Do – Don’t ถ้าคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจ อะไรทำได้ อะไรห้ามทำ

คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต เมื่อได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนสูงๆ ย่อมต้องนำเอาความรู้นั้นไปต่อยอดสร้างรายได้เพื่อนำเงินทั้งหมดทั้งมวลมาใช้ชีวิตและเติมเต็มสิ่งที่เราขาด แน่นอนว่าการหางานดีๆ สักงานทำมันอาจจะง่ายในตอนแรก และนับว่าเป็นความสุข หากว่างานนั้นเป็นงานที่เรารักและมีแรงปรารถนาที่จะทำเพื่ออะไรบางอย่าง แต่ก็คงไม่มีใครอยากเป็นลูกน้องคนอื่นไปตลอดชีวิตจริงไหม ? แน่นอนว่าคงไม่มีใครเกิดมาแล้วมีแววที่จะเป็นเจ้าคนนายคน หรือเจ้าของธุรกิจมูลค่าสูง หรือมีแววเป็นเถ้าแก่ที่มีคนนับหน้าถือตากันมากมายตั้งแต่เริ่ม ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป มีความสำเร็จก็ต้องมีความล้มเหลวเป็นของคู่กัน

จากเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่มีโอกาสได้ไปอ่านมาเกี่ยวการเริ่มต้นทำธุรกิจ เด็กหนุ่มใส่แว่นที่มาเข้าร่วม ท่าทางดูเรียบร้อย ยกมือขึ้นถามวิทยากรที่กำลังบรรยายในงานสัมมนางานหนึ่ง ว่า “คนทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นเถ้าแก่หรือเปล่าครับ ?” ซึ่งถ้าเป็นเราก็อาจตอบว่า ทุกคนนั้นมีความเป็นเถ้าแก่ หรือรังสีของความเป็นเจ้าของธุรกิจอยู่ในตัว เพียงแต่ประสบการณ์และเวลาจะเป็นตัวกำหนดว่า เมื่อไหร่สิ่งเหล่านั้นจะถึงเวลาเปิดเผยและได้ใช้ในกิจการที่ตัวเองต้องการ หากวันหนึ่งที่เราเกิดไม่พร้อม แต่ยังดันทุรังที่จะเค้นสิ่งเหล่านี้ออกมา แน่นอนว่าความล้มเหลวก็อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จะเห็นได้ว่าในคำตอบมันมีทั้งความมั่นใจและความไม่มั่นใจ จึงไม่อาจตัดสินได้ว่า จริงๆ แล้วคนทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นเถ้าแก่ได้รึเปล่า ขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่างประกอบกัน อีกทั้งในแววตาของเด็กหนุ่มคนนึ่งที่เห็น ก็เหมือนจะมีความลังเลและความไม่แน่ใจเมื่อถามอยู่ไม่น้อย ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มคนนี้ แต่คนอื่นๆ ที่ถามคำถามจำพวกนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

“เราควรจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าเราเหมาะกับอะไร
ไม่ใช่ให้ใครมาบอกว่า เราทำไม่ได้
หรือเหมาะกับอะไร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม”

ประเภทที่เคยเจอว่า คุณแม่อยากให้ทำงานบริษัท แต่ตัวเองนั้นอยากจะเปิดร้านเบเกอรี่ร่วมกับเพื่อนมากกว่า ต้องบอกก่อนเลยว่ายังไงความต้องการของคนอื่น ก็มักจะเข้ามาขัดกับความต้องการของตัวเองอยู่เสมอ บางครั้งมันอาจไม่ได้เป็นงานที่เรารัก เราชอบ จึงทำได้ไม่ดี ไม่เต็มที่ ไม่อยากที่จะไปแตะต้องตรงนั้น ทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจยังไงมันก็ออกมาดี เพราะมันเป็นความต้องการของเราจริงๆ รวมถึงการเป็นเจ้าของกิจการ เจ้าของร้านจักรยาน ร้านแผ่นเสียง การมีโรงงานเป็นของตัวเอง หรือการเป็นเจ้านายของตัว แน่นอนมันทำได้ถ้ามันเป็นความชอบของเราจริงๆ แต่ ! ต้องเน้นย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนทีี่เหมาะจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือเหมาะที่จะเป็นลูกจ้าง สิ่งสำคัญ คือ เราต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง คิดให้รอบคอบว่าเราเหมาะกับอะไร หรือต้องการอะไรมากที่สุด อย่าพยายามให้ใครมาตัดสินเราว่าอย่างนั้นทำได้ อย่างนี้ไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

เห็นพูดมาถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกซะทีเดียว ถึงจะบอกว่าเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่จะให้เลิกพยายาม เพียงแต่ต้องรอบคอบ และลองอ่านกฎ Do และ Don’t ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจเสียก่อน จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำบ้าง ถึงจะตั้งตัวได้

ให้คิดเพื่อตัวเอง เลือกชีวิตที่เป็นของตัวเอง

“ถ้าไม่คิดเพื่อตัวเองแล้วจะทำไปทำไม”

เรื่องนี้นับเป็นเรื่องแรกที่เราควรทำก่อนเริ่มธุรกิจ สิ่งที่ควรทำก็คือ การคิดเพื่อตัวเองให้มาก พยายามค้นหาให้เจอว่าตัวเองชอบและเหมาะกับอะไรมากที่สุด ลองดูให้ดีว่าตัวเองเหมาะที่จะเป็นเถ้าแก่ พร้อมที่จะถอดชุดสูท ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นออกไปเร่ขายของตามที่ต่างๆ รึเปล่า รวมถึงหากว่าธุรกิจที่เราตั้งใจไว้ไม่เป็นไปตามที่คิดแล้วคุณจะยังทำมันต่ออยู่ไหม หากคำตอบข้างในค่อนไปทางไม่มั่นใจก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถึงไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจแต่ไปรับหน้าที่อื่นๆ เป็นมือปืนรับจ้างก็ไม่เสียหาย ไม่ว่าจะทำในหน้าที่อะไร ถ้าเรามีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะให้ธุรกิจเดินต่อไปข้างหน้า เกิดความสำเร็จได้มันก็เท่เหมือนๆ กัน

“ฟังแต่ยังไม่เชื่อ”

ต่อมาสิ่งที่เราไม่ควรทำเลย คือ การที่ให้ใครต่อใครมาบอก หรือตัดสินว่าเราควรจะเป็นอะไร หรือไม่ควรจะทำอะไร บอกกันตามตรงว่าถึงแม้จะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ คุณครู เพื่อนของเรา หรือแม้แต่คนที่อยู่รอบตัวก็ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราไม่เคารพ หรือไม่ฟังความเห็นจากคนที่เรารัก เพียงแต่ขอให้ฟัง แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ให้เราฟังความคิดเห็นจากคนอื่นๆ ด้วยความเคารพ ความนอบน้อม แล้วนำทุกอย่างมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อเป็นการสะท้อนตัวเราว่าเชื่ออย่างที่ตัวเราชอบจริงรึเปล่า อยากให้ทุกคนพยายามที่จะ “สุภาพแต่เข้มแข็ง” มีความเชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมรับฟังคำติ-ชม และอดทนที่จะอธิบายคนรอบๆ ตัวฟังถึงความชอบและความเชื่อของเรา

“ถ้าเขาไม่รักสิ่งที่เขาทำจริงๆ เกิดเจ๊งหรือขายไม่ดี
เขาก็จะเปลี่ยนชีวิตให้สมถะ และจะทำในสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป”

จากที่ได้อ่านเรื่องราวการประสบความสำเร็จของผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆ ทั้งไทยและเทศ พวกเขาล้วนแล้วแต่มีอะไรที่เหมือนๆ กัน ตรงที่ก่อนเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ก็มักจะมีคนคอยทำร้ายความฝันด้วยประโยคซ้ำๆ เดียวๆ ว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก” “น่าจะยาก” “เด็กเกินไป” “ไม่เหมาะ” แต่ดีตรงที่พวกเขามีความแน่วแน่ ยอมเสี่ยง ยอมเจ็บในสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจ พยายามมองเสียงวิพากษ์วิจารณ์ให้กลายเป็นบททดสอบที่สำคัญว่าตัวเองรักในสิ่งที่ทำมากพอรึเปล่า ซึ่งเชื่อว่าถ้าคนเหล่านั้นไม่ได้รักในสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ เขาก็คงจะไม่อดทนและแปรเปลี่ยนไปตามกระแสสังคม และเดินหน้าทำมันต่อไปจนกว่าจะประสบความสำเร็จ ซึ่งอาจเรียกคนเหล่านั้นได้ว่าเป็น “ศิลปิน” อีกทั้ง คนบางคนก็โชคดีมาตั้งแต่ต้นที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เหมาะกับอะไร ส่วนคนที่ไม่มีอะไรพิเศษแบบนั้นก็ต้องลองผิดลองถูกให้รู้ก่อน ถ้าลองจนหมดแต่ยังไม่รู้แถมยังใจร้อนอีก แนะนำว่าให้ลองเลย เพียงแต่เราต้องเข้มแข็งกับผลลัพธ์เท่านั้นเอง

จริงๆ เราอยากเข้าข้างตัวเอง หรือกลัวที่จะล้มเหลวมากเกินไป

“การหาความสมดุลระหว่างหัวสมองและหัวใจ
Follow your heart but take your brain with you”

เท่าที่เคยเห็นบุคลิกลักษณะของคนที่เป็นเถ้าแก่ หรือเป็นเจ้าของธุรกิจจะมีอยู่ 2 ประเภท ไม่เป็นคนที่มั่นใจสุดๆ ก็เป็นคนที่ขี้กลัวแบบสุดๆ ไปเลย จะหาคนที่อยู่ตรงกลางไม่ค่อยได้ เวลาที่เราเข้าข้างตัวเอง เราก็มักจะเลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็นอันดับแรกเสมอ มันเป็นเรื่องของจิตวิทยา แบบนี้ภาษาฝรั่งเรียกว่า “Selective Bias” เกิดความเอนเอียงจากการเลือก เลือกดูแต่ข้อมูล หรือสิ่งที่ถูกใจเรา เอาจริงๆ ก็คล้ายกับการ “มโน” อยู่กลายๆ เพียงแต่ว่าการมโนในแบบนี้มันมีข้อมูลที่ถูกต้องอ้างอิงอยู่ เราเลือกที่จะอ่าน เลือกจำแค่สิ่งที่ให้ให้กำลังใจเรา ถูกใจเรา

ส่วน Selective Bias อีกประเภท ก็คือพวกที่มีความกลัวอยู่เต็มไปหมด ทุกอย่างดูเป็นแง่ลบ กลัวไม่สำเร็จ ถึงแม้จะมีความกล้าและตัดสินใจเลือกไปแล้วว่าจะเริ่มทำธุรกิจแบบนี้ แต่ก็เกิดความลนลาน เพียงแค่พูดพรีเซนต์ออกมาน้ำเสียงที่ดูสั่นเครือก็สะท้อนได้ว่าเกิดความไม่มั่นใจซะแล้ว แต่เรื่องแบบนี้ก็โทษใครไม่ได้ เพราะนี่คือโลกของธุรกิจที่หาสมดุลได้ยากหากว่าเพิ่งเริ่มต้น ยังไงก็ต้องสู้และพยายามกันต่อไป

ถึงวิสัยทัศน์กว้างไกลแค่ไหน แต่ก็ต้องมีแผนสองรองรับไว้เสมอ

“แรงปรารถนาของจิตมีพลังมาก
ถ้าคิดและโฟกัสไปว่าต้องสำเร็จ
โอกาสจะสำเร็จก็จะมีมากขึ้น”

สิ่งที่อยากจะสื่อในส่วนนี้ก็เหมือนกับหัวข้อที่ไม่ได้แตกต่างกันมาก เมื่อเราคิดจะทำอะไรสักอย่าง มีแผน 1 ก็ต้องมีแผน 2 เผื่อบางทีเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมาจะได้ไม่ล้มเหลวมากนัก การทำธุรกิจก็เช่นกัน เอาง่ายๆ ถ้าอยากจะให้สำเร็จก็ต้องเริ่มสะกดจิตตัวเองก่อนว่ามันสำเร็จ เทียบกับการเล่นเกมง่ายๆ อย่างเวลาที่เราขยำกระดาษที่ไม่ได้ใช้แล้วเขวี้ยงลงไปที่ถังขยะ เมื่อเราคิดว่าลง มันก็จะลง วิธีนี้มีชื่อเรียกว่า “Visualizing Success” เป็นสิ่งที่นักกอล์ฟ หรือนักบาสในระดับโลกนำมาใช้กันอยู่บ่อยๆ เวลาที่เข้าแข่งขัน หรือเวลาที่เราเล่นหมากรุก ให้คิดล่วงหน้าเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่าจะทำแบบนี้ ข้ามแบบนี้ ถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วเราจะโต้ตอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งมันต่างจากการเข้าข้างตัวเองอยู่มากโขตรงที่มีการตอบโต้เพิ่มด้วย หากว่าธุรกิจที่เราตัดสินใจทำนั้นเกิดไม่ง่าย แล้วเราจะต้องทำยังไงต่อไป ต้องมีแผนรองรับที่หลากหลาย อย่ามัวแต่ไปคิดเข้าข้างตัวเองว่าอะไรก็ง่าย เป็นได้ ยังไงต้องประสบความสำเร็จแน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งไม่จริง

“ความหวังให้อะไรเราได้บ้าง?”

เมื่อเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว แนะนำว่าให้ใช้ใจคิด ลองใช้สามัญสำนึก ผสมผสานความกล้าที่จะตัดสินใจก่อนว่าจะทำแบบไหน สิ่งที่เราหวังให้อะไรกับตัวเราและธุรกิจของเราได้บ้าง คิดในแบบที่ไม่มีเงื่อนไขมาจินตนาการ จากนั้นก็ค่อยมาใช้สมองมองในแบบ “What if” ไปเป็นฉากๆ ว่าถ้าเกิดอย่างนั้นขึ้น อย่างนี้ขึ้น หากวัตถุดิบขาดตลาด พนักงานไม่เพียงพอ เราจะต้องแก้ปัญหายังไง ไปจนถึงว่าหากวันหนึ่งธุรกิจเกิดประสบความสำเร็จ เราจะทำยังไงให้มันติดลมบน แต่ถ้าไม่สำเร็จ จะต้องมีแผน 2 แผน 3 หรือจะลงจากหลังเสือ ไม่เดินหน้าต่อ ขอให้แยกออกเป็น 2 ความคิด แล้วทุกอย่างก็จะดำเนินต่อไปได้โดยที่เราไม่ต้องกลัว หรือคิดอะไรไปเองล่วงหน้า

สุดท้าย หากเราเตรียมความพร้อมมาอย่างดี รู้จักตัวเองดี มีทางหนีทีไล่ หรือตั้งใจที่จะลุยต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ยังมองไม่เห็นความสำเร็จ ก็ต้องอดทน ทำงานให้หนัก อย่ายอมแพ้ง่ายๆ สนุกกับสิ่งที่ทำอยู่เสมออย่างไม่เอ่ยปากบ่น เราก็จะนิ่งพอและดำเนินธุรกิจของเราไปได้อย่างมีความสุข นี่ก็เป็น Do และ Don’t สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำก่อนเริ่มต้นธุรกิจ หรือเป็นเจ้าของกิจการ หวังว่าจะนำเอาไปปรับใช้และเป็นแรงผลักดันให้กับใครหลายๆ ที่ยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเองต้องการอะไรได้เป็นอย่างดี

“เงินไม่หายแน่ ถ้าทำบัญชีรายรับรายจ่าย”

ย้อนกลับไปถึงวันที่เราเรียนจบ พอเริ่มทำงานก็นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการที่คนเราสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง

คุณจำได้มั้ยว่า พอเงินเดือนออกมาเดือนแรกเรา เราเอาเงินนั้นไปทำอะไร ส่วนมากก็จะเป็นการเอาเงินไปซื้อของที่เราอยากได้ ซึ่งอาจจะเริ่มด้วยการซื้อชุดทำงาน ซื้อรองเท้าทำงาน ซื้อกระเป๋า เป็นต้น ซึ่งบางคนหรืออาจจะส่วนใหญ่ก็ใช้แทบจะหมดเกลี้ยง รวมถึงบางคนไม่พอใช้ ยังกลับต้องไปขอเงินพ่อแม่เราเพิ่มด้วยซ้ำ

ซึ่งหากเป็นแค่ช่วงแรกๆก็ยังดีครับ แต่ถ้ายังเป็นนิสัยแบบนี้ไปนานๆ ก็อาจจะเรียกว่า อยู่ในภาวะ “กระแสเงินสดสุทธิติดลบ” ก็คือ รายจ่าย มากกว่า รายได้ แบบนี้ บอกเลยว่า อันตรายมากๆครับ

ดังนั้นคนวัยทำงานจึงควรต้องเปลี่ยนแปลงนิสัยตัวเองจากเดิม “ใช้ก่อนเก็บ” มีเหลือค่อยเก็บ (และสุดท้ายก็ไม่เหลือเก็บ) ให้กลายเป็น “เก็บก่อนใช้” คือ เงินเดือนออกเท่าไหร่เก็บก่อนเลย 10-20% ที่เหลือค่อยใช้

แน่นอนว่า แบบนี้ เราก็จะมีเหลือเก็บแน่นอนทุกๆเดือน

แต่พอวันนึงนิสัยการออมของเราก็มักจะกลายเป็น รายได้เพิ่ม กลับออมเพิ่มไม่ได้ กลายเป็น รายได้เพิ่ม มีแต่รายจ่ายเพิ่ม ซึ่งแบบนี้ต่อไป เราเองก็คงไม่มีเงินเก็บที่เพียงพอในวัยเกษียณแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่ควรต้องทำเพิ่มอีกอย่างนึง ก็คือ “การทำบัญชีครัวเรือน” ซึ่งการทำบัญชีครัวเรือนนั้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันๆ ยิ่งดีครับ เพราะ เราจะรู้ว่าเงินที่ออกจากกระเป๋าเราในทุกๆวัน มันออกไปกับอะไรบ้าง มีอะไรที่จำเป็นมั้ย เช่น วันนี้กินข้าวไปกี่บาท ก็จด ซื้อกาแฟไปเท่าไหร่ก็จด ซื้อเสื้อผ้าไปเท่าไหร่ก็จด จดทุกรายการที่เงินออกจากกระเป๋า รวมไปถึงเอาเงินไปลงทุนก็จดด้วย แบบนี้เราจะรู้เลยว่า เงินมันไปอยู่ตรงไหนบ้าง

 

 

ดังนั้นวันนี้เลยอยากแนะนำวิธีการทำบัญชีครัวเรือนอย่างถูกต้องมาฝากครับ โดยเราต้องแบ่งหมวดรายจ่ายเป็น 3 หมวดดังนี้ครับ

  1. รายจ่ายผันแปร : ก็คือรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายที่ไม่แน่นอนทั้งหมด หรือ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นรายจ่ายที่เป็น Life Style ของเรา ซึ่งได้แก่ รายจ่ายที่เกี่ยวกับ ค่ากิน ค่าช้อป ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น
  2. รายจ่ายคงที่ : ก็คือรายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำเท่าๆกันทุกๆเดือน หรือทุกๆปี เช่น ค่าเช่า ค่าประกันรถ ค่าประกันชีวิต ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เป็นต้น
  3. รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน : ก็คือรายจ่ายที่ไม่ใช้การซื้อสินค้า แต่เป็นการย้ายที่ของเงินเราจาก เงินในธนาคารที่เราเอาไว้ใช้ ไปสู่ที่อยู่ของเงินเพื่อเก็บไว้ในอนาคต ได้แก่ การซื้อกองทุน การซื้อหุ้น การซื้อพันธบัตร และอาจจะรวมไปถึง การลงทุนในกิจการก็ได้ ถ้ามี
    ซึ่งจากรายจ่ายทั้ง 3 ส่วนนี้ ก็ควรต้องมีการบันทึกแบบสม่ำเสมอในทุกๆวัน ทุกๆสัปดาห์ เพื่อให้เราสามารถรู้ได้ว่า ใน 1 เดือน หรือ 1 ปี เงินไปอยู่ในสัดส่วนไหนบ้าง แล้วมันเหมาะสมมั้ย เช่น รายจ่ายที่เป็นการออมหรือลงทุน นั้นเป็นอัตราเกิน 10% หรือไม่ รายจ่ายผันแปรมากไปหรือไม่ รวมไปถึงรายจ่ายที่เป็นพวกผ่อนบ้าน ผ่อนรถ นั้นมากไปหรือไม่

ซึ่งหากเราทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอแล้วละก็ รับรองว่าจะส่งผลถึงสุขภาพทางการเงินที่ดีในระยะยาวแน่นอน เรียกได้ว่า โสดก็ดี มีครอบครัวก็ยิ่งต้องควรทำ

โดยเฉพาะพอมีครอบครัว แน่นอนว่า เป้าหมายทางการเงินอาจจะมีมากขึ้นกว่าตอนโสดแน่นอน เช่นต้องมีการเตรียมเงินเพื่อลูก หรือ เตรียมเงินเพื่อรายจ่ายในครอบครัว รวมถึงต้องมีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นต้น

ดังนั้น หากคนที่มีครอบครัวก็ควรต้องทำ “บัญชีครัวเรือนหรือบัญรายรับรายจ่าย” อย่างยิ่ง เพราะ จะทำให้เห็นภาพรวมทุกเดือนว่า เงินของครอบครัวนั้น ออกไปทางไหนบ้าง ซึ่งหากตรงไหนมากเกินไปก็ปรับ หรือหากเงินไม่พอจริงๆ ก็ต้องรีบหาวิธีสร้างรายได้เพิ่ม

เห็นมั้ยครับว่า การทำบัญชีรายรรับรายจ่าย คือ พื้นฐานของการวางแผนการเงินที่ดีของทุกๆครอบครัวจริงๆ ใครไม่เคยทำลองไปเริ่มกันเลยนะครับ

เงินทองไม่รั่วไหล ด้วยระบบการควบคุมภายในการจ่ายเงิน

คู่มือการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากกรมสรรพากร

 

คลิ๊กที่รูปภาพ

10 วิธีเด็ดยั้งตัวเอง ก่อนจะช๊อป online จนกระเป๋าฉีก

มันล้าสมัยแล้ว…ที่จะต้องออกจากบ้านไปซื้อของค่ะคุณขา
ยุคนี้นะเธอ ไม่ต้องออกจากบ้านก็เสียเงินได้!!
แค่ขยับนิ้วคลิกๆๆ
คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกค่ะ
คว้าอันดับ 1 นักช็อปออนไลน์ของโลก จากผลสำรวจนักช็อปออนไลน์ 23,000 รายใน 25 ประเทศทั่วโลกของผลสำรวจ PwC’s Total Retail 2016
เพราะ….ข้อดีเรื่องความสะดวกสบายและราคา แล้วตัดสินใจซื้อโดยดูรีวิวสินค้า
แต่หลายคนก็พัง! เพราะเจ้าช็อปออนไลน์นี่แหละ
คือ ซื้อจนหมดตัว..ไม่มีเงินเหลือเก็บ
…………
ช้อปออนไลน์เป็นทั้งได้ตัวช่วยและตัวทำลายชีวิต
มาดามฟินนี่มี #10วิธีเด็ดที่จะใช้ยั้งตัวเอง
เพื่อที่พวกเธอๆ ทั้งหลายจะเอาไปใช้แก้อาการเสพติดช้อปออนไลน์จนหมดตัว!
แถมท้ายด้วยวิธีจัดการเงินเพื่อให้เธอได้ช้อปปิ้งกันอย่างสบายใจด้วย ไปดูกัน!
ลองถามตัวเองด้วย 10 คำถามนี้ ก่อนจะตัดสินใจซื้ออะไร…
ก่อนจะกดดูรายละเอียดสินค้า ให้ถามตัวเองว่า….
1.สิ่งนี้เรายังไม่มีเหรอ? – มาดามเชื่อว่าส่วนมาก เธอมีแล้ว!
แล้วยังไงคะ ของที่มีมันไม่พอ มันไม่ใช่ หรือยังไง หรืออยากได้ขยะเข้าบ้านเพิ่มอีกหนึ่งชิ้นคะ
2.ที่เรามีมันเก่าแล้ว มันใช้ไม่ได้แล้วเหรอ – มาดามเชื่อว่าส่วนมาก คือ ไม่!
ไม่ได้เก่า ยังใช้ได้ด้วย แล้วจะซื้อเพื่อออออออ ??
3.เราตั้งใจจะซื้อสิ่งนี้อยู่ก่อนแล้วรึเปล่า – มาดามเชื่อว่า เปล่า!
ส่วนมากเห็นโปร เห็นลดราคา เห็นดาราใช้ เห็นเพื่อนเค้ามีกัน
4.เราเตรียมเงิน มีงบเพื่อซื้อของนี่เหรอ? – มาดามเชื่อว่า ไม่!
ส่วนใหญ่ไม่คิดเรื่องเงินด้วยซ้ำ อยากได้อย่างเดียวล้วนๆ
และต้องได้เดี๋ยวนี้ โอนก่อน รูดก่อนค่อยว่ากัน
………
#ก่อนกดปุ่มสั่งซื้อให้ถามตัวเองว่า…
5.ของแบบนี้ มีเจ้าอื่นขายรึเปล่า? – มาดามเชื่อว่า มี!
หัดเป็น “คนเรื่องมาก” ก่อนเสียตังค์บ้างเถอะค่ะ เปรียบเทียบราคา หาข้อมูลหน่อย
6.ซื้อจากเจ้าไหนดีที่สุด? – มาดามเชื่อว่ามันมีหลายเงื่อนไขนะ
เรื่องราคาให้เธอเลิกดูเรื่องส่วนลดว่าลดจากกี่บาท ลดกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วพุ่งสายตาไปที่ราคาที่เราต้องควักจ่ายน่ะเธอ ราคาสุดท้าย อีของแบบนี้ต้องจ่ายเงินเท่านี้ มันโอมั้ย?
7.ของแถม การรับประกัน เจ้าไหนดีที่สุด? – มาดามจะบอกว่าเรื่องพวกนี้สำคัญนะ
ราคาเท่ากัน แต่ถ้าเรื่องที่ว่ามาต่างกัน ต้องดูให้ดี เลือกออปชั่นที่โดนใจที่สุด ดูราคาประกอบ
8.ราคารวมค่าส่งของแล้วรึยัง? – มาดามอยากให้เช็คให้ดี
ของบางชิ้นราคาตัวมันไม่เท่าไหร่ แต่ค่าส่งสิแพง ยิ่งถ้าซื้อจากต่างประเทศ
กรุณาเบิ่งตาดูให้ดีนะคะ
………….
#กดสั่งซื้อแล้วอย่าเพิ่งกดจ่ายเงิน!!
มาดามขอเวลาเธอ 2 วัน หรือ 48 ชั่วโมง
แล้วค่อยกลับมากดปุ่มจ่ายเงินค่ะ
เพื่อให้ไปนั่งนึกตรึกตรองก่อน ตกตะกอนความคิดดีดี
เธอเชื่อมั้ย แค่ 2 วันนี้แหละวัดใจ!!
มีของหลายอย่างมาก……ที่พอผ่านไปแค่วันเดียว เราก็ไม่นึกอยากได้แล้ว
จงถามตัวเองว่า..
9.เรายังอยากได้ของนี้อยู่รึเปล่า? – มาดามเชื่ออย่างสุดหัวใจ เกือบครึ่ง จะไม่อยากแล้ว
หน้าที่ของคนขาย คือทำให้เราอยากซื้อ แล้วซื้อเดี๋ยวนั้นค่ะ เพราะพอผ่านอารมณ์อยากได้แบบพีคๆ ไป เหตุผลจะเริ่มกลับมา เราจะใช้สมองแบบเต็มเปี่ยมในการคิดพิจารณา ไม่ใช่แค่อารมณ์กับหัวใจ
10.ถ้าเราไม่ซื้อของนี้ เงินนี้จะไปงอกที่ไหน หรือเติมเต็มความฝันอะไรให้เราได้ – มาดามพูดเลยว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ให้ความสุขที่แท้จริง
เงินก้อนนี้ที่เราเกือบหรือกำลังจะควักเนี่ย ถ้ามันไม่ออกไปจากกระเป๋าเรา มันอาจกลายเป็นอะไรรู้มั้ย??
-เงินเก็บเพื่อเกษียณ ในรูปของกองทุนรวม
-หุ้น ความเป็นเจ้าของบริษัทที่เราอยากได้
-ส่วนหนึ่งของ “ทริปในฝัน” สิ้นปีนี้
-ทุนการศึกษาลูก
-เงินที่ให้พ่อแม่แล้วท่านยิ้มดีใจ
เนี่ย….คือตัวอย่างคร่าวๆ ของอีกตั้งมากมายหลายอย่างที่เงินหลักร้อยหลักพันที่เธอกำลังจะควักใช้ด้วยอารมณ์ ใช้ซื้อได้ และ ฟินกว่า!

เงินช็อปปิ้งควรมีขีดจำกัด
คำเรียกทางการคือ “งบประมาณ” หรือ Budget
โดยแบ่ง 2 อย่าง
1.ช้อปของใช้จำเป็น
อันนี้จัดอยู่ในหมวดรายจ่ายประจำ รวมกับค่าผ่อนรถ เช่าบ้าน ค่ากิน ค่าเดินทาง สิริรวมไม่เกิน 55 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่เข้ากระเป๋า
2.ช้อปเพื่อเอนเตอร์เทน
บำบัดอารมณ์เพียวๆ อันนี้ไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ซึ่งก้อนนี้ต้องรวมการกินหรู เที่ยวสบาย ดูหนังฟังเพลงไปแล้วนะ ห้ามลืมนะ
จำไว้ว่า “เงินของเธอมีค่า”
เคยบ่นว่าเงินหายาก ต้องทนทำงานมาลำบากไม่ใช่เหรอ
แล้วทำไม??..
ถึงจะไล่มันไปง่ายๆ แค่มีคนเอาป้ายโฆษณามาล่อ แล้วนิ้วคลิกๆ ไม่กี่ครั้งล่ะ?
เงินจะอยู่กับคนมีหัวคิด มีจิตใจนึกถึงอนาคตของตัวเอง

3 วิธีมีเงินออมเพิ่มขึ้นง่ายๆ 50% ทันที!!

เชื่อว่าหลายคนอยากจะมีเงินออมมากขึ้น ยิ่งมีเงินออมเพิ่มขึ้นง่ายๆ เพิ่มขึ้นเร็วๆจะยิ่งรู้สึกดี บางคนคิดไปไกลว่าแค่หายใจก็มีเงินออมเพิ่มขึ้น แต่โลกของความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น
หลายคนพยายามทำทุกวิถีทางแล้วก็ยังเริ่มออมไม่ได้สักทีเพราะติดปัญหาค่าครองชีพสูง มีหนี้สินกองโต รายได้น้อยเกินไป จึงมุ่งแต่จะหาเงินเพิ่มเพราะจะได้มีเงินออมมากขึ้น
แต่ว่า…
บางครั้งเราอาจจะมองไกลตัวเกินไป ไกล ไกล ไกล ไกลม๊ากจนลืมสิ่งสำคัญที่อยู่ใกล้ตัวเอง
เราลืมมองดูตัวเอง เราควรสำรวจการเงินของตัวเองให้รอบด้านก่อนที่จะออกไปหารายได้เพิ่ม โดยเริ่มถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆนี้ว่า…
ระหว่างหาเงินเพิ่ม 100 บาท
กับประหยัดเงิน 100 บาท
แบบไหนทำง่ายกว่ากัน?
เราเจอคำถามนี้ในกระทู้ Pantip เป็นคำพูดที่พ่อกำลังสอนเด็กชายให้รู้จักวิธีใช้เงิน แล้วเด็กคนนั้นก็ตอบว่า “ประหยัดทำง่ายกว่า” หลังจากนั้นเด็กชายก็รู้ว่าควรใช้เงินอย่างไร
ถ้าการประหยัดทำได้ง่ายกว่า แสดงว่าเราก็มีเงินออมมากขึ้นจากการประหยัด แต่จะทำอย่างไรได้บ้างลองอ่านดูนะจ๊ะ

1. ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ฟุ่มเฟือย คือ อะไร??
♦ เดินไปที่ชั้นวางรองเท้าที่มีนับ 10 คู่ เปิดตู้เสื้อผ้าที่ใส่ทั้งเดือนก็ไม่ซ้ำ…แล้วก็ชอบพูดว่า “ไม่มีอะไรจะใส่”
♦ เครื่องประทินผิวที่อยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ครีมทาผิวหน้าที่ใช้เพียง 2-3 ครั้งและมีกล่องใหม่ที่ซื้อตุนไว้ตั้งอยู่ข้างๆ…เยอะเกินไปไหม
♦ น้ำหอมกลิ่นใหม่ล่าสุดที่ฉีดไม่ถึงครึ่งขวดวางคู่กับน้ำหอมขวดเก่าที่ใช้ไม่หมดอีก 4-5 ขวด
♦ เป็นคนขี้เหงาต้องนัดเพื่อนออกมาสังสรรค์แทบทุกวัน … เข้าสังคมได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป
♦ สูบบุหรี่เพราะคิดว่าพบทางสว่าง อารมณ์ดีเวลาสูบ…แต่ไม่คิดถึงช่วงก่อนตายว่าทรมานแค่ไหน
สิ่งเหล่านี้ล้วนเกินความจำเป็นและเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ของบางอย่างชำรุดเสียหายเพราะเก่าเก็บไม่ถูกใช้งาน บางอย่างหมดอายุไปแล้ว ของบางชิ้นสภาพใหม่มากไม่เคยผ่านการใช้งาน
ถ้าเราลดรายจ่ายส่วนนี้ลงได้ก็จะทำให้มีเงินออมมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยหละ อาจจะมีมากกว่า 50% เลยหละ ถ้าอยากรู้ว่ามีเงินออมเพิ่มขึ้นได้ 50% อย่างไรลองดูที่ตารางนี้
สมมติว่าถ้าเรามีพฤติกรรม 3 อย่างนี้ ลองบวกตัวเลขดูว่าถ้าลดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เราจะมีเงินออมเพิ่มขึ้นเท่าไหร่?
ซื้อเสื้อผ้าและของประดับจิปาถะ 6,000 บาท
เลี้ยงฉลองลงขวดเหล้า – เบียร์ 7,500 บาท
อารมณ์ดีทุกทีที่สูบบุหรี่ 840 บาท
แทนที่เราจะมีเงินออมเดือนละ 14,340 บาท แต่กลับต้องเสียมันไปอย่างน่าเสียดาย สมมติว่าถ้าเรามีเงินเดือน 28,000 บาท แล้วใช้จ่ายแบบนี้เท่ากับว่าเราใช้เงินฟุ่มเฟือย 51.21% (มาจาก 14,340 x 100 / 28,000 )
แล้วถ้าเงินส่วนนี้กลายเป็นเงินออมของเราล่ะ นี่มันยิ่งกว่าถูกหวยชัดๆ  นั่นแสดงว่า ถ้าเราประหยัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยนี้ได้ เราจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น  51.21% ว้าว ว้าว ว้าว…

2. ตรวจสอบใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง

เราเคยตรวจใบเสร็จรับเงินไหม?
เราเคยถามตัวเองไหมว่าทำไมไม่ตรวจ?
แล้วเราตรวจใบเสร็จไปเพื่ออะไร?
เราเคยเชื่อในระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในห้างค้าปลีกแห่งหนึ่ง
จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราเลือกซื้อของเรียบร้อยแล้วก็เดินเข้าไปที่ช่องจ่ายเงิน ระหว่างที่พนักงานนำของใส่ถุง เราก็ดูที่หน้าจอบอกราคาแล้วเห็นว่ามีของชิ้นหนึ่งราคาไม่ตรงกับป้ายที่เขียนไว้
พอได้รับบิลรายการมาแล้วจึงไปสอบถามที่ช่องประชาสัมพันธ์ สรุปว่าเราได้เงินคืนมา 30 บาท
ป้ายติดแจ้งราคาที่สินค้ามีราคาต่ำกว่าใบเสร็จรับเงิน บางคนอาจจะมองว่าแค่เงิน 30 บาทไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้าเราซื้อ 10 ชิ้นหละแสดงว่าเราจ่ายเงินมากกว่าความเป็นจริงไป 300 บาท
เงินตรงนี้ก็จะกลายเป็นเงินของห้างฯแทนที่จะเป็นเงินออมของเรา “การตรวจใบเสร็จรับเงิน” คือ ช่องโหว่เล็กๆเป็นรอยรั่วของค่าใช้จ่ายที่หลายคนมักมองข้าม
อย่าลืมว่า แม้ระบบจะดีแค่ไหนก็ผิดพลาดได้ เรื่องคิดเงินผิดแบบนี้น้องฝ้ายเลขาก็เคยเจอในร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เก็บเงินเกิน ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าพนักงานคีย์ข้อมูลผิด ถ้าไม่ทักท้วงก่อนก็คงเสียเงินฟรีๆ

3. อย่ามองข้ามค่าธรรมเนียม

เราจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าสอบ ค่าบัตรเครดิต ฯลฯ ได้หลายช่องทางมากขึ้น เช่น ตัดผ่านธนาคาร จ่ายผ่านบัตรเครดิต ร้านสะดวกซื้อ ห้างค้าปลีก จ่ายผ่าน ATM จ่ายผ่านมือถือ
อีกหลายช่องทางที่จะอำนวยความสะดวกให้เราจ่ายบิลง่ายขึ้น แล้วเราจะเลือกช่องทางไหนดีหละ?
เราควรตัดสินใจที่ค่าธรรมเนียม ถ้าเลือกได้เราต้องการเลือกฟรีค่าธรรมเนียมใช่ไหมคะ
บางคนคิดว่าไม่สำคัญเน้นที่ความสะดวกมากกว่า ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมบิลละ 10-15 บาท ถ้าจ่ายเพียงเดือนเดียวอาจจะดูไม่เยอะ แต่ถ้าสะสมเป็นปีหละจะเป็นเท่าไหร่
เช่น เราจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ 3 บิลๆละ 15 บาท รวมเดือนนึงก็ 45 บาท แล้วถ้ารวมเป็น 1 ปีจะเป็นเงิน 540 บาท!! ซึ่งเป็นเงินที่เราไม่ควรจะเสีย
ปัจจุบันวิธีการเสียค่าไฟไร้ค่าธรรมเนียมมันทำง่ายมาก อยู่ใกล้ๆแค่ในมือถือของเรานี่เอง มีวิธีการจ่ายอย่างไรบ้างอ่านต่อได้ที่บทความ “วิธีจ่ายค่าไฟค่าธรรมเนียม 0 บาท “ คลิกที่นี่

สรุปว่า…

ถ้าเราอยากมีเงินออมทันที 50% นั้นเริ่มต้นง่ายๆที่การลดค่าใช้จ่ายลงด้วยการใช้ของฟุ่มเฟือยให้น้อยที่สุด ตรวจสอบใบเสร็จรับเงินทุกครั้งเพราะระบบอัตโนมัตินั้น บางครั้งอาจจะผิดพลาดได้
สุดท้ายอย่ามองข้ามค่าธรรมเนียมเล็กๆน้อยๆ เพราะมารวมกันแล้วก็จะกลายเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่างๆที่จะทำให้เราประหยัดมากขึ้น อย่าลืมลองใช้ดูนะจ๊ะ

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ใส่ใจบัญชีและภาษี

 

รายได้ ไม่ใช่ “กำไร” อย่าเข้าใจผิดนะจ๊ะ

รายได้ = ก่อนหักค่าใช้จ่าย
กำไร = หลังหักค่าใช้จ่าย
ดังนั้น รายได้ ไม่ใช่ “กำไร”
—
• ช่วงนี้หลายคนถามพรี่หนอมว่า รายได้ คือ อะไร หรือว่า กำไร คือ รายได้ ใช่หรือเปล่า วันนี้เลยเขียนสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับหลักการให้ฟังครับ ซึ่งสรุปแล้วใน 3 บรรทัดข้างต้น ฮ่าๆ
• จริงๆแล้ว ทางภาษีนั้น ไม่ได้ใช้คำว่า “รายได้” แต่จะใช้คำว่า “เงินได้” เพราะหมายความรวมถึงหลายอย่างประกอบกันครับ (เงินสด, ทรัพย์สิน
. ประโยชน์ส่วนเพิ่ม ฯลฯ) แต่พรี่หนอมขอเรียกแบบให้เข้าใจสั้นๆ เพื่อที่จะได้อธิบายถูกว่า รายได้ละกันครับผม
• โอเค ยกตัวอย่างเช่น มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำถามคือ แล้วอะไรคือรายได้ ก็ตอบไปเลยว่าเงินที่เราได้มาก่อนหักค่าใช้จ่ายนั่นแหละครับ คือ รายได้
• เช่นเดียวกัน การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อย่าง LTF ที่บอกว่า ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ (จริงๆ ภาษากฎหมายจะบอกว่าซื้อได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี) นั่นก็แปลว่า ถ้าเรามีรายได้เท่าไร เอา 15% คูณเข้าไปเลยนะ แต่สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทตามที่กฎหมายกำหนด
• ดังนั้นสำหรับคนที่ไม่แน่ใจว่า รายได้คืออะไร จำไว้สั้นๆว่า สิ่งที่ได้มาก่อนที่จะหักทุกอย่างนั่นเองครับผม
ที่มา เพจ TAXBugnoms

5 ไลฟ์สไตล์ที่ต้องเปลี่ยน ถ้าอยากเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

การที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารที่ดีจนเป็นที่ยอมรับได้ นอกจากการมีเงินทุน รวมถึงความสามารถแล้ว อีกปัจจัยที่ขาดไม่ได้ก็คือ Lifestyle หรืออุปนิสัยการใช้ชีวิตนั่นเอง แล้วการเป็นที่จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีการดำเนินชีวิตอย่างไรบ้าง? วันนี้! Yengobuzz มีคำแนะนำมาให้ไปปรับใช้ครับ

1.รักในการเรียนรู้

เพราะการเรียนรู้ คือความอิสระอย่างแท้จริง เนื่องจากเราสามารถเรียนรู้ได้อยู่ตลอดเวลา อย่างไม่มีวันสิ้นสุดในทุกๆ เรื่อง ซึ่งคุณสามารถฝึกทำให้เป็นนิสัยได้ง่ายๆ หลากหลายวิธี ทั้งการอ่านหนังสือ การพูดคุยปรึกษา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เช่น เมื่ออุปกรณ์ หรือข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคุณ เกิดชำรุด ใช้การไม่ได้ ก่อนที่คุณจะเรียกให้ช่างมาแก้ไขปัญหาที่ว่านี้ การที่คุณได้ลองค้นหาวิธีซ่อมแซมด้วยตัวเองในเบื้องต้น ถือเป็นวิธีการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

2.รู้จักเจรจาต่อรอง

เป็นอีกไลฟ์สไตล์หนึ่งที่เจ้าของธุรกิจควรจะต้องมี สำหรับสกิลการเจรจาต่อรอง อาทิเช่น การต่อรองราคาสินค้า หรือสอบถามถึงข้อเสนอ สิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ก่อนที่จะชำระเงิน หรือทำการเปรียบเปรียบข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับการค้า เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ และเกิดความคุ้มค่าทางธุรกิจมากที่สุด ซึ่งนำมาซึ่งอุปนิสัยในการเป็นเจ้าของกิจการที่ร่ำรวย

3.เลี่ยงการช้อปราคาเต็ม

ลองเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นิสัยการช้อปของคุณ ที่แต่เดิมทีมักจะเลือกช้อปแต่สินค้าเต็มราคา โดยที่ไม่ได้ศึกษาหาแหล่งซื้อ หันมาช้อปสินค้าลดราคา หรือสินค้ามือสองในสภาพดี เพื่อเป็นการฝึกให้คุณใช้จ่ายเป็น หรือคุณอาจนำไปปรับใช้กับองค์กรของคุณได้โดย การติดตั้ง Software ฟรีถูกลิขสิทธิ์ให้กับคอมพิวเตอร์มาใช้ในสำนักงาน เป็นต้น

4.ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่เจ้าของธุรกิจร้อยล้านสมดั่งใจ คุณควรที่จะฝึกตัวเองให้ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้เป็นนิสัย ยกตัวอย่างเช่น แทนที่คุณจะสมัครเคเบิ้ลทีวีเพื่อดูบางรายการโปรด คุณอาจเลือกใช้บริการอื่นๆ แทนเพื่อลด Budget ในส่วนนี้ได้ ด้วยการสมัครบริการ Netflix เป็นต้น ในด้านการทำงานก็เช่นกัน หากคุณเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจการจ้าง Outsource หรือแม้แต่ Freelance เองจะช่วยคุณลดค่าใช้จ่ายในได้เป็นอย่างดี

5.ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย

ท้ายที่สุดแล้ว การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ถือเป็นการแจสำคัญต่อการที่จะก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจที่ร่ำรวยได้ ซึ่งคุณสามารถทำได้โดยเลือกอาศัยในพื้นที่ขนาดพอเหมาะ ที่จะนำมาซึ่งการประหยัดค่าน้ำ และค่าไฟ รวมถึงพลังงานต่างๆ ด้วย อีกทั้งการปรับค่านิยมทางวัตถุนิยม เช่น การใช้ของแบรนด์เนม หรือสินค้าในราคาเกินความจำเป็น โดยให้หันมาเน้นที่ตัวสินค้า ความคุ้มค่า และการใช้งานเป็นหลักแทน

รับรองได้เลยว่า เมื่อคุณนำทั้ง 5 ไลฟ์สไตล์ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว โอกาสที่คุณจะรวยความสำเร็จได้นั่นมีสูงมากเลยทีเดียว ขอให้ทุกๆ คนโชคดีกันนะครับ

5 เคล็ดลับ ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

พูดเก่ง พรีเซ็นต์งานดี ขายงานได้ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหรือการทำงาน หากคุณยังขาดทักษะการเป็นผู้ฟังที่ดี ในวันนี้เรามี 5 เคล็ดลับ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการฟังให้มากยิ่งขึ้น มาฝากให้คุณไปลองทำตาม เพื่อพัฒนาตัวเองกันครับ

1.แสดงความสนใจด้วยท่าทาง

การสบสายตาผู้พูด รอยยิ้ม หรือการพยักหน้า ในขณะที่ผู้พูดกำลังพูด เป็นสิ่งที่จะช่วยแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ถึงการส่วนร่วมในการสนทนา แต่ทั้งนี้ก็ควรที่จะระมัดระวังในเรื่องของการแสดงท่าทางด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการกอดอก เอามือล้วงกระเป๋า เพราะการทำเช่นนี้อาจทำให้ผู้พูดเสียสมาธิได้

2.หยุดทุกสิ่งที่ทำ

ต่อให้คุณกำลังง่วนอยู่กับงาน เมื่อมีผู้เข้ามาสนทนาด้วย คุณควรที่จะหยุดการทำงานนั้นๆ ก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นผู้ฟังชั่วคราว ดีกว่าที่จะสนทนาไปด้วยและทำงานไปด้วย เพราะจะทำให้ถูกมองได้ว่า คุณไม่ให้ความสำคัญในการสนทนาครั้งนี้

3.ไม่รบกวนผู้พูด

ถึงแม้ว่าเรื่องที่คุณกำลังฟัง จะเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ หรือเป็นเรื่องที่คุณไม่ชอบก็ตาม การพูดแทรก หรือแสดงกิริยาที่เหมือนว่าจะเป็นการปฎิเสธที่จะฟังต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะจะทำให้คุณเสียมารยาท และไม่ช่วยให้คุณเป็นผู้ฟังที่ดี

5 เคล็ดลับ ฝึกเป็นผู้ฟังที่ดี ช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น

4.ตั้งคำถาม

เพื่อช่วยให้คุณฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี การตั้งคำถาม ในเรื่องที่ผู้พูดสนทนาได้พูดจบแล้ว นอกจากจะช่วยให้การสนทนาเป็นไปอย่างราบรื่น ยังทำให้คุณได้แลกเปลี่ยนความคิด และได้รับความรู้ใหม่ๆ รวมถึงยังช่วยให้คุณสามารถเข้าใจในหัวข้อที่สนทนามากขึ้นอีกด้วย

5.ฝึกฟังอย่างตั้งใจ

เพราะการฟังไม่ใช่เพียงแค่ฟังอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความตั้งใจและความเข้าใจในตัวผู้พูดด้วยว่า กำลังสื่อสารและถ่ายทอดอะไรกับเราอยู่ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่คุณต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการฟังที่ดี และประสบความสำเร็จในอนาคต

เพื่อช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากขึ้น อย่าลืมนำทั้ง 5 เคล็ดลับการเป็นผู้ฟังที่ดีในข้างต้น ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันกันดูนะครับ