ลงทุน LTF หรือ RMF ต้องรู้อะไรบ้าง ไม่งั้นอาจพลาด!!

เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนรู้จักกับ LTF หรือ RMF นั่นเป็นเพราะสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีนั่นเอง และแน่นอนว่าการจะได้สิทธิ์นั้นๆจากกองทุนรวมทั้ง 2 ประเภทนี้ ต้องนำเงินไปลงทุน แล้วจึงนำจำนวนเงินลงทุนดังกล่าวมาใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษี ทีนี้ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน มีอะไรบ้างที่เราควรจะรู้ เพื่อไม่ให้พลาดอะไรไป

 

1. นโยบายการลงทุน แน่นอนว่า ในเมื่อเป็นเรื่องของการลงทุน เราก็ควรจะศึกษาให้ดีก่อนว่า LTF หรือ RMF นั้นๆมีนโยบายการลงทุนอย่างไร หากเป็น LTF เราก็อาจจะรู้ภาพรวมว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่สูง แต่ในส่วน RMF เนื่องจากมีนโยบายหลากหลาย เราจึงควรดูให้ดีก่อนว่า RMF ที่เราไปลงทุน ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน และเราพร้อมจะรับความเสี่ยงหรือไม่ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร

2. จำนวนเงินที่สามารถลงทุน เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี จากบทความ “กองทุน LTF, RMF ลดหย่อนภาษีได้ทั้งคู่ แล้วมันต่างกันอย่างไร” เราน่าจะได้เห็นเงื่อนไขไปแล้วว่ามีทั้งการกำหนดขั้นต่ำ การลงทุนที่ต่อเนื่อง และเพดานของการลงทุน ซึ่งเราควรจะทราบก่อนว่า ลงทุนได้เพียงใด เพราะหากถ้าเราลงทุนเกินกว่าเพดาน เงินลงทุนส่วนเกินนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว อาจจะทำให้ติดเงื่อนไข และทำให้เงินลงทุนส่วนดังกล่าวต้องเสียภาษีจากกำไรจากการขายไปด้วย

3. ผิดเงื่อนไขแล้วจะโดนปรับอย่างไร แม้ว่าเราจะทราบแล้วว่า การลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนระยะยาว แต่หากว่าเกิดมีเรื่องฉุกเฉินที่เราไม่สามารถวางแผนได้จริง อาจจะทำให้เราจำเป็นต้องขายแบบผิดเงื่อนไข ซึ่งนั่นจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปรับ และการเรียกคืนภาษีที่เราใช้สิทธิ์ไปตามมานั่นเอง

สรุปเป็น 3 ข้อหลักๆไว้สำหรับผู้ที่จะลงทุนใน LTF และ RMF แล้วกันนะครับ อีกสิ่งที่หนึ่งที่ควรรู้ ก็คงไม่พ้นเรื่องรายละเอียดกองทุน LTF และ RMF ที่เราจะเลือกลงทุนนะครับ ซึ่งเข้าไปดูได้เลยจาก

http://www.wealthmagik.com/FundInfo/FundHouseList.aspx

และสามารถเข้าไปทดลองคำนวณเรื่องภาษี เพื่อตรวจสอบว่า เราสามารถลงทุนใน LTF หรือ RMF ได้อีกเท่าไหร่จาก

http://www.wealthmagik.com/FP/TPInput.aspx?mode=NP

 

 

กรณีศึกษา : ตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ว่าอะไรดี?

วันนี้เอากรณีศึกษา ในการเป็นที่ปรึกษาการตลาด มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดบนโปรเจค หรือสตาร์ทอัพ แต่เป็นการปรึกษาให้กับคนรู้จักกันเป็นปกติรายหนึ่ง ทว่านี่เป็นกรณีที่เกิดบ่อยๆ ในการทำธุรกิจทั่วไปคือ “การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ว่าอะไรดี?”

มีหลายๆ คน ที่กำลังทำธุรกิจ หรือจะเปิดร้าน เริ่มต้นอะไรๆ บางอย่าง สิ่งแรกที่มักจะไม่ลงตัวคือ “การตั้งชื่อ” นี่แหละ เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างในการคิด โดยมากแล้วก็จะเข้าใจกันอยู่บ้างว่า ควรจะต้อง “โดน” “จำง่าย” “เข้าใจได้” หรือ “สื่อสารได้” บางก็ “ต้องเท่ห์” “ต้องโดน” อะไรทำนองนี้ กรณีวันนี้ก็เช่นกัน ผู้ปรึกษาก็ทำการบ้านมาประมาณหนึ่งในแบบที่อาจเรียกว่า “คิดหว่าน” คือตั้งชื่อมา 4-5 ชื่อ แต่ละชื่อก็ดูมีความหมาย ที่มาที่ไป ต่างกันไป และให้ผมเลือก เมื่อผมได้ดูจะเห็นว่า แต่ละชื่อ ย่อมมีข้อบกพร่องและความต้องการแตกต่างกันเหลือเกิน ดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า

  1. seed scrub (ซี๊ด สครับ)
  2. nein scrub (เนียน สครับ)
  3. กาแฟ scrub
  4. Scrub Si (สครับ สิ)
  5. Sai Scrub (ใส สครับ)

จากตัวอย่างจะเห็นว่าผู้ปรึกษาใช้คำว่า Scrub หรือ สครับ มาเป็นชื่อร่วมทุกชื่อ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ ทุกคนรวมทั้งผมรู้ทันทีว่า สินค้าคืออะไร หรือเกี่ยวกับอะไร ทว่าแต่ละชื่อก็มีข้อเสีย อยู่เช่นกัน

  • seed scrub (ซี๊ด สครับ) : แม้คำว่า Seed ภาษาอังกฤษ จะไม่ได้มีความหมายไม่ดีอะไร โดยอยู่บนนัยที่ว่า เมล็ดพันธุ์ หรือ การเริ่มต้นก็ได้ทำนองนี้ แต่พอเมื่ออ่านเป็นไทย ความหมายอาจดู หวือหวา และหวาดเสียวไปสักหน่อย
  • nein scrub (เนียน สครับ) : เป็นชื่อที่พอเข้าเจตนา แต่ทว่า มันออกจะดูจงใจ ไม่พ้องกับคำหลัง จนออกขำๆ กับชื่อนี้
  • กาแฟ scrub : นี่ก็ใช้คำเฉพาะมากเกินไป ตรงเกินไปจนกลายเป็นไม่รู้ว่าชื่อแบรนด์นะครับ
  • Scrub Si (สครับ สิ) : ชื่อนี้ก็ดูข้อเสียน้อย ออกอารมณ์เชิญชวน เก๋ไก๋ดี แต่ที่ยังไม่แน่ใจเพราะอะไรไว้อ่านกันต่อไป
  • Sai Scrub (สครับ) : ใส สครับ ชื่อนี้ คงคิดไปเรื่อย จาก เนียน ใส อยากจะสื่อสรรพคุณ ทว่าก็ไม่ต่างกันตรงที่ มันห้วนๆ และแปลกๆ ออกเป็นชื่อที่ขำๆ เสียมากกว่า

หมายเหตุ ในบทความนี้เขียนบนรูปแบบอธิบายความ ประสบการณ์ แนะนำในเบื้องต้น จะไม่ใช้หลักการ ทฤษฏี ตำรา ให้เข้าใจยากเกินไป จึงไม่แนะนำให้เอาไปอ้างอิงประกอบวิชาการใด เว้นแต่นำไปใช้ในชีวิตจริงเท่านั้น

ข้อควรระวังในการตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand)

ที่นี้ลองมาดูกันก่อนดีกว่า ว่า อะไรควรระวังเพราะอะไรและทำไม อนึ่ง อาจมีข้อยกเว้นหรือ รายละเอียดแยกอีกที กรณีเป็นชื่อแบรนด์ ยี่ห้อ หรือแค่ชื่อผลิตภัณฑ์(รุ่นเดียว, ประเภทเดียว) โดยไม่นับรวมถึงการตั้งชื่อธุรกิจ ชื่อบริษัท โดยรวมถือว่าเป็นข้อควรระวังแบบหลักกว้างๆ ให้ไว้กันก่อน

  1. ความยาว : ชื่อที่ยาวเกินไป ไม่เพียงจดจำได้ยาก แต่ยังส่งผลเป็นอุปสรรคในการต่อยอดหลายๆ ประการไม่ว่าจะเป็นการทำสื่อ หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่ไม่ควรมากกว่า 2 คำ หรือ 4 พยางค์ หมายความว่า ถ้าเป็นคำเดียวต่อกันก็ไม่ควรเกิน 4 พยางค์จะจำยากเกินไป เหมือน ฮอนด้า ยามาฮ่า มิตซูบิชิ เหล่านี้ จะไม่เกิน 4 พยางค์ แต่หากเป็น 2 คำขึ้นมา ก็จะยกเว้นได้บ้าง เช่น วิคตอเรีย ซีเคร็ท Victoria’s Secret  , โอเรียนทอล พริ้นเซส Oriental princess, ที่จะเห็นว่า เป็นคำที่มีความหมายในแต่ละคำ เมื่อรวมแล้ว คนจดจำเข้าใจ เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โดยตรง ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวังอยู่ดี
    ดังอีกกรณี Oil Of Ulan ออย ออฟ อูลาน ที่เราจะเห็นว่า แม้จะ 4 พยางค์ แต่เป็นคำแยก 3 คำ จนต้องมีแผนการปรับมาเป็น Oil Of Olay และเหลือเพียง Olay ให้ได้ในที่สุด นี่เรียกว่าเป็นการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนอย่างมีแบบมีแผน ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียภาพพจน์และลูกค้าเดิมๆ ได้ แต่โดยรวมแล้วเราจะเห็นว่า ไม่ควรเกิน 4 พยางค์ นั่นเอง
  2. ซ้ำ หรือสั้น : นอกจากยาวแล้ว สั้นเกินไปก็ห้วนจนไม่น่าจำหรือจำยากด้วยเพราะความสับสนซึ่งสั้นเกินไปนี้จากข้อแรก อาจสรุปได้เลยว่าไม่ควรใช้ชื่อพยางค์เดียว เพราะบางทีมันจะไปซ้ำกับแบรนด์อื่น สินค้าอื่นได้ง่ายๆ อีกด้วย
    นอกจากนี้แม้จะไม่ได้สั้น แต่ซ้ำจนไม่มีเอกลักษณ์ก็ไม่ดีเช่นกัน เว้นเสียแต่ว่า คุณจงใจเลียนแบบแบรนด์ใหญ่ หรือสินค้าอื่น อันนั้นก็ว่ากันไป เช่น “ครัวกันเอง” ที่มีทุกจังหวัด จริงๆ
  3. คำและความหมาย : ข้อนี้ค่อนข้างกว้าง อาจมีข้อควรระวังเรื่องคำ และความหมายดังนี้
    3.1  คำอ่านยาก ออกเสียงยาก
    3.2  คำผวน
    3.3  คำพ้องเสียง ความหมายอื่น กรณีศึกษา Seed ซี้ด
    3.4  คำเฉพาะ ดังเช่น สครับ กาแฟ เป็นชื่อเรียก ไม่ควรนำมาเป็นชื่อแบรนด์ เพราะคนจะสับสนว่า เป็นคำเรียกสินค้า หรือ ชื่อสินค้ากันแน่
    3.5  ความหมาย หมิ่นเหม่ สอดเสียด ตีความได้เป็นอย่างอื่น (แต่บางทีก็เป็นจุดขายได้)โดยทั้งหมดนั้นเป็นข้อควรระวังกว้างๆ ซึ่งทีนี้หลังจากให้ความเห็นถึงความไม่เหมาะสมแกผู้มาปรึกษาไปแล้ว ย่อมเกิดคำถามกลับมาว่าแล้วจะชื่ออะไรดี?

จากประสบการณ์ การเป็นที่ปรึกษานั้น ทำให้เห็นว่า หลายครั้ง หลายกรณี ที่ปรึกษาไม่ควรคิดแทน คิดให้ก็ไม่ถูกใจแม้จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม (ทั้งที่ที่ปรึกษามีหน้าที่มาคิดแทนหรือช่วยคิด) ด้วยบางสิ่ง มีความรู้สึก อารมณ์และความชอบส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของสินค้า แบรนด์ อยู่ดังนั้น คำตอบจึงเป็นในแนวทางกรอบความคิดกันก่อนแทน

ทั้งนี้สำหรับท่านที่กำลังตั้งชื่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์นั้น ต้องตระหนักว่า ในช่วงเวลาแบบนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ ดังนั้นวิธีหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีคือ มีกรอบการตัดสินใจ มิเช่นนั้น โน่นก็อยากได้ นี่ก็จะเอา นั่นก็ติดตรงนั้น นี่ก็ติดตรงนี้ ตัดสินใจไม่ได้เสียที หรือแม้แต่การฟังเสียงรอบข้าง ก็รังแต่จะสร้างปัญหาเพราะแต่ละความเห็น ย่อมออกมาจากเหตุผล ต่างๆ กัน เช่นนี้แล้ว นึงควรกรอบโจทย์การตั้งชื่อ นี้ให้แคบลง ดังนี้

กลยุทธ์การตลาด แนวคิด การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ตราสินค้า

การกรอบแนวคิดนั้นควรเลือก 1 ข้อเป็นแกนนำไปเลยว่า เราต้องการตั้งจากสิ่งใดดังนี้

  1. อารมณ์ หรือ เหตุผล : ไม่ได้หมายความว่าใช้อารมณ์ตั้ง หรือใช้เหตุผลตั้งชื่อ แต่ตั้งไปแล้ว สื่อสารทางอารมณ์หรือเหตุผล ต่อลูกค้าเป็นสำคัญ โดย กรณียังไม่ได้แยกประเภทสินค้า อาจเป็นแนวคิดกว้างๆ ในลักษณะที่ว่า หากเป็นการตั้งแบบอารมณ์นี้ ก็เช่น ตั้งให้ดู ขำ ดูสนุก จงใจ ประชด เช่น กล้วยลืมผัว, มัน(ทอด)มีกิ๊ก ทำนองนี้ ซึ่งลูกค้าหรือผู้พบเห็น จะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมจนจดจำ ไม่เว้นแต่การตั้งชื่อให้ดูหรูหรา หรือมีคุณค่า เช่น ครีม หิมะพันปี ทำนองนี้เป็นต้น ข้อเสีย อาจไม่เหมาะกับสินค้าที่เป็นทางการ เพราะชื่อที่ดู ล้อเล่น หรือไม่จริงจังนั่นเอง
    แต่หากเลือกไปในเชิงเหตุผลนั้น โดยหลักอาจจะเน้นแบบทางการ น่าเชื่อ ซึ่งบางทีก็เป็นชื่อที่ไม่มีความหมาย หรือมีแต่ลูกค้าไม่รับรู้ เช่น ใช้ชื่อตระกูล ภาษาต่างประเทศ ที่มีความหมายแอบซ่อน หรือมูลเหตุจาก ประวัติศาสตร์ของสินค้า ซึ่งก็ต้องระวังเรื่องของการตีความหมายไปทางอื่นด้วย และโดยมากหากเลือกตั้งชื่อบนเหตุผลทำนองนี้ น่าจะถือว่าเป็น การตั้งชื่อบนเหตุผลส่วนตัว ก็ไม่จำเป็นต้องมองปัจจัยอื่น นั่นเพราะ  ข้อเสียคือ ย่อมขัดแย้งกับข้ออื่นๆ มากมาย เช่น ไม่สื่อสาร ไม่สะท้อนสินค้า อาจจำยาก แต่ไม่ผิด เพราะชื่อแบรนด์หรือชื่อสินค้าไม่ได้ชี้วัดทุกอย่างของธุรกิจ และมีวิธีอื่นทางการตลาดทำให้โดดเด่นได้ไม่ยาก
  2. ตัวสินค้าเอง : การขยายความ หรือบ่งบอกสรรพคุณจากตัวสินค้าเอง ก็เป็นไอเดียที่ดีในการตั้งชื่อสินค้า เพียงแต่ต้องเลือกจุดแข็ง หรือคุณสมบัติเด่น หรือความแตกต่างนำมาใช้เป็นชื่อ ซึ่งจากกรณีศึกษา ก็มีการใช้วิธีนี้มาเป็นตัวเลือก เช่น เนียนสครับ เพียงแต่ไม่ได้วิเคราะห์ข้อควรระวัง หรือรอบคอบ แต่หากเลือกโจทย์ตั้งชื่อตาม จุดแข็งของสินค้าแล้ว ก็จะพบว่ามีข้อดีมากมาย ทั้งสื่อสารง่าย เข้าใจได้ทันที แต่ก็มิวายมี ข้อเสีย อยู่ก็ตรงที่ ไม่สามารถแตกไลน์สินค้าออกเป็นอย่างอื่นได้ หรือทำได้ยาก ชื่ออาจผูกมัดเกินไปจนอาจเป็นการย้อนมาทำลายสินค้าเมื่อมีสินค้าอื่นทำจุดแข็งนั้นได้ดีกว่า แต่หากตั้งใจเป็นเพียงชื่อ 1 ผลิตภัณฑ์ ก็เป็นอันว่าจบไป
  3. กลุ่มลูกค้า : ข้อนี้ก็มีความสำคัญ อาจต้องดูประกอบกับข้อ 1-2 ด้วย โดย ต้องดูให้ชัดเจนว่า กลุ่มลูกค้าของสินค้าที่จะตั้งชื่อนั้น อยู่ในระดับใด บน กลาง ล่าง คร่าวๆ เพราะหากลูกค้าระดับบน ก็อาจตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ให้ดูยกระดับ (อาจไม่เสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่) ไม่ใช้ความหมายตรงๆ ซึ่งทำให้ดูว่าไม่ต้องคิดมาก แง่เชิงลึก คือสะท้อนว่า กลัวลูกค้าจะโง่ ดังนั้นลูกค้าจะแอบแย้งโดยไม่รู้ตัวว่า ฉันไม่โง่ ไม่ใช้แบรนด์นี้
    หรือแม้แต่ กลุ่มลูกค้าที่แยกอายุ, เพศ เหล่านี้ก็มีความชอบชื่อในแนวทางต่างกัน เช่นการตั้งชื่อภาษา ญี่ปุ่น เกาหลี อาจเจาะกลุ่ม อายุ และเพศได้ เป็นต้น
    ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน แต่เป็นข้อเสียที่ต้องยอมรับ และเข้าใจให้ชัดเจนว่าลูกค้ากลุ่มอื่นอาจไม่สนใจสินค้าเรา แต่ในกลยุทธ์ธุรกิจจริงๆ แล้วหากเป็นผู้เชี่ยวชาญ การเลือกกลุ่มลูกค้าและเสียอีกกลุ่มไม่ถือว่าเป็นข้อเสีย ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เลือกแล้วมากกว่า
  4. ผู้เชียวชาญ : ดังที่บอกไปแล้วว่า ประการหนึ่ง เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของแบรนด์ อาจอยากมีส่วนร่วม และต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นของเขาหมด ในความเป็นเจ้าของนี้จึงอยากตั้งชื่อเอง แต่สิ่งหนึ่งหากมองแบบมุ่งความสำเร็จ ก็อาจจะตัด ความรู้สึกที่(จริงๆ ไม่ได้สำคัญ) เป็นตัวเองออกไปและให้คนที่ไว้ใจ หรือผู้เชียวชาญ ตั้งให้เลยย่อมได้ ซึ่งอาจจะช่วยได้ดีกว่า ทั้งแง่ การตลาด อนาคต เหตุผลต่างๆ และข้อท้ายนี้ ไม่เว้นกระทั่ง หากมีความเชื่อด้านอื่นๆ ให้หมอดู พระ ซินแส ที่จริงใช่ว่าจะแนะนำ แต่หากติดอยู่เพียงแค่ “ชื่อ” ตรงนี้รับรองว่าธุรกิจคุณไม่มีวันไปไหน เอาที่สบายใจไปเลย

ท้ายนี้หวังว่า บทความการตลาด กรณีศึกษาเรื่อง การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ นี้จะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับกรณีศึกษา ผู้ที่มาปรึกษาเขาก็ได้ชื่อดี ถูกใจโดยที่เขาคิดออกมาได้เอง จากกรอบและแนวทางที่วางให้ไป ซึ่งเป็นชื่อที่ผมเองก็มองว่าใช้ได้ทีเดียว แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้ชื่อดีจะทำให้เริ่มต้นได้สวยงาม แต่ความพยายามกับความใส่ใจเรื่องอื่นๆ ต้องไม่แพ้กัน นั่นจึงจะประสบความสำเร็จ พบกันใหม่ ขอบคุณครับ

Monopoly เกมส์เศรษฐี นี่คือกลยุทธ์ธุรกิจ

รู้จักเกมส์กระดาน (Board Game) ที่มีชื่อว่า Monopoly หรือ เกมส์เศรษฐี กันไหมครับ? สมัยเด็กๆ ผมเล่นเกมส์นี้ครั้งแรกโดยยังไม่รู้จัก Monopoly ที่เป็นต้นฉบับต่างประเทศ ผมเล่นเกมส์ที่คล้ายคลึงของไทย ชื่อว่า “ซุปเปอร์เศรษฐี” ที่มีลักษณะกล่องคล้ายๆ รูปประกอบด้านล่างนี้ ต่างกันที่ในรูปประกอบนี้น่าจะเป็นรุ่นใหม่กว่าแล้ว วันนี้จะมาพูดถึงเกมส์นี้ที่มันเกี่ยวยังไงกับกลยุทธ์ธุรกิจต้องลองอ่านดู เชื่อว่าเป็นบทความที่มีข้อคิดทีเดียว

 

 

เกมส์ Monopoly

มาทำความรู้จักเกมส์เศรษฐี หรือ Monopoly นี่กันหน่อย ชื่อเกมส์นี้ไม่ได้มาเล่นๆ ที่มาจากเศรษฐีจริงๆ ชาวอเมริกัน เธอมีชื่อว่า Ellizabeth Magie Phillips เธอสร้างเกมส์ขึ้นมาชื่อว่า The Landlord Game เพื่อจำลองเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รายได้ สร้างความเข้าใจเรื่องภาษี (single tax theory of Henry George) โดยได้จดสิทธิบัตรไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) แต่เกมส์ในตอนนั้นก็เป็นเกมส์ที่เล่นกันวงจำกัดแคบๆ จนกระทั่ง Charles B. Darrow ได้มาลองเล่นที่บ้านเธอก็จึงนำไปพัฒนา และก็ขายให้บริษัทพาร์คเกอร์ บราเธอร์ (Parker Brother) พัฒนาต่อๆ มาจนเป็น Monopoly ถึงปัจจุบัน ส่วนของไทยนั้น คาดว่าได้รับแรงบันดาลใจ.. มาอีกที(ก็ไม่รู้สินะ ไม่ทราบจริงๆ) ประวัติของเกมส์นี้เต็มๆ ลองดูได้ที่นี่ครับ https://en.wikipedia.org/wiki/Monopoly_(game)

 

รูปแบบ วิธีการเล่น

เป็นเกมส์กระดาน (Board Game) ที่ใช้วิธีการผลัดกันทอดลูกเต๋า 2 ลูก และเดินไปตามช่องนับจำนวนตามที่ทอดเต๋าได้ กรณี ออกเลขคู่(เลขเหมือนกัน)ก็จะได้ Double หรือคูณสอง โดยส่วนใหญ่จะเล่นได้สู่งสุด 4 คน เริ่มต้นจะมีเงินมาให้จำนวนหนึ่ง และ เมื่อเดินครบรอบกระดานก็จะได้รับเงินเดือนเพิ่มทุกๆ รอบ

ระหว่างการเดินแต่ละช่อง แต่ละรอบของผู้เล่น ก็อาจจะเดินไปตกตามเมืองต่างๆ หรือช่องที่เป็น โอกาส(Chance) กับ เปิดหีบ (Community Chest) ทั้งสองก็เป็นเรื่องของการวัดดวง ว่าจะได้เงิน เสียเงิน หรือเจอสถานการณ์อะไร ซึ่งจะรู้ได้จากการเปิดการ์ด (Card) หลังจากเดินไปตกที่ช่องเหล่านี้ ส่วนการเดินไปตกตามเมืองต่างๆ กรณีที่ยังไม่มีเจ้าของ ก็สามารถซื้อมาครอบครองได้ ในกรณีที่ตกของคนอื่น ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าเช่า ขึ้นอยู่กับว่า มีการลงทุนซื้อบ้าน ซื้อโรงแรม อะไรเพิ่มมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายใครมีเงินมากสุดชนะ ใครเงินหมดก็แพ้ไป เกมส์มีหลักง่ายๆ ประมาณนี้ ที่บางรุ่น บางแบบอาจมีกฎย่อยๆ ก็ว่ากันไป

 

 

กลยุทธ์ธุรกิจ

หลักๆ ของเกมส์นี้ คือการรู้จักลงทุน การที่ได้ซื้อเมืองไว้มาก โอกาสที่คนอื่นจะเดินมาตก และจ่ายค่าเช่าให้เราก็มีสูงก็เหมือนการมีกิจการใหญ่โตโอกาสสร้างกำไรก็มากขึ้น แต่ด้วยความที่เราเริ่มต้นที่เงินเท่ากัน การกว้านซื้อไว้มากๆ อาจทำให้ลำบากเวลาไปตกที่คนอื่น เพราะนั่นหมายถึงเราจะไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องจำนองที่ของเราไปแบบขาดทุนเพื่อจ่ายให้คนอื่น และนั่นทำให้เราเสียเปรียบได้

หากพิจารณาการทำธุรกิจนั้น ถ้าไม่กล้าลงทุนเหมือนเกมส์ๆ นี้ ที่เล่นแบบไม่ลงทุนเลย รอเพียงเงินเดือน ก็จะเดินเพื่อมาจ่ายค่าเช่าให้คนอื่นไปสุดท้ายเงินย่อมหมดและแพ้ไป ซึ่งเปรียบกับคนทำกิจการหากไม่ขยับขยาย มัวแต่ไม่ทำอะไรสุดท้ายคนอื่นก็เอาไปเสียหมด รอวันถอยหลังไม่ช้าก็เร็ว (ในชีวิตจริงก็อาจไม่เจ๊งแค่ไม่ก้าวหน้า) ในทางตรงกันข้าม หากบ้าลงทุนโดยไม่คิดให้ดีเสียหน่อยก็อันตราย หากโชคดีบางเกมส์ก็ชนะได้ แต่ไม่เสมอไป และนี่มันก็กลายเป็นเหมือนเพียงเล่นเกมส์แบบพนันวัดดวง ที่บนธุรกิจจริงไม่มีใครทำ (ซึ่งอาจมีแบบไม่รู้ตัวอยู่เหมือนกัน) เพราะควรต้องดูเงินทุน ดูทรัพย์สิน Cash Flow / Asset ว่าเหมาะสมจะลงทุนหรือยัง ไม่เช่นนั้นแล้ว กว้านซื้อจนเงินหมด เวลาชักหน้าไม่ถึงหลังมันก็จะพังอย่างรวดเร็ว หากเคยเล่นเกมส์นี้มาพอสมควรคงเข้าใจได้ว่าเป็นอย่างไร (คนทำธุรกิจนักบริหารจะเข้าใจ ให้ความสำคัญเรื่อง Cash Flow กระแสเงินสดเป็นอย่างดี)

กฎของเกมส์นี้อย่างหนึ่ง หากเป็นเจ้าของเมืองที่ติดกัน(สีเหมือนกัน)ในเกมส์ จะทำให้ได้โบนัสจากค่าเช่าเพิ่มพอควร นี่ทำให้ได้เปรียบมากๆ หากคู่แข่งมาตกที่เมืองใดเมืองหนึ่งเราที่มีโบนัสนี้ เปรียบกับกลยุทธ์ระดับธุรกิจในการเติบโต (Growth Strategy) การเติบโตแบบมุ่งเน้น (Concentration) ไม่แน่ใจว่าจะเรียกภาษาไทยว่าอะไรดี แต่เป็นการเติบโตสิ่งที่ยังเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ความเสี่ยงน้อยขยายผลได้ง่าย นี่ก็คล้ายกัน หากไม่ลงทุนสะเปะสะปะ รอจังหวะให้ได้เมืองเชื่อมต่อกันนั้น มันก็ทำให้ได้เปรียบสูงจากนั้นจึงค่อยขยายไปในธุรกิจอื่นๆบ้าง  (Diversification) ไปก็น่าจะดีกว่า

และด้วยกฎเดียวกันนี้เอง บางทีการซื้อที่ดิน ที่เป็นการขัดขวาง หรือดักคนอื่นๆ ไม่ให้เขาได้เมืองหรือที่ดินติดๆ กัน ก็เป็นสิ่งจำเป็นคล้ายๆ การปิดกั้นคู่แข่งทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงของเราไปในตัวนี้ ก็เป็นกลยุทธ์การแข่งขันที่ต้องพิจารณาในเกมส์ ทว่าบางทีมัวแต่กันท่าคนอื่น ของเราเองไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็มีเหมือนกัน มันก็ต้องคิดให้ดี ที่กล่าวมานี่เป็นเพียงมุมหนึ่งที่พึงสังเกตได้จากเกมส์

โลกแห่งความจริง

จริงๆ แล้วเกมส์นี้ไม่ซับซ้อน เทคนิคก็มีอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขยายเมืองกระจายๆ แต่ค่อยๆ ใส่บ้าน โรงแรม หรือการถือครองส่วนใหญ่(ติดกันเพื่อโบนัส) อะไรก็ตาม ทว่าปัจจัยอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลให้แพ้ชนะและบนโลกความจริงก็ต้องเจอคือ โอกาส และอุปสรรค หรือที่เราเรียกว่าสถานการณ์, โชค, ดวง?! เหมือนการเดินหมาก ไม่รู้ว่าจะเจออะไร อาจต้องไปเปิดการ์ดต่างๆ ที่ทำให้ ได้ลาภลอย หรือโชคร้ายมาเยือน แน่นอนว่าธุรกิจจริงๆ ก็เป็นเช่นนี้ได้ วันดีคืนดี น้ำท่วม, ถูกโกง, ของเสียหาย ต่างๆ นาๆ หรือจู่ๆ ได้ออร์เดอร์มาล๊อตใหญ่ เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมือ และดำเนินการต่อไปอย่างไร จะคว้าโอกาส หรือรอดจากอุปสรรคไหมนั่นก็อีกเรื่อง..

คนที่เคยเล่นเกมส์นี้มา จะรู้ดีว่า เกมส์เศรษฐี ก็ต้องมีโอกาสทำเงินมากๆ ด้วยการเติบโต ไม่โตไม่คิดขยายก็ไม่ได้เป็นเศรษฐี ในขณะเดียวกันก็อย่าคิดแต่ว่าสร้างมาก โตมาก ดูน่าจะไปได้สวยมาก จะเสมอไป มีพลิกล๊อก มีผันแปรได้ ไม่ว่าจะเป็นการพลาดทางกระแสเงินสด (Cash Flow) เมื่อต้องจ่ายแล้วไม่มี จำนำ จำนองคือภาวะที่ยุ่งเหยิง การลงทุนที่ไร้ประโยชน์ก็เช่นกัน ในเกมส์ Monopoly นั้น มันเกิดขึ้นได้ ในเกมส์ยาว แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน อาจจะแค่สักชั่วโมง และเริ่มใหม่ได้..

แต่เหตุที่มาเขียนนี้ เพราะในชีวิตจริงมี ก็ยังประสบพบเห็นอยู่แต่คงไม่บังอาจไปสอนอะไรเขา เพราะหลงไปในกระแสการที่คิดว่าตนนั้นเติบโต ขาดการบริหาร ขาดการจัดการที่ดี รอบของเกมส์ กับความจริงมันต่างกันนัก ชั่วโมง กับ 10 ปี แบบนี้ก็ว่าได้ กระแสการตลาด กระแสโลก นวัตกรรม เหล่านี้ก็เหมือนคลื่นการลงทุน ที่มีขาขึ้น แต่หากขาดความเข้าใจ มันมีขาลงได้เช่นกัน เหมือนหลายกิจการยักษ์ๆ ในโลกนี้ ที่มีให้เห็น แต่ไม่ต้องเปรียบเทียบไปไกล เล็กๆ ก็มีพอโตก็ขยาย ขยายเมื่อจัดการไม่ได้มันก็กลายเป็นโดมิโน่ล้ม อันนี้เห็นจากใกล้ๆ ตัว อาจเพียงเพราะคิดง่ายๆ ว่าที่ผ่านมายังรุ่งมาได้ เลยไม่สนใจการบริหารจัดการ..

ฝากเป็นแง่คิดกลยุทธ์ธุรกิจไว้วันนี้ ลองไปหาเกมส์เศรษฐี (Monopoly) เล่นดูบ้างก็ดี(ที่ไม่ใช่ใน Line) อาจนึกถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ออกมากขึ้น แต่ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร ข้อคิดง่ายๆ ทำไมหลายๆ ธุรกิจ ดูใหญ่โต ดูมั่นคงก็ยังต้องวางแผน? ก็เพราะไม่รู้ว่าโอกาส และอุปสรรคข้างหน้ามันคืออะไร อีกทั้ง เจ้าของทำไมจึงต้องจ้างคนอื่นมาบริหาร? หรือไม่บริหารเองเมื่อเติบโต.. เพราะมันไม่ใช่งานที่ใครทำก็ได้ยังไงละครับ และนี่คือเขาเล่นเกมส์แบบมีกลยุทธ์ มิใช่อาศัยดวง..

 

 

 

 

Profit Or Passion? กำไรหรือด้วยใจ?

ทุกวันนี้มีคนมากมายที่มองหาการทำธุรกิจส่วนตัว อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง เวลามองหาธุรกิจหรือคิดว่าจะทำอะไรดี อาจเคยได้ยินว่า “ควรทำในสิ่งที่รัก” แต่ในอีกด้านก็จะมีเสียงสะท้อนว่าควรทำสิ่งที่ “ได้กำไร” เยอะๆ ดีกว่า ตลอดจนถึงคนที่กำลังทำธุรกิจ มีกิจการอยู่แล้ว หรือประกอบอาชีพอิสระกับคำถามที่ว่า ทำด้วยใจ หรือทำเพื่อกำไร อย่างไหนสำเร็จได้มากกว่ากัน? หลายคนมีคำตอบว่า ต้องให้มันมีความสมดุล มีทั้งสองอย่าง ฟังดูดี แต่เป็นคำตอบง่ายๆ ที่ใช้ไม่ได้จริง..

เพราะแท้จริงคำตอบมันมีอยู่เพียงด้านเดียว แต่มันควรจะเป็นทำด้วยใจหรือทำเพื่อกำไร ตรงนี้ลองมาดูกันต่อไป คำตอบที่คิดไว้อาจเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ก็ชัดเจนขึ้น..

กับดักคำว่าทำด้วยใจ

การทำงานหรือทำธุรกิจด้วยใจ รักในสิ่งที่ทำ ในสิ่งที่เขาบอกว่าหลงไหล ต้องมี Passion แล้วจะประสบความสำเร็จ เงิน กำไรจะมาเอง ก็มีบ้างที่เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อเงินไม่มากสักที ทำไปเป็นปีแล้วเริ่มเหนื่อย ทำด้วยใจก็จะเริ่มไม่มีความสุข!

เพราะทำด้วยรัก ทำด้วยใจ ไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ หรือ ทำงานที่รักแล้วใช่ว่าอุปสรรคจะไม่มี สิ่งเหล่านี้แหละจะบ่อนทำลายคำว่าทำด้วยใจกลายเป็นทำไมไม่มีใครเห็นแก่เรา หนักเข้าก็หันไปหาเงินดีกว่า..

กับดักคำว่าทำเพื่อเงิน

ทำเพื่อหวังแต่กำไร มีเงินแล้วค่อยไปทำอย่างอื่นก็ไม่สาย ก็ไม่ผิดอะไรในความคิดนี้ แต่ก็มี(คิดว่าเยอะด้วย) กว่าจะได้เงินมากพอดังตั้งใจ หรือเมื่อไม่รวยดังที่หวัง แถมยังเหนื่อยกับปัญหา สิ่งต่างๆ มากมาย ร้ายหน่อยก็เจ๊ง เป็นหนี้ และมีมากที่ เหมือนจะรวย แต่ก็พัง ยังไม่ทันสุขสมใจ อะไรๆ ประมาณนี้ ก็หนีไปหาอะไรทำที่แนวว่า พอเพียง ด้วยใจ..

ทั้งสองแบบนี้มีด้วยที่ ด้วยใจไม่ดี หนีไปด้วยเงิน ไม่รุ่งอีกที ด้วยใจใหม่ดีกว่า แล้วก็ไม่พอยาไส้ ไปด้วยเงินอีกรอบ วนเวียนในกรอบทุกข์ไปเรื่อยๆ..

แล้วต้องเลือกแบบไหน?

เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ผมที่เป็นคนเลือก ตัวคุณเอง หรือตัวคนๆ นั้นเองต้องเลือก ว่าจะทำด้วยใจ หรือทำเพื่อกำไรเป็นหลัก เพียงแต่.. ต้องเลือกแบบไม่หลอกตัวเอง เพราะหากหลอกตัวเองเมื่อใด ความสำเร็จมันไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง

 

“ หลอกตัวเองนี่แหละสำคัญมากกว่าคิดว่าจะเลือกอะไร”

 

หลอกตัวเองประการแรก คือ คิดว่ามีความสุขกับสิ่งนั้นทั้งที่มันไม่ใช่ มีบ้างที่คนเราจะต้องหันไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่สามารถหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเดียวได้ตลอด เพียงแต่ถ้าคิดว่าอยากสำเร็จในสิ่งที่รัก หรือการทำกำไร ยังไงก็ต้องไม่ลืมกลับมา Focus หรือ เพ่งเล็ง ในสิ่งที่ต้องการ แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ ไม่นานมันก็หายไป สนใจเรื่องอื่นๆ พอเริ่มดี ก็ดันทิ้งมันไปคล้ายเบื่อ ยิ่งฝืนไปก็ไปไม่รอด อันนี้เรื่องธรรมดา นี่แหละที่ว่าไม่ใช่เป้าหมายจริง

หลอกตัวเองประการต่อมา คือ “คิดว่ามันถูก” จากเหตุหรือประสบการณ์อันใดก็ตามแต่ จำทำให้คิดเอาว่านี่คือสิ่งที่ Passion หลงไหล หรือคิดว่ายังไงก็ต้องให้ได้เงินมาก่อนมันควรต้องเป็นเช่นนี้ พอทำไปได้จริงๆ ทุกสิ่งย่อมมีอุปสรรค หรือเจออะไรบางอย่างที่มันควรจะรู้ตัวว่าไม่ใช่ แต่เมื่อ “ความเชื่อ” บางอย่างมันถูกสร้างไปแล้ว ก็จะพยายามต่อไปทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย แบบนี้แค่ถูกใจ แต่ไม่ใช่ถูกต้อง ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความสิ่งที่เลือกนั้นผิด แต่สิ่งที่ทำนั้นมันอาจไม่ถูก

 

เลือกถูกมันก็ต้องทำถูกด้วย

นายสตีเฟ่นเป็นคนรักการถ่ายรูปเป็นงานศิลปะมาก หรือที่เรียกกันว่าแนวอาร์ตๆ ในความเป็นจริง เราก็คิดกันได้ทันทีว่าสิ่งที่น่าจะทำคือเป็นช่างถ่ายภาพ ประเด็นอยู่ที่ว่าเขาชอบถ่ายแนวอาร์ต งานถ่ายภาพส่วนใหญ่จะไปทางงานพิธีการ งานจำเป็นเขาจึงจ้าง เมื่อสตีเฟ่นรับงานก็ถ่ายตามใจรัก งานออกมาเจ้าของงานไม่อาร์ตด้วย ก็ไม่ชอบใจ สตีเฟ่นเจอเช่นนี้หลายครั้ง แต่มุ่งมั่นไปแล้วว่าหากเปลี่ยนแปลงผลงานที่ออกไปจะไม่ใช่ความเป็นเขา เพราะเขามุ่งมันจะเป็นศิลปิน..

การเลือกเช่นนี้มันก็ไม่ผิด แต่ผลลัพธ์มองลึกแล้ว มันมีแต่ภาพลบเกิดกับสตีเฟ่น เพราะเมื่อมีคนไม่ชอบผลงานมากเข้า คนทั่วไปจะสนใจไหมว่าสตีเฟ่นถ่ายแนวไหน? คำเดียวที่ใครๆ ต่างได้ยินคือ สตีเฟ่นถ่ายรูปแย่..

จนวันหนึ่งสตีเฟ่น แสดงผลงานตัวเองออกไป ว่านี่ไงแนวทางของเขา คุณว่าผลลัพธ์จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? อาจไม่เลวร้ายแต่หากสตีเว่นไม่รับงานถ่ายภาพทั่วไป จะประกอบอาชีพอื่นหรือไม่ก็ตามแต่ เสียงวิจารณ์ด้านลบก็คงไม่มีมาก่อนจนถึงในตอนนี้ และคิดอีกที ถ้าสตีเฟ่นเปลี่ยนทัศนคติถ่ายงานทั่วไปให้เขาดีๆ ก็มีแต่คนชม คนพอใจผลงานมากขึ้นจนระดับหนึ่ง

 

“คุณเคยเห็นไหมคนทำอะไรไว้ดีจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ทำอะไรใหม่ใครก็คิดว่าดีไว้ก่อน ทัศนคติแบบนี้มันมีเสมอ”

 

ตัวอย่างเรื่องนี้ก็เช่นกัน เมื่อถึงวันสตีเฟ่นแสดงภาพอาร์ตออกไป บนพื้นฐานที่ใครๆ ชื่นชมผลงานจากงานของเขาอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่มีมันก็น่าจะมีภาษีดีกว่าแบบแรกว่าไหม? หรืออย่างน้อยหากไม่เคยแสดงภาพ ผลงานมาก่อน ออกมาแย่ มันก็แปลว่าฝีมือเขาแย่จริงๆ ควรปรับปรุงก็ว่าไป แต่อย่างน้อยก็ยอมรับได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากทัศนคติหรือปัจจัยอื่น ก็ย้อนมองแบบไม่หลอกตัวเองได้ว่า นี่เหมาะสมหรือไม่ หรือพัฒนาตัวเองต่อไปได้อย่างถูกต้อง

 

“เลือกเงินเลือกกำไรเพราะคิดว่าเป็นฐานต่อไปให้เรื่องอื่นได้”

 

นี่ก็ไม่จริงเลย หากมุ่งหน้าเพื่อเงินจริงๆ เพื่อธุรกิจอันเป็นกำไรไปโดยเพียง คิดว่ามันถูก ผมอยากให้ไปศึกษาประวัติคนสำเร็จที่มีแรงบันดาลใจมาจากกำไรและเงินดีๆ คนเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเอาเงินมาใช้สักนิด แต่มันเป็นสิ่งที่เขาคิดเชิงผลลัพธ์ เสมือนคะแนน เสมือนตัวเลข เขาชอบที่จะมีเงินมากกว่าใช้เงิน บ้างก็มีเพื่อหนีคำว่าจน ความลำบากในอดีต แต่ใช่ว่าอยากได้มาเพื่อใช้ไปหาความสุขอื่นๆ อีกทีเป็นหลัก นั่นมันเป็นเพียงผลพลอยได้ในความสำเร็จเขา นี่อาจยากเข้าใจในหลายๆ คนแต่เชื่อเถอะว่า หากอยากทำเพื่อเงินมันก็คือความสุขในการได้เงิน ไม่ใช่ใช้เงิน

บางคนก็เลือกไม่ได้

ดังที่บอกไป เลือกแบบไหนก็ดี แต่ก็มีบางคนที่เลือกไม่ได้ เงินก็อยากได้ สิ่งที่ใจรักก็อยากทำ ก็คล้ายกันถ้ามันมีสองอย่าง แล้วคิดว่าจะสำเร็จนั้นมันยากเกินไป แต่ถ้าเอาแค่สบายใจมันก็ไม่ผิด

ทว่าบนความเป็นจริงพอติดด้านหนึ่งขึ้นมามันก็พาอีกด้านหนึ่งร่วงไปด้วย เช่น คนหนึ่งทำงานประจำเพื่อเงิน จะได้มีเวลาไปเตะฟุตบอลตอนเย็นในสิ่งที่รัก ครั้นงานนั้นมันหนักเข้าก็เลยต้องเอาเวลาไปให้งาน นี่ก็ไม่ได้ตามต้องการแล้ว หรือหากไม่ใส่ใจงานยังไงก็ต้องเลิกงานไปเตะบอล วันหนึ่งก็อาจเสียงานไป จะหันไปเตะบอลอย่างเดียวตอนนี้คงไม่มีอะไรดีแน่ และที่มากกว่าในจิตใต้สำนึกคือแรงกดดัน ภาวะไม่พอใจทำให้ทำอะไรๆ ออกมาแย่ๆ แต่ไม่รู้ตัวได้เสมอ ตัวอย่างง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยากว่า การไม่เลือกอะไรสักอย่างก็ใช่ว่าจะดี บางทีนี่ก็แค่ภาวะไม่กล้าตัดสินใจ

ท้ายนี้เชื่อว่ายังมีหลายคนมองว่า บทความนี้ไม่เคลีย ไม่ถูก ความสมดุลมันต้องมี ในทำนองที่เรียกว่า ความรักกับความจำเป็นมันก็ต้องแยกกันและไปด้วยกันได้ กรณีนี้ก็แล้วแต่จะมองกันให้ดี เพราะที่ผมเขียนนี้ชี้ไปที่การใฝ่หา “ความสำเร็จ” ในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หากคุณเป็นผู้ซึ่งคิดว่า ไร้อัตตา ไม่ได้หาความสำเร็จอันใด บทความนี้ก็ไม่จำเป็นเลยจริงๆ เพียงแต่ที่ต้องถามย้ำอีกทีไว้ “นี่ไม่ได้เลือกอะไรแบบหลอกตัวเองอยู่นะ..”

ปล. เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารจัดการโดยตรง แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดคนทำธุรกิจได้ไม่มากก็น้อยในการเปลี่ยนทัศนคติ การพัฒนาคนเอง เพื่อการบริหารจัดการธุรกิจที่กำลังจะเริ่มต้น หรือมีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นต่อไป หวังว่าคงเป็นอีกหนึ่ง บทความดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อใครหลายคน

10 วิธีบริหารเงินง่ายๆ ได้ผลจริง

ปัจจุบันนี้ การบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุก ๆ คน หากเรามีวิธีวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่ต้น เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีเงินเก็บ มีโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเรา และอนาคตของเราได้มากกว่าคนอื่นแล้วครับ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการออม และวิธีการบริหารเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราสามารถมีเงินล้านได้ในเวลาไม่กี่ปีแน่นอนครับ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะสามารถบริหารการเงินของเราได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง

1.ง่ายไว้ก่อน

สมัยนี้มีระบบการทำธุรกิจทางการเงินผ่าน Online Banking ที่จะช่วยทำให้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นนะครับ โดยเราสามารถติดต่อกับทางธนาคาร เพื่อขอใช้บริการหักเงินจากบัญชีหนึ่ง ไปเข้าบัญชีเงินฝากของเราได้โดยอัตโนมัติ 

สมมติว่าเราได้เงินเดือนวันที่ 25 ของทุกเดือน เราก็สามารถแจ้งให้ธนาคารตัดเงินเพื่อนำไปเก็บออมอัตโนมัติในวันที่ 28 ได้ เป็นต้นครับ 

2.จำกัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย

อีกสิ่งสำคัญ คือ การจัดการกับรายจ่ายที่เป็นของฟุ่มเฟือยนั่นเองครับ เพื่อที่เราจะได้สามารถออมเงิน บริหารเงิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ 

เราทุกคนมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากมายทุก ๆ เดือน แต่เราจะออมเงินไม่อยู่แน่นอนครับ หากเราเห็นป้าย Sale เมื่อไหร่เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ 

3.คิดก่อนซื้อ

อีกวิธีที่จะช่วยจำกัดรายจ่ายไม่จำเป็นของเราได้ก็คือการคิดก่อนซื้อครับคือ อาจจะเห็นสิ่งที่เราชอบ และต้องการซื้อแล้ว แต่แทนที่จะปรี่เข้าไปซื้อในทันที กลับเดินห่างไปก่อน อาจจะทิ้งไว้สักสาม-สี่วัน หรือหนึ่งสัปดาห์เพื่อเป็นระยะเวลาตรึกตรองว่าเราจำเป็นจะต้องซื้อของชิ้นนั้น ๆ จริงหรือไม่ แค่ไหนนั่นเองครับ 

4.กำหนดเป้าหมายการออมเงิน

บางทีเราก็จำเป็นจะต้องเก็บเงินเพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ (เพราะเครื่องเก่าจะพังแหล่ มิแหล่แล้ว) จนกระทั่งการเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์ ซื้อคอนโดมิเนี่ยม หรือซื้อบ้าน เป็นต้น ดังนั้น ก่อนจะเริ่มการออม เราควรจะมีเป้าหมายเสียก่อนว่าเราต้องการออมเงินส่วนนี้ไปเพื่ออะไร และต้องใช้เท่าไหร่ ภายในระยะเวลากี่ปี เพื่อที่เราได้คำนวณได้ว่าเราจะต้องทำการออมเงินเดือนละเท่าไหร่นั่นเองครับ 

5.การจัดสรรเงินออม

แยกเงินออมออกจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำรายการรายจ่ายประจำเดือน แล้วหักค่าใช้จ่ายนั้นจากจำนวนรายได้ที่เราได้รับต่อเดือน แล้วแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากเงินที่เหลือเพื่อออม โดยการออมเงินก้อนนี้ เราอาจจะใช้ระบบเปิดบัญชีฝากประจำ เพื่อที่เราจะได้ไม่สามารถยุ่งกับเงินส่วนนี้ได้นั่นเองครับ เท่ากับเป็นการแบ่งเงินเพื่อการออมโดยเฉพาะนั่นเองครับ

6.การสำรองเงินฉุกเฉิน

อีกอย่างที่เป็นสิ่งจำเป็น คือการออมเงินสำรองฉุกเฉิน โดยเงินออมส่วนนี้ ควรจะมีจำนวน 3-6 เดือนของยอดเงินเดือนของเรา เพื่อหากมีปัญหาฉุกเฉินอะไรขึ้นมา (ปฏิวัติ รัฐประหาร น้ำท่วม ฯลฯ) อย่างน้อยเราก็จะมีเงินจำนวนนี้ เพื่อที่จะสามารถประทังตัวเราไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้เรามีโอกาสหางานใหม่ หาทางออกอื่น ๆ ได้นั่นเองครับ 

7.การมีวินัยในการออม

สิ่งสำคัญในการออมเงิน บริหารเงิน ก็คือการมีวินัยนั่นเองครับ หากเราไม่มีวินัยที่จะแบ่งเงินไปออม เราก็จะไม่สามารถบริหารเงินของเราได้เลยจริงไหมครับ ดังนั้น การสร้างวินัยเป็นสิ่งสำคัญครับ เราอาจจะเริ่มง่าย ๆ จากการหยอดเศษเหรียญที่เหลือในแต่ละวันลงกระปุก ถึงเดือน หรือพอกระปุกเต็มก็นำไปฝากบัญชีธนาคารก็ได้ครับ หรือเลือกไม่ใช่ธนบัตรใบละ 50 บาท แล้วเก็บเอาไว้ ครบเดือนได้เท่าไหร่ก็นำฝากบัญชีธนาคาร 

อีกอย่างที่จะช่วยสร้างวินัยในการเงินของเราได้ คือการกำหนดจำนวนเงินที่เราจะใช้ในแต่ละวันนั่นเองครับ อาจจะคำนวณว่าเราจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ หารเป็นวัน แล้วถอนเงินจำนวนนั้นออกมาใส่ซองแบ่งเป็นรายวันเอาไว้เลยก็ได้ครับ เช้ามาไปทำงานก็คว้าไปซองหนึ่ง ใช้ให้พอ ถือเป็นการฝึกบริหารการเงินอีกทางหนึ่งครับ 

8.ลงทุนระยะยาว

อีกอย่างที่จะสามารถช่วยบริหารเงินให้เราได้ และช่วยสร้างความมั่งคั่งให้อนาคตของเราได้อีกทางหนึ่งก็คือการลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ ง่าย ๆ คือ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) นั่นเองครับ แถมเงินที่เรานำไปซื้อกองทุนรวมหุ้นเหล่านี้ยังสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้รายปีได้อีกด้วยครับ เรียกได้ว่าได้ผลประโยชน์สองต่อเลยทีเดียว

9.บันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกอย่าง

วิธีง่าย ๆ อีกวิธีที่จะช่วยเราบริหารเงินของเราได้ก็คือ การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทั้งหมดของเรานั่นเองครับ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายแล้ว ยังเป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยให้เราเห็นได้อีกด้วยว่าเราฟุ่มเฟือยอะไรตรงไหนบ้าง และจะทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ 

10.หางานพิเศษทำ

วิธีนี้เหมือนเป็นวิธีการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมซะมากกว่าครับบางทีเราเองก็เลี่ยงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ไม่มาก การลดค่าใช้จ่ายอาจจะช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง หากเรามีค่าใช้จ่ายเยอะจริง ๆ เราก็สามารถหางานพิเศษทำเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งครับ

สมัยนี้งานพิเศษออนไลน์ก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมายครับเราก็ตรวจสอบดูว่าเรามีทักษะอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ แล้วก็ค่อยค้นหาตำแหน่งงานพาร์ทไทม์ งานพิเศษทำนอกเวลางานเพิ่มเติม เราอาจจะมีเวลาเที่ยวเล่นน้อยลง แต่หากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับอนาคตของเรา การลงทุนกำลัง และเวลาเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็สามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้เราในอนาคตได้ครับ 

เงินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตนะครับ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น การบริหารเงิน การออมเงินอย่างมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญครับ เก็บวันละนิดวันละหน่อย เพื่อความมั่นคงในอนาคตของเรา และคนที่เรารักในภายภาคหน้านะครับ

วางแผนการเงินตามทฤษฎี “Maslow”

หากเราทำสิ่งต่างๆ…น้อยกว่า “ศักยภาพ” ที่จะทำได้
อาจทำให้เรา “ไม่มีความสุข” ในห้วงเวลาที่เหลือของชีวิต

-Abraham Maslow-

ยังจำลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามหลักทฤษฎี Maslow กันได้มั้ย?

พิระมิด 5 ขั้นที่บอกถึงสิ่งที่คนเราต่างแสวงหาตั้งแต่วัยเยาว์กระทั่งเติบใหญ่ เริ่มตั้งแต่ความต้องการระดับพื้นฐานทางกายภาพ ทั้ง อาหาร อากาศ, ความปลอดภัย, ความรัก, การยอมรับจากผู้อื่น กระทั่งความสมบูรณ์แบบในชีวิตที่เรียกกันว่า “ความสำเร็จ” ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว แต่ละขั้นของความต้องการเหล่านี้ บ่งบอกถึงหลักในการ “วางแผนการเงิน” ได้ด้วยเช่นกัน

ทบทวนความจำกันสักเล็กน้อย กับ “ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow ” ที่ Abraham Maslow ทำการสังเกตและศึกษา ด้วยความใคร่รู้ กระทั่งตกผลึกความคิดออกเป็น 5 ลำดับขั้นที่คนเรา อยากได้ อยากมี อยากเป็น ดังนี้

  • Physiological: ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ

เป็นความต้องการเพื่อการอยู่รอดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ที่พัก ฯลฯ

  • Safety: ความมั่นคง- ปลอดภัย

เมื่อยู่รอดแล้ว ทุกคนย่อมต้องการความมั่นคง – ปลอดภัย ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ การเงิน สุขภาพ ฯลฯ

  • Love and belonging: ความรัก- ต้องการเป็นเจ้าของ

คือ ความต้องการเป็นเจ้าของ และได้รับความรัก ทั้งจากครอบครัว เพื่อนฝูง คนรอบข้าง และสังคม

  • Esteem: การยอมรับจากผู้อื่น

หมายถึง การได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติ ความเคารพนับถือ จากผู้อื่นที่เห็น “คุณค่า” ของตนเอง

  • Self-actualization: ความสำเร็จ

หรือความสมบูรณ์แบบของชีวิตคนหนึ่งคน ที่ได้ทำ หรือได้เป็นดังที่ต้องการ ตามศักยภาพสูงสุดที่มี

และหากลอง “วางแผนการเงิน” ตามหลักการ 5 ข้อนี้แล้วล่ะก็…Hubpages.com ได้ทำการแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมตามแต่ละขั้นเอาไว้ ดังนี้

 

ที่มา: www.facebook.com/WealthMeUp
รวบรวมจาก www.hubpages.com

จะว่าไป “ชีวิต” ก็เหมือนกับ “การลงทุน”…เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ “ความไม่แน่นอน”

ดังนั้น “การวางแผน” จึงเปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมรับมือ กับเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้…อย่างน้อยๆ ก็เป็นการ “ Limit Loss ” เพราะถึงยังไงเราทุกคนก็คงไม่สามารถหลีกหนี “ความเสี่ยง” หรือ “ความไม่แน่นอน” ได้ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิต หรือในด้านการเงิน ทำได้อย่างดีที่สุดก็คือ “จำกัดความเสี่ยง” แค่นั้นเอง… และนั่นคือเหตุผลที่ทำไม “ประกันชีวิต” จึงกลายมาเป็นฐานรากที่สำคัญของพิระมิดการเงิน

ซึ่งเราสามารถแบ่ง “พิระมิดการเงิน ตามทฤษฎี Maslow ” เป็น 5 ลำดับขั้น ดังนี้

  • Physiological: ประกันชีวิต

เพราะสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตก็คือ “ ชีวิต” ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นนำเงินออมไปสร้างผลตอบแทนในรูปแบบอื่น อย่าลืม …ปกป้องความมั่งคั่งของตัวเองด้วย “ประกันชีวิต”

  • Safety: ประกันสุขภาพ

หากคุณเป็นลูกจ้างมืออาชีพ มีสวัสดิการรักษาพยาบาลขององค์กร ที่เพียงพออยู่แล้ว ข้อนี้อาจไม่จำเป็น แต่หากคุณทำงานอิสระ หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องดูแลตัวเองแล้วล่ะก็ “ประกันสุขภาพ” คือสิ่งที่จะสร้างความรู้สึก “อุ่นใจ” (สบายกระเป๋า) เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นอย่างดี

  • Love and belonging: เงินสด – เงินที่มีสภาพคล่องสูง

“Cash is king” ประโยคคลาสสิก ที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย ซึ่ง “เงินสด – เงินที่มีสภาพคล่องสูง” เหล่านี้ สามารถหยิบใช้ได้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น “เงินฉุกเฉิน” หรือเพื่อ “รอโอกาสลงทุน” ซึ่งนั่นย่อมทำให้เรา “มั่นใจ” มากขึ้นในการวางแผนการเงิน

  • Esteem: กองทุนรวม – หุ้น

เมื่อรากฐานมั่นคง (ปกป้องความมั่งคั่ง, อุ่นใจ – สบายกระเป๋า, มีเงินสดที่สร้างความมั่นใจ) แล้วก็ถึงเวลา “ให้เงินทำงาน” ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น หรือกองทุนรวมประเภทต่างๆ ตามเป้าหมาย ความรู้ความเข้าใจ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับเงินของเรา

  • Self-actualization: การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนมีความชอบ อยากได้ อยากมี อยากเป็น แตกต่างกัน ทั้งในด้านการใช้ชีวิต และด้านการเงิน ดังนั้น ถ้า 4 ขั้นพิระมิดการเงินหนักแน่นเพียงพอแล้ว… การจะหันไปลงทุนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ นาฬิกา รถยนต์ หรือลงทุนในที่ดิน เพื่อสนอง Need ส่วนตัวก็สามารถทำได้… ไม่ยาก

ไม่ว่าในวันนี้ “ลำดับขั้น” ของชีวิต และ การเงินของคุณผู้อ่านจะอยู่ระดับไหน… เฟิร์นเองมีความเชื่อว่า การ
ไต่เต้าสู่ลำดับขั้นที่สูงกว่าเป็นสิ่งที่ “ท้าทาย” เสมอ…แต่ความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่เรายืนอยู่สูงแค่ไหน หากแต่วันที่เราเดินทางถึงเป้าหมาย… มีใครอยู่ข้างๆ เรารึเปล่า ? อย่าลืม “เก็บตก” ความสวยงามระหว่างทางกันด้วยนะคะ ^__*

หนี้ดี หนี้ไม่ดี ดูกันยังไง

“อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก” (อินาทานัง ทุกขัง โลเก) “การมีหนี้ เป็นทุกข์ในโลก”

คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีหนี้ แต่รู้จัก “หนี้” เป็นอย่างดี บางคนอาจถึงขั้นเรียกว่าสนิทสนมจนถือเป็นสมาชิกสำคัญในครอบครัวด้วยซ้ำ สาเหตุมักจะมาจากความจำเป็นในการดำเนินชีวิต เพราะแทบทุกก้าวของชีวิตล้วนต้องใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่ามากหรือน้อย ดังแสดงตัวอย่างจากกราฟ

มื่อเงินเป็นปัจจัยสำคัญกับทุกๆ เหตุการณ์สำคัญในชีวิต แต่คนส่วนมากมักไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวเตรียมไว้ล่วงหน้า จึงต้องเกิดการกู้หนี้ยืมสิน  “หนี้” จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าเงินสำหรับคนส่วนมาก ซึ่งอาจต้องมีหนี้ก่อนจะมีทรัพย์สินด้วยซ้ำ

ตัวอย่าง ผู้ชายอายุ 35 ปี รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน อยากมีบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงเป็นเรือนหอในอนาคต ราคา 1,500,000 บาท และอยากมีรถยนต์เพื่อใช้ขับไปทำงาน ราคา 500,000 บาท หากวันนี้ไม่มีเงินเก็บก็ต้องเริ่มเก็บออมเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 8 ปี 4 เดือน (100 เดือน) ถึงจะมีเงินครบ 2,000,000 บาท เพื่อไปซื้อบ้านและรถยนต์ ทว่าในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีบ้านเพื่ออยู่อาศัยและรถเพื่อขับไปทำงานหารายได้ตั้งแต่วันนี้ เดือนนี้ ไม่ใช่อีก 8 ปีข้างหน้า

อีกทั้ง หากมีเงินสด 2,000,000 บาท ส่วนใหญ่ก็ไม่นำเงินทั้งหมดไปซื้อบ้านและรถ เพราะเป็นการเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนทำกำไรที่มากกว่า โดยนำไปลงทุนรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวม หากได้รับผลตอบแทน 12% ต่อปี คิดเป็น 1% ต่อเดือน นั่นคือได้ผลกำไร 20,000 บาทต่อเดือน เท่ากับให้เงินทำงานแล้วนำไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ขณะที่เงินต้น 2,000,000 บาท ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน

ด้วยเหตุนี้ การเป็นหนี้เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตตัวเองและครอบครัวดีขึ้นนับเป็นการก่อหนี้ที่ดี ยิ่งมีความสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวินัยในการชำระหนี้ ก็ไม่ถือว่าการก่อหนี้เป็นสิ่งที่ผิด ตรงกันข้าม หากเป็นการก่อหนี้เพื่อความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อความฟุ่มเฟือย และไม่มีวินัยกับการจัดการหนี้สิน ย่อมส่งผลเสียต่อตัวเองและคนรอบข้าง ดังนั้น จึงควรมาทำความเข้าใจหนี้ให้มากขึ้นว่า หนี้แบบไหนดีหรือไม่ดี ควรคบหาและนำเข้ามาสู่ครอบครัวหรือไม่ หลักสำคัญก็คือความพอดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในรัชกาลที่ 9

การมีหนี้อาจเป็นทุกข์ เพราะต้องมีภาระในการชำระค่างวด แต่หนี้ดีก็มีอยู่ เพราะความจำเป็นทางการเงินเกิดขึ้นวันนี้ การมีหนี้ช่วยให้เราได้เงินหรือพลังอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน แต่โปรดอย่าลืมว่า “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” เพราะการผิดนัดชำระหนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่มากมายตามมา ทุกคนจึงควรตั้งมั่นอยู่ในความพอเพียง

 

ชัยวัฒน์ พัฒนไพบูลย์ CFP®

นักวางแผนการเงิน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ไม่ต้องกลัวการเป็นหนี้ ถ้าวางแผนให้ดีก็มีชัย

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่บางครั้งก็อาจมีเหตุความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในจำนวนที่มากกว่าเงินออมที่สะสมไว้ เช่น ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย จ่ายค่ารักษาพยาบาล ลงทุนทำธุรกิจ จ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการวางแผนที่ดีและมีวินัยที่จะปฏิบัติตามแผนแล้ว การก่อหนี้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ตรงกันข้ามหากขาดการวางแผนที่ดีและขาดวินัยทางการเงิน โอกาสเกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวจนประสบปัญหาทางการเงินและถูกฟ้องดำเนินคดีก็มีโอกาสสูงเช่นกัน และนี่คือเทคนิคง่ายๆ เพื่อให้การก่อหนี้ดีต่อใจ

1. เข้าใจตนเอง หากต้องการก่อหนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ต้องแยกแยะให้ได้ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น หากแยกแยะไม่ได้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้กู้ยืมมากกว่าความจำเป็นพื้นฐานมากเกินไป

2. เข้าใจศักยภาพการชำระหนี้ของตนเอง อย่าเพิ่งเริ่มต้นก่อหนี้จนกว่าจะมั่นใจ เช่น กรณีซื้อทรัพย์สินราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ ต้องพยายามสร้างเงินออมให้มีมูลค่าประมาณ 30 – 40% ของราคาซื้อขาย และเมื่อคำนวณการผ่อนชำระคืนทั้งหมดแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน แต่หากจะปรับอัตราส่วนให้มากขึ้นก็ไม่ผิดกติกา ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความมีวินัยของแต่ละคน

3. เครดิตสร้างยากแต่ทำลายง่าย ต้องพยายามสร้างเครดิตให้เป็นที่ยอมรับจากเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้คิดวางแผนก่อหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอย่างสม่ำเสมอทั้งการออมเงินหรือการลงทุน การทำบัญชีรายรับรายจ่าย เป็นต้น หากก่อหนี้ไม่ผ่านอย่าโทษเครดิตบูโรหรือบุคคลอื่น ลองสำรวจตัวเองก่อนว่าสร้างเครดิตที่ดีมากพอหรือยัง

4. เลือกใช้ประเภทสินเชื่อให้เหมาะสม ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงและเหมาะกับระยะเวลาการชำระหนี้ และควรเลือกก่อหนี้ที่สร้างรายได้หรือหนี้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการศึกษา หนี้ค่ารักษาพยาบาล หนี้เพื่อธุรกิจ เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจไม่ควรใช้หนี้สินระยะสั้นไปลงทุนในระยะยาว เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะทำให้กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

5. หนี้มาพร้อมภาระดอกเบี้ยและความรับผิดชอบในการชำระเงินต้นคืน หนี้ที่ก่อขึ้นจะต้องสามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ด้วยรายได้ที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ไม่ควรคาดหวังกับรายได้ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินไป เพราะหากผิดแผนจะเป็นการสร้างภาระหนี้เกินตัวทันที

6. สร้างวินัยการชำระหนี้ให้ตรงตามงวด หรือชำระหนี้ให้หมดลงโดยเร็ว เป็นการต่อยอดช่วยสร้างเครดิตของท่านต่อสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลดีต่อเนื่องหากต้องก่อหนี้เพิ่มอีกในอนาคตข้างหน้า

7. สร้างเงินออมสำรองไว้ยามฉุกเฉิน หากเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหันจะได้มีเงินสำรองพอที่จะชำระหนี้ได้ตามแผนในระหว่างที่อยู่ในช่วงปรับตัว

8. เข้าใจในหลักการทั้งหมดและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด

 

อรรถพร พรมแก้วงาม CFP®

นักวางแผนการเงิน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

7 ข้อ “เรื่องวางแผนการเงิน” ที่ทุกคนต้องใส่ใจ

หลังจากได้มีโอกาสไปให้คำปรึกษาในงาน SET in the City 2017 ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบูธออมมันนี่ ก็มักจะเจอคำถามเรื่องจะลงทุนยังไงดี กองทุนนี้ดีมั้ย เป็นต้น ซึ่งผมเองในฐานะที่ทำงานในเชิงวางแผนการเงินทั้งระบบให้กับผู้รับคำปรึกษามาหลายปี ก็เลยได้มีโอกาสอธิบายการวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทาง

 

ซึ่งการวางแผนการเงินก็คือการจัดสำรับทางการเงินให้เหมาะสมกับทุก ๆ เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิต

 

โดยต้องจัดการตั้งแต่ฐานรากที่มั่นคงก่อนคือ การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การจัดการความเสี่ยง เรียงต่อไปเป็นการจัดการเรื่องการออมเพื่อเกษียณ แล้วมีเงินเหลือก็ไปลงทุน แล้วสุดท้ายคือการจัดการส่งมอบทรัพย์สินให้กับทายาทรุ่นต่อไปตามที่ต้องการ

 

ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะเริ่มวางแผนการเงิน หรือคิดว่าเราได้วางแผนการเงินการลงทุนบ้างแล้ว เห็นเป็นแนวทางของตัวเองว่าถ้าต้องการแผนการเงินที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควรจะต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง โดยผมได้รวบรวมมาได้ 7 ข้อ ดังนี้นะครับ

 

ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะเริ่มวางแผนการเงิน หรือคิดว่าเราได้วางแผนการเงินการลงทุนบ้างแล้ว เห็นเป็นแนวทางของตัวเองว่าถ้าต้องการแผนการเงินที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควรจะต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง โดยผมได้รวบรวมมาได้ 7 ข้อ ดังนี้นะครับ

 

  1. รู้จักตัวเองก่อน

โดยข้อแรกนี้ก็คือ การที่เรารู้สถานะการเงินของเราเองว่าวันนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับดีมาก ดี พอใช้ หรือ ยังต้องปรับปรุง ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับชีวิตคนเราก็เหมือนเราไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าหลายคนก็คงไปตรวจแบบคิดว่าเราน่าจะยังแข็งแรงดี เพราะ ก็ไม่ป่วย ไม่เหนื่อยง่าย หายใจก็ปกติ ไม่ปวดท้องอะไร แต่พอตรวจสุขภาพเสร็จก็มีจำนวนไม่น้อยเพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วย บางคนป่วยหนักเลยก็มี เช่น ตรวจเสร็จก็รู้เลยว่าความดันสูง หรืออาจพบเจอเซลล์ผิดปกติก็เป็นได้ หรือบางคนก็อาจจะป่วยแบบเบา ๆ หรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ความดันเริ่มสูงพอดีเกณฑ์ หรือคลอเรสเตอรอลเกินมาตรฐาน ซึ่งลักษณะนี้ก็เรียกว่าสุขภาพเราเริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ตรวจแล้วสุขภาพดีก็ดีไป แต่คนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วยก็คงต้องกลับไปรักษาหรือปรับปรุง ให้ร่างกายดีขึ้น

เรื่องการเงินก็เช่นเดียวกันที่เราทุกคนควรต้องรู้ถึงสถานะการเงินของตัวเองก่อนว่าตอนนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับใด ซึ่งก็เรียกว่า “การตรวจสุขภาพทางการเงิน (Financial Check Up)” หลาย ๆ คนอาจคิดเหมือนกันว่า ก็วันนี้ยังไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ยังมีเงินใช้สบาย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สุขภาพการเงินของเราจะดีตลอดไป ดังนั้นการตรวจสุขภาพทางการเงินก็คือการตรวจสอบว่าเรามีรายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร มีรายจ่ายรายการไหนที่ต้องจ่ายประจำมั้ย หรือมีรายจ่ายรายการใดเป็นรายจ่ายแบบทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบกับรายรับแล้ว เรามีรายเหลือเท่าไหร่ แล้วเรามีการไปลงทุนอะไรบ้าง ซึ่งเราก็ควรตรวจสอบถึงสินทรัพย์และหนี้สินของเราด้วยว่า ตอนนี้เรามีแหล่งเงินของเราในส่วนไหนบ้าง เช่น มีในเงินฝากเท่าไหร่ หรืออยู่ในกองทุนบ้างมั้ย หรือ มีสินทรัพย์ประเภทส่วนตัวของเรามั้ย ซึ่งจะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ตอนนี้เรามีสินทรัพย์ทั้งหมดเลย มูลค่าเท่าไหร่แล้ว รวมถึงมีหนี้สินบ้างหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยเราก็ควรมีมูลค่าของสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน เพราะ ไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องมีภาระเรื่องการจัดการหนี้สินที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่อันตรายมากทีเดียว

 

  1. มองเห็นอนาคต

ข้อนี้คือ การตั้งเป้าหมายทางการเงินของตัวเราเองในอนาคต นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่มักจะผิดพลาดในเรื่องนี้ เช่น ไม่เคยรู้เลยว่าตอนเกษียณเราควรต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือ ถ้าจะส่งลูกเรียนเราควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ ก็อยากให้ทุก ๆ ท่านจัดลำดับเป้าหมายตามความสำคัญ และ ตามระยะเวลาด้วย เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวเกินกว่า 10 ปีนี้ เรามีเรื่องอะไรที่กังวล อาจจะเป็นเรื่องการเกษียณอายุ หรือการเก็บเงินให้ลูก เป็นต้น หรือถ้าเป้าหมายระยะกลาง ๆ ได้แก่ ต้องการแต่งงานในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ อยากซื้อบ้านใหม่ใน 3 ปี ควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ดี เป็นต้น

นอกจากนั้นการมองอนาคตอาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องเป้าหมายการเงินเรื่องสำคัญเท่านั้น ควรจะมีเป้าหมายในเรื่องที่สำคัญน้อย ๆ บ้าง แต่ก็ถือว่าจำเป็นในชีวิต เช่น เป้าหมายว่าอยากไปเที่ยวกับครอบครัวในที่ ๆ เราอยากไป หรือ อยากได้มีโอกาสพาคุณพ่อคุณแม่ไปแสวงบุญที่อินเดีย เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่สำคัญ แต่ก็ต้องมีเงินเช่นกัน

 

  1. ถามตัวเองว่าวันนี้เรามีวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง

ข้อนี้เป็นการตรวจสอบตัวเองว่าที่เราใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือการออมที่ทำอยู่นั้น มันสามารถ นำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการหรือไม่ ซึ่งถ้ามั่นใจว่าได้ ก็ขอแสดงความยินดีว่าคุณเริ่มเข้าใจคำว่าวางแผนการเงินดีขึ้นแล้วครับ แต่ถ้าใครยังตอบไม่ได้หรือไม่มั่นใจ ก็ควรต้องรีบกลับไปตรวจสอบแผนการเงินของตัวเองแล้วว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เราต้องไปลงทุนตรงไหนเพิ่ม หรือ เราต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนไหนหรือไม่

 

  1. ถ้าวันนี้ใครมีรายได้มากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็ควรต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินที่มากพอด้วย

ข้อนี้คือพื้นฐานลำดับแรกของการวางแผนการเงิน เราต้อง มีเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Cash) เป็นบัญชีแรกซึ่งควรต้องมีตามหลักการสากลอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ( ซึ่งคิดเฉพาะค่าใช้จ่าย ประจำและค่าใช้จ่ายผันแปร ) และควรต้องมีสภาพคล่องสูงพร้อมถอนได้ทันที รวมถึงต้องมีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในธนาคาร หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market  Fund)  หมายความว่าถ้าจะต้องถอนวันนี้ ก็จะสามารถได้เงินออกมาได้ทันที และจะต้องไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าเงินก็ควรต้องไม่ลดลงเสมอ

ข้อนี้บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่อยากให้ทุกท่านลองมองในมุมของการเจอวิกฤติบ้าง เช่น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้บริษัทที่เราทำงานต้องปิดตัวลงกะทันหัน หรือ ร้านขายของของเราเกิดถูกปิดกะทันหัน ไม่สามารถขายได้เนื่องด้วยอยู่ในอาคารที่ถูกไฟไหม้ ทำให้รายได้หยุดลงทันที หากไม่มีเงินสำรองอย่างน้อย 6  เดือนก็เท่ากับว่าท่านจะต้องเอาสินทรัพย์อื่นขายออกไป เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย แม้ว่าสินทรัพย์นั้นอาจจะเป็นหุ้นหรือทองคำที่ยังขาดทุนอยู่ก็ต้องขาย รวมไปถึงอาจต้องขายรถก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการประมาทจึงควรให้มีเงินส่วนนี้อย่างเพียงพอ อาจจะมากกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายก็ได้ และจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สบายใจอีกด้วย ซึ่งถ้ามีเพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เกินค่อยไปหาวิธีการลงทุนต่อไป

 

  1. ถ้ามีหนี้สิน เราได้จัดการอย่างเหมาะสมมั้ย

ข้อนี้คือข้อที่มาเตือนคนที่ยังมีหนี้สินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินบ้าน รถ หรือบัตรเครดิต รวมไปถึงหนี้สินนอกระบบเราได้จัดการมันอย่างเหมาะสมมั้ย เช่น หนี้สินบ้าน นั้นเราผ่อนมาครบ 3 ปีหรือยัง ถ้าครบแล้วเราได้ลองหาวิธี Refinance มั้ย ซึ่งก็ทำได้ไม่ยาก แค่ลองไปติดต่อกับทางธนาคารต่าง ๆ ดู แล้วก็ดูว่าเงื่อนไขที่ไหนดีที่สุด

แต่ที่น่าจะเป็นห่วงก็คือการเป็นหนี้นอกระบบกับหนี้บัตรเครดิตเพราะ หนี้ประเภทนี้ดอกเบี้ยสูงมาก ๆ เช่น หนี้บัตรเครดิตจะอยู่ที่ประมาณ 18-20% ต่อปี ดังนั้นถ้าเราชำระขั้นต่ำตลอดก็เท่ากับว่า เรากำลังจะเพิ่มยอดหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากใครที่มีหนี้สินประเภทนี้ สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือปิดยอดหนี้ให้หมดเร็วที่สุด โดยอาจจะลองหาแหล่งเงินรอบ ๆ ตัวว่าพอมีบ้างมั้ย รวมไปถึงอาจจะรีบวางแผนผ่อนหนี้ในยอดที่ต่ำที่สุดก่อนก็ได้ครับ เพื่อเป็นกำลังใจในการผ่อนหนี้ของส่วนอื่น ๆ ต่อไป ดังนั้นข้อนี้ก็แค่ย้ำว่า ถ้าใครมีหนี้นอกระบบหรือหนี้บัตรเครดิตก็ควรต้องรีบจัดการด่วนที่สุด แม้ว่าอาจจะต้องขายสินทรัพย์บางอย่างที่อาจจะไม่สำคัญออกไปก็ควรต้องทำเพื่อลดอัตราการเติบโตของยอดหนี้ในอนาคตครับ

 

  1. จัดการความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สิน ชีวิต และ สุขภาพ ดีพอหรือยัง

ข้อนี้คือส่วนสำคัญมาก ๆ ของแผนการเงินแบบองค์รวมเช่นกันเพราะในชีวิตของคนเราทุก ๆ คนอาจจะต้องประสบกับเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งอาจจะใหญ่บ้าง รุนแรงบ้าง เช่น ไฟไหม้โรงงาน รถชน รถหาย เป็นโรคร้ายแรง หรือ กลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ หรือ อาจจะเล็กน้อยบ้าง เช่น หกล้ม รถเฉี่ยว ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนั้น ถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้วไม่มีผลกับสถานะการเงินของเรา ก็แสดงว่าเราวางแผนดีแล้ว แต่ถ้ามันเกิดกับเราแล้วมีผลทำให้การเงินของเราเสียหาย ก็แสดงว่าแผนการเงินของเราน่าจะยังจัดการเรื่องนี้ไม่ดี

ซึ่งเรื่องนี้สำคัญเพราะเป็นเรื่องที่ถ้าเกิดความเสียหายแล้ว เราไม่สามารถจะกลับไปแก้ได้ทัน เช่น ถ้าต้องเป็นมะเร็งแล้วเรากลับไม่มีประกันคุ้มครอง แถมต้องเสียเงินค่ารักษามากมาย รวมถึงอาจจะมีผลทำให้ทำงานได้ลดลง ก็อาจจะทำให้การเงินมีปัญหาได้ แถมเราจะกลับไปเริ่มทำประกันคุ้มครองใหม่ก็คงไม่สามารถทำได้แล้ว ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวมีปัญหาทางการเงินแบบล้มทั้งยืน

ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประกันรถ ประกันไฟไหม้บ้าน ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ซึ่งก็ควรจัดให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของเราด้วย ไม่ทำมากเกินไปจนจ่ายเบี้ยไม่ไหว หรือ ทำน้อยเกินไปจนไม่สามารถช่วยอะไรได้หากต้องเจอเหตุการณ์ร้ายแรงจริง ๆ

 

  1. ต้องมีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมกับทุกเป้าหมายของเรา

ข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่หลาย ๆ คน อาจจะคิดเป็นเรื่องแรก ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เช่น เงินเหลือจะเอาไปทำไรดีที่ผลตอบแทนมากกว่าธนาคาร เป็นต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วอยากให้ทุก ๆ คนควรต้องจัดการใน 6 ข้อแรกอย่างดีพอก่อน ซึ่งข้อนี้ก็อยากให้ตรวจสอบการออมการลงทุนของตัวเองว่า มีอัตราส่วนการออมการลงทุนคิดเป็นกี่ % ของรายได้ น้อยไปหรือไม่ รวมถึงการลงทุนของเรานั้นมันไปตอบโจทย์เป้าหมายอะไรของเราบ้าง เช่น บางคนอาจจะมีรายได้ปีละ 1,000,000 บาท ก็อาจจะลงทุนในกองทุน RMF หรือ LTF หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งอาจจะได้ทั้งการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ และยังสามารถเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนั้นการออมและการลงทุนกับอะไรจึงต้องมีความรู้จริงในสิ่งนั้นด้วย อย่าลงทุนตามข่าวลือหรือตามกระแสเพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวก็ได้ สรุปข้อนี้ก็คือ ถ้ามีเงินเหลือจากทุกข้อข้างต้นแล้ว ควรนำไปลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเราก่อน เท่านั้น

 

ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลทั้ง 7 ข้อนี้ จะเป็นประตูให้กับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเงิน ได้เริ่มลงมือวางแผนการเงินของตัวเองอย่างถูกต้อง และสามารถก้าวไปอย่างมั่นคงได้แน่นอนครับ

 

 

 

 

 

5 วิธีฟื้นฟูความมั่นใจเมื่อขาดทุนอย่างหนัก

“เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

ชีวิตนักลงทุนเหมือนชีวิตนักเดินทางไปในทะเลกว้าง หลายครั้งท้องฟ้าสดใส เรือแล่นไปได้ไกล หัวใจพองฟูด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แต่หลายครั้งท้องฟ้ามืดมัว ฝนตกพายุซัด เรือจวนเจียนจะเสียหลัก ใกล้จะพังแหล่ไม่พังแหล่ หลายครั้งต้องสละชิ้นส่วนของเรือบางส่วนไป สูญเสียความมั่นใจจนไม่กล้าจะไปต่อ…

 

เมื่อวันนั้นมาถึง นักลงทุนควรทำอย่างไรดี?

 

1) เรียนรู้ความผิดพลาด

สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำคือวิเคราะห์หาความบกพร่องของตัวเองก่อน พิจารณาเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ดี ถามตัวเองว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน เราได้บทเรียนอะไรจากความเสียหายครั้งนี้บ้าง และที่สำคัญคือนำความรู้และบทเรียนที่ได้เหล่านั้นมาพัฒนาต่อในชีวิตเส้นทางการลงทุนที่เหลือ อย่ายอมแพ้ ถ้ายอมแพ้ ความเสียหายทั้งหมดจะเสียเปล่า แต่ถ้าสู้ต่อ ความผิดพลาดครั้งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

 

2) ระบาย

การระบายความรู้สึกออกไปช่วยเยียวยาจิตใจเสมอ ในวันที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบหมดแรง ลองหันไปดูคนรอบกายเราว่ายังมีใครบ้างที่พร้อมอยู่เคียงข้างและรับฟังความอัดอั้นที่อยากจะปลดปล่อยออกไปเหล่านี้ คนรัก เพื่อน พ่อแม่ อาจารย์ หรือใครสักคนที่ยินดีจะแบ่งปันความรู้สึกดีให้กับเรา พูดออกไปให้หมด ผิดก็ยอมรับว่าผิด เสียใจก็ยอมรับว่าเสียใจ อย่าฝืนว่าตัวเองเข้มแข็ง อย่าฝืนว่าตัวเองรับได้ หาใครสักคนที่เข้าใจคุณอย่างแท้จริง ระบายความเสียใจออกไปให้หมด กอดเขาถ้าจำเป็น และบอกเขาไปว่าขอกำลังใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

3) เติมความสุขให้กับตัวเอง

ผมพูดเสมอว่าการลงทุนไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต และข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ลองหยุดสักพักและหันไปมองหาอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้ อาหารดีๆ สักมื้อ คอร์สออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ตระเวนสายออกพบปะเพื่อนฝูง เข้าครัวทำอาหารลับฝีมือหลังจากร้างลาไปนาน อะไรก็ได้ อะไรสักอย่างที่ทำแล้วมีความสุข พักก่อน เติมแรงใจก่อน สภาพจิตใจของเราสำคัญที่สุดเสมอ มองหาอะไรที่ดีต่อใจดีต่อความรู้สึกก่อน เรื่องลงทุนพักไว้เดี๋ยวก็ได้ ตลาดหุ้นตลาดทุนไม่หนีไปไหน พร้อมเมื่อไหร่มันก็ยังคงมีอยู่เสมอ

 

4) กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

หลังจากพร้อม หลังจากเยียวยาความรู้สึกดีแล้ว กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง สำคัญคือเริ่มต้นจากอะไรง่ายๆ อย่าเริ่มจากท่ายากตั้งแต่ต้น หลายครั้งมันเหนื่อย ลองนึกดูว่าตอนเริ่มต้นใหม่เราทำอะไรอยู่ อาจลองเริ่มจากวิเคราะห์หุ้นง่ายๆ สักตัว อ่านหนังสือการลงทุนดีๆ สักเล่ม หาคอร์สเรียนที่มีประโยชน์ ดูคลิปวีดีโอลงทุนที่มีสาระ อะไรก็ได้ที่ง่าย สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เรารู้สึกว่ากลับมาทำได้อีกครั้ง เริ่มต้นจากความรู้สึกดีที่ง่ายดาย เช่น อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เรียนคอร์สนี้จบ ดูคลิปนี้จบ ทำอะไรที่ง่ายและสร้างความมั่นใจพื้นฐานก่อน ค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกจากง่ายไปยาก จนพร้อมจะกลับมาอยู่ในสังเวียนอีกครั้ง

 

5) ยอมรับว่าความผิดพลาดคือธรรมดาของชีวิต

สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ “โอบกอดความรู้สึกล้มเหลวนั้นเอาไว้” อยู่กับมันอย่างเข้าใจว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ การหกล้มคือส่วนหนึ่งของการหัดเดิน อยู่กับมันอย่างเข้าใจให้ถึงแก่นมันเป็นธรรมดาของชีวิต ถอดความรู้สึกผิด ถอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลออกจากมันไปเสีย ถ้าผ่านขั้นนี้ไปได้ เราจะเป็นนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นมาก นักลงทุน “ทุกคน” ล้มเหลวและผิดพลาด ผู้ที่ล้มเหลวและยอมแพ้ คนเหล่านั้นจะออกจากตลาดตลอดไป ผู้ที่ล้มเหลวและยอมรับ เรียนรู้ จนผ่านมันไปได้ คนเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

ท้อได้แต่อย่าถอย เหนื่อยได้แต่อย่าหยุด ล้มเหลวได้แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ ทุกครั้งที่หกล้ม จงกัดฟันอดทนและลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง วันหนึ่งที่ทะเลที่โหดร้ายแห่งนี้พาเรือลำน้อยที่แสนสะบักสะบอมไปจนถึงเป้าหมาย

 

วันนั้น เราจะรู้ได้เองว่าที่เราอดทนเฝ้ารอมาอย่างเนิ่นนานมานี้เพื่ออะไรกัน…
แด่สหายศึกในทะเลแห่งนี้ทุกคน

 

 

ที่มา http://www.aommoney.com