ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEกับภาษี!!!!

เรื่อง      จิระณัฏฐ์ จั่นอาจ
              ศิวะ แนวโนนทัน
          ตอนที่ผู้เขียนเรียนกฏหมายภาษีและเปิดอ่านประมวลรัษฎากรที่เล่มหนามากๆ ก็เกิดคำถามในใจว่าภาษีเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไรบ้าง เมื่อพอเรียนจบแล้ว ผู้เขียนทั้งสองคนจึงเห็นความสำคัญและผลกระทบของกฎหมายภาษี  และอยากที่จะแบ่งปันแก่ผู้ประกอบการเป็นความรู้ที่คู่ขนานในการดำเนินธุรกิจ เพราะผู้ประกอบการนอกจากต้องมีช่ำชองในทางธุรกิจแล้วนั้นยังไม่พอนะครับ ท่านต้องมีความรู้ทางภาษีด้วยเพราะว่า  “ภาษีหรือTax” เป็นสิ่งที่รัฐออกกฎหมายมาบังคับจัดเก็บ(Compulsory)จากประชาชน เมื่อออกมาเป็นกฎหมายบังคับให้ต้องเสีย จึงถือว่าเป็นภาษีเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่ตายตัว(fixed cost)ในการประกอบธุรกิจ!!
โอละหนอยิ่งเจอกับสภาพทางเศรษฐกิจในปีที่ไม่ค่อยดีแบบนี้ ทำเอาผู้ประกอบการหน้าบูดเบี้ยวไปตามๆกันเวลาที่ต้องเสียภาษี อย่างไรก็ตามอย่าลืมว่าภาษีที่รัฐออกกฎหมายมาจัดเก็บนั้นย่อมเป็นประโยชน์ ที่ประชาชนทุกคนได้รับกลับมาโดยทางอ้อมเช่น การสร้างทางด่วน สะพาน สวนสาธารณะ เป็นต้นให้เราทุกๆคนได้ใช้ร่วมกัน
ภาษีที่ผู้ประกอบการที่เป็นบริษัทต่างๆต้องเกี่ยวข้องด้วยนั้นมีอยู่ด้วยกัน คือภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) ภาษีเงินได้นิติบุคคล(Corporate Income Tax) ภาษีเงินได้หัก ณที่จ่าย(Withholding Tax)ภาษีมูลค่าเพิ่ม(Value  Added Tax) อากรแสตม์(Stamp Duty) ภาษีธุรกิจเฉพาะ(Business Income Tax)
ภาษีที่กล่าวมานี้จะเกี่ยวเนื่องเป็นวงล้อกับวงจรธุรกิจของท่านไปตลอดตั้งแต่เริ่มต้นทำธุรกิจและเลิกกิจการ  ผู้เขียนอยากจะเน้นย้ำว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะที่เป็นบริษัท(เอกชนหรือมหาชน)นั้น นอกจากจะต้องจัดทำบัญชีการเงินทั่วไปแล้ว เวลายื่นบัญชีเพื่อเสียภาษีต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายภาษีซึ่งเป็นเรื่องของฝ่ายบัญชีของบริษัทต้องให้ความสำคัญอย่างมากแบบว่า พลาดไม่ได้ เพราะถ้าทำไม่ถูกต้อง อาจต้องเจอกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอีก!!
นอกจากนี้ความยุ่งยากของภาษีมูลค่าเพิ่ม(เก็บจากการขายและการให้บริการ) ในเรื่องใบกำกับภาษี ก็เป็นปัญหาด้วยเช่นกันในการนำมาคำนวน ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายถ้าหักไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายเขียนไว้ล่ะก็ จะเจอแจ็กพ็อตทางภาษีในเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเช่นกัน!!
เมื่อกล่าวถึงอากรแสตม์ถ้าติดไม่ถูกต้องตามสัญญาที่กำหนด เวลาจะใช้เป็นหลักฐานในศาล ศาลจะไม่รับฟังสัญญานั้น มีผู้ประกอบการหลายรายที่เสียภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่เสียภาษีเลยเมื่อสรรพากรตรวจเจอแล้วมีการเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้นถึงต้องกับล้มละลายไปเลยก็มี  ที่กล่าวมานี้เพื่อให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของภาษีที่มีต่อธุรกิจมากกว่าที่จะทำให้ตกใจกลัว เพราะว่าถ้ารู้จักการบริหารภาษี(Tax management)ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ก็จะ ปลอดภัยจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม รวมทั้งเวลาที่เจ้าพนักงานภาษีมาตรวจสอบก็จะสบายใจแบบยิ้มได้สุดๆเพราะว่าไม่กลัว  เห็นหรือไม่ว่ารู้ภาษีมีชัยไปกว่าครึ่ง แล้วพบกันใหม่นะครับ ผู้ประกอบการSME

​“ค่าลดหย่อน” ที่จะช่วยให้คุณแฮปปี้ เมื่อยื่นภาษี

เรื่อง จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการยื่นภาษีประจำปี 2557 กันแล้ว หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีรายได้ และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบเพื่อคำนวณภาษีประจำปี แต่ยังไม่ได้ยื่น ขอชวนคุณมาสำรวจสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีดูก่อนว่า ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งค่าลดหย่อนภาษีในส่วนนี้เองจะช่วยให้คุณเสียภาษีน้อยลง และยังอาจได้เงินภาษีคืนอีกด้วย

1. เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

2. เงินสะสม กบข. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

3. เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 500,000 บาท

4. เงินค่าชดเชยที่ได้รับตามกฎหมายแรงงาน ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 300,000 บาท  ของค่าจ้างหรือเงินเดือนของการทำงาน 300 วันสุดท้าย

5. บุตรหรือบุตรบุญธรรม หักได้คนละ 15,000 บาท และเฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในประเทศให้ลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท

6. อุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป หักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาได้คนละ 30,000 บาท

7. อุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ หักได้คนละ 60,000 บาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องเป็นคนพิการซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย

8. เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

9. เบี้ยประกันชีวิต เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

10. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ หักได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนกบข. กองทุนสงเคราะห์ครู    โรงเรียนเอกชนและRMF แล้วไม่เกิน 500,000 บาท

11.ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หักได้ไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ และเมื่อรวมกับเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนกบข. กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ แล้วไม่เกิน 500,000 บาท

12.ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หักได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาท

13.ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารที่อยู่อาศัย ตาม จำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท กรณีร่วมกันกู้ยืม ให้เฉลี่ยค่าลดหย่อนตามส่วนจำนวนผู้มีเงินได้ แต่รวมกันต้องไม่เกินจำนวนที่จ่ายจริง และไม่เกิน 100,000 บาท

14.เงินสมทบกองทุนประกันสังคม หักได้ตามจำนวนที่ส่งเข้ากองทุนประกันสังคม สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท

15.เงินบริจาคสนับสนุนการศึกษา มีสิทธิหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินคงเหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว

16.เงินบริจาค ลดหย่อนได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอย่างอื่น

17.ภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์ หักได้ 10% ของราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เกิน 5 ล้านบาทในโครงการบ้านหลังแรก เป็นเวลา 5 ปี

18.ค่าเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ สามารถนำใบเสร็จรับเงินค่าทัวร์-ค่าที่พักมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันผู้เสียภาษีมีช่องทางในการใช้สิทธิ์ลดหย่อนได้หลายรูปแบบ อย่าลืมใช้สิทธิ์ของคุณเพื่อประหยัดภาษีกัน สำหรับผู้ที่ยื่นภาษีไปแล้ว สามารถใช้ข้อมูลเบื้องต้นเป็นแนวทางในการวางแผนภาษีสำหรับปีต่อไปได้ วางแผนดีๆ ปีหน้าคุณจะได้แฮปปี้กับเงินคืนภาษีแน่นอน

 

คำนวณต้นทุนก่อนสตาร์ทธุรกิจ

เงินลงทุนสำหรับการทำธุรกิจ ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก ผู้ที่กำลังสนใจอยากเริ่มต้นทำธุรกิจหลายๆ คน อาจจะ “เจ็บ” จนถึงขั้น “จุก” ได้ง่ายๆ หากลืมคำนวณเงินลงทุนล่วงหน้า เพราะถ้าคุณเริ่มธุรกิจไปได้สัก 4-5 เดือน แล้วปรากฏว่าไม่มีเงินทุนมาหมุนให้กับธุรกิจขึ้นมา อาจเป็นเพราะลูกค้ายังไม่เยอะ คนรู้จักสินค้าเราน้อย ลูกค้าค้างชำระเงิน หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามจนทำให้ธุรกิจถึงขั้นต้องปิดตัวลง เงินที่ลงทุนมาทั้งหมดก็แทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่ากันเลยทีเดียว

ผู้ประกอบการหลายรายที่ประสบความสำเร็จมักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ธุรกิจที่เปิดใหม่ ต้องคำนวณต้นทุนให้ดี โดยควรมีเงินหมุนเวียนธุรกิจอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนจะถึงจุดคุ้มทุน เพราะในความเป็นจริงนั้น การคาดหวังว่าจะสร้างรายได้ มีเงินเป็นกอบเป็นกำทันทีที่เปิดธุรกิจนั้น ช่างเป็นความหวังที่ริบหรี่จริงๆ ดังนั้น การวางแผนคำนวณต้นทุนก่อนเริ่มต้นธุรกิจจึงเป็นหนทางที่ดีที่สุด

•    จดรายชื่ออุปกรณ์ เครื่องใช้ในสำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงพนักงาน เช่น พนักงานบัญชี แคชเชียร์ ฯลฯ หรืออะไรก็ตามที่คุณจำเป็นต้องใช้ในการเปิดธุรกิจ

•    ลงรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรายการสินค้าในสต๊อก สื่อประชาสัมพันธ์ทั้งด้านการขายและการตลาด ใบอนุญาตจัดตั้งธุรกิจ ใบอนุญาตต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณ ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย ค่าที่ปรึกษาทางการตลาดหรือธุรกิจ

•    คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือนสำหรับค่าเช่าออฟฟิศหรือบ้าน อุปกรณ์ต่างๆ ค่าน้ำ ค่าไฟ ประกันสุขภาพหรือประกันภัยทางธุรกิจ ค่าภาษี อินเทอร์เน็ต ค่าจัดส่งสินค้าและบริการอื่นๆ ทั้งหมด
•    เงินเดือนของคุณเองและพนักงานทั้งหมด

สิ่งสำคัญในการคำนวณงบก็คือ ความแม่นยำในการประเมินราคา ซึ่งทางที่ดีคุณควรคำนวณงบให้สูงกว่าที่คาดไว้เล็กน้อยจะดีที่สุด และในขั้นตอนสุดท้ายก็คือการตรวจสอบตัวเลขค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อนเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจและถ้างบดูบานปลายก็ตัดสิ่งที่ไม่สำคัญทิ้งออกไป หรือจะลองค้นหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน

เพียงเท่านี้เราก็พอจะรู้ตัวเลขการลงทุนคร่าวๆ แล้วว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่

Create by smethailandclub.com

ก้าวแรกของการลงทุน อะไรควรจ่าย อะไรไม่ควรจ่าย!!!

 

Text : เจษฎา ปุรินทวรกุล

    ช่วงก้าวแรกของการทำธุรกิจ เจ้าของกิจการมักตกลงไปในกับดักทางการเงิน ที่มักทำให้เราต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญกับการทำธุรกิจโดยตรง แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนคือ ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็น และอะไรคือ ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยง มาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กันได้เลย

ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจ Startup

    1. แผนธุรกิจ ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการกำหนดทิศทาง กลุ่มเป้าหมาย คำนวณต้นทุน เป็นเอกสารใช้กู้เงินจากธนาคารในอนาคต รวมแล้วจัดได้ว่าไม่ควรพลาด และคุ้มค่าที่จะจ่าย

2. ศึกษาตลาด อย่ารีบสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณมีลูกค้าที่รอซื้อ หรือพร้อมที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่จริงๆ ซึ่งการศึกษาตลาดจะช่วยตอบโจทย์ให้คุณได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร จากนั้นเราจึงตอบสนองความต้องการให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3. นักบัญชี หาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาคุมงบประมาณ เพราะเขาจะคอยเตือนคุณได้ว่า ขณะนี้สถานการณ์การเงินของบริษัท (หรือร้าน) เป็นอย่างไร ยิ่งถ้าเขามีความเชี่ยวชาญมากๆ คุณจะสามารถให้เขาแนะนำเรื่องการลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนได้ด้วย เช่น คุณต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศเพิ่ม นักบัญชีจะบอกให้คุณรู้เรื่องค่าไฟ ณ ตอนนี้ ความคุ้มค่า เงินกำไรที่เหลือเพียงพอหรือไม่ ฯลฯ เพื่อให้คุณตัดสินใจอีกครั้ง

4. ที่ปรึกษาด้านต่างๆ การเริ่มต้นธุรกิจ คุณอาจต้องมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เช่น การเสียภาษี การขึ้นทะเบียนพาณิชย์ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณไม่ทราบและไม่สามารถหาข้อมูลได้ อาจต้องสอบถามหรือขอคำแนะนำจากใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือและให้คำตอบกับคุณได้อย่างชัดเจน

5. การบริการลูกค้า การขายสินค้าโดยไม่มีการบริการที่ดี เปรียบเสมือนการนำเงินมาใส่กระเป๋าที่ขาด เพราะจริงๆ แล้วการบริการที่ดีจะทำให้ลูกค้าชื่นชอบ กลับมาซื้อ ใช้บริการซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดี

6. การตลาดและการสร้างแบรนด์ เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจของเรา การตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งจำเป็น ธุรกิจเล็กๆ อาจใช้โซเชียลมีเดียที่มีต้นทุนน้อย แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ ขึ้นไปอาจต้องมีงบส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องจัดสรรให้พอเหมาะพอควร

 

a795ddbe-cd05-4f08-a277-3cbd1dd79dff

 

ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับธุรกิจ Startup

    1. ค่าบริการต่างๆ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสมาชิกรายเดือนของบริการต่างๆ ฯลฯ ในส่วนนี้คุณควรมองหาบริการที่มีราคาถูกหรือฟรีซอฟต์แวร์ใช้ไปก่อน จนคุณมั่นใจว่าต้องการใช้จริงๆ หรือคุ้มค่ากับการทำธุรกิจจริงๆ ค่อยตัดสินใจใช้บริการ

2. ค่าเสื้อผ้า และอุปกรณ์ไอทีฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย ที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูๆ ราคาแพงๆ เพียงแค่แต่งตัวภูมิฐาน ทำตัวให้มีความเป็นมืออาชีพ ก็บริหารธุรกิจได้แล้ว หรือบางคนชอบความอินเทรนด์ ต้องมี iPhone 6 ซึ่งถ้าคุณซื้อมาแล้วพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อธุรกิจเลย จำไว้ว่านั่นคือความฟุ่มเฟือย

3. ออฟฟิศหรูหรา จริงอยู่ ทุกคนต้องการสถานที่ทำงานดูดีหรูหรา แต่ค่าก่อสร้างหรือตกแต่งสำนักงานหรือร้านค้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เราจึงควรโฟกัสไปที่ความสำเร็จหรือเป้าหมายทางธุรกิจก่อน การตกแต่งเอาไว้ทีหลังก็ได้

4. ค่าลูกจ้าง ในบางครั้งคุณอาจยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินที่จะจ้างพนักงานประจำ ให้เลือกใช้พนักงานแบบ Outsource ไปก่อน เพราะคุณจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ในภายหน้าถ้าพร้อมแล้วจะจ้างพนักงานประจำก็ยังไม่สาย

  5. งานเลี้ยงและการเดินทางที่แสนฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงและการท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องที่น่าสนุก แต่ถ้าคุณเอาเงินลงทุนมาใช้ในส่วนนี้…ก็ต้องบอกว่าผิดพลาดมหันต์

6. การที่ไม่สามารถชี้วัดความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ ถ้าคุณไม่สามารถระบุดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ ก็อย่าทำซะจะดีกว่า เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

  7. ซื้อยอด Followers นอกเหนือจากการซื้อยอด Followers แล้วก็อาจยังมีวิธีอื่นๆ อีก แต่ขอบอกว่ามันไม่ใช่การใช้เงินที่ฉลาดเลย เพราะนั่นคือการหลอกลวงตัวเอง แถมคุณยังไม่ได้ลูกค้าเพิ่มจากวิธีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันอาจดูดีที่มียอดผู้ติดตามสินค้าของเรามากมายหลายหมื่น แต่นั่นไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณเลยนะ

  8. ใช้เงินเมื่อคุณรู้ว่ามันจะให้กำไรตอบแทนกลับมา ถ้าคุณมีเงินลงทุนมหาศาล หรือไปกู้ยืมเงินจากใครมาได้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ก่อนใช้เงิน ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีว่าเม็ดเงินนั้น จะงอกเงยและให้ผลกำไรกลับมาได้อย่างไรบ้าง

ทุกธุรกิจมีความซับซ้อนด้านการลงทุนที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็น และช่วงเวลา ซึ่งการจะใช้จ่ายอะไรเราควรต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และเมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่มีความสำคัญทางธุรกิจ ถูกที่ ถูกเวลา ความสำเร็จทางธุรกิจย่อมตามมาอย่างแน่นอน

www.smethailandclubl.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)

 

 

สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตโลกโดยรวม-ไทม์ไลน์การค้าออนไลน์

ย้อนไปในอดีตราวสี่ทศวรรษ บรรดาสาวหนุ่มอาจชักชวนกันไปเดินช็อปปิ้งตามตรอกซอกซอยถึงห้างสรรพสินค้า อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย การซื้อของออนไลน์ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนไม่คาดคิด ในปี 2014 นี้ประชากรกว่า 3 พันล้านคน หรือคิดเป็น 40% ของประชากรโลก เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ไทยพับลิก้าชวนอ่านไทม์ไลน์ 35 ปี จากอดีตสู่ปัจจุบันของการช็อปปิ้งออนไลน์ ทิ้งการเดินซื้อของแบบเก่ามาใช้เวลาแค่วินาทีก็สามารถบริโภคสินค้าและบริการจากร้านค้าทั่วโลก

ในปัจจุบันผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนมากใช้บริการช็อปปิ้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน (application) ซึ่งสามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากที่บ้าน ที่ทำงาน ที่โรงเรียน อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือที่ใดก็ตามที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง ต่างจากการออกไปเลือกซื้อถึงร้านค้าปลีกโดยตรงซึ่งคงเสียเวลาหลายชั่วโมง อีกทั้งในการช็อปปิ้งออนไลน์นั้น หากมีปัญหาสินค้าไม่ถูกต้องตรงใจ หลายๆ บริษัทก็มีนโยบายมารองรับปัญหาเหล่านี้แล้ว ด้วยการคืนเงินหรือส่งคืนสินค้า(อ่านเพิ่มเติม) (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

 

สัญญาณเตือนภัยธุรกิจ…เมื่อการเงินมีปัญหา!!

ในขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้สวย ภัยเงียบทางการเงินอาจเริ่มก่อตัวขึ้น ผู้ประกอบการที่ดูตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ อาจรู้ตัวและหาทางแก้ไขได้ทัน แต่ผู้ประกอบการที่อาจสนุกกับงานขายหน้าบ้านจนลืมมองตัวเลขหลังบ้านคงต้องเครียดกันยกใหญ่ ดังนั้น เพื่อหาทางป้องกันและแก้ไขให้ทันเวลา เรามาดูไปพร้อมๆ กันดีกว่าว่า สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าธุรกิจกำลังเกิดปัญหาทางการเงิน

สัญญาณเตือน

1. เร่งทำกำไรมากเกินไป เพราะหวังให้ธุรกิจได้กำไรมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ประกอบการจึงเร่งลงทุนด้วยวิธีการต่างๆ จนลืมคิดไปว่าทุกการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง เพราะหากเลือกลงทุนผิดวิธี ปัญหาทางการเงินแวะมาทักทายแน่นอน ฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงิน ผู้ประกอบการจึงควรคิดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนลงทุนทุกครั้ง และไม่ควรลงทุนตามกระแสนิยมจนลืมนึกถึงความเป็นไปได้

2. กำไรขั้นต้นลดต่ำ กำไรจะเป็นตัวใช้วัดความสามารถในการจัดการค่าใช้จ่ายของธุรกิจ ซึ่งหากธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง นั่นแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการทำกำไรของธุรกิจเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่หากเมื่อใดที่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจต่ำลง นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาทางการเงิน

3. ยอดขายนิ่งหรือลดลง ไม่ว่าจะเลือกทำการตลาดด้วยวิธีใดยอดขายของธุรกิจก็ไม่เพิ่มขึ้น หนำซ้ำยังลดลงจนน่าเป็นห่วง ฉะนั้นเพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องประสบปัญหาทางการเงิน ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งหาวิธีการเพิ่มยอดขายให้ได้โดยเร็ว เช่น การทำประชาสัมพันธ์ การจัดโปรโมชั่นพิเศษ หรือการจัดกิจกรรมให้ลูกค้าได้ร่วมสนุก

4. อัตราการเติบโตของยอดขายลดลง แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ชะล่าใจไม่ได้ เพราะผู้ประกอบการต้องคอยเช็กอัตราการเติบโตของยอดขายด้วยว่าโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมามากน้อยเพียงใด โดยสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังประสบปัญหาทางการเงินจะดังขึ้นก็ต่อเมื่ออัตราการเติบโตของยอดขายโตน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

5. ธุรกิจได้กำไร แต่กระแสเงินสดติดลบ ไม่ว่าจะธุรกิจใดก็เกิดกรณีที่ธุรกิจได้กำไร แต่กระแสเงินสดกลับไม่เพิ่มได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานี้ คือ การขาดคนที่มีความเข้าใจด้านการเงินมาช่วยวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินของธุรกิจ จึงทำให้ผู้ประกอบการขาดการเตรียมพร้อมในการรับมือกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา

1. คุณภาพสินค้าและบริการลดลง เมื่อคุณภาพของสินค้าและบริการลดลง ลูกค้าก็เริ่มเทใจไปให้สินค้าและบริการแบรนด์อื่นที่มีคุณภาพตรงตามที่ต้องการ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการให้คงที่และหมั่นพัฒนาคุณภาพอยู่เสมอ

2. สภาพแวดล้อมบริษัทไม่ดี ความสะอาดของบริษัท รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบๆ บริษัทเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากลูกค้าพบว่าห้องน้ำของบริษัทไม่สะอาด บริษัทเต็มไปด้วยขยะ รับรองว่าการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการในครั้งต่อไปของพวกเขาลดลงแน่นอน

3. การรีวิวสินค้า ลูกค้าหลายรายตัดสินใจซื้อสินค้าหลังจากอ่านรีวิวสินค้าจากผู้ใช้สินค้าจริง แต่หากลูกค้ารู้ว่ารีวิวสินค้าที่ตนได้อ่านนั้นเป็นข้อมูลเท็จ พวกเขาย่อมรู้สึกไม่ประทับใจและอาจถึงขั้นเกลียดแบรนด์นั้นๆ จนไม่คิดอุดหนุนอีกต่อไป

Text : กฤษณา สังข์วงค์ 
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)

ที่มา http://money.sanook.com/486871/

การจดทะเบียนพาณิชย์ ให้บุคคลอื่นมาจดให้ได้หรือไม่?

การทำงาน และบทบาทของแมสเซ็นเจอร์ ที่มีประสิทธิภาพ

1. บรรยากาศของการทำงานมีความเป็นกันเองของแมสเซ็นเจอร์ อบอุ่น มีความกระตือรือร้น และสร้างสรรค์ ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความเบื่อหน่าย
2. ความไว้วางใจกัน (Trust) เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีมแมสเซ็นเจอร์ สมาชิกทุกคนในทีมควรไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ ซื่อสัตย์ต่อกัน สื่อสารกันอย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน
3. มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน สมาชิกทีมงานเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยอมรับภารกิจหลักของทีมงาน
4. บทบาทของแมสเซ็นเจอร์ (Role) สมาชิกแต่ละคนเข้าใจและปฏิบัติตามบทบาทของตน และเรียนรู้เข้าใจในบทบาทของผู้อื่นในทีม ทุกบทบาทมีความสำคัญ รวมทั้งบทบาทในการช่วยรักษาความเป็นทีมงานให้มั่นคง เช่น การประนีประนอม การอำนวยความสะดวก การให้กำลังใจ เป็นต้น
5. วิธีการทำงาน (Work Procedure) สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ
5.1 การสื่อความ (Communication) การทำงานเป็นทีมอาศัยบรรยากาศ การสื่อความที่ชัดเจนเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ
5.2 การตัดสินใจ (Decision Making) การทำงานเป็นทีมต้องใช้การตัดสินใจร่วมกัน เมื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจแล้ว สมาชิกย่อมเกิดความผูกพันที่จะทำในสิ่งที่ตนเองได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
5.3 ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การทำงานเป็นทีมควรส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ (ไม่ใช่ผลัดกันเป็นหัวหน้า) เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ จะได้รู้สึกว่าการทำงานเป็นทีมนั้นมีความหมาย ปรารถนาที่จะทำอีก
5.4 การกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมาย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกัน
6. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของทีม ทีมงานควรมีการประเมินผลการทำงาน เป็นระยะ ในรูปแบบทั้งไม่เป็นทางการ และเป็นทางการ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน ทำให้สมาชิกได้ทราบความก้าวหน้าของงาน ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน หรือการปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในที่สุดสมาชิกจะได้ทราบว่าผลงานบรรลุเป้าหมาย และมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
7. การพัฒนาทีมงานแมสเซ็นเจอร์ ให้เข้มแข็ง
7.1 พัฒนาศักยภาพทีมงาน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก สมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการจัดกิจกรรมสร้างพลังทีมงาน เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
7.2 การให้รางวัล ปัจจุบันการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานไม่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่จะพิจารณาผลการทำงานเป็นรายบุคคล ดังนั้นระบบรางวัลที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม คือ การที่ทุกคนได้รางวัลอย่างยุติธรรมทุกคน คือ ควรสนับสนุนการให้รางวัลแก่การทำงานเป็นทีมในลักษณะที่ว่างอยู่บนพื้นฐานการให้รางวัลกับกลุ่ม (Group base reward system) แมสเซ็นเจอร์

 

Credit — http://แมสเซ็นเจอร์.blogspot.com/

ชื่อที่จองแล้วจะใช้ได้กี่วัน

กรมพัฒน์ฯ พร้อมให้บริการ รองรับร้านทองเข้าสู่ระบบนิติบุคคล

 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อ้าแขนเตรียมรับจดทะเบียนร้านทองเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลนิติบุคคล ตามแนวทางของกรมสรรพากรที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ร้านค้าทองจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาที่โอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใด ๆ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบกิจการร้านค้าทองกว่า 7,500 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบของบุคคลธรรมดา มีเพียง 3,520 ราย ที่ประกอบกิจการในรูปแบบของนิติบุคคล
                นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด กำกับดูแลธุรกิจให้ดำเนินกิจการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาธุรกิจให้มีการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน และมีธรรมาภิบาลทางธุรกิจ ซึ่งกรมฯ มีความพร้อมในการนำ ผู้ประกอบธุรกิจร้านทองและผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ เข้าสู่ระบบนิติบุคคล ตั้งแต่การให้คำแนะนำและรับคำขอ จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ยังได้จัดทำคู่มือสำหรับนิติบุคคลตั้งใหม่ เพื่อให้ความรู้ และคำแนะนำแก่หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องของนิติบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อเป็น นิติบุคคลแล้ว เช่น การจัดทำบัญชี งบการเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องของธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งจัดให้มีการฝึกอบรม บ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เสริมสร้างทักษะ วิธีคิด และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่สามารถบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจและองค์กรต่อไป
                “การดำเนินธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจต่อสายตาบุคคลภายนอก คู่ค้า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ องค์กรมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการระดมความคิดและมุมมองที่หลากหลายในการดำเนินกิจการ รวมถึงประโยชน์ในด้านการระดมทุนจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งหากธุรกิจร้านทองทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะนี้มีความประสงค์จะเข้าสู่ระบบนิติบุคคล ทางกรมฯ ยินดีและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้คำแนะนำ ณ ส่วนพัฒนาการจดทะเบียน กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 2547 4431”