มองให้ออก เทรนด์ธุรกิจแห่งอนาคตในยุค 2020 ที่น่าสนใจ

ปัจจุบันคนทำธุรกิจต้องยอมรับว่าการมองการตลาดธุรกิจนั้นไม่สามารถมองได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ การจะผลิตสินค้าชิ้นหนึ่ง เพื่อตอบสนองคนจำนวนมากนั้นจำเป็นต้องถูกวางแผนเป็นระยะเวลา 10 ถึง 20 ปีภายใต้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศรวมถึงแนวโน้มของโลกด้วย ทำให้ในยุคปัจจุบันนั้นการจะทำธุรกิจสิ่งหนึ่งนั้นต้องสอดคล้องกับชีวิตวิถีความเป็นอยู่ไร้สไตล์ของคนเมืองรวมถึงสร้างธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทกับกลุ่มคนจำนวนมากจะทำให้ธุรกิจนั้นสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่น ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารฟาสฟู๊ด เป็นต้น ซึ่งยังส่งผลไปสู่ธุรกิจอีกหลายหลายประเภทจำเป็นจะต้องปรับตัวให้เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อคงความอยู่รอดของตัวธุรกิจนั่นเอง

ซึ่งมีธุรกิจหนึ่งที่ถูกปรับตัวอย่างชัดเจน ก็คือธุรกิจพัฒนาสังหาริมทรัพย์ จำพวกคอนโดมิเนียม ซึ่งในปัจจุบันตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะนำเอาวิถีชีวิตของคนในเมือง เช่น มีความเร่งรีบ มีเวลาในการทำความสะอาดน้อย การอยู่คอนโดจึงมีพื้นที่ใช้สอยน้อย แต่จำเป็นจะต้องเดินทางสะดวก รวดเร็ว ให้เหมาะกับวิถีชีวิตของเค้ามาเป็นโจทย์ในการออกแบบเลือกทำเลในธุรกิจพัฒนาสังหาริมทรัพย์นั้นเอง

แล้วธุรกิจอะไรที่กำลังจะรุ่งในยุค 2020 วันนี้เราจึงได้รวบรวมธุรกิจที่น่าสนใจ หรือเทรนที่กำลังจะมาในยุค 2020 มาฝากกันว่ามีอะไรบ้าง

1.ธุรกิจเพื่อตอบสนองสังคมสูงวัย

เมื่อใดก็ตามที่เราก้าวเข้าสู่ยุค 2020 แล้วนั้น คนทั้งประเทศรวมถึงทั้งโลกต้องตระหนักเลยว่าทั้งโลกเอง กำลังประเชิญหน้ากับสังคมผู้สูงอายุซึ่งในยุคนั้นผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนถึง 30% ของประชากรทั้งหมด แน่นอนว่าธุรกิจที่จะต้องมาแรงแน่นอน คือกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง-ตอบสนองกับผู้สูงอายุ ซึ่งคนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อมหาศาลและสามารถจับจ่ายทุกสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะสามารถทำให้ชีวิตเขายืนยาวและมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างที่พวกเขาโหยหามาตลอด นั่นก็คือธุรกิจที่ตอบสนองการบริการ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวพักผ่อน สำหรับผู้สูงอายุ ตามสถานที่ต่างๆหรือจะเป็นทัวร์ท่องเที่ยว ทัวร์ไหว้พระ การปฎิบัติธรรม นอกจากนั้นยังเป็นสินค้าจำพวกสุขภาพและอาหารเสริมรวมถึงธุรกิจทางด้านสุขภาพ

 

2.ธุรกิจสำหรับคนยุคใหม่

เมื่อเข้าสู่ปี 2020 ซึ่งจะเป็นปีของคนเจเนอเรชั่นวายที่กำลังมีบทบาทเพราะช่วงนั้นพวกเขาจะมีอายุตั้งแต่ 18 – 33 ปี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของคนเจเนอเรชั่นวาย คือมีความเป็นตัวเองสูง มีความรักอิสระ ชอบความเรียบง่าย แต่ก็มีกบฏอยู่ในตัว ไม่เน้นพิธีรีตอง กล้าได้กล้าเสียและชอบความรวดเร็ว ทำให้คนยุคนี้ไม่ได้คิดเหมือนคนยุคเก่า ฉะนั้นพวกเขาจะไม่ชอบการเป็นลูกน้องใคร และค่อนข้างอยากจะมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเองสูง สิ่งที่จะตอบโจทย์คนเจเนอเรชั่นวายได้ก็คือธุรกิจที่ คอยอำนวยความสะดวกให้พวกเขานั้นสามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้นั่นเอง ซึ่งก็ถือเป็นแนวทางการทำธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างมากและการเป็นนายตัวเองก็ช่วยลดปัญหาอื่นๆได้อีกมากมายอีกด้วย

 

3.การเงินเป็นเรื่องสำคัญ

ประชากรในปี 2020 นั้นจะไม่มีวิธีคิดในเรื่องการเงินเหมือนกับคนยุคเก่า พวกเขาจะวางแผนการเงินเพื่อใช้ในอนาคต โดยการใช้เครื่องมือทางการเงินสร้างมูลค่าของเงินเอง ไม่ว่าจะผ่านการเล่นหุ้น พันธบัตรหรือกองทุนรวม ด้วยเหตุผลที่ว่าให้เงินทำงาน ซึ่งขัดกับคนสมัยก่อนที่ไม่กล้าเสี่ยง แต่ในยุคต่อมาพวกเขามีความกล้าได้กล้าเสียมากกว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่และคิดว่าการนำเงินไปฝากธนาคารนั้นไม่ได้รับผลตอบแทนที่เพียงพอ นั้นทำให้พวกเขาสนใจในเรื่องของการลงทุนทางการเงินด้วยการเพิ่มราคาเงินทองที่มีให้มากขึ้น และการเล่นหุ้นหรือการลงทุนทำธุรกิจ ก็เป็นวิธีการเพิ่มมูลค่าเงินทองที่พวกเขาให้ความสนใจมากที่สุดแต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่าการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง คนที่จะลงทุนแบบนี้ได้นั้น จึงต้องเป็นคนที่มีความพร้อมในการลงทุนมากพอและพร้อมที่จะรับมือกับความเสียงที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

 

4.สุขทางใจมากกว่าทางวัตถุ

คนในยุค 2020 จะเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองรักตัวเองชอบ แม้ว่ามันจะได้เงินน้อย ซึ่งเมื่อเทียบกับคนในยุคเก่าเลือกจะทำงานที่รายได้มากกว่าที่จะเลือกทำงานที่รัก นั่นทำให้คนในยุค 2020 นั้นเป็นคนที่มุ่งหาความสุขทางใจมากกว่าความสุขทาง วัตถุเพราะพวกเขาเชื่อว่าการได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบสิ่งที่ตัวเองรักนั้นถือว่าเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่าการทนทำงานเพียง เพื่อมีรายได้สูง นอกจากนี้พวกเขายังให้ความสำคัญกับเวลาวันหยุดและสุขภาพมากกกคนยุคเก่าอีกด้วยนั่นหมายความว่าธุรกิจที่จะสามารถเติบโตได้ในยุค 2020 คือ ธุรกิจที่มีความเป็นตัวเองมีสไตล์ไม่เหมือนใครใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลจึงจะเป็นธุรกิจที่คนยุค 2020 เลือกใช้บริการ

 

นี่ก็คือหลักแนวทางเทรนธุรกิจในยุค 2020 ที่คาดว่าน่าจะเติบโตเป็นดาวรุ่งในอนาคต   เพราะฉะนั้นใครที่กำลังวางแผนจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างในอนาคตข้างหน้านี้ ก็ลองเลือกธุรกิจจากแนวโน้มที่น่าสนใจกันดูแล้วคุณจะมีโอกาสที่จะรุ่งจากการทำธุรกิจมากกว่าดับแน่นอน

ธุรกิจ Start UP คืออะไรทำไมถึงมาแรงในยุคนี้

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะวงการธุรกิจใด ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศนั้น ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ธุรกิจประเภท StartUp นั้นเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในวงการธุรกิจ และเป็นที่จับตามอง ถึงกับถูกตั้งให้เป็นธุรกิจที่ได้รับการยอมรับว่าอาจจะเป็นกลุ่มธุรกิจเปลี่ยนโลกเลยก็ได้ พอพูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วธุรกิจ StartUp คืออะไร เป็นอย่างไร รวมถึงปัจจัยใดที่ทำให้ธุรกิจชนิดนี้นั้นเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในเวลานี้ วันนี้เราได้รวบรวมความน่าสนใจในธุรกิจชนิดนี้มาฝากกัน

Startup คืออะไร

Startup คือธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ เปิดบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อรองรับธุรกิจด้านไอที และรวมถึงการทำธุรกิจให้เติบโตขึ้นแบบก้าวกระโด สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นธุรกิจด้านไอที ในวงการไอทีนั่นเอง เช่นพวกแอปพลิเคชั่น ต่างๆ ซึ่งหากต้องการมองภาพของธุรกิจชนิดนี้ให้ชัดเจนขี้น ให้มองจาก Google , facebook แบรนด์เหล่านี้เริ่มต้นจากเป็นธุรกิจประเภท Startup ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา  โดยเรียกว่า Silicon Valley ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของบริษัทด้านไอทีชั้นนำต่างๆมากมายทั่วโลก รวมถึงผู้ที่ต้องการเปิดบริษัทและนักลงทุนด้วย

 

Startup แตกต่างจาก SME อย่างไร

แน่นอนดูเผินๆแล้ว Startup ก็เหมือนกับธุรกิจ SME นั่นเอง แต่จริงแล้วแตกต่างเพราะ Startup นั้นต้องการการเติบโตแบบก้าวกระโดด หากยังสงสัยให้ย้อนกับไปดู Facebook อีกครั้ง Facebook เกิดจากแนวคิดการเชื่อมโยงกัน ก่อนจะผลิตเป็นแอปพลิเคชั่นจริงออกมา จะเห็นได้ว่า Facebook มีการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก และในปัจจุบันก็เป็นโซเชียลที่กำลังได้รับความนิยมและโด่งดังมากอีกด้วย จึงแสดงให้เห็นว่าธุรกิจแบบนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจริงๆทั้งสามารถทำกำไรได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

 

ในเมื่อเป็นบริษัทเล็กๆแล้วเอาเงินทุนมาจากไหน

แน่นอนว่ามันเป็นการเปิดบริษัท แล้วจะเอาเงินทุนมามากมายขนาดนั้นได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่นักลงทุน  คือ ธุรกิจ Startup นั้นจะมีประเพณีในการระดมทุนจากนักลงทุนทั่วโลกโดยการขายไอเดียของธุรกิจเรา ซึ่งถ้ามันเจ๋งและนักลงทุนเห็นว่ามันสามารถเปลี่ยนโลกได้ เขาจะให้เงินทุนเรามาลงทุนเพื่อผลิตสินค้านั้นๆออกมาสู่ตลาด และออกมาเพื่อเปลี่ยนโลกนั่นเอง แต่นักลงทุนใช่ว่าจะให้เราฟรีๆนะ เขาเองก็มีสิทธิจากส่วนแบ่งรายได้ในอนาคตของเรานั่นเอง เรียกว่าเป็นการลงทุนแห่งอนาคตจริงๆแต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลยที่คิดถูกกับหลากหลายไอเดีย Startup ที่ผุดขึ้นบนโลกใบนี้ ซึ่งนักลงทุนมีด้วยกันอยู่ 2 ประเภท

  • นักลงทุนแบบ Angel Investor

      คือนักลงทุนที่ยอมควักเงินทุนให้นักขายไอเดียตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เพราะเห็นว่าไอเดียพวกนี้จะก่อเกิดมูลค่ามหาศาล เพื่อให้นักขายไอเดียนั้นไปทำผลิตภัณฑ์ที่เขาขายนั้นเกิดขึ้นได้จริง ใช้ได้จริง ทำประโยชน์สูงสุดได้จริง สิ่งที่ต้องมีคือพวกเขาต้องมีความกล้าเสี่ยงและมีสายตาอันหลักแหลมในการมองทิศทาง ทางธุรกิจมาก ส่วนสำหรับนักขายไอเดียนั้นต้องการนักลงทุนแบบนี้ที่สุดที่เห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาทำนั่นเอง

  • นักลงทุนแบบ Venture capital คือนักลงทุนระดับเสี่ย ที่สามารถทุ่มเงินลงทุนได้ในระดับเป็นร้อยล้านเลยทีเดียว ซึ่งนั่นแปลว่าเขาจะไม่ค่อยลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงมากนักอย่างน้อยก็พอเห็นลู่ทางแห่งความสำเร็จบ้างถึงจะหว่านเม็ดเงินลงไป จึงมักไม่ค่อยลงทุนกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในจุดเริ่มต้นสักเท่าไหร่นักโดยการลงทุนแบบนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่เหมือนกันและต้องมีเงินทุนสูงมาก

ทำStartup อย่างไรให้สำเร็จ

อย่างแรกคือความคิดไม่มีวันสู่จุดสิ้นสุด เราคงต้องยอมรับว่าการจะประสบความสำเร็จในธุรกิจ Startup แล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ไอเดีย การมองหาวิธีแก้ปัญหาแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนจำนวนมากนั้นมันน่าสนใจเสมอแล้ว ยังต้องอาศัยความเพียร พยายามขั้นสูงสุด รวมถึงใช้ทุกศาสตร์ทั้งความรู้ อารมณ์ จิตใจ ในการจะทำให้มันประสบความสำเร็จ รวมถึงความอดทน แม้ไอเดียที่เราคิดว่าดี มันอาจจะไม่ได้เป็นที่สนใจของคนอื่นก็ได้ จึงจำเป็นต้องยอมรับความคิดต่าง ข้อบกพร่องเพื่อมองไอเดียใหม่ๆที่กว่าเสมอ จนค้นเจอไอเดียที่ดีที่สุด ผลิตมันออกมาเพื่อให้นักลงทุนเห็นเป็นรูปเป็นร่างที่สุดนั่นเอง  จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ขึ้นอยู่กับความหลงใหลในไอเดียของเราด้วย เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง apple,facebook แน่นอน

 

Start up ในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าประเทศเรานั้นเริ่มให้ความสำคัญกับเทรสด์นี้มากขึ้น มีการประกวดโครงการ Startup ในประเทศมากขึ้น โดยได้รับการคาดหวังว่าในอนาคตเราจะมีนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่มาจากฝีมือคนไทยบ้าง คงเป็นการเปิดลู่ทาง ทางธุรกิจน่าสนใจจริงๆซึ่งก็มีแนวโน้มจากการวิเคราะห์ว่า ธุรกิจประเภทนี้จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างรายได้ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เริ่มต้นธุรกิจดี ก็เตรียมตัวรับเงินกำไรแบบง่ายดายในอนาคตได้เลยแต่อย่าลืมว่าธุรกิจทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยงเสมอ หากคิดจะทำธุรกิจอะไรก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจเหล่านั้นให้ดี และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงอยู่เสมอ ก็จะช่วยให้คุณมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

6 ที่สุดของ “วิธีออมเงิน” ขั้นเทพ

ทำงาน ==> ออมเงิน ==> ลงทุนให้เงินเติบโต

บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นว่าจากวิธีทำให้เงินเติบโตด้วยการลงทุนได้นั้นจะต้องมาจาก “การออมเงิน” ก่อนถึงจะนำเงินไปต่อยอดได้ หากเราไม่มีแรงบันดาลใจให้เริ่มออมเงิน ขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการลงทุนก็จะไม่เกิดขึ้น สำหรับบางคนแค่มีเงินเก็บได้ก็รู้สึกดีมากแล้ว เราต้องการปรับวิธีคิดจากคนที่มีสารพัดข้ออ้างว่าออมเงินไม่ได้ อ่านบทความนี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากออมเงิน แล้วทดลองออมเงินด้วยวิธีการเหล่านี้ก็จะรู้สึกว่าการออมเงินนั้นทำได้ง่ายมาก เมื่อเริ่มออมเงินได้ เห็นตัวเลขเงินออมมากขึ้นจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองระดับหนึ่งว่าเราก็ทำได้เหมือนกันนะ แล้วจะเกิดความคิดต่อมาว่า “จะทำยังไงให้เงินออมของเรามากขึ้นกว่านี้” จึงเริ่มศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดให้เงินออมเติบโตขึ้น

สำหรับวิธีนอกเหนือจากนี้จะเป็นการออมเงินแบบอัตโนมัติผ่านการตัดบัญชีธนาคารสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความเก่าที่ลิ้งค์นี้นะจ๊ะ  “3 ขั้นตอนตั้งงบสยบรายจ่าย” หากอ่านจบแล้วทำให้คนอ่านเริ่มออมเงินได้ทันที ถือว่าบทความนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้อ่านควรเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิตของตนเอง ถ้ามีวิธีการออมแบบอื่นที่แหวกแนวกว่านี้ก็ส่งมาให้ดูบ้างนะคะ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่นต่อไปเรื่อยๆค่ะ

 

เริ่มต้นสร้างแรงบันดาลใจอยากออมเงิน…

คุณเคยเจอข้ออ้างแบบนี้จนทำให้ออมเงินไม่ได้ใช่หรือไม่?

  • มีภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวเยอะมาก ออมเงินตอนนี้ไม่ได้หรอก
  • มีหนี้ท่วมหัวแบบนี้จะออมเงินได้ยังไง
  • ออมเงินไม่ได้หรอกเพราะต้องใช้เงินมาหมุนเวียนในธุรกิจ
  • ใช้เงินเดือนชนเดือนแบบนี้จะออมเงินได้ยังไง

 

ลบสารพัดข้ออ้างที่ออมเงินไม่ได้ให้หมดไป

ด้วย “6 ที่สุดของวิธีออมเงินขั้นเทพ”

 

1. เป้าหมายชัดเจนที่สุด : เขียนป้ายและจดบันทึก

ภาพทางซ้าย : เขียนเป้าหมายแปะไว้ชัดเจนว่าเงินแต่ละกระปุกจะนำไปทำอะไรบ้าง

ภาพทางขวา : คำนวณว่าแต่ละที่ที่จะไปเที่ยวนั้นใช้งบเท่าไหร่ เดินทางช่วงไหน และต้องหาเพิ่มอีกกี่บาท

2. อลังการที่สุด : 9 เดือนได้คนละ 20,000 บาท

เจ้าของกระทู้ต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการออมเงินว่ามันไม่ได้ยากและพยายามลบข้ออ้างของใครอีกหลายคนว่าออมเงินไม่ได้ก็เลยหาวิธีออมเงินแบบนี้…

 

กระปุกออมสิน ==> ชวนเพื่อนออมเงิน ==> หยอดเงินค่าอาหารกลางวันและหยอดวันเงินเดือนออก

 

การออมเงินนี้มีเพื่อนเป็นแนวร่วมกันทั้งหมด 3 คน โดยตั้งกฎการออมไว้ว่า “ข้าวกลางวันทานเท่าไร ให้ใส่เงินเข้าไปจำนวนเท่านั้น ห้ามน้อยกว่าเด็ดขาดและวันที่เงินเดือนออกต้องหยอดกระปุกอีกครั้งจำนวนเท่าไหร่ก็ได้” ซึ่งเริ่มออมเงินตั้งแต่เดือน พ.ย. 56 จนมาถึงวันนี้ประมาณ 9 เดือน คิดว่าจะนำเงินในกระปุกไปทำให้งอกเงยจึงแคะกระปุก สรุปว่านั่งนับกันได้เงินออมคนละ 20,000 กว่าบาท (รวมกัน 3 คนก็ 80,000 กว่าบาท) ซึ่งในกลุ่มที่ออมเงินนี้มีคนหนึ่งที่ใช้จ่ายเก่งมาก ซื้อทุกอย่าง น้ำหอม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ฯลฯ ถ้าไม่เก็บเงินแบบนี้รับรองว่าเงินหายหมด

 

เราคิดว่าหากจะนำวิธีนี้ไปต่อยอดอาจจะเป็นการหยอดกระปุกจากรายจ่ายช้อปปิ้งประวันวันว่าวันนี้ซื้อของไปเท่าไหร่ก็ออมเงิน 10%-50% ของราคาที่จ่ายไป หรืออาจจะออมเงินเท่ากับมูลค่าของที่ซื้อไปก็ได้ สาวๆคนไหนที่ชอบไปเดินตลาดนัดแถวที่ทำงานตอนพักกลางวันก็น่าจะได้เงินออมจากส่วนนี้ได้มากเลยหละ หรือการออมเงินจากค่ากาแฟ วันนี้กินไปกี่แก้วก็หยอดเงินไปเท่านั้น ดื่มแก้วละ 50 บาทก็หยอด 50 บาท หรือว่าดื่มแก้วละ 150 บาทก็หยอด 150 บาท หากดื่ม 2 แก้วต่อวันก็คูณกันออกมาแล้วไปหยอดกระปุก รอไว้สัก 1 ปีค่อยมาเปิดออกดูอาจจะเปิดร้านกาแฟได้เลยนะ

 

3. เจ้าของคอมเม้นท์นี้น่าจะมีความสุขที่สุด อิอิ

เปิดอ่านคอมเม้นท์มาเรื่อยๆก็สะดุดกับข้อความนี้ แหวกแนวมากอ่ะ

4. ใช้กระป๋องเบียร์มีประโยชน์ที่สุด

แนวคิดการออมในกระป๋องเบียร์….

“ผมเคยฟังพี่คนนึงบอกว่า ถ้าอยากได้โบนัสเยอะๆให้เก็บออม จริง ๆผมเก็บออมเป็นเศษเงินที่เหลือใช้ในแต่ละวันนะครับ โดยผมกำหนดว่า หากเต็มป๋อง เมื่อไหร่จะได้กระปุกใหม่เมื่อนั้น 555 ทุกกระปุกจะมีธนบัตรทุกชนิดเป็นการเปิดแรกก่อนทีนี้ก็แยก ไฮเนเก้นจะเฉพาะ 10-5 สิงห์นี่ กินบ่อยเอาเหรียญ 1-2 บาทพอ ประมาณนี้ครับ 8 เดือน ได้ iPhone 5 มา 1 เครื่องครับ สิ้นปีพอดีปีใหม่นั่งนับเงิน สนุกมาก ปล.บางงวดไหนถูกหวยก็จะใส่เพิ่มหรือได้เงินมาจากทางอื่นฟรีๆก็จะใส่เพิ่มครับ ปัจจุบันก็ยังทำวิธีนี้อยู่ครับ”

หากจะนำวิธีนี้ไปดัดแปลง เราคิดว่าน่าจะ “กินเบียร์ไปกี่กระป๋องก็ออมให้เต็มทุกกระป๋อง” ยิ่งดื่มเบียร์มากก็ต้องออมเงินมาก แต่ทางที่ดีที่สุดควรดื่มแต่พอดี เพราะหากดื่มมากไปก็อาจจะต้องแคะเงินในกระป๋องเบียร์มาจ่ายเป็นค่าดูแลสุขภาพตัวเองก็ได้

5. ใช้เวลาออมสั้นที่สุด : หยอดกระปุก 46 วัน 18,800 บาท

การออมเงินของผู้เป็นเจ้าของกิจการ บางคนคิดว่าควรจะนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการตนเองมากกว่าการออมเงินเก็บไว้เฉยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีส่วนหนึ่งนะคะ แต่ควรคิดเพิ่มไปอีกนิดว่า “หากวันหนึ่งขายของไม่ได้จะนำเงินตรงไหนมาใช้จ่าย” เพราะธุรกิจก็เหมือนชีวิตคนเราที่ต้องการเงินฉุกเฉินไว้กับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น บางคนขายของทางวิทยุหรือทางเคเบิลท้องถิ่น แต่เกิดเหตุการณ์ทางการเมืองจนทำให้ถูกปิดสถานี ส่งผลให้ไม่มีช่องทางการจัดจำหน่าย ณ จุดนั้นแหละเงินออมจะเข้ามาหมุนเวียนช่วยกิจการในช่วงที่กำลังหาช่องทางการขายใหม่ๆ

จากตัวอย่างนี้ทำให้เรารู้ว่า

“เป็นเจ้าของธุรกิจก็มีออมเงินได้”

จุดเริ่มต้นการออมของคอมเม้นท์นี้…

ขอเกริ่นเรื่องธุรกิจก่อนนะคะ เรากับแฟนทำร้านสินค้าและบริการควบคู่กันไป  ที่ร้านไม่ได้เป็นหน้าร้านใหญ่โต ร้านเราเป็นร้านเล็กๆ บางวันลูกค้าก็ไม่มีเข้าร้าน บางวันก็เต็มร้าน บางวันก็จ่ายเป็นหมื่น โดยไม่มีรายรับ บางวันก็รับเป็นหมื่น โดยไม่มีรายจ่าย บางครั้งมีตลาดนัดเราก็ออกไปขาย  บางครั้งอยู่บ้านก็ลงขายของออนไลน์

เงินที่ได้มา ส่วนใหญ่จะไม่มีเก็บ เพราะเราเป็นธุรกิจเงินหมุน

เงินที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นเงินสดและเงินสดในบัญชีออมทรัพย์

เงินที่รับมาส่วนใหญ่จะไปซื้อของมาขายและใช้จ่ายในแต่ละเดือน

เคยมีบางครั้งที่เดือนชนเดือน เงินในบัญชีมี ไม่ถึงร้อย แต่ของเต็มร้าน

วันนึงเราเคยมีความคิดที่ว่า จะฝากเงินในรูปแบบฝากประจำ….แต่เราคิดว่า แฟนเราทำไม่ได้แน่ๆ เพราะเงินฝากประจำ จะเห็นเป็นตัวเลข วันที่ 24 มิถุนา ที่ผ่านมาเราเดินไปตลาดเพื่อไปซื้อกับข้าวเห็นรถเข็นขายกระปุกออมสินก็เลยซื้อมา ในราคา 180 บาท (ตัวใหญ่สุดในร้าน)ก็เลยรีบคว้า หิ้วกลับบ้านบอกว่าจะหยอดกระปุกขายของได้มา หักลงกระปุกก่อน 10% ไปขายของข้างนอก กลับมาก็หยอด 500 บ้าง 1000 บ้าง บางวันขายได้น้อย ก็หยอด 100 และขายของทุกครั้งเราจะหยอดทุกครั้ง 10 บาท 20 บาทก็มี

จนวันเวลา มาถึงวันนี้ ….
ขอย้อนกลับไปเมื่อเดือนที่แล้ว แฟนเราเห็นของถูกก็ซื้อ ซื้อ และก็ซื้อ (ซื้อมาก็ขายได้กำไรพอสมควร) และวันนี้จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ  เงินในบัญชีที่มี ก็ต้องไปซื้อของมาให้ลูกค้า  เงินสดในมือก็มีไม่กี่พัน  แฟนเราพูดกับเราว่า

แฟน : ไอ้อ้วน….เค้าขอเงินทุบกระปุกได้มั๊ย? (เสียงคุณเธออ้อนมาเชียว)
เรา : (ด่าไปชุดนึง) จะทุบทำไม สิ้นปีนี้จะเอารถแล้ว ต้องมาเริ่มต้นใหม่อีก บลาๆๆ

คือว่ากระปุกใบนี้เราตั้งใจจะทุกสิ้นปี เพื่อนำไปดาวน์รถกระบะ แต่วันนี้ ต้องทุบแล้วตอนทุบ เราแอบตกใจนิดๆเพราะว่าหยอดมาเดือนกว่าๆจะเต็มกระปุกแล้วก่อนเทมานับ.. โอ๊วว แบงค์มันฟูหรือกระปุกมันเล็ก

สุดท้ายช่วยกันนับ

46 วัน ได้ 18,800 บาท  ไม่ได้นับเหรียญเข้าด้วยนะคะ เหรียญน่าจะมีประมาณ 100 กว่าบาท

นับเสร็จ เราพูดกับแฟนว่า “ถ้าไม่มีกระปุกแล้วเราฝากเงินเกือบ 2 หมื่นไว้ในบัญชี หนูว่า พี่คงเอาไปซื้อของหมดแล้วจริงมั๊ย?”
แฟนตอบคำเดียวสั้นๆ “จริง!”

 

6. รักแบงก์ 50 ที่สุด : 1 ปี ได้มา 10,750 บาท

เป็นวิธีการอีกแบบหนึ่งว่าหากได้เงินทอนมาเป็นแบงก์ 50 แล้วนำไปออมเก็บไว้

 

มีตัวอย่างแฟนเพจที่ใช้วิธีออมด้วยแบงก์ 50 บาทเหมือนกัน บางคนที่สะสมรวมกันมากๆก็สามารถนำไปชำระหนี้ได้ด้วย น่าชื่นชมมากๆค่ะ เป็นตัวอย่างการเงินออมสะสมก้อนเล็กๆที่รวมกันเป็นก้อนใหญ่ไปชำระหนี้ได้

การออมเงินนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

อ่านจบแล้วเริ่มออมเงินกันเลยนะจ๊ะ…

 

ที่มา http://www.aommoney.com

 

การชำระบัญชีและการจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีของบริษัท

 

เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3)

หลังจากที่ ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 จบลงไป ผมคิดว่าหลายๆคนน่าจะเข้าใจเรื่องของ นโยบายที่เกี่ยวข้อง และ การประเมินภาษีเบื้องต้น ของตัวเราแล้วนะครับ ทีนี้สิ่งต่อมาคือเรื่องของ “ภาษี” ที่ผมได้ทิ้งท้ายกันไว้ในตอนที่แล้วครับว่า ถ้าหากอยากจดบริษัทขึ้นมาจริงๆ จะประหยัดภาษีได้มากขึ้นแค่ไหนและอย่างไรบ้าง

 

เอาล่ะครับ… เรากลับมาที่ตัวอย่างธุรกิจเดิมในตอนที่แล้วกันต่อครับ แต่ตอนนี้เราจะลองมาดูให้ลึกไปอีกครับว่า ถ้าหากทั้งสองธุรกิจเลือกที่จะเปลี่ยนมาทำในรูปแบบนิติบุคคลแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และจะประหยัดภาษีได้เท่าไร เรามาลองดูกันครับผม

AM-01  0006 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3) AM 01

 

หมายเหตุ :
กรณีบุคคลธรรมดา กฎหมายกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปที่ 80% (ตรวจสอบได้ที่ : ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8) และคาดการณ์กรณีนโยบายใหม่ให้หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดในอัตราเหมา 60% ส่วนค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้นั้นถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ 30,000 บาทตามกฎหมาย

กรณีนิติบุคคล คำนวณจากกำไรสุทธิจริง โดยสมมติว่าไม่มีการปรับปรุงรายการทางภาษีใดๆ (อ่านบทความอธิบายเรื่องนี้ได้ที่ : ทำไมธุรกิจขาดทุนถึงยังต้องเสียภาษี นี่คือเหตุผลที่คุณต้องอึ้ง!!) โดยใช้อัตราภาษีของกิจการที่ได้รับสิทธิลดอัตราภาษี (SMEs) ดังนี้

 

PND51  0006 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3) PND51

 

จากตารางข้างบน ถ้าหากเราเปรียบเทียบเฉพาะ “ภาษี” จะเห็นใช่ไหมครับว่าการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) นั้นดูจะประหยัดภาษีมากกว่า แต่เดี๋ยวก่อนครับ!! มันยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะเราต้องไม่ลืมอีก 2 เรื่องที่จะตามมา คือ

1. ค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียเพิ่มเติม กรณีที่เราตัดสินใจเลือกจดทะเบียนบริษัทด้วย นั่นคือ ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่าง ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าใช้จ่ายด้านธุรการต่างๆอีกด้วยครับ

2. กรณีเลือกคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามวิธีค่าใช้จ่ายจริง (ค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร) ซึ่งตรงนี้เป็นการคาดการณ์ของผมนะครับว่า นโยบายภาษีใหม่เรื่อง มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ที่ว่านี้ยังไม่ได้จำกัดให้กิจการที่มีเงินได้ประเภทที่ 8 (รายได้จากการทำธุรกิจ) เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถหักตามค่าใช้จ่ายจริงได้ด้วย ดังนั้นเราต้องมาเปรียบเทียบกันทั้ง 2 กรณีหลังจากที่มีนโยบายใหม่อีกทีครับ

 

AM-02  0006 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3) AM 02 1

หมายเหตุ 

1. กำหนดให้ค่าใช้จ่ายจริงทั้งทางบุคคลธรรมดาและจดบริษัท (นิติบุคคล) มีจำนวนเท่ากัน
2. ธุรกิจบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสอบบัญชี แต่ประเมินว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดการเอกสารเท่ากันกับนิติบุคคล (ในความเป็นจริงอาจจะต่ำกว่า)

 

เมื่อเปรียบเทียบมาถึงตรงนี้จะเห็นว่าสิ่งที่มีผลจริงๆนั้น มีอยู่หลายประเด็นครับ ซึ่งถ้าหากผมลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่ให้กิจการตัวอย่างมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านบาท เราจะเห็นความแตกต่างในเรื่องของภาษีมากขึ้น และตอนนั้นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบริหารและจัดการก็อาจจะกลายเป็นส่วนที่มีผลกระทบน้อยในการตัดสินใจนั่นเองครับ

 

AM-04  0006 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 3) AM 04

เมื่อรายได้เปลี่ยนเป็น 10 ล้านบาท จะเห็นความแตกต่างของภาษีที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ระหว่างการเปลี่ยนนโยบายการหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เฉพาะการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา) กับ การเสียภาษีเงินได้ในรูปแบบนิติบุคคล จะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจนของจำนวนภาษีมากๆแล้วครับ (ซึ่งถือว่าคุ้มค่าในการเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นนิติบุคคลเพื่อประหยัดภาษี)

 

สรุป

มาถึงตรงนี้ คำถามที่ใครหลายคนถามกันว่า ทำธุรกิจแล้วควรจะจดบริษัทดีไหม ผมก็ยังยืนยันคำตอบเดิมตามที่เคยเขียนในบทความที่ผ่านๆมาครับว่า “ไม่รู้” (อ้าว!) แต่ผมขอให้ความเห็นในประเด็นสำคัญที่ต้องดูออกเป็น 3 เรื่องดังนี้ครับ

1. รายได้และกำไร ถ้ารายได้เยอะ กำไรสูง แบบนี้การจดบริษัทฯจะช่วยประหยัดภาษีมากกว่า แต่ทีนี้เท่าไรล่ะถึงเรียกว่าสูงและคุ้ม คำตอบคือคุณต้องรู้ก่อนครับว่า รายได้ ค่าใช้จ่าย และกำไรที่แท้จริงของธุรกิจเราเป็นเท่าไรกันแน่ (ลองคำนวณดูคร่าวๆตามวิธีที่ผมบอกก็ได้ครับ)

2. ค่าใช้จ่ายในการบริหารมากแค่ไหน ถ้าโดยรวมเมื่อพิจารณากับภาษีที่ประหยัดได้ในข้อ 1. แล้ว ตัวเลขออกมายังคุ้มอยู่ (ประหยัดภาษีที่ประหยัดได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น) แบบนี้ก็ตัดสินใจได้เลยครับว่าควรจด

3. สุดท้ายคือ ใจพร้อม! สิ่งที่ผมอยากจะย้ำมากๆในการทำธุรกิจแบบนิติบุคคลนั้น คือ เรื่องของ “ความรับผิดชอบ” และการจัดการครับ เพราะหน้าที่ต่างๆของเราที่เกี่ยวข้องนั้นจะเพิ่มเข้ามามากมาย ตั้งแต่งานเอกสาร งานจัดการต่างๆ อะไรที่ไม่เคยทำตอนเป็นบุคคลธรรมดา พอมาเป็นนิติบุคคลแล้วอาจจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจมันให้ดียิ่งๆขึ้นครับ และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องมองให้ออกด้วยว่าอนาคตของกิจการเราจะเป็นอย่างไร ถ้าคิดจะทำเพียงชั่วคราว แบบนี้อาจจะไม่เหมาะเท่าไรครับผม

 

ผมมองว่าทั้งข้อ 1-3 นั้นมีส่วนร่วมกันอยู่นิดนึงครับ นั่นคือ “วินัย” ในการจดบันทึกรายรับรายจ่าย การสังเกตจัดเก็บเอกสารต่างๆ ไปจนถึงการเตรียมพร้อมด้านธุรกิจ ยิ่งถ้าหากเราทำได้ทั้ง 1-2 แล้ว แน่นอนว่ามันจะส่งผลถึงข้อ 3 ให้เราจัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้นครับ

 

สุดท้ายแล้วผมว่าบทความทั้ง 3 ตอนนี้คงจะได้ข้อคิดและพอมองเห็นแนวคิดในการทำธุรกิจได้บ้างไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับบทความในชุดนี้คงต้องจบกันไว้แต่เพียงเท่านี้ครับ เอาไว้ต่อกันในตอนหน้ากับเรื่องการเงินใหม่ๆที่ควรรู้ ยังไงฝากกดติดตามให้กำลังคนเขียนกันด้วยนะครับที่เพจ TAXBugnoms คร้าบบบบ

เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 2)

หลังจากที่จบกันไปแล้วในตอนที่ 1 เราได้รู้กันแล้วว่า เนื้อหาและสาระของมาตรการนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีเงื่อนไขยังไงที่เกี่ยวข้องกับเรา ซึ่งถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็คลิกย้อนกลับไปได้เลยครับที่บทความ เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 1) คร้าบ

 

โดยผมได้ทิ้งท้ายคำถามสุดท้ายไว้ในตอนที่แล้วว่า แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดี? ในเมื่อนโยบายภาษีของทางภาครัฐเองก็รู้เห็นเป็นใจ ตีวงล้อมกรอบให้เราทุกคนต้องเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องเสียยกใหญ่ แบบนี้เราควรจะเลือกแบบไหนและทำอย่างไรดี เราจะได้รู้กันในบทความนี้แล้วล่ะครับ

 

หนึ่งในคำถามของคนทำธุรกิจที่ผมมักจะได้รับอยู่เสมอๆ นั่นคือคำถามที่ว่า “รายได้เท่านี้ควรจดบริษัทดีไหม”หรือ “อยากทำธุรกิจควรจะจดบริษัทดีหรือเปล่า” ซึ่งผมได้เคยเขียนบทความห้าวๆ ท้าพิสูจน์เรื่องนี้ไว้ในบล็อกภาษีข้างถนนแล้วครับว่า จะจดทะเบียนบริษัท “เพื่อประหยัดภาษี” ต้องมีรายได้เท่าไร ? และขอสรุปๆสั้นๆไว้ตรงนี้อีกทีครับว่า ผมมองว่ามี 2 สิ่งที่เราต้องใช้พิจารณา นั่นคือ “อัตรากำไรที่แท้จริงของกิจการ” และ “ต้นทุนในการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งได้แก่ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี ค่าจ้างงาน และค่าจัดการเอกสารต่างๆมากมายเกิดขึ่นหลังจากที่เราตัดสินใจจดบริษัทครับ (ในลิงค์บทความมีตัวอย่างพร้อมคำอธิบายครบครับ ถ้าใครสนใจ แนะนำให้อ่านก่อนได้เลยครับ)

 

แต่เมื่อนโยบายใหม่เรื่อง มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจ กำลังจะมาแบบนี้ โดยแนวโน้มที่มีผลกระทบกับคนทำธุรกิจมากๆ คือ จะมีการลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาของบุคคลธรรมดาเหลือไม่เกิน 60% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งตรงนี้แปลว่าอะไร เรามาดูกันต่อครับ

 

โดยปกติการคำนวณภาษีของธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดา จะใช้วิธีการคำนวณภาษีที่คำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งมาจาก (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี ซึ่งจะนำมาเปรียบเทียบกับวิธีคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน คือ “รายได้ x 0.5%” และกฎหมายบังคับให้เลือกเสียภาษีตามวิธีที่สูงกว่า (ใครที่ยังไม่เข้าใจตรงนี้ผมแนะนำอ่านบทความใน [ซีรีย์] ภาษีง๊ายง่าย ก่อนเลยครับ)

 

สำหรับคนที่เข้าใจแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างกันต่อนะครับ สมมติว่ากิจการ 2 กิจการทำธุรกิจแตกต่างกัน โดยกิจการแรก ชื่อ “ร้านอาหารเก่า” เปิดเป็นธุรกิจร้านอาหาร กับอีกกิจการหนึ่งคือ “ร้านขายเสื้อผ้าคนแก่” เปิดเป็นธุรกิจขายเสื้อผ้าออนไลน์ (แบบซื้อมาขายไป) ถ้าหากทั้งสองกิจการนี้มีรายได้เท่ากันคือ 2 ล้านบาท การคำนวณภาษีตามวิธีเดิมก่อนใช้นโยบายใหม่จะเป็นแบบนี้ครับ

 

E-001  0005 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 2) E 001

หมายเหตุ : กฎหมายกำหนดอัตราค่าใช้จ่ายเหมาสำหรับธุรกิจร้านอาหารไว้ที่ 70% และ ธุรกิจขายของออนไลน์แบบซื้อมาขายไปที่ 80% (ตรวจสอบได้ที่ : ตารางแสดงอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา สำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8) ส่วนค่าลดหย่อนสำหรับผู้มีรายได้นั้นถูกกำหนดไว้ตายตัวที่ 30,000 บาทตามกฎหมาย

 

แต่ถ้านโยบายใหม่เปลี่ยนวิธีการคำนวณภาษีโดยกำหนดให้ค่าใช้จ่ายเหมาสูงสุดอยู่ที่ 60% แทน (ซึ่งอัตราเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนแปลงต่ำกว่านี้ได้)  แต่กรณีนี้ขอสมมติว่า กฎหมายใหม่ที่ว่าใจดีให้ทั้งสองกิจการนี้สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดคือ 60% ตามที่กำหนดไว้ สิ่งที่เปลี่ยนไปจะเป็นดังนี้ครับ

 

E-002  0005 : เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 2) E 002

โอ้ววว พระเจ้าแจ๊สมันแย่มว้ากกก กลายเป็นว่านโยบายภาษีใหม่จะทำให้ บุคคลธรรมดาต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4 เท่า สำหรับการประกอบธุรกิจแบบเดิมโดยไม่ได้อะไรเพิ่มเติมเลย และแปลว่าธุรกิจเหล่านี้มีหน้าที่จะต้องเสียภาษีเพิ่มมากกว่าเดิมอีกเพียบบถ้าไม่ยอมย้ายมาทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล เอ้า!! แบบนี้จะทำยังไงดี จดบริษัทเลยดีไหม อีพรี่หนอมมมมมมม

 

เดี๋ยวก่อนครับ อย่าเพิ่งเครียดกันเกินไป ผมอยากให้ทุกคนหยุดคิดสักนิดตามแนวทางเดิมก่อนว่า ตอนนี้ “อัตรากำไร” จริงๆ ของธุรกิจเราเป็นเท่าไร และค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการเป็นแค่ไหนก่อนครับ ก่อนที่จะรีบไปจดทะเบียนบริษัท โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

 

1. ถ้าไม่รู้กำไร ให้ทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งตรงนี้บางคนอาจจะใช้วิธีประมาณการอย่างคร่าวๆ ดูต้นทุนสินค้า ต้นทุนค่าแรงเทียบกับรายได้ แต่เชื่อผมเถอะครับว่า ถ้าอยากประหยัดภาษีและรายจ่ายจริงๆแล้ว การจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายคือทางออกที่ดีที่สุดครับ เพราะมันจะทำให้เราเข้าใจจริงๆว่า ธุรกิจของเรามีกำไร (ขาดทุน) และกระแสเงินสดเท่าไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ผมว่าสำคัญกว่าภาษีต้องเสียไปอีกครับผม

2. คำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายบริหารคร่าวๆ ดูก่อนว่า ค่าจดบริษัท ทำบัญชี ค่าสอบบัญชีเท่าไร ซึ่งตรงนี้จะทำให้เรารู้ครับว่า เรามีต้นทุนบริหารพวกนี้เท่าไรบ้าง เพื่อที่จะใช้คำนวณจุดคุ้มทุนในการจดบริษัทของเราครับ

 

สมมติว่าธุรกิจข้างต้นนี้ มีกำไรจริงอยู่ที่ 10% ของรายได้เราก็ลองคำนวณครับออกมาได้ 200,000 บาท (10% ของ 2,000,000) ซึ่งตรงนี้ต้องหักค่าภาษีจำนวน 69,000 บาทออกไป ทำให้เราเหลือกำไรจริงเพียงแค่ 131,000 บาทเท่านั้น ถ้าหากเรายังตัดสินใจอยู่ในรูปแบบบุคคลธรรมดาเหมือนเดิม

 

ทีนี้มาดูกันต่อว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารกิจการของเราจะเป็นเท่าไรเมื่อจดบริษัท ผมขอสมมติต่อไปครับว่าถ้าหากจดบริษัทแล้ว เราจะมีค่าบัญชี ค่าสอบบัญชี และค่าใช้จ่ายอื่นๆเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 50,000 บาท ตรงนี้ย่อมแปลว่ากำไรจริงๆของเราจะเหลือแค่ 81,000 บาทเท่านั้นซึ่งแปลว่าสามารถจดได้เพราะธุรกิจยังไม่ขาดทุนนั่นเองครับ (ตรงนี้คือหลักการคร่าวๆในการพิจารณานะครับ ต้องมีการปรับวิธีคิดตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจด้วยครับ) และผมอยากจะเน้นต่อไปครับว่า ให้คำนวณค่าเสียเวลาของตัวเราเองด้วยในการทำธุรกิจ ที่ต้องใช้เวลามาจัดการเรื่องเหล่านี้ หรือต้นทุนคนที่จะมาจัดการให้เราที่เพิ่มขึ้นครับอาจจะเป็นเงินเดือนพนักงาน ค่าจ้าง หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกมากมาย เมื่อหักลบกันแล้วก็จะได้คำตอบเองครับว่า “คุ้มหรือเปล่าที่จะจดบริษัท”

 

สำหรับสัญญานแรกตรงนี้ คือ ถ้าคำนวณมาถึงจุดนี้แล้วกลายเป็นว่าธุรกิจเราขาดทุน แสดงว่ากิจการของเราอาจจะมีปัญหาได้ในอนาคตแล้วนะครับ แต่ถ้าหากยังไม่ขาดทุน เราจะไปในขั้นตอนต่อไปกันครับ คือ เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียเรื่องภาษี เพื่อใช้ตัดสินใจว่าเราควรจดเป็นนิติบุคคลตามที่รัฐเค้าส่งเสริมหรือไม่และอย่างไร?

 

…ตรงนี้คงต้องขอยกยอดไปในสัปดาห์หน้าอีกเช่นเคยครับผม 🙂

เจาะลึกโดนใจ!! ทำไมสรรพากรถึงอยากให้เราจดบริษัท (ตอนที่ 1)

สำหรับประเด็นในวันนี้ ผมขอชวนทุกคนมาพูดคุยและวิเคราะห์เจาะลึกในเรื่องของ “ภาษี” สำหรับ “ธุรกิจ”กันครับ ถ้าหากใครที่เคยติดตามคอลัมน์ ภาษีธุรกิจ101 มาโดยตลอด คงจะเห็นว่าการทำธุรกิจนั้นมีเรื่องภาษีมากมายที่เราต้องรู้ใช่ไหมล่ะครับ และเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึงที่เราต้องรู้ นั่นคือ เรื่องของนโยบายรัฐกับการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจ นั่นเองครับ

 

เนื้อหาสาระในข่าวจริงๆนั้น มันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ  “มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล” ซึ่งประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ดังนี้ครับ

1. ลดอัตราการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเหลือไม่เกิน 60% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560

2. ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์แก่บุคคลธรรมดาในการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคลที่จดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2559-31 ธ.ค. 2560

3. บริษัทที่จัดตั้งใหม่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท สามารถนำรายจ่ายจากการจัดตั้งบริษัท รวมทั้งรายจ่ายค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า เป็นเวลา 5 รอบบัญชี

4. ลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดที่ถือเป็นการโอนส่วนตัวเข้าบริษัทนิติบุคคล

5. การอนุญาตให้บุคคลธรรมดาสามารถโอนใบอนุญาตในการประกอบกิจการ ให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่ได้

 

สำหรับคำอธิบายในแต่ละประเด็นนั้น ผมได้วิเคราะห์ให้ฟังใน “บล็อกภาษีข้างถนน” แล้วครับ ใครสนใจติดตามกันได้เลยครับที่บทความ วิเคราะห์เจาะลึก!! มาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปนิติบุคคล ดีจริงไหม?

 

แต่สำหรับชาวออมมันนี่นิวส์ มีอยู่สองเรื่องที่ผมอยากจะเพิ่มเติมให้ช่วยกันคิดและวิเคราะห์ มากกว่าความเข้าใจในนโยบายที่ว่ามานี้ นั่นคือเรื่องของการพิจารณาที่มาของกฎหมาย และการวางแผนประหยัดภาษีของธุรกิจครับ

 

ก่อนอื่น ผมขอเริ่มจากประเด็นเรื่องอัตราภาษีก่อนนะครับ อย่างที่ทราบกันดีครับว่าในปัจจุบันนิติบุคคลอย่าง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนฯทั้งหลาย จะเสียภาษีเงินได้ในอัตรา 20% ซึ่งต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีบุคคลธรรมดา และต่ำไปกว่านั้นเมื่ออยู่ในรูปแบบของ SMEs ที่กฎหมายกำหนด ทีนี้เรามาลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบกันที่ตารางด้านล่างนี้ครับ

 

เมื่อถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าคงมีหลายคนสงสัยแล้วล่ะครับว่า ทำไมรัฐถึงสนับสนุนให้คนส่วนใหญ่ทำธุรกิจในรูปแบบ “นิติบุคคล” ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน มากกว่า “บุคคลธรรมดา” ใช่ไหมครับ

คงต้องบอกว่า… ข้อดีของมันก็มีมากมายแหละครับ ทั้งเรื่องการจำกัดความรับผิดชอบ เรื่องของการขอกู้ยืม ความน่าเชื่อถือและความสะดวกในการทำธุรกิจทั้งหลาย อะไรต่างๆนานาว่ากันไปที่เป็นแง่บวกต่อธุรกิจของเรา

แต่อีกแง่มุมหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ให้เห็นก็คือ สิ่งที่รัฐจะได้จากมาตรการเหล่านี้ ถ้าให้พูดสั้นๆ ผมว่ามันคือ “จำนวนรายธุรกิจที่เพิ่มขึ้น” นั่นเองครับ  เพราะการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้น มันคือการประกาศตัวว่าเรากำลังเข้าสู่รูปแบบการทำธุรกิจที่ชัดเจนตามกฎหมาย หรืออย่างที่เข้าใจกันดีครับว่า เมื่อเข้ามาแล้ว ธุรกิจมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องนั่นเองครับ ซึ่งการจดทะเบียนอะไรต่างๆเหล่านี้ จะทำให้รัฐตรวจสอบได้ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้นเช่นเดียวกัน (อ้าวว)

 

จากข้อมูลในบทความ สรรพากร “ลดภาษี-ค่าโอน” ล่อใจธุรกิจส่วนตัวตั้ง “นิติบุคคล” อธิบดีกรมสรรพากรได้กล่าวไว้ครับว่า “ตามมาตรการนี้มีผู้ประกอบธุรกิจในรูปบุคคลธรรมดาที่เข้าข่ายอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 250,000 ราย ซึ่งหากทั้งหมดนี้ดำเนินการจัดตั้งธุรกิจในรูปนิติบุคคล จะทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 4,200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่เกิดจากการทำบัญชีอย่างถูกต้อง”

ซึ่งสอดคล้องกับ คำพูดของท่านที่ปรึกษารมว.กระทรวงพาณิชย์ที่กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า “การทำธุรกิจในรูปนิติบุคคลจะทำให้เกิดการแสดงผลประกอบการที่แท้จริงทำให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายและเป็นการสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืนในระยะยาว”

 

มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงสงสัย (อีกแล้ว) ว่า เอ้า!!! ตกลงแล้วใครได้กันแน่ล่ะเนี่ย หรือนี่จะเป็นการล่อเสืออย่างเราให้ออกจากถ้ำกันแน่!! เอาแบบนี้ดีกว่าครับ ผมขอสรุปสั้นๆว่า ถ้าหากทุกคนพร้อมใจกันเข้าระบบและทำถูกต้องอย่างที่ว่า ตัวเจ้าของธุรกิจทั้งหลายจะได้ประโยชน์จากการลดอัตราภาษีเงินได้ และรัฐก็จะได้ประโยชน์จากภาษีมูลค่าเพิ่มที่เก็บได้มากขึ้นไปแทน ซึ่งตรงนี้ก็ถือว่าชนะด้วยกันทุกฝ่าย แต่ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับว่า มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือเปล่า

 

สุดท้ายก่อนจากกัน ผมอยากชวนให้มองย้อนหลังไปอีกสักนิดครับว่า เมื่อช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา ทาง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ได้เริ่มต้นศึกษากฎหมายจดบริษัทเจ้าของคนเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กิจการใหม่ๆกันมาสักพักแล้ว ซึ่งถ้าหากกฎหมายที่ว่านี้เกิดขึ้นจริง ยิ่งจะกลายเป็นว่านโยบายทั้งหมดของภาครัฐจะมาช่วยสนับสนุนมาตรการทางภาษีให้ไปในทิศทางเดียวกันนั่นเองครับ

 

คำถามสุดท้ายสำหรับตอนนี้ก็คือ… แล้วเราจะทำยังไงต่อไปดีใช่ไหมครับ? ในเมื่อนโยบายภาษีของทางภาครัฐเองก็รู้เห็นเป็นใจ ตีวงล้อมกรอบให้เราทุกคนต้องเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องเสียยกใหญ่ ทีนี้เราจะเลือกแบบไหน และควรจะทำอย่างไรกับมันดี

….เรื่องนี้คงต้องติดตามต่อในตอนต่อไปครับ…

ตัวช่วยลดหย่อนภาษีมีอะไรบ้าง มาดูกัน!

โดยปกติแล้วค่าลดหย่อนจะแบ่งได้ 2 แบบคือ 
แบบไม่เป็นตัวเงิน เช่น 
ค่าลดหย่อนส่วนตัวผู้มีเงินได้, ค่าลดหย่อนจากคู่สมรส (กรณีจดทะเบียน), ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่, ค่าลดหย่อนบุตร, อุปการะคนพิการ

แบบเป็นตัวเงิน เช่น 
ซื้อกองทุน LTF, RTF, เบี้ยประกันภัย,  เงินสนับสนุนเพื่อการศึกษา

ซึ่งรายละเอียดแต่ละอย่างเยอะมว๊ากค่ะ ส่วนอัตราภาษีของปีนี้ยังเหมือนเดิมนะคะ

ผู้บังคับหลักประกัน อาชีใหม่ในวงการธุรกิจ

 

ใครมีหน้าที่จัดทำบัญชี