ธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานในลักษณะของหุ้นส่วนเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าเปรียบเทียบถึงประโยชน์ที่ได้รับระหว่างธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวกับธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นแล้วนับได้ว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก กอปรกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่มีโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้กับการดำเนินธุรกิจในแบบหลังมากกว่า ในยุคนี้จึงไม่ค่อยจะได้มีโอกาสเห็นธุรกิจเกิดใหม่ที่มีรากฐานมาจากเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวกันมากนัก ซึ่งข้อดีของการมีหุ้นส่วนธุรกิจมีดังต่อไปนี้
ป้ายกำกับ: รับจัดการมรดก
หุ้นส่วน สิ่งที่ต้องชัดเจนตั้งแต่แรก
เวลาเริ่มธุรกิจใหม่ คนส่วนใหญ่จะคิดถึงไอเดียทางธุรกิจ ความเป็นไปได้ทางตลาด เงินทุน และคนที่จะมาเป็นหุ้นส่วนกับเรา โดยเฉพาะในการจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ในปัจจุบันกำหนดให้มีผู้ถือหุ้นขั้นต่ำ 3 คน จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ 7 คน ทำให้การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเป็นไปได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่พบส่วนใหญ่ คือแบ่งหุ้นให้ทุกคนเท่าๆกัน ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง บ้างก็ตกลงว่าจะเป็นคนลงเงิน บ้างก็บอกว่าตัวเองจะเป็นคนลงแรง แต่ที่ระบุในใบหุ้นที่จดทะเบียนตั้งบริษัทคือทุกคนถือหุ้นเท่าๆกัน
อาจจะเป็นเพราะความเป็นมือใหม่ในการทำธุรกิจ หรือความเป็นคนขี้เกรงใจของคนไทย แต่เรื่องจำนวนของหุ้นส่วน เปอร์เซนต์การถือหุ้น และหน้าที่รวมถึงผลตอบแทนของหุ้นส่วนแต่ละคนกลับถูกละเลยไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งปัญหานี้เป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่บริษัทที่เกิดใหม่ หรือ Startup จะมีปัญหาถึงขั้นแตกหัก หรือฟ้องร้องกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตในอนาคต
วิธีง่ายๆที่จะป้องกันปัญหาเหล่านี้คือ ทำให้ชัดเจนแต่แรก แยกให้ชัดเจนระหว่างความเป็นเพื่อนกับธุรกิจ และของฟรีไม่มีในโลก
ใคร
ถือหุ้นเท่าไหร่
เมื่อรู้ว่ามีใครที่เป็นหุ้นส่วนของบริษัทแล้ว ขั้นต่อไปคือจะถือหุ้นในบริษัทคนละเท่าไหร่ และร่วมลงทุนด้วยอะไร ซึ่งปกติก็จะเป็นการลงขันตามเงินที่ระบุในใบหุ้น บางกรณีหุ้นส่วนอาจไม่ได้ลงเป็นเงิน แต่ลงเป็นแรงแทน ซึ่งตรงนี้ก็ต้องให้ชัดเจนว่า กี่ชั่วโมง ทำอะไรบ้าง เทียบกับกับเงินในหุ้นเท่าไหร่
หน้าที่และผลตอบแทน
สรุป เรื่องเงินๆทองๆไม่เคยเข้าใครออกใคร ก่อนจะลงทุน ลงแรง สร้างบริษัทในฝัน อย่าลืมมองความจริงที่สำคัญ เรื่องหุ้นส่วนของบริษัท ก่อนที่จะสาย ทำให้ถูกต้อง ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของธุรกิจ และหุ้นส่วนทุกคน
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ภ.ง.ด.51 (Income Tax)
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ภ.ง.ด.51 (Income Tax)
เป็นอย่างไรบ้างคะ การประมาณการเพื่อยื่นภาษีกลางปี หรือที่เรียกว่า ภ.ง.ด.51 ดำเนินการเสร็จสิ้นกันแล้วหรือยังคะ
สำหรับการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีกลางปีนั้น จะแตกต่างกับการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิเพื่อเสียภาษีตอนสิ้นปีโดยยื่น ภ.ง.ด.50 เพราะการเสียภาษีกลางปีโดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 นั้น สามารถคำนวณได้ 2 วิธีตามมาตรา 67 ทวิ ตามประมวลรัษฏากรบัญญัติไว้ว่า “เพื่อประโยชน์ในการเรียกภาษีก่อนกำหนดเวลาตามมาตรา 68 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายใน 2 เดือน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังนี้
(1) ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากที่กล่าวใน (2) ให้จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
จากข้างต้นสรุปได้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะเสียภาษีกลางปี โดยยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 นั้นจะต้องเข้าเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1. ต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
2. ต้องมีรอบระยะเวลาบัญชีแรกหรือสุดท้าย 12 เดือนเต็ม
3. ภาษีที่ชำระไปแล้วเป็นเครดิตภาษี
4. กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิคำนวณได้ 2 วิธีคือ
4.1 โดยวิธีการเสียจากประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ และจะได้กระทำและจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไป
4.2 โดยวิธีการเสียจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการในช่วง 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
ในที่นี้เราจะพูดถึงข้อ 4.1 ประมาณการ คือ การคาดคะเนหรือคาดหมายอย่างมีหลักเกณฑ์ตามนโยบายที่กิจการกำหนดไว้ว่ากิจการควรจะมีรายได้หรือมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายมากน้อยเพียงใด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง
หลักเกณฑ์ในการประมาณการ
ประเภทธุรกิจ
ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป
ข้อมูลและสถิติในการประมาณการ
นโยบายการบริหารของกิจการ
ความสามารถของผู้ทำประมาณการ
นโยบายบัญชี
ขั้นตอนในการจัดทำ
- บันทึกบัญชีรายได้-ค่าใช้จ่าย (ระยะเวลาตั้งแต่เดือน 1-6 ให้ครบ)
- บันทึกสินค้าคงเหลือต้นงวด-ปลายงวด (ด.1-6)
- บันทึกค่าเสื่อมราคา
- ปริ้นท์งบกำไรขาดทุนแบบประมาณการ รอบ 6 เดือน
- นำข้อ 4 มากรอกในแบบฟอร์มประมาณการ Excell ในช่อง 6 เดือนแรก แล้วประมาณการ 6 เดือนหลัง
- นำข้อมูลในข้อ 5 มากรอกแบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี (ภ.ง.ด.51)
- สำหรับปีภาษี 2556 นำส่งภายในวันที่ 2 กันยายน 2556


ข้อมูลที่นำมากรอก (ที่มาดูจากขั้้นตอนในการจัดทำ)

รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย ภ.พ.30 (VAT)
การจัดทำรายงานภาษีขาย
แฟ้มแรก เก็บสำเนาใบกำกับภาษีขาย เป็นรายเดือนโดยเรียงจากวันเริ่มบัญชีถึงวันที่ปัจจุบัน
แฟ้มที่สอง เก็บบัญชีคุมสินค้า
แฟ้มที่สาม สมุดรายวันขาย
แฟ้มที่สี่ แฟ้ม ภ.พ.30 (รายงานภาษีขาย)
ขั้นตอนการจัดทำรายงานภาษีขาย
1. เรียงเลขที่เอกสาร ตามเลขที่ เดือนที่ออกใบกำกับภาษี ปี 2013 เดือนมกราคม
ตัวอย่าง 1301001 – 1301050
เดือน 2 1302051 – 1302090
2. ทุกครั้งที่มีการออกใบกำกับภาษี ให้นำสำเนาใส่แฟ้ม สิ้นเดือนนำมาสรุปรายงานภาษีขาย
3. สรุปรายงานภาษีขาย และพิมพ์แยกประเภท

การจัดทำรายงานภาษีซื้อ
ในทางกลับกันที่ผู้ขายกลับกลายมาเป็นผู้ซื้อ กิจการจะต้องจ่าย ภาษีซื้อ ( VAT ซื้อ) ให้กับผู้ขาย นอกเหนือไปจากราคาสินค้าหรือบริการ เมื่อถูกเก็บภาษีไป กิจการจะสามารถนำ “ภาษีซื้อ” มาหักจาก “ภาษีขาย” เพื่อนำ “ภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิ” นำส่งให้แก่กรมสรรพากรหรือเรียกเงินคืนจากกรมสรรพากร (แต่ส่วนใหญ่จะเครดิตไว้หักในงวดถัดไป) ก่อนวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ในแบบ ภ.พ.3.0) ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรอำนวยความสะดวกโดยสามารถทำเรื่องขอยื่นผ่านอินเตอร์เน็ต และชำระที่ธนาคารใกล้บ้านได้
กิจการสามารถนำภาษีซื้อที่ลืมนำไปหักนั้น มาหักกับภาษีขายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับจากเดือนที่ระบบในใบกำกับภาษี และให้หมายเหตุไว้ที่ใบกำกับภาษีด้วยว่า ถือเป็นภาษีซื้อเดือน…….
ขั้นตอนการจัดทำรายงานภาษีซื้อ
1. เรียงเลขที่เอกสาร ตามเลขที่ เดือนที่ได้รับต้นฉบับใบกำกับภาษี มาจัดเรียงตามลำดับที่และเขียนไว้ที่มุมบนด้านขวามือให้ตรงกับรายงานภาษีซื้อ เพื่อที่จะได้ค้นหาได้ง่าย
2. ทุกครั้งที่ได้รับต้นฉบับใบกำกับภาษี ให้มาเก็บใส่แฟ้ม
3. นำสำเนาใบกำกับภาษีซื้อมาลงรายการภาษีซื้อ จัดทำใบตรวจรับพัสดุ และบันทึกในสมุดรายวันซื้อ
4. สิ้นเดือนนำมาสรุปรายงานภาษีซื้อ
5. สรุปรายงานภาษีซื้อ และพิมพ์แยกประเภท

สรุปภาษีซื้อ ภาษีขาย เพื่อกรอกแบบฟอร์ม ภ.พ.30 นำส่งกรมสรรพากร
การคำนวณภาษีมูค่าเพิ่ม
ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = ภาษีมูลค่าเพิ่มสุทธิ
ส่วนต่างที่เกิดขึ้น
ภาษีขาย มากกว่า ภาษีซื้อ กิจการจะต้องนำส่งกรมสรรพากร
ภาษีซื้อ มากกว่า ภาษีขาย คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีสิทธิ์ได้รับคืน หรือเครดิตในเดือนถัดไป
วิธีทำ
1. กรอกแบบฟอร์ม นำเสนอผู้บริหารลงนาม
2. ถ่ายสำเนาแนบใบสำคัญจ่าย และ แฟ้ม ภ.พ.30 (แฟ้มรายงานภาษีซื้อภาษีขาย)
3. จัดทำเช็คจ่าย และนำส่งก่อนวันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภ.พ.30 เดือน มีนาคม 2556 นำส่ง 15 เมษายน 2556

การบันทึกบัญชี


การทำงานกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)
การทำงานกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)
กรณี กิจการจดVat
กรณี กิจการไม่จดVAT
ขั้นตอนการทำงานเรื่องVat ( ภ.พ.30 แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม)
กรณีต้องชำระภาษี (ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ)
กรณีไม่ต้องชำระภาษี (ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย)
บันทึกบัญชีตอนจ่ายชำระภาษี (สามารถชำระเป็นเงินสด หรือ ถ้าชำระด้วยเช็คขีดคร่อมสั่งจ่าย “กรมสรรพากร”)
ภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี (ภาษีซื้อต้องห้าม)
ประเภทของใบกำกับภาษี
>> ใบกำกับภาษีเต็มรูป
>>ผู้มีหน้าที่การจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ
>> ใบกำกับภาษีอย่างย่อ
การทำเรื่องขอยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ต


กรณี กรรมการผู้มีอำนาจไปยื่นแบบเอง
สังคมไทย วัยชรา กับนโยบายการจ้างงาน
จดทะเบียนบริษัทดีไหม
จดทะเบียนบริษัทดีไหม ???
จดทะเบียนบริษัทดีกว่าบุคคลธรรมดาอย่างไร ?
จดทะเบียนบริษัทกันทำไม ในเมื่อบุคคลธรรมดาก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ ?
จดทะเบียนบริษัทเพื่ออะไรกัน ?
สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีคำถามแบบนี้
ผมดีใจด้วยครับ วันนี้ผมจะมาบอกว่าเค้าจดทะเบียนบริษัทกันทำไม… ???
สรุป…
ถ้าคุณมีเหตุผลตาม 1 ใน 4 ข้อนี้ ผมแนะนำให้จดทะเบียนบริษัทครับ
แต่ถ้าคุณ ไม่มี เหตุผลตาม 1 ใน 4 ข้อนี้
ผมแนะนำให้ดำเนินธุรกิจแบบคนธรรมดาไปดีกว่าครับ…
ท้ายที่สุดนี้ ผมฝากประโยคนึงครับว่า…
“การจดทะเบียนบริษัทฯ นั้นไม่ยากเท่า…”
“ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย”
“และทำอย่างไรให้บริษัทฯ นั้นอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไปครับ…”
ปล.ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ???
จดทะเบียนบริษัทยังไง ???
ตอบ จ้างสำนักงานบัญชีที่มีคุณภาพอย่าง Quick Accountingไงครับ
ใบกำกับภาษีออกเมื่อไหร่
เป็นคำถามมากมายสำหรับเจ้าของกิจการ
เมื่อได้จดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการ VAT คือ !!!
จัดทำใบกำกับภาษีเมื่อไหร่ ???
วันนี้เรามาดูกันครับว่า…
ใบกำกับภาษีต้องจัดทำตอนไหน
เมื่อไหร่ และเวลาใด
เนื่องจากการออกใบกำกับภาษี มันมีความหมายตรงๆ ก็คือ
เดือนถัดไปคุณต้องนำภาษีขายที่เกิดจากใบกำกับภาษีดังกล่าว
ไปจ่ายให้กรมสรรพากรครับ… อิอิ
ดังนั้นหากคุณออกใบกำกับภาษีมั่ว ออกใบกำกับภาษีไม่ถูกเวลา
หรือออกใบกำกับภาษีก่อนเวลาที่ต้องออก นั่นหมายความว่า
เงินทองของคุณกำลังรั่วไหลอยู่ เหมือนจ่ายเงินก่อนกำหนดเวลา
โดยไม่จำเป็นครับ…
เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาดังกล่าว ผมจึงสรุป
“กำหนดเวลาที่ต้องออกใบกำกับภาษี”
แบบเป็นขั้นตอนและเข้าใจง่าย มาให้ดังนี้ครับ
ขั้นที่ 1 คุณต้องแยกให้ออกก่อนว่ากิจการของคุณเป็นลักษณะใด
– ขายสินค้า
– ให้บริการ
ขั้นที่ 2 ง่าย ๆ ครับ เมื่อแยกได้แล้วให้เปรียบเทียบครับว่า…
ในตารางด้านล่างนี้ เกิดอะไรก่อนกัน
ก็ให้ถือว่าวันนั้นแหละครับ
เป็นวันที่ต้องออกใบกำกับภาษีครับ (เห็นไหมง่ายมาก…)
| กรณีขายสินค้า | กรณีให้บริการ |
| – วันที่ส่งสินค้าให้ลูกค้าก่อน – วันที่รับเงินจากลูกค้าก่อน – วันที่พบสินค้าหายจากสต็อกก่อน – วันที่เอาสินค้าไปใช้ส่วนตัวก่อน – วันที่ออกใบกำกับภาษีก่อน |
– วันที่รับเงินจากลูกค้าก่อน – วันที่ใช้บริการด้วยตัวเองก่อน – วันที่ออกใบกำกับภาษีก่อน
|
ปล.ทั้งสองกรณี ถ้าสังเกตในตารางดี ๆ คุณจะพบคำว่า “วันที่ออกใบกำกับภาษีก่อน”
ข้อความดังกล่าวหากตีความหมายตรง ๆ ก็คือ+++
“ตารางข้างบนทั้งหมดนั่นน่ะ หากอยู่ดี ๆ คุณดันเผลอไปออกใบกำกับภาษีก่อนส่งสินค้า”
“ออกใบกำกับภาษีก่อนรับเงิน หรือออกใบกำกับภาษีก่อนกิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น”
“ก็ให้ถือวันนั้นแหละ เป็นวันเตรียมเสียภาษีได้เลย” ฮ่าฮ่า…
ข้อควรระวัง
ดังนั้น หากมีกรณีลูกค้าของคุณมาขอร้องให้เปิดใบกำกับภาษี ก่อนการส่งของ
ก่อนการให้บริการ หรือ ก่อนการชำระเงิน หรือก่อนการทำใดๆ ทั้งสิ้น
ให้คุณพิจารณาก่อนครับว่า คุณพร้อมจ่ายภาษีจำนวนนั้นหรือยัง
เพราะทั้งหมดนั้นมันหมายความว่า…
“ภาษีที่เกิดในใบกำกับภาษีนั้นคุณต้องรับผิดชอบก่อนเวลาอันควรครับ”
4 เคล็ดลับบัญชีสำหรับ Start-Up
เว้นแต่คุณจะเป็นนักบัญชี คำว่า “บัญชี” อาจจะทำให้คุณหวาดกลัว หรืออย่างน้อยก็รู้สึกประหม่า โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพราะการบันทึกบัญชีผิดๆนั้นไม่ได้แค่ส่งผลเสียในระยะสั้นที่ต้องมาลงบัญชีใหม่ แต่ข้อมูลที่ลงไปผิดๆนั้นจะส่งผลในระยะยาวด้วยเพราะข้อมูลบัญชีนั้นใช้ต่อเนื่อง ในที่สุดก็จะกลายเป็นปมขนาดใหญ่ที่แก้ยาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงให้ 4 เคล็ดลับทางบัญชีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเจอปัญหาทางบัญชี หรือภาษี
1.ทำให้เป็นนิสัย
เช่นเดียวกับการที่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วเช็คอีเมล พยายามทำให้การเช้คข้อมูลบัญชี เช่น งบ รายงานสต๊อก สมุดรายวัน เงินสดรับจ่าย ให้เป็นปกติ เป็นนิสัย คุณอาจจะดูรายงานบางอย่างสัปดาห์ละครั้ง หรือบางรายงานเช่นเงินสด หรือสินค้าอาจจะดูทุกๆเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้ของหรือเงินสดหาย หรือลืมบันทึก
2.เรียนรู้ภาษาบัญชี
คำศัพท์ทางบัญชีอาจจะฟังดูไม่น่าจำเท่าไหร่แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่เค้าใช้เรียกกัน คุณเองก็ต้องเรียนรู้ศัพท์เหล่านั้นด้วย ผังบัญชี?สมุดรายวัน?เกณฑ์คงค้าง เกณฑ์เงินสด? ภาษาบัญชีอาจจะฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ และการไม่สนใจมันก็ไม่ได้ช่วยคุณ พยามเรียนรู้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับบัญชี มีช่องทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจาก acventure นี้ หรือจากสภาวิชาชีพบัญชี
3.หา software ที่เหมาะสมกับคุณ
อย่าเลือก software เพียงแค่เลือกอันที่เพื่อนของคุณใช้ ถ้าส่วนใหญ่คุณใช่งาน software บน desktop computer คุณอาจจะไม่ต้องการ software ที่เป็น cloud service หรือบริการ online ต่างๆ แต่ถ้าคุณต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ และต้องการความคล่องตัวในการทำงาน คุณก็ควรใช้ software ที่มี function ที่เหมาะสม (ผู้แปล: มีหลายๆ software service ที่ในไทยก็เริ่มมีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น PeakEngine, Flowaccount, TRcloud เป็นต้น) กับการใช้งานของคุณ
4.ให้ความสำคัญกับคำแนะนำของมืออาชีพ
แน่นอนถ้าคุณมีเวลามากพอคุณก็ศึกษาบัญชีได้เข้าใจ และทำบัญชีของคุณเองได้ ใช้ software ของคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริงคุณอาจจะไม่ได้มีเวลาแบบนั้น การหามืออาชีพ หรือความช่วยเหลือจากหน่วยงาน องค์กร หรือจากสำนักงานบัญชีก็ช่วยคุณในเรื่องเหล่านี้ได้ มืออาชีพเหล่านี้หลายคนไม่ได้ช่วยแค่เรื่องบัญชี หรือภาษีเท่านั้น เพราะหลายๆที่ก็ใช้ความช่วยเหลือด้านกลยุทธ์หรือเป็น second opinion ให้กับคุณได้เพื่อประกอบการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
โปรแกรมบัญชีออนไลน์
รู้หรือไม่ว่า ข้อมูลทางบัญชีมีความสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารธุรกิจ บัญชีไม่ใช่แค่เรื่องการนำส่งภาษี แต่เป็นการตามดูประสิทธิภาพและประสิทธิผลการทำงานของดำเนินงานของธุรกิจคุณ อย่าทำธุรกิจไปเรื่อยๆโดยที่คุณไม่รู้ว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร แต่คุณเองอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะทำไปได้ทุกอย่าง ดังนั้นการเลือกโปรแกรมบัญขีที่เหมาะสมจึงสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของธุรกิจ และทำให้คุณมีเวลาไปทำในสิ่งที่คุณควรจะทำ มากกว่าเอาเวลามาทำงานบัญชี
Original from: 4 Start-Up Accounting Tips for the Young Trep
เขียนโดย: Amrik Randhawa
แปลและเรียบเรียงโดย ภีม เพชรเกตุ
7 เคล็ดลับสำหรับการลงทุนเริ่มต้นของสตาร์ทอัพ
ไม่เคยมีเวลาช่วงเวลาไหนที่น่าตื่นเต้นมากไปกว่าการเป็นผู้ประกอบในยุคของ startup อีกแล้ว
ในระบบการลงทุนในปัจจุบัน นักลงทุนเกิดความสนใจในการลงทุนใน Startup มากขึ้น และมีการกระจายพอร์ตการลงทุนของพวกเขา และการให้ความสนใจกับ startup ที่มีความคิดใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมที่จะผลิตในเชิงพาณิชย์สำหรับผู้เริ่มต้น startup ที่เพิ่งเริ่มต้นมองหา หรือ ที่เพิ่งจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะเข้าใจวิธีการที่จะลงสนามที่สมบูรณ์แบบและขายใบหน้าของคุณกับนักลงทุนอย่างชาญฉลาด และกล้าที่จะยืนออกมาเพื่อสร้างความโดดเด่นของ startup ของคุณเอง ให้กับนักลงทุนโดยการ ขายโปรเจคของคุรได้ในเวลาอันรวดเร็วและสั่นๆ แต่ได้ใจความ
1. เหลาความคิดใหญ่ให้คม และการสื่อสารอย่างชัดเจน
งานของคุณคือการโน้มน้าวให้นักลงทุนห็นถึงความคิดของคุณที่ตกผลึกเรียบร้อยแล้ว คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นคือการเชื่อมั่นในความคิดของคุณเอง ที่คุณเหลามันและสื่อสารด้วยความเชื่อมั่น หนึ่งในความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของผู้ประกอบการ คือการขาดความเชื่อมั่นในรูปแบบธุรกิจของพวกเขาหรือมองข้ามรายละเอียดที่สำคัญที่นักลงทุนมองหา
การทำวิจัยพร้อมกับการวิเคราะห์ที่จำเป็น เพื่อให้ได้นักลงทุนเข้ามานั้น อาจรวมถึงการกำหนดว่าทำไมกิจการที่คุณกำลังทำอยู่ เป็นธุรกิจที่น่าเชื่อถือในตลาด มีแนวโน้มที่ดีในแข่งขัน และเป็นธุรกิจที่จะสร้างรายได้และดึงดูดลูกค้าและทรัพยากรอื่นๆที่จำเป็นในการผลักดันการเติบโต หากคุณไม่สามารถสื่อสารใด ๆในเรื่องราวที่กล่าวมาแบบนี้ได้ นักลงทุนเหล่านั้น ก็ยังไม่พร้อมที่จะเลือกคุณ หรือคุณเองก็ยังไม่พร้อมมากพอที่จะให้ใครมาสนใจใน startup ของคุณ
2. สร้างจุดขาย “ SALES PITCH”
นักลงทุนจะไม่สนใจใน “การตลาด” หรือ ความพยายาม “ขาย” ของคุณเท่าไรหรอก พวกเขาจะใช้เวลาอันมีค่าในการพิจารณา การพรีเซ้นต์ “ Elevator pitch” ของคุณต่างหาก เพื่อดูว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนใน area ของพวกเขา
“Pitch” คือการสื่ออย่างชาญฉลาดและพร้อมกับความเชี่ยาญที่มีต่อ startup ของคุณไปให้นักลงทุนได้รับรู้ และบางครั้งก็อาจจะได้ feed back ที่ดีอะไรหลายๆอย่างจากพวกเขา
หนึ่งในสิ่งแรกที่เราต้องทำและถือได้ว่าเป็นวิธีการที่จะสร้าง Pitch Deck และนำเสนอให้กับนักลงทุนเพื่อที่จะได้ครอบคลุมทุกๆเนื้อหรือมุมมองทางการตลาดจากนักลงทุนคือการช่วยตอบคำถามที่พวกนักลงทุนมักจะถาม นี้จะทำให้การเริ่มต้น ตรงตามอุตสาหกรรมเป้าหมายของพวกเขา
นักลงทุนยังต้องการที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากความคิดของคุณและเข้าใจว่าพวกเขาสามารถช่วยให้คุณประสบความสพเร็จเช่นกัน ดังนั้นจึงควรที่จะนำเสนอไปยังเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของพวกเขาอย่างถูกจุด หากคุณไม่ได้รู้สิ่งที่เค้าต้องการเหล่านั้น คุณจำเป็นที่จะต้องทำการบ้านของคุณและหาจุดที่นักลงทุนอยากจะรู้และอยากฟัง
3. ฝึกพัฒนาการพรีเซ้นท์แบบแก้สถานการณ์สดๆ (หรือการฝึก “แถ” นั้นเอง)
อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีคำถามที่อาจเกิดขึ้นโดยนักลงทุนที่คุณไม่ได้เตรียมมาซึ่งยากที่จะคาดคิดได้ ซึ่งเช่นเดียวกับการขาย ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องทำ ก็คือ “ฝึกซ้อม” สคริปต์ หากเราโยนความคิด และ ตอบคำถามต่อหน้าผู้ชมไม่ได้ สิ่งที่เราอยากจะแนะนำคุณอย่างยิ่ง และสามารถพัฒนาเป็นจุดที่แข็งแกร่งของคุณได้ เรา
ขอแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นที่ฝึกพูดการนำเสนอใน กลุ่ม startup community ของคุณ เพื่อการพัฒนาการนำเสนอและทักษะ หรือแม้แต่การฝึกปฏิกิริยาของคุณ เวลาเจอคถามยากๆ จากนักลงทุน หรือ แม้แต่ลูกค้าคนสำคัญของคุณ
4. ทำ DUE DILIGENCE
เมื่อคุณเริ่มต้นธุรกิจใหม่และมองหานักลงทุนแล้วนั้น นักลงทุนต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม มากกว่าแค่วิธีการที่คุณจะทำให้ startup ของคุณเติบโตหรือตลาด,สินค้าหรือบริการของคุณ เรื่องอื่นๆที่พวกเขา “ต้องรู้” ก็คือข้อมูลที่มีรายละเอียดที่ชัดเจน อาจจะรวมถึงแหล่งที่มาของเงินทุนที่คุณต้องการจากองค์กร และการจัดการโครงสร้างบริษัทของคุณ สถานที่ในการเปิดออฟฟิศ อีกทั้งยังมีในเรื่องของข้อกำหนดของกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ทางการเงินและกฎหมายอีกมากมาย
สิ่งเหล่านี้ยังล้วนเป็นข้อมูลที่จำเป็นเพื่อการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อธุรกิจของคุณโดยรวม รวมทั้งมาตรการที่คุณสามารถพัฒนาธุรกิจได้ต่อไปในอนาคตอีกด้วย
5. พัฒนาแผนการดำเนินการธุรกิจให้ชัดเจนและเเข็งแรง
นักลงทุนต้องการที่จะรู้ว่าแผนการดำเนินธุรกิจของคุณ รวมถึงการดำเนินการที่สำคัญต่างๆ, การกำหนดเวลา และวัตถุประสงค์ในการก้าวไปข้างหน้าของคุณนี้เป็นไปได้หรือ ไม่ หรือ พูดง่ายๆว่า น่าลงทุนหรือไม่ที่จะเอาเงินของพวกเขามาเสี่ยงกับ บริษัทของคุณ คุณเองจำเป็นที่จะต้องให้ข้อมูลสนับสนุนด้านการวิจัยตลาดเพื่อที่จะพิสูจน์ได้ว่าทำไมคุณเชื่อว่าวัตถุประสงค์เหล่านั้นที่คุณสร้างเหตุผลมา เป็นจริงและทำได้
ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้บริการผ่านบริษัทที่ทำ service ด้านการวิจัยซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลที่สาม หรือคุณยังสามารถเขียนวิจัยของคุณเองก็ได้ จากหลักฐานที่ปรากฏในตลาดเช่นกัน แต่เราก็ยังแนะนำให้เลือกบริษัทในการชี้วัดมากกว่า เพราะพวกเขาสามารถที่จะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายของ บริษัท ผ่านแผนงานและกลยุทธ์ได้ดีกว่าเพราะว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุนเองจะมีการมองภาพที่ดีเมื่อข้อมูลเหล่านี้มันแสดงออกมา เพราะจะทำให้เห็นถึงความรับผิดชอบและสามารถวัดผลได้จริงเป็นเป็นข้อมูลหลักฐานที่ชัดเจน
6. ทราบความต้องการ ทางการเงินของคุณ
นี่คือกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง นักลงทุนต้องการที่จะรู้ว่าเงินที่คุณต้องการและวิธีการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ในองค์ประกอบทางธุรกิจต่างๆ การวิจัย, การจัดจำหน่าย, การตลาดหรือการผลิต คุณจะนำเงินของพวกเขาไปใช้อย่างไร มันจะต้องเป็นความคิดดี และเป็นจริงได้ตามวิธีการ สิ่งที่พวกเขาจะท้าทายคุณขึ้นอยู่กับว่าคุณจะสามารถใช้เงินของพวกเขา และ พวกเขาควรคาดหวังที่จะเห็นการกลับมาขอรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
นักลงทุนยังจะต้องการที่จะรู้อีกว่าเงินทุนเพิ่มเติมที่คุณจะต้องใช้ในอนาคตและวิธีการหรือแผนของคุณที่จะบรรลุการระดมทุนในครั้งนี้มีความโปร่งใสและถูกต้องตามระบบเป็นสำคัญ
7. เตรียมที่จะใช้เวลาการเดินทางในธุรกิจ และสนุกไปกับมัน
การทำ due diligence อาจจะใช้เวลาเป็นเดือนๆ หรือเป็นปี แต่ไม่ต้องท้อแท้ ถ้าคุณเชื่อในความคิดของคุณและมีศักยภาพในการพัฒนาเชิงพาณิชย์แล้วมันคุ้มค่าเวลาและความพยายาม แม้ startup ส่วนใหญ่อาจไม่ประสบความสำเร็จในชั่วข้ามคืน แต่ในที่สุดคุณก็ต้องรากฐานทางความคิดที่จะสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน และสามารถทนต่อความเจ็บปวดใดๆ ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพื่อให้ใช้เวลาในการพัฒนารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมและเพื่อให้คุณเองมีรากฐานที่มั่นคงจะเริ่มต้นอย่างเเข็งแกร่ง ทั้งทางความคิดและประสบการณ์
เรื่อง โดย : Anna Rooke
แปล และ เรียบเรียง โดย : Startup Bangkok Team : Thailand




