

จดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนบริษัท
จดทะเบียนบริษัท โดย บริษัท ชลธี บิสซิเนส กรุ๊ป ซึ่งให้บริการ ด้านการจัดตั้งธุรกิจ รับทำบัญชี ทุกประเภท ทั่วไทย








จากนิทานอีสปแบบเด็กๆ ที่เปรียบเทีบคนสองประเภท ระหว่างนักวางแผน และนักวางเฉยในฉบับที่ผ่านมา ในฉบับนี้ เราจะขอนำเสนอตัวช่วยเพื่อให้คุณๆ เก็บเงินเพิ่มสำหรับตัวเอง ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เงินใช้วัยเกษียณ แต่เป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพื่อซื้อรถ เพื่อแต่งงาน ฯลฯ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น
ความจริงแล้ว 6 ตัวช่วยที่เสนอมานี้เป็นเพียงแนวทางหลักๆ แบบกว้างๆ แต่ในความเป็นจริงที่นักวางแผนการเงินทั้งหลายควรจำไว้ให้ขึ้นใจคือ คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางเลือกของคนหนึ่งจะแตกต่างจากอีกคนหนึ่งได้ และไม่จำเป็นว่าจะปัญหาที่เหมือนกันจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดียวกันได้เสมอไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณผู้เป็นเจ้าของปัญหาจะต้องแสวงหาทางแก้ด้วยตนเองและออกแบบเส้นทางสู่เป้าหมายทางการเงินด้วยตนเอง โดยอาจอยู่ภายใต้การให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้

ที่มา https://www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/AttachFile_1494582296559.pdf
ใครอยาก “รวย” ยกมือขึ้น !!
อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า รวย = โลภ กันนะคะ…เพราะแท้จริงแล้ว “รวย” ในความหมายของเฟิร์นก็คือการมี “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “พอใจในสิ่งที่ตนมี” และ “ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน” อีกต่อไป
และไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่ในสถานะไหน…
ยังไม่รวย, เกือบรวย, ไม่รู้เมื่อไหร่รวย หรือ รวยแล้วแต่อยากรวยกว่านี้ !
เฟิร์นเชื่อว่า 2 สิ่งง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้เพื่อไปถึงเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ “ใช้แรงทำเงิน” & “ให้เงินทำงาน” Jerry Lynch นักวางแผนการเงิน เจ้าของ JFL Total Wealth Management ได้แบ่งปันความคิดส่วนหลัง นั่นคือการ “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อดังนี้
แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ “ สมเหตุสมผล” กับเรา…แต่ก็ต้อง “ ลงทุนระยะยาว” จริงๆ นอกจากนั้นโดยทั่วไปแล้วคนที่ร่ำรวยมักมีจุดเริ่มต้นจาก 4 ทางด้วยกัน คือ
ดังนั้น…จง “อย่าคาดหวัง” มากเกินไปกับ ผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยควรเข้าใจกระบวนการทำงานของตลาดหุ้นด้วยว่าเป็นอย่างไร…ที่สำคัญต้องพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สมเหตุสมผลอยู่สม่ำเสมอ และมีวินัยกับกลยุทธ์นั้น เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนระยะยาว…จะดีกับคุณเอง
นานาเหตุผลที่ทำให้เราไม่เก็บออม…มีอยู่เสมอ (ยังไม่พร้อม , มีหนี้อยู่เลย, ปีหน้าค่อยเริ่ม, เงินเดือนยังน้อยอยู่ ฯลฯ) แต่ทราบหรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เลือกที่จะทำเรื่องง่ายๆ เช่น “ เก็บออม” อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต หรือแม้แต่ในปี 2008 หากมองย้อนกลับไปใครที่ เก็บออม หรือ ลงทุน ในช่วงนั้น ย่อมได้ผลตอบแทนก้อนโตเมื่อเวลาผ่านไป “ ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ”
แผน A ที่คุณใช้อยู่ใช่ว่าจะใช้ได้ดีเสมอไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แผน A อาจไม่สามารถใช้ได้เลยก็เป็นได้…คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่รู้ว่า “ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังนั้นเขาจึง “ มีแผนสำรองเสมอ” เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และนั่นทำให้เขามีทางเลือกในทุกสถานการณ์ ซึ่งก็คือกุญแจสู่ความสำเร็จนั่นเอง
“ ความสำเร็จ” ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการทุ่มกับกระทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำ อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นคนที่ประสบความสำเร็จในวัยที่อายุยังน้อย เขามักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ผ่านการเรียน หรืออบรมคอร์สต่างๆ หรือแม้แต่ ทำงานหนักกว่าคนรอบข้าง (เพื่อน, ครอบครัว หรือในธุรกิจเดียวกัน)
เป้าหมายการทำงานของ Jerry Lynch ก็คือ “ เป็นคนที่โง่ที่สุดในที่ทำงาน” เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้อยู่ท่ามกลางคนเก่ง คนฉลาด มากมาย ดังนั้นทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ของเขามักมีสุดยอดที่ปรึกษาคอยชี้แนะก่อนลงมือทำการใด เพราะไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ดังนั้นการยอมรับข้อจำกัดของตนเองย่อมทำให้เราสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาช่วยให้ทุกการตัดสินใจ ดียิ่งขึ้น
ทุกบทสนทนาทางธุรกิจ หรือธุรกรรมที่คุณทำ อาจไม่ใช่ deal ที่ดี หรือเหมาะกับคุณเสมอไป ดังนั้นคงดีกว่าไม่น้อยหากรู้จักหันหลังให้สิ่งเหล่านั้น และเริ่มต้นต่อรองใหม่ จนกว่าจะได้สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ เพราะนั่นย่อมดีกว่าการเสียเงินไปกับเรื่องที่มันยังไม่โดน!
อะไรที่มันดู “ เหลือเชื่อ” พึงระลึกไว้เลยว่ามัน “ เชื่อไม่ได้” เพราะสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงเลย นั่นแหละ “ เสี่ยงที่สุด” เฉกเช่นการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนก้อนโต ที่มักการันตีได้เช่นกันว่าคุณต้อง “ เสียเงิน” กับการลงทุนนั้นแน่นอน…ไม่ใช่ว่าบนโลกนี้จะน่ากลัวไปซะหมด แต่เพียงอยากให้ศึกษาข้อมูล ทำการบ้าน และระมัดระวังกับสิ่งที่มันดู “ ไม่น่าเป็นไปได้” ก็เท่านั้น
รู้แบบนี้แล้ว…จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มต้น “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อกันดีกว่า
การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม “การลงทุน” ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตาม
ควรเริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเองให้พร้อมโดยต้องรู้จัก 3 ต. คือ เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ กันก่อน
เพื่อจะเป็นผู้ลงทุนที่ดีโดยการกำหนด “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจน เป้าหมายการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จเพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรากำหนดแนวทางการลงทุน ได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย การลงทุนแบบไร้ทิศทาง ลงทุนตามข่าวสารตามกระแส อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เหมาะกับตัวเราไปอย่างน่าเสียดาย
เบื้องต้นเราจึงควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่า ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่? และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด? ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ระยะกลาง (1–5 ปี) หรือ ระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป) ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล
บางคนอาจลงทุนระยะสั้นเพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับดาวน์รถยนต์คันใหม่ บางคนอาจลงทุนระยะกลางเพื่อเตรียมเงินไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือบางคนอาจต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ ฯลฯ
จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนแบบไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ หรือมีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี่แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า… ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณมากที่สุด
นอกจากนี้ต้องเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง โดยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกที่คิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น
หรือเตรียมเงินลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งคุณควรพิจารณา “แผนการออมและแผนการใช้จ่าย” ประกอบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
มีข้อมูลทางวิชาการและสถิติมากมายระบุว่าการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะราคาของสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทจะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมทั้ง ใช้เวลาในการปรับขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากในคราวเดียวได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายคือ… “เตรียมใจ” ให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน ถือเป็นเคล็ดลับในการลงทุนอย่างมีความสุข เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ขาดความอดทน” และ “ไม่มีวินัย” ในการลงทุนที่ดีพอ จึงมักจะลงทุนไปตามสิ่งเร้าหรือตามกระแส ไม่ได้พิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้วก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน
เอาเป็นว่า…ใครอยากมี “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ควบคู่ไปกับ “ความมั่นคงทางอารมณ์”ต้องเตรียม 3 ต. ทั้ง เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจให้พร้อมจะได้ออกสตาร์ทบนเส้นทางการลงทุนแสนสุขได้อย่างผู้ลงทุนมืออาชีพ
1. ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจะต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 86/4)
(1) คำว่า “ใบกำกับภาษี”
(2) เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(3) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
(4) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
(5) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
(6) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
(7) ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ
(8) จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง
กรณีที่มีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษี / ใบส่งของ อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยส่งมอบสำเนาใบกำกับภาษี / ใบส่งของให้กับผู้ซื้อพร้อมกับการส่งมอบสินค้า ส่วนต้นฉบับของใบกำกับภาษี / ใบส่งของ จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อต่อเมื่อได้รับชำระราคาค่าสินค้า กรณีนี้ถือว่ามิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องส่งมอบต้นฉบับของใบกำกับภาษี (เอกสารฉบับแรก) ให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า
สำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของที่ผู้ซื้อได้รับ ผู้ซื้อจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้
ในทางปฏิบัติ หากผู้ประกอบการต้องการเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีกรณีผู้ซื้อไม่ชำระราคาค่าสินค้า ผู้ประกอบการควรออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากจากใบส่งของและส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษี พร้อมทั้งสำเนาใบส่งของให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า โดยเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ หรือเพื่อความสะดวก ผู้ประกอบการอาจออกใบกำกับภาษีและใบส่งของอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีแบบเป็นชุด ก็ได้
2. ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปรวมกับเอกสารการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีไม่ใช่เอกสารฉบับแรก ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
(1) ในเอกสารฉบับแรกของเอกสารชุดดังกล่าว หรือในเอกสารฉบับอื่นที่มิใช่ฉบับแรก แต่เป็นต้นฉบับของเอกสารฉบับอื่นใดก็ตาม ซึ่งมิใช่ฉบับที่เป็นใบกำกับภาษี จะต้องมีข้อความว่า “ไม่ใช่ใบกำกับภาษี” ไว้ในเอกสารฉบับนั้นด้วย
(2) ในเอกสารทุกฉบับของเอกสารชุดดังกล่าว จะต้องมีข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ไว้ด้วย
(3) ในเอกสารฉบับที่ถือว่าเป็นสำเนาของเอกสารฉบับอื่นจะต้องมีข้อความว่า “สำเนา” ไว้ทุกฉบับ
ข้อความตาม (1) ถึง (3) ดังกล่าวข้างต้น จะต้องตีพิมพ์ขึ้นหรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ จะประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือกระทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันไม่ได้
3. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ จะต้องมีข้อความว่า “สาขาที่ออกใบกำกับคือ…..” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายางเขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
4. กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ำมัน ได้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้ขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จะต้องระบุ “เลขทะเบียนรถยนต์” ไว้ในใบกำกับภาษี โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้
5. กรณีของการฝากขายสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า ซึ่งตัวการและตัวแทนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 0 และทำสัญญาตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า โดยตัวการได้ส่งมอบสัญญาให้แก่เจ้าพนักงานสรรพากรภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาตั้งตัวแทน เมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อ ตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการ โดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนด้วย
6. กรณีได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ให้ออกใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ จะต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยไว้ในใบกำกับภาษี โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว จะต้องตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ (อัตราแลกเปลี่ยน ให้ใช้อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศไว้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนของวันถัดไป ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร)

ที่มา กรมสรรพากร






