ซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้าต้องทำยังไง

ในปัจจุบันการซื้อของออนไลน์นั้นเป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ ครีมประทินผิว ยาและอาหารเสริม ตลอดจนของใช้ต่างๆนานาที่เราอาจจะพิจารณาแล้วว่า การซื้อออนไลน์แล้วมันมีราคาถูกกว่าหลายๆแห่งจนกระเป๋าตังในมือสั่นต้องคลิ๊กสั่งซื้อกันรัวๆ แต่มันกลับไม่สนุกเลยถ้าหลายๆคนกลับพบปัญหาเมื่อสั่งของไปแล้วกลับไม่ได้รับของ แถมยังถูกปฏิเสธความรับผิดชอบหรือมีการหายตัวไปของคนขายอีก ก็เลยเกิดคำถามว่าจะต้องทำอย่างไร

ขอแนะนำขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ในเบื้องต้นดังนี้นะครับ

1.รวบรวมหลักฐานต่างๆที่เกิดขึ้น

หลักฐานการประกาศขาย: ให้ Capture หน้าจอรวมถึง URL ของ Website หรือ Fan Page ต่างๆที่ทางผู้ขายได้มีการประกาศขายสินค้า รวมถึงข้อความที่ได้พูดคุยสอบถามสินค้าใน Email และ ข้อความในการสนทนาเพื่อเป็นหลักฐานที่ว่าผู้ขายมีความตั้งใจที่จะขายสินค้า

หลักฐานการจ่ายเงิน: ในฐานะที่เราเป็นคนซื้อเราเองก็ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ด้วยเช่นกัน หากชำระผ่านทางออนไลน์ก็ Capture หน้าจอไว้ ในกรณีที่จ่ายเงินผ่านเคาเตอร์ธนาคารหรือตู้ ATM ก็ควรถ่ายสำเนาเอกสารเอาไว้ว่าเราได้มีการจ่ายเงินจริงไปแล้ว

2.นำหลักฐานต่างๆไปแจ้งความ

ก่อนที่เราจะไปแจ้งความดำเนินการต่างๆ เราจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปด้วยตัวเอง ให้เราปริ้นเอกสารทุกอย่างออกมาให้หมดแล้วนำไปแจ้งตำรวจ ทางตำรวจทำการสอบปากคำของเราถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอกสารไปพิจารณารวบรวมเป็นหลักฐานพร้อมเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำ หากไม่สามารถติดต่อได้ก็จะออกหมายเรียกและออกหมายจับต่อไปเพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี

3.เจรจาไกล่เกลี่ย

เมื่อติดต่อกับผู้ขายของทางออนไลน์ได้แล้ว ทางตำรวจจะให้เราเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้ขาย โดยเราสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายชดใช้เงินคืนได้ ในกรณีผู้ขายไม่ชดใช้เงินคืน ตำรวจก็จะดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการเพื่อส่งฟ้องในชั้นศาลเป็นลำดับต่อไปในความผิดฐานฉ้อโกง

สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ดังนี้ครับ

ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามหรือ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากใครเคยพบปัญหาการซื้อของทางออนไลน์และไม่ได้ของ อย่าลืมแจ้งไปยังผู้ขายเพื่อให้เช็คสถานะการสั่งซื้อของก่อนนะครับ หากพบว่ามีปัญหาจริงๆและไม่สามารถเจรจาด้วยตัวเองได้ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายตามขั้นตอนได้

4 ข้อควรรู้ เมื่อเปิดร้านขายของใน Line Facebook และ Instagram

การเปิดร้านขายของไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสมัยนี้อีกแล้ว เพียงแต่มีรูปภาพ มีโซเชียลมีเดีย ก็ขายของกันได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้อง
สต็อกสินค้าแต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าขายของแบบไหนไม่ผิดกฎหมาย วันนี้เราจะพามาหาคำตอบครับ

     1.การขายของผ่านทางเว็ปไซด์จะต้องจดทะเบียนการตลาดแบบตรง ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ ส.ค.บ. ให้ถูกต้องก่อนการดำเนินกิจการมิฉะนั้นจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ถูกต้อง

     2.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางค์ จะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ไว้ให้ถูกต้องก่อนการจำหน่ายมิฉะนั้นจะมีความผิดขายอาหารที่มีฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือขายเครื่องสำอางโดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     3.การขายสินค้า Pre Order ในบางครั้งเป็นการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย เช่นนี้จะต้องดำเนินการด้านภาษีที่ด่านศุลกากรให้ถูกต้องครับ มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีโดยจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวน 5 เท่าของราคาสินค้า แต่หากขายสินค้าที่อยู่ในประเทศไทยก็ไม่มีปัญหาใดๆครับ

     4.ขายของออนไลน์ อย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อกรมสรรพากาภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปีเพื่อเสียภาษีด้วยนะครับ มิฉะนั้นจะโดนทั้งเงินเพิ่ม ทั้งเบี้ยปรับ เลยนะครับ

ร่างสัญญาง่ายๆได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร (How to make Contract DIY)

 

มือใหม่หลายคนที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวงการนักธุรกิจ จะต้องมีการซื้อขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป งานบริการ หรือสั่งของออนไลน์มาขายจากโรงงาน จะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างกับคู่ค้าอยู่เสมอ ซึ่งหลายๆคนชะล่าใจ คิดว่าในการทำธุรกิจนั้นทุกอย่างเป็นไปอย่างโลกสวยฟ้าใสและไว้วางใจใครต่อใครง่ายๆเพราะไม่คิดว่าจะมีใครโกงหรอก แต่อย่างว่าเงินทองไม่เคยเข้าใครออกใคร การทำสัญญาธุรกิจนั้นจึงมีความจำเป็นเผื่อเกิดปัญหากันในภายหลัง เพราะฉะนั้นแล้วหากเราเสียเวลากันซักนิด ทำเอกสารต่างๆให้ลงตัวก็จะเป็นเรื่องที่ดี ทางทีมงาน Finlawtech จึงขอนำเสนอวิธีร่างสัญญาง่ายๆ ฉบับ DIY ทำด้วยตัวเอง

มาดูกันว่าส่วนประกอบของสัญญานั้นมีอะไรบ้างตามนี้เลยครับ

1. สถานที่ในการทำสัญญา
ให้ใส่สถานที่ ที่สะดวกที่สุดกับทั้ง 2 ฝ่ายตามแต่ตกลงเพราะการหากเกิดปัญหาการฟ้องร้องจะต้องมีการฟ้อง ณ ที่ทำสัญญา ถ้าคู่ค้าอยู่ที่เชียงใหม่ทั้งคู่ ก็อย่ามาทำที่กรุงเทพเลยนะครับ ทำที่เชียงใหม่นั่นเลย ไม่งั้นมีปัญหาที่วิ่งขึ้นลงกรุงเทพ-เชียงใหม่กันแย่เลย

2. วันที่ในการทำสัญญา
ต้องมีการระบุวันที่ในการทำสัญญาด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ทราบเลยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งส่งผลต่อเนื้อหาของสัญญาและอายุความในการฟ้องร้องคดี เช่น กำหนดไว้ว่าต้องมีการจ่ายค่าจ้างภายหลังจากส่งมอบสินค้าหรืองานต่างๆใน 30 วัน ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงในสัญญาก็นับวันในการฟ้องร้องได้

3. รายละเอียดคู่สัญญา
เราจะต้องระบุรายละเอียดคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายนะครับว่าใครเป็นลูกจ้าง ใครเป็นคนจ้าง ระบุชื่อนามสกุล ที่อยู่และเลขประจำตัวบัตรประชาชน ถ้าเป็นคนต่างชาติก็สามารถใช้เลขที่ Passport แทนได้นะครับ ในส่วนของการทำสัญญาโดยนิติบุคคล ก็ใช้ชื่อที่อยู่ของบริษัทและเลขทะเบียนบริษัทครับ

4. รายละเอียดในสัญญา
ระบุอย่างชัดเจนลงไปว่าผู้จ้างจ้างให้ทำอะไร ส่งมอบสินค้าหรือบริการเมื่อไหร่ ค่าจ้างและการจ่ายค่าจ้างเป็นอย่างไร รายละเอียดของการทำสัญญาขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย ควรมีการเจรจาต่อรองกันอย่างเหมาะสมก่อนที่ระบุลงไปในสัญญานะครับ

5. จำนวนต้นฉบับและลงรายมือชื่อ
ในการทำสัญญานั้นจะต้องมีการระบุจำนวนต้นฉบับของสัญญาที่ทำกันไว้ โดยปกติแล้วเอกสารที่เซ็นระหว่าง 2 ฝ่าย ก็จะทำ 2 ฉบับ ให้คู่สัญญาได้เก็บไว้อย่างละชุด โดยมีการลงลายมือใช้ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมพยาน อย่าลืมถ่ายเอกสารไว้ป้องกันการทำหายไว้ด้วยนะครับ

        เห็นไหมครับว่าการทำสัญญานั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ระบุข้อมูลต่างๆที่สำคัญลงไปเพื่อให้ทราบว่า ทำสัญญากันที่ไหน คู่สัญญาเป็นใคร รายละเอียดของสัญญาเป็นอย่างไร แล้วลงลายมือชื่อ ในกรณีที่เราจะต้องทำสัญญาธุรกิจที่มีความสำคัญ มีมูลค่างานจำนวนมากและมีความซับซ้อนในรายละเอียดนั้น อย่าลืมปรึกษาทนายความเพื่อให้เอกสารสัญญานั้นมีความชัดเจนและครอบคลุม สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ

ที่มา http://finlawtech.com/how-to-make-contract-diy/

“กล้าที่จะลงมือทำ” เคล็ดลับความสำเร็จจากบิดาแห่งเฟซบุ๊ค

เมื่อไม่นานมานี้หลายคนคงได้ยินข่าวความสำเร็จของ มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ผู้ให้กำเนิดสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก ที่ทิ้งการเรียนไปนานถึง 12 ปี ก็กลับมาคว้าปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้เองที่เป็นสถานที่ซึ่งเขาให้กำเนิดเฟซบุค

 

โดยมาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ และเผยเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้เขามีวันนี้ด้วยว่า คนทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัย ต่างมีผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากปณิธานอันแน่วแน่ ในยุคที่ผ่านมาเรามีคนที่ทำให้โลกได้เห็นโฉมหน้าของดวงจันทร์ แล้วเราจะมัวรออะไรอยู่ ในยุคนี้ที่เป็นยุคของพวกเราเราก็ควรสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา

“เมื่อเราพูดถึงการตั้งปณิธานที่แน่วแน่ เราอยากมีผลงานอันยิ่งใหญ่ หลายคนอาจจะท้อ และคิดเพียงแค่ เราเนี่ยนะจะไปทำอะไรแบบนั้นได้ เคล็ดลับที่ผมอยากจะบอกก็คือ ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ต้น ไอเดียต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบสำเร็จรูป แต่มันจะเป็นรูปธรรมหากคุณคิดแล้วลงมือปฏิบัติ คุณก็แค่ลงมือทำเท่านั้น การที่เราลังเลไม่กล้าทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพราะเรากลัวว่าสิ่งที่ทำลงไปจะผิดพลาด และนั่นทำให้เราไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเลย ในความเป็นจริงคือสิ่งที่เราทำในวันนี้ จะส่งผลไปยังอนาคต แต่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะมาหยุดยั้งให้เราริเริ่มทำอะไรได้”

สรุปได้ว่าเคล็ดลับที่ CEO และผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค บอกกับชาวโลกคือ จงกล้าที่จะลงมือทำ เพราะความสำเร็จไม่ได้มาจากการวาดวิมานในอากาศ แต่มาจากการลงมือปฏิบัติจริง จากการลองผิดลองถูก เพราะแม้แต่มาร์ค ซัคเคอเบิร์กเองกว่าจะสร้างเฟซบุ๊คได้ยังต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

SME ก็เช่นกัน มีธุรกิจใดบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ได้ผ่านการลองผิดลองถูก ธุรกิจใดบ้างที่สำเร็จเพียงเพราะมีแค่ไอเดียลอยๆ แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ดังนั้น SME ที่จะประสบความสำเร็จได้ จึงต้องกล้าที่จะเริ่มต้นคิดและลงมือปฏิบัติ รวมถึงกล้าที่จะเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เมื่อนั้นคำตอบที่เราต้องการจึงจะปรากฏ

Text ไศลธร เหมะสิขัณฑกะ
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

Cr : Paul Marotta/Getty www.recode.net

สัญญาเช่าซื้อ มากกว่าเช่าเข้าใจให้ครบถ้วน

ความนำ
          การประกอบธุรกิจหรือธุรกรรมบางประเภทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมีเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่า สัญญาเช่าซื้อ ที่ใช้กันมากเพื่อให้ผู้เช่าซื้อได้มีซึ่งทรัพย์สินและก็เป็นกลยุทธ์ในการขายหรือแสวงหากำไรตลอดจนสร้างหลักประกันในอีกรูปแบบหนึ่งของผู้ให้เช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งจะมีบุคคลสองฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องคือฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อและฝ่ายผู้เช่าซื้อ การที่บุคคลทั้งสองฝ่ายดังกล่าวมาตกลงทำสัญญาเช่าซื้อย่อมมีเงินได้หรือรายได้เกิดขึ้นจากการให้เช่าหรือถือว่ามีเงินได้เกิดขึ้นแล้วซึ่งก็จะต้องมีภาระภาษีตามมา ในการพิจารณาประเด็นภาษีอากรให้ถูกต้องได้นั้นในเบื้องต้นผู้ที่เกี่ยวข้องจำต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนว่าอย่างไรจึงจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งจะมีผลต่อการเสียภาษีที่แตกต่างกันไปโดยในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวนั้นผู้เขียนได้กำหนดกรอบการนำเสนอดังนี้
1 สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ
2. ภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร
3. ความแตกต่างระหว่างสัญญาเช่าซื้อและสัญญาประเภทอื่นๆ
พิจารณาเนื้อหาตามลำดับได้ดังนี้
1. สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ
              เช่าซื้อ (Hire Purchase) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ได้ให้ความหมายของคำว่า เช่าซื้อ[1] คือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
จากบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้[2]
1.สัญญาเช่าซื้อมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ
1) ผู้ให้เช่าซื้อ คือ เจ้าของนำเอาทรัพย์สินนั้นออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
2) ผู้เช่าซื้อ คือ ผู้เช่าที่ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ และจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อตนใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว
 ข้อสังเกต เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาบวกด้วยคำมั่นว่าจะขาย ดังนั้น กรณีใดที่ไม่ได้บัญญัติในเรื่องเช่าซื้อ จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในเรื่องเช่าทรัพย์[3]
2.วัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 “..เจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า…” แสดงว่า วัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อมิได้จำกัดเฉพาะวัตถุที่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ มิได้จำกัดเฉพาะว่าวัตถุนั้นต้องเป็นสังหาริมทรัพย์แต่อาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือวัตถุที่ไม่มีรูปร่างก็ได้
3.ผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อ[4]
เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้เช่าซื้อ ดังนั้น บุคคลใดที่มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าซื้อไม่ได้ กรณีไม่เหมือนสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งผู้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า[5] ผู้ให้เช่าซื้ออาจเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง “เจ้าของ” เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น “เจ้าของ” แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคตหาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ “เจ้าของ” จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทจากบริษัท ต. แม้จะเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขที่จะได้กรรมสิทธิ์ต่อเมื่อได้ชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทโดยเจตนาครอบครองใช้สอยอย่างเจ้าของ จะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทเมื่อชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนตามสัญญา โดยมีเงื่อนไขนั้นแล้ว โจทก์จึงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อได้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น “เจ้าของ” ตามมาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อย่อมสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ

 


[1]ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572
[2]สรุปและรวบรวมมาจากไผทชิต เอกจริยกร คำอธิบาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ พิมพ์ครั้งที่ 12 หน้า 254-271
[3]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3111/2539 และฎีกาที่ 5819/2550
[4]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4544/2533
[5]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7404/2547

สิ้นสภาพ บุคคล ไม่พ้นภาระภาษี

 บุคคลใดจะมีสิทธิหรือต้องทำหน้าที่ใดๆนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ว่าต้องมีสภาพบุคคลเท่านั้น[1]ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายตั้งแต่เมื่อใดและอย่างไรบ้างแต่เนื่องจากตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นเมื่อเกิดมาแล้วต้องตายทุกคนจึงได้มีการกำหนดไว้เช่นเดียวกันในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าสภาพบุคคลนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อตายซึ่งหมายความว่าสภาพบุคคลนั้นเองเมื่อมีการเริ่มก็ย่อมมีวันสิ้นสุดลงไปพร้อมกับสิทธิและหน้าที่ทั้งหลายที่กฎหมายได้กำหนดไว้เช่นกันในส่วนของภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร สิทธิและหน้าที่ของบุคคลจะเป็นอย่างไรบ้าง พิจารณาเนื้อหาตามลำดับได้ดังนี้
1. สาระสำคัญ[2]
เนื่องจากการสิ้นสภาพบุคคลเป็นตัวกำหนดวันสิ้นสุดการมีสิทธิและหมดหน้าที่ของบุคคลดังนั้น

ประเด็นคำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับ การกำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีเครื่อง EDC

 

ที่มา file:///C:/Users/lenovo/Desktop/Nuttha/310560/article_20170504141332.pdf

“พาณิชย์” เปิดตัว “10 ธุรกิจต้นแบบ” จุดไฟเอสเอ็มอีก้าวตาม

“กระทรวงพาณิชย์” เปิดตัว “10 สมาร์ทบิซิเนส” ต้นแบบโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม หวังจุดประกายไอเดียแก่เอสเอ็มอีใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นธุรกิจ พร้อมสร้างพี่เลี้ยงฟูมฟักดูแล ทั้งให้คำปรึกษาเชิงลึก เพิ่มทักษะ และเทคนิค นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดตัว “10 สมาร์ทบิซิเนสโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม” ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ “สร้างนักการค้ามืออาชีพ” ที่มีการวิเคราะห์ประเมินศักยภาพธุรกิจ สร้างพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาการพัฒนาโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม และสร้างต้นแบบ 10 สมาร์ทบิซิเนสที่จะใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นแก่ธุรกิจของประเทศไทย เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยมีทิศทางการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ รองรับประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้ง เครือข่ายสมาคมการค้าต่างๆ สร้างเครื่องมือวินิจฉัยและประเมินสถานะธุรกิจขึ้น โดยได้ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยการบริหารจัดการและองค์ประกอบความสำเร็จของการประกอบธุรกิจและประมวลผล โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการค้าและบริการที่ผ่านการวินิจฉัยและประเมินสถานะทางธุรกิจทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งมีแนวคิดและนวัตกรรมที่ตรงกับโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรมทั้ง 10 ด้าน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อเข้ารับการพัฒนาโมเดลธุรกิจ ซึ่งมีธุรกิจที่ได้รับการประเมินกว่า 3,400 ราย และได้เข้ารับคำปรึกษาพัฒนาโมเดลธุรกิจกว่า 800 รายทั่วประเทศ โดยมีธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบการพัฒนา ประกอบด้วย

1) ด้านรูปแบบโครงสร้างกำไร (Profit Model) ต้นแบบ คือ บริษัท อคา อินโนเทค จำกัด กรุงเทพฯ ธุรกิจทำการตลาดร่วมกับคอนโดมิเนียมโดยแจกเหยือกกรองน้ำให้ใช้ฟรี เพื่อจะสร้างกำไรจากการขายไส้กรองต่อไป
2) ด้านเครือข่าย (Network) ต้นแบบ คือ บริษัท อีพี เดคคอร์ จำกัด จ.เชียงใหม่ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์ผ้าม่านสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ที่จะเป็นฐานลูกค้าสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ผ้าม่านของตนเอง
3) ด้านโครงสร้าง (Structure) ต้นแบบ คือ บิวตี้ฟูลมัมช้อป จ.สุราษฎร์ธานี ธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เก็บนมแม่ โดยใช้โครงสร้างที่ใช้คนน้อยมาก เน้นใช้ช่องทางออนไลน์และจัดจ้างองค์กรภายนอกในการบริหารการขาย
4) ด้านกระบวนการผลิต (Process) ต้นแบบ คือ บริษัท เอ็นพลาส จำกัด จ.ชลบุรี ธุรกิจพัฒนานวัตกรรมการผลิตสินค้าพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมแบบ Express Service ที่มี Lead time ในการผลิตต่ำ เพื่อตอบโจทย์การผลิตในอุตสาหกรรมรถ
5) ด้านประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต (Product System) ต้นแบบ คือ บริษัท เจแทคโก้ จำกัด กรุงเทพฯ ธุรกิจพัฒนานวัตกรรมรองเท้าเซฟตี้ โดยผลิตส้นและตัวรองเท้าเป็นชิ้นเดียว ไม่ต้องเย็บหรือทากาวติด เพื่อขจัดปัญหาการหลุดแยกชิ้นจากการใช้งาน
6) ด้านระบบผลิตภัณฑ์ (Product System) ต้นแบบ คือ บริษัท รถรางชมเมืองสุโขทัย จำกัด จ.สุโขทัย ธุรกิจนอกจากขายรถรางแล้ว ยังขายระบบการบริการ จัดตารางรถ และแอปพลิเคชันมือถือ พร้อมกันไปด้วย
7) ด้านการบริการ (Service) ต้นแบบ คือ บริษัท เอ็นพีเค โปรวิชั่นบิสเน็ส จำกัด จ.หนองคาย ธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ที่เน้นการให้บริการแบบครบวงจร ทั้งติดตั้ง ลงโปรแกรม เพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้ขายออนไลน์ที่ราคาต่ำกว่าแต่ไม่มีบริการให้
8) ด้านช่องทางการจำหน่าย (Channel) ต้นแบบ คือ บริษัท ป กวิน จำกัด กรุงเทพฯธุรกิจขายอุปกรณ์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ ขยายช่องทางออนไลน์เพื่อเจาะตลาดผู้รับเหมาในต่างจังหวัดที่เริ่มมีการเปรียบเทียบราคาออนไลน์มากขึ้น
9) ด้านตราสินค้า (Brand) ต้นแบบ คือ บริษัทประทานพรตรังเทรดดิ้ง จำกัด จ.ตรัง ธุรกิจล้างรถ สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์เพื่อเป็นวิธีในการสร้างความรับรู้กับลูกค้าเตรียมพร้อมสำหรับขยายสาขา และสร้างแฟรนไชส์ในอนาคต
10) ด้านความผูกพันกับลูกค้า (Customer Engagement) ต้นแบบ คือ หจก.เดอะแม่นายส์ไวน์เนอรี่ จ.พะเยา ธุรกิจไวน์ผลไม้ใช้การติดต่อแบบเป็นส่วนตัวผ่านโปรแกรมไลน์ (Line) เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM)

นางอภิรดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโครงการนี้ยังได้มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มที่ปรึกษามืออาชีพ มาเป็น “พี่เลี้ยง” (Mentor) ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งให้คำปรึกษาธุรกิจเชิงลึก การเพิ่มพูนทักษะและเทคนิคการประกอบธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ โดยในเบื้องต้นได้คัดเลือกสุดยอดพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีจุดเด่นในการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ (Business Model) เชิงนวัตกรรม จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า ด้านนวัตกรรมการบริการ และด้านนวัตกรรมช่องทางการขายและขยายตลาด อีกทั้งได้จัดทำ “คู่มือพัฒนาพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอี” เพื่อใช้เป็นแนวทางต่อยอดการสร้างและพัฒนาพี่เลี้ยงธุรกิจในรุ่นถัดไป และเพื่อช่วยดูแล/ให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจของไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

— ที่มา : MGR Online

หัก ณ ที่จ่าย เงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 50

 

 

กัมปนาท บุญรอด*

 

ตามปกตินั้น กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากรล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาที่ผู้มีเงินได้จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชี วัตถุประสงค์ของการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีไม่ให้ผู้มีเงินได้ต้องนำภาษีที่ตนต้องชำระทั้งสิ้นมาชำระในคราวเดียวกัน เมื่อสิ้นปีภาษีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นำส่งกรมสรรพากรไว้ หากมีจำนวนน้อยกว่าภาระที่แท้จริง ผู้มีเงินได้ก็ต้องชำระเพิ่มเติมให้ครบถ้วน เมื่อสิ้นปีภาษีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหากนำส่งไว้เกินกว่าภาระที่แท้จริงผู้มีเงินได้มีสิทธิขอคืนภาษีส่วนที่นำส่งไว้เกินได้ โดยหลักการแล้วถ้าผู้มีเงินได้ยังไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากร การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร แยกวิธีการเสียภาษีหรือวิธีการจัดเก็บภาษีออกได้เป็น 5 วิธี คือ
1. วิธีการเสียภาษีโดยถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย
2. วิธีการเสียภาษีโดยยื่นแบบแสดงรายการประเมินตนเอง
3. วิธีการเสียภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บ
4. วิธีการเสียภาษีเงินได้แทนกัน
5. วิธีการเสียภาษีเงินได้
เนื้อหาในบทความนี้จะเกี่ยวกับกรณีการเสียภาษีโดยถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เป็นกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้เป็นทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และรัฐบาล ส่วนผู้รับเงินได้จะเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น (รวมถึงคณะบุคคลซึ่งตามประมวลรัษฎากรถือเป็นบุคคลธรรมดาด้วย) เนื่องจากการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกัน จึงแบ่งการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามเงินได้พึงประเมินตามประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
1. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2)[1]
2. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (3) และ (4)[2]
3. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) และ (6)[3] (ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (3))
4. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) นอกจากการขายอสังหาริมทรัพย์[4]
5. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (8) เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์[5]

 


* นิติกร สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร
[1] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (1)
[2] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (2)
[3] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (3)
[4] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (4)
[5] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) (6)
ที่มา http://www.sanpakornsarn.com/page_article_detail.php?aID=735

รู้ไว้ก่อน แก้ไขได้ กรณีไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องเสีย VAT หรือไม่?

 

1. ความนำ
           การรู้กฎหมายนับว่าเป็นเรื่องยาก หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรแล้วก็นับว่าเป็นการยากยิ่งกว่า เพราะกฎหมายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารตลอดเวลาเพื่อจะได้เข้าใจหลักเกณฑ์วิธีการในการเสียภาษีอากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการในรูปบุคคลธรรมดาจึงควรที่จะรู้ไว้ก่อนว่า นอกจากผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่ได้รับจากการประกอบกิจการตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี แต่หากการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย หากปฏิบัติไม่ถูกต้องกรมสรรพากรสามารถประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีได้

2. หลักเกณฑ์การเสียภาษีของผู้มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 85/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 354) พ.ศ. 2542 ปัจจุบันแก้ไขโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 หากผู้ประกอบการดังกล่าวมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว การประกอบกิจการของผู้ประกอบการรายนั้นเป็นการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่และความรับผิด ดังนี้
1. ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บก่อนการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นไม่สามารถนำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของยอดขาย ตามมาตรา 80 และมาตรา 82 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

 

เรื่องโดย นางสาวอารีย์  วรรณาเจริญกุล[1]

[1] นักวิชาการสรรพากรชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง