต่อรองใหม่ จนกว่าจะได้สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ เพราะนั่นย่อมดีกว่าการเสียเงินไปกับเรื่องที่มันยังไม่โดน!
- เข้าใจ “ ความเป็นไปได้” ในทุกอย่าง
อะไรที่มันดู “ เหลือเชื่อ” พึงระลึกไว้เลยว่ามัน “ เชื่อไม่ได้” เพราะสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงเลย นั่นแหละ “ เสี่ยงที่สุด” เฉกเช่นการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนก้อนโต ที่มักการันตีได้เช่นกันว่าคุณต้อง “ เสียเงิน” กับการลงทุนนั้นแน่นอน…ไม่ใช่ว่าบนโลกนี้จะน่ากลัวไปซะหมด แต่เพียงอยากให้ศึกษาข้อมูล ทำการบ้าน และระมัดระวังกับสิ่งที่มันดู “ ไม่น่าเป็นไปได้” ก็เท่านั้น
รู้แบบนี้แล้ว…จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มต้น “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อกันดีกว่า
3 ต. ต้องเตรียมก่อนเริ่มลงทุน
การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม “การลงทุน” ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตาม
ควรเริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเองให้พร้อมโดยต้องรู้จัก 3 ต. คือ เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ กันก่อน
เตรียมตัว
เพื่อจะเป็นผู้ลงทุนที่ดีโดยการกำหนด “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจน เป้าหมายการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จเพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรากำหนดแนวทางการลงทุน ได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย การลงทุนแบบไร้ทิศทาง ลงทุนตามข่าวสารตามกระแส อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เหมาะกับตัวเราไปอย่างน่าเสียดาย
เบื้องต้นเราจึงควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่า ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่? และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด? ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ระยะกลาง (1–5 ปี) หรือ ระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป) ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล
บางคนอาจลงทุนระยะสั้นเพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับดาวน์รถยนต์คันใหม่ บางคนอาจลงทุนระยะกลางเพื่อเตรียมเงินไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือบางคนอาจต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ ฯลฯ
จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนแบบไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ หรือมีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี่แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า… ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณมากที่สุด
นอกจากนี้ต้องเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง โดยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกที่คิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น
ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่?
และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด?
เตรียมสตางค์
หรือเตรียมเงินลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งคุณควรพิจารณา “แผนการออมและแผนการใช้จ่าย” ประกอบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
มีข้อมูลทางวิชาการและสถิติมากมายระบุว่าการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะราคาของสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทจะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมทั้ง ใช้เวลาในการปรับขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากในคราวเดียวได้เป็นอย่างดี
การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท
ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมาก ในคราวเดียว
เตรียมใจ
สุดท้ายคือ… “เตรียมใจ” ให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน ถือเป็นเคล็ดลับในการลงทุนอย่างมีความสุข เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ขาดความอดทน” และ “ไม่มีวินัย” ในการลงทุนที่ดีพอ จึงมักจะลงทุนไปตามสิ่งเร้าหรือตามกระแส ไม่ได้พิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้วก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
ลงทุนอย่างรอบคอบ อดทน และมีวินัย
เอาเป็นว่า…ใครอยากมี “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ควบคู่ไปกับ “ความมั่นคงทางอารมณ์”ต้องเตรียม 3 ต. ทั้ง เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจให้พร้อมจะได้ออกสตาร์ทบนเส้นทางการลงทุนแสนสุขได้อย่างผู้ลงทุนมืออาชีพ
การจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป
1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจะต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 86/4)
(1) คำว่า “ใบกำกับภาษี”
(2) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(4) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
(5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
(6) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
(7) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
(8) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
กรณีที่มีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษี / ใบส่งของ อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยส่งมอบสำเนาใบกำกับภาษี / ใบส่งของให้กับผู้ซื้อพร้อมกับการส่งมอบสินค้า ส่วนต้นฉบับของใบกำกับภาษี / ใบส่งของ จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อต่อเมื่อได้รับชำระราคาค่าสินค้า กรณีนี้ถือว่ามิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องส่งมอบต้นฉบับของใบกำกับภาษี (เอกสารฉบับแรก) ให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า
สำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของที่ผู้ซื้อได้รับ ผู้ซื้อจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้
ในทางปฏิบัติ หากผู้ประกอบการต้องการเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีกรณีผู้ซื้อไม่ชำระราคาค่าสินค้า ผู้ประกอบการควรออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากจากใบส่งของและส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษี พร้อมทั้งสำเนาใบส่งของให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า โดยเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ หรือเพื่อความสะดวก ผู้ประกอบการอาจออกใบกำกับภาษีและใบส่งของอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีแบบเป็นชุด ก็ได้
2. ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปรวมกับเอกสารการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีไม่ใช่เอกสารฉบับแรก ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ในเอกสารฉบับแรกของเอกสารชุดดังกล่าว หรือในเอกสารฉบับอื่นที่มิใช่ฉบับแรก แต่เป็นต้นฉบับของเอกสารฉบับอื่นใดก็ตาม ซึ่งมิใช่ฉบับที่เป็นใบกำกับภาษี จะต้องมีข้อความว่า “ไม่ใช่ใบกำกับภาษี” ไว้ในเอกสารฉบับนั้นด้วย
(2) ในเอกสารทุกฉบับของเอกสารชุดดังกล่าว จะต้องมีข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ไว้ด้วย
(3) ในเอกสารฉบับที่ถือว่าเป็นสำเนาของเอกสารฉบับอื่นจะต้องมีข้อความว่า “สำเนา” ไว้ทุกฉบับ
ข้อความตาม (1) ถึง (3) ดังกล่าวข้างต้น จะต้องตีพิมพ์ขึ้นหรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ จะประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือกระทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันไม่ได้
3. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ จะต้องมีข้อความว่า “สาขาที่ออกใบกำกับคือ…..” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายางเขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
4. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ำมัน ได้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้ขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จะต้องระบุ “เลขทะเบียนรถยนต์” ไว้ในใบกำกับภาษี โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
5. กรณีของการฝากขายสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า ซึ่งตัวการและตัวแทนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 0 และทำสัญญาตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า โดยตัวการได้ส่งมอบสัญญาให้แก่เจ้าพนักงานสรรพากรภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาตั้งตัวแทน เมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อ ตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการ โดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนด้วย
6. กรณีได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ให้ออกใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ จะต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยไว้ในใบกำกับภาษี โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว จะต้องตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ (อัตราแลกเปลี่ยน ให้ใช้อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศไว้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนของวันถัดไป ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร)

ที่มา กรมสรรพากร
เริ่มต้นธุรกิจ







อิทธิพลของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ และโครงสร้างการถือหุ้นที่มีผลต่อการวางแผนภาษี : หลักฐานเชิงประจักษ์จากประเทศไทย


















