เก็บเงินให้เพิ่มขึ้นได้อย่างไร?

จากนิทานอีสปแบบเด็กๆ ที่เปรียบเทีบคนสองประเภท ระหว่างนักวางแผน และนักวางเฉยในฉบับที่ผ่านมา ในฉบับนี้ เราจะขอนำเสนอตัวช่วยเพื่อให้คุณๆ เก็บเงินเพิ่มสำหรับตัวเอง ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่เงินใช้วัยเกษียณ แต่เป็นการเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เพื่อซื้อรถ เพื่อแต่งงาน ฯลฯ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น

  1. ต้องกำหนดเป้าหมาย เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าจะเก็บเงินไปเพื่ออะไร มันจะไม่มีแรงกระตุ้นให้เรามีวินัยในการเก็บ ดังนั้นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และท้าทายพอ ในทางจิตวิทยาพบว่า การกำหนดเป้าหมายให้จับต้องได้และสัมผัสได้ เช่น การเขียนข้อความว่า “ รวย 10 ล้าน ใน 30 ปี” ติดไว้ที่ฝาผนังสำหรับคนที่เริ่มตั้งใจจะวางแผนเกษียณ หรือ ติดภาพบ้านโครงการสวยที่ต้องการซื้อให้กับครอบครัวไว้ที่หัวเตียง เหล่านี้คือตัวอย่างของการทำเป้าหมายให้จับต้องได้ และเสมือนเป็นสัญลัษณะเพื่อย้ำเตือนให้เราไม่หลุดและหลงทางไปกับสิ่งเร้าอื่นๆ ที่อาจทำให้เราลืมเป้าหมายสำคัญของเราไป
  2. ออมก่อน (ใช้ทีหลัง) รวยกว่า คำนี้เป็นคาถา สำหรับใครก็ตามที่หวังที่จะมีเงินเก็บ เพราะคนส่วนใหญ่ที่มีรายได้และใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ตามความจำเป็น เมื่อสิ้นเดือนแล้วจึงคิดนำเงินเหลือจากใช้จ่ายมาเก็บออมนั้น มักจะ… ไม่เหลือ และ…ไม่ได้เก็บ แต่ใครก็ตามที่เมื่อมีเงินเข้ากระเป๋า หรือได้ซองเงินเดือน หรือมีรายรับจากเงินโบนัสประจำปี แล้วหักส่วนหนึ่ง (สมมติ 10%) เข้าสู่การเก็บออมในบัญชีเงินฝาก หรือซื้อกองทุนรวม หรือซื้อทองคำ เหล่านี้สามารถยืนยันได้เลยว่าสุดท้ายแล้วคนกลุ่ม “ ออมก่อนใช้” จะมีเงินเก็บที่มั่นคงและมีโอกาสสร้างฝันให้เป็นจริงได้มากกว่าคนกลุ่ม“ ใช้ก่อนออม”
  3. เริ่มเร็ว คำนี้ความหมายชัดเจนในตัวเอง เริ่มเร็วคือเดี๋ยวนี้ไม่ใช่พรุ่งนี้ และสำหรับใครก็ตามที่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรให้เริ่มที่ข้อ 1 ของบทความนี้ก่อน และข้ออื่นๆ จะตามมาเอง
  4. หาโปรแกรมเก็บเงินอัตโนมัติ คำว่าโปรแกรมในที่นี้มิได้หมายถึง Software ใดๆ แต่หมายถึงวิธีการเก็บเงินที่จะช่วยดึงเงินรายได้ของเราไปอยู่ในที่เดียวกันอย่างสม่ำเสมอ เงินหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณแบบอัตโนมัติสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลาย ที่มีนายจ้างใจดีช่วยจัดให้มีกองทุนนี้ พร้อมกับมีเงินสมทบให้ด้วย (แถมลดหย่อนภาษีได้อีก) สำหรับตัวอย่างคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาทิ เงินหักซื้อหุ้นในสหกรณ์ออมทรัพย์ (ข้อดีของทางเลือกนี้เพิ่มเติม คือผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการออมนั้นไม่เสียภาษีใดๆ ทั้งสิ้น) หรือทางเลือกสุดท้ายที่ถึงแม้จะไม่อัตโนมัติ แต่มีลักษณะคล้ายๆ อัตโนมัติ คือ การเปิดบัญชีฝากแบบพิเศษชนิดดอกเบี้ยไม่เสียภาษี ประเภทฝากเงินเท่ากันทุกๆ เดือน เป็นเวลา 24 เดือน ซึ่งดอกเบี้ยที่ได้จะสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ปกติ แต่มีเงื่อนไขมากกว่า เช่น ขั้นต่ำต้องเดือนละ 1,000 บาท แต่ไม่เกินเดือนละ 25,000 บาท การถอนเงินก่อนระยะเวลาที่กำหนดถือว่าปิดบัญชี หรือการขาดการส่งเงินฝากเกินกว่าที่กำหนดจะถือว่าสถานะบัญชีจะต้องเปลี่ยนไปเป็นการฝากออมทรัพย์ปกติ (รายละเอียดปลีกย่อยสามารถสอบถามได้ที่ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งที่มีเงินฝากประเภทนี้) ซึ่งลักษณะการเลือกฝากเงินประเภทนี้จะคล้ายๆ กับการเลือกทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์แต่ข้อดีของการทำประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ (ที่มีอายุกรมธรรม์ 10 ปีขึ้นไป) คือ การนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมด้วย
  5. ตัดรายจ่ายเพื่อเพิ่มเงินเหลือ ข้อนี้สำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่หาเงินใช้แบบหมุนเดือนชนเดือน และมีคำโต้แย้งในใจเรื่องการเก็บเงินว่า จะมีเงินเก็บได้อย่างไรในเมื่อเงินใช้แต่ละเดือนยังแทบจะไม่พอ ข้อแนะนำสำหรับคนกลุ่มนี้คือ สาเหตุที่เงินใช้ไม่พออยู่ที่ไหนให้แก้ที่ตรงนั้น เช่น เงินไม่พอเพราะ ไม่เคยวางแผนการใช้เงินใช้ไปเรื่อยๆ ได้มาใช้ไป แบบนี้ให้แก้ที่การทำงบประมาณ หรือถ้าเงินใช้ไม่พอเพราะมี รายจ่ายมากเกินไป ให้แก้ที่กำจัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้ง หรือลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง คำว่ารายจ่ายไม่จำเป็นสำหรับบางคนคือรายจ่ายจำเป็นสำหรับบางคน ดังนั้นนิยามของใครก็ของมันแล้วกัน แต่ต้องหาให้เจอว่าไอ้ที่ว่าไม่จำเป็นนั้นคืออะไรแล้วจัดการให้สำเร็จ หรือสุดท้ายเพราะเป็นนักช้อป ชอบซื้อมากกว่าชอบใช้ หากเป็นข้อนี้แนะนำให้ลดการเดินเที่ยวตามร้านขายของโปรด เช่น ร้านเสื้อผ้า ร้านอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็คโทรนิค ตลาดนัดหรืองานแฟร์ต่างๆ ในช่วงสิ้นเดือน เงินเดือนออก หรือวันที่ถูกหวยหรือได้โบนัส หรือถ้าอดไม่ได้ขอให้ได้เดินชะโงกดูของก็ยังดี ทางออกของคุณคือให้พกเงินสดน้อยๆ หรืออย่าพกบัตรเครดิตไปช้อปเด็ดขาด แล้วคุณก็จะลดรายจ่ายได้เอง
  6. หาทางเลือกในการลงทุนที่ชาญฉลาด คำว่าลงทุนแบบฉลาดมีที่มาจากการ ลงทุนในสิ่งที่เรารู้จักและเข้าใจ อีกทั้งเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ เช่น คนที่รับความเสี่ยงได้น้อยมาก (เงินลงทุน 100 สุดท้ายต้องเหลือให้ฉันอย่างน้อย 100 นะไม่งั้นไม่เอา) ให้เลือกฝากเงินฝากแบบประจำ กองทุนตลาดเงิน หรือซื้อพันธบัตร ส่วนคนที่พอรับความเสี่ยงได้บ้าง (เงินลงทุน 100 หากจะลดลงเหลือสัก 85 บาท ก็ไม่เป็นอะไร แต่ขอให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสัก 10 บาทนะ) คุณจะมีทางเลือกเพิ่มจากคนกลุ่มแรกคือ กองทุนรวมประเภทตราสารหนี้ หรือการซื้อหุ้นกู้ (corporate bond) ประเภท rating สูงๆ ส่วนคนกลุ่มสุดท้ายประเภทรับความเสี่ยงได้สูงมาก (เล่นหวยได้ทุกงวด ลงทุน 100 เหลือ 50 หรือ ไม่เหลือเลยก็ยังรับได้) คุณมีทางเลือกเยอะที่สุดแล้วทั้งการลงทุนในหลักทรัพย์ หุ้นกู้ กองทุนรวมทุกชนิด แต่ทั้งหมดนี้ก่อนตัดสินใจลงทุนให้กลับไปอ่านตอนต้นของข้อ 6 ที่ขีดเส้นใต้ไว้อีกครั้งก่อน เพราะหากคุณไม่เข้าใจในหลักการและรายละเอียดของการลงทุนใดๆ แม้เพียงเล็กน้อย นั่นอาจจะทำให้ต้นทุนในการลงทุนของคุณสูงกว่าคนอื่นและอาจนำคุณไปสู่ความเหน็ดเหนื่อยในการตามแก้ปัญหาจากสิ่งที่คุณไม่เข้าใจนั้นได้

ความจริงแล้ว 6 ตัวช่วยที่เสนอมานี้เป็นเพียงแนวทางหลักๆ แบบกว้างๆ แต่ในความเป็นจริงที่นักวางแผนการเงินทั้งหลายควรจำไว้ให้ขึ้นใจคือ คนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทางเลือกของคนหนึ่งจะแตกต่างจากอีกคนหนึ่งได้ และไม่จำเป็นว่าจะปัญหาที่เหมือนกันจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดียวกันได้เสมอไป ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ คุณผู้เป็นเจ้าของปัญหาจะต้องแสวงหาทางแก้ด้วยตนเองและออกแบบเส้นทางสู่เป้าหมายทางการเงินด้วยตนเอง โดยอาจอยู่ภายใต้การให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้

วางแผนการออมอย่างสม่ำเสมอ

 

ที่มา https://www.set.or.th/dat/vdoArticle/attachFile/AttachFile_1494582296559.pdf

7 เคล็ดลับการเงินที่ดีที่สุด!

 

ใครอยาก “รวย” ยกมือขึ้น !!

อ๊ะๆ อย่าเพิ่งคิดว่า รวย = โลภ กันนะคะ…เพราะแท้จริงแล้ว “รวย” ในความหมายของเฟิร์นก็คือการมี “อิสรภาพทางการเงิน” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรา “พอใจในสิ่งที่ตนมี” และ “ไม่ต้องทำงานเพื่อเงิน” อีกต่อไป

และไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่ในสถานะไหน…

ยังไม่รวย, เกือบรวย, ไม่รู้เมื่อไหร่รวย หรือ รวยแล้วแต่อยากรวยกว่านี้ !

เฟิร์นเชื่อว่า 2 สิ่งง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้เพื่อไปถึงเป้าหมายเดียวกัน ก็คือ “ใช้แรงทำเงิน” & “ให้เงินทำงาน” Jerry Lynch นักวางแผนการเงิน เจ้าของ JFL Total Wealth Management ได้แบ่งปันความคิดส่วนหลัง นั่นคือการ “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อดังนี้

  • คุณไม่มีทาง “ รวย” จากตลาดหุ้น

แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ “ สมเหตุสมผล” กับเรา…แต่ก็ต้อง “ ลงทุนระยะยาว” จริงๆ นอกจากนั้นโดยทั่วไปแล้วคนที่ร่ำรวยมักมีจุดเริ่มต้นจาก 4 ทางด้วยกัน คือ

  • ได้รับมรดกตกทอด
  • ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์
  • ทำธุรกิจ
  • ออมเงินจำนวนมาก…และนานมาก

ดังนั้น…จง “อย่าคาดหวัง” มากเกินไปกับ ผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยควรเข้าใจกระบวนการทำงานของตลาดหุ้นด้วยว่าเป็นอย่างไร…ที่สำคัญต้องพัฒนากลยุทธ์การลงทุนที่สมเหตุสมผลอยู่สม่ำเสมอ และมีวินัยกับกลยุทธ์นั้น เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนระยะยาว…จะดีกับคุณเอง

  • เก็บออม…ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

นานาเหตุผลที่ทำให้เราไม่เก็บออม…มีอยู่เสมอ (ยังไม่พร้อม , มีหนี้อยู่เลย, ปีหน้าค่อยเริ่ม, เงินเดือนยังน้อยอยู่ ฯลฯ) แต่ทราบหรือไม่ว่า คนที่ประสบความสำเร็จทุกคน เลือกที่จะทำเรื่องง่ายๆ เช่น “ เก็บออม” อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต หรือแม้แต่ในปี 2008 หากมองย้อนกลับไปใครที่ เก็บออม หรือ ลงทุน ในช่วงนั้น ย่อมได้ผลตอบแทนก้อนโตเมื่อเวลาผ่านไป “ ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ”

  • มีแผนสำรองเสมอ

แผน A ที่คุณใช้อยู่ใช่ว่าจะใช้ได้ดีเสมอไป หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แผน A อาจไม่สามารถใช้ได้เลยก็เป็นได้…คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่รู้ว่า “ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน” ดังนั้นเขาจึง “ มีแผนสำรองเสมอ” เพื่อรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และนั่นทำให้เขามีทางเลือกในทุกสถานการณ์ ซึ่งก็คือกุญแจสู่ความสำเร็จนั่นเอง

  • “ ช้าอย่างเต่า” ชนะเสมอ

“ ความสำเร็จ” ไม่ใช่ผลลัพธ์ของการทุ่มกับกระทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการทำสิ่งต่างๆ ที่ควรทำ อย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นคนที่ประสบความสำเร็จในวัยที่อายุยังน้อย เขามักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ผ่านการเรียน หรืออบรมคอร์สต่างๆ หรือแม้แต่ ทำงานหนักกว่าคนรอบข้าง (เพื่อน, ครอบครัว หรือในธุรกิจเดียวกัน)

  • ทำงานกับคนเก่ง

เป้าหมายการทำงานของ Jerry Lynch ก็คือ “ เป็นคนที่โง่ที่สุดในที่ทำงาน” เพราะนั่นหมายความว่าเขาได้อยู่ท่ามกลางคนเก่ง คนฉลาด มากมาย ดังนั้นทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ของเขามักมีสุดยอดที่ปรึกษาคอยชี้แนะก่อนลงมือทำการใด เพราะไม่มีใครเก่งทุกเรื่อง ดังนั้นการยอมรับข้อจำกัดของตนเองย่อมทำให้เราสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มาช่วยให้ทุกการตัดสินใจ ดียิ่งขึ้น

  • เก็บเงินมากขึ้นเพราะรู้จัก “ ปฏิเสธ” มากกว่า “ ตอบรับ”

ทุกบทสนทนาทางธุรกิจ หรือธุรกรรมที่คุณทำ อาจไม่ใช่ deal ที่ดี หรือเหมาะกับคุณเสมอไป ดังนั้นคงดีกว่าไม่น้อยหากรู้จักหันหลังให้สิ่งเหล่านั้น และเริ่มต้นต่อรองใหม่ จนกว่าจะได้สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ เพราะนั่นย่อมดีกว่าการเสียเงินไปกับเรื่องที่มันยังไม่โดน!

  • เข้าใจ “ ความเป็นไปได้” ในทุกอย่าง

อะไรที่มันดู “ เหลือเชื่อ” พึงระลึกไว้เลยว่ามัน “ เชื่อไม่ได้” เพราะสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีความเสี่ยงเลย นั่นแหละ “ เสี่ยงที่สุด” เฉกเช่นการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนก้อนโต ที่มักการันตีได้เช่นกันว่าคุณต้อง “ เสียเงิน” กับการลงทุนนั้นแน่นอน…ไม่ใช่ว่าบนโลกนี้จะน่ากลัวไปซะหมด แต่เพียงอยากให้ศึกษาข้อมูล ทำการบ้าน และระมัดระวังกับสิ่งที่มันดู “ ไม่น่าเป็นไปได้” ก็เท่านั้น

รู้แบบนี้แล้ว…จะรอช้าอยู่ไย มาเริ่มต้น “ให้เงินทำงาน” ผ่านเคล็ดลับการเงิน 7 ข้อกันดีกว่า

3 ต. ต้องเตรียมก่อนเริ่มลงทุน

การจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม “การลงทุน” ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตามควรเริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเองให้พร้อมโดยต้องรู้จัก 3 ต. คือ เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ กันก่อน

เตรียมตัว

เพื่อจะเป็นผู้ลงทุนที่ดีโดยการกำหนด “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจน เป้าหมายการลงทุนถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จเพราะเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรากำหนดแนวทางการลงทุน ได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย การลงทุนแบบไร้ทิศทาง ลงทุนตามข่าวสารตามกระแส อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เหมาะกับตัวเราไปอย่างน่าเสียดาย

เบื้องต้นเราจึงควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่า ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่? และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด? ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในระยะสั้น (ไม่เกิน 1 ปี) ระยะกลาง (1–5 ปี) หรือ ระยะยาว (ตั้งแต่ 5 ปี ข้ึนไป) ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละบุคคล

บางคนอาจลงทุนระยะสั้นเพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับดาวน์รถยนต์คันใหม่ บางคนอาจลงทุนระยะกลางเพื่อเตรียมเงินไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือบางคนอาจต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ ฯลฯ

จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่าคุณรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนแบบไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ หรือมีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี่แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า… ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับคุณมากที่สุด

นอกจากนี้ต้องเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง โดยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกที่คิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น

 

ต้องการลงทุนเพื่ออะไร? ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่?
และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด?

 

เตรียมสตางค์

หรือเตรียมเงินลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งคุณควรพิจารณา “แผนการออมและแผนการใช้จ่าย” ประกอบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะทางการเงินหากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน

แล้วจึง “แบ่งเงิน” ไปลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนหลายๆ ประเภท หรือที่เรียกว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” (Asset allocation) เพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยง อย่างเหมาะสม

มีข้อมูลทางวิชาการและสถิติมากมายระบุว่าการจัดสรรสินทรัพย์ลงทุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะราคาของสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทจะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมทั้ง ใช้เวลาในการปรับขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากในคราวเดียวได้เป็นอย่างดี

การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท
ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมาก ในคราวเดียว

 

เตรียมใจ

สุดท้ายคือ… “เตรียมใจ” ให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน ถือเป็นเคล็ดลับในการลงทุนอย่างมีความสุข เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ขาดความอดทน” และ “ไม่มีวินัย” ในการลงทุนที่ดีพอ จึงมักจะลงทุนไปตามสิ่งเร้าหรือตามกระแส ไม่ได้พิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ

เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้วก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” เช่น หุ้น ตราสารหนี้กองทุนรวม อนุพันธ์ ฯลฯ อย่างรอบคอบเสียก่อน

เมื่อมีปัจจัย หรือเหตุการณ์ใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนเกิดขึ้นก็เกิดความกังวล หวาดวิตก กลัวความเสียหายจะเกิดขึ้นกับการลงทุนของตน ทำให้เกิดความกดดันและความเครียด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนโดยรวมและต่อสุขภาพจิตของตนเอง ตรงกันข้าม… หากเราพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ มีความอดทน และมีวินัยในการลงทุน เราก็จะพบว่าความผันผวนของตลาดในระยะสั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเรามากนัก

ลงทุนอย่างรอบคอบ อดทน และมีวินัย

 

เอาเป็นว่า…ใครอยากมี “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ควบคู่ไปกับ “ความมั่นคงทางอารมณ์”ต้องเตรียม 3 ต. ทั้ง เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจให้พร้อมจะได้ออกสตาร์ทบนเส้นทางการลงทุนแสนสุขได้อย่างผู้ลงทุนมืออาชีพ

 

 

การจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

 1.   ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยทั่วไป มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ซึ่งใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจะต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา 86/4)

          (1)   คำว่า “ใบกำกับภาษี”

          (2)   เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ

          (3)   ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ

          (4)   ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ

          (5)   หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและหมายเลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี)

          (6)   วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

          (7)   ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

          (8)   จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ โดยให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

         กรณีที่มีการขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับภาษี / ใบส่งของ อยู่ในฉบับเดียวกัน โดยส่งมอบสำเนาใบกำกับภาษี / ใบส่งของให้กับผู้ซื้อพร้อมกับการส่งมอบสินค้า ส่วนต้นฉบับของใบกำกับภาษี / ใบส่งของ จะส่งมอบให้กับผู้ซื้อต่อเมื่อได้รับชำระราคาค่าสินค้า กรณีนี้ถือว่ามิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องส่งมอบต้นฉบับของใบกำกับภาษี (เอกสารฉบับแรก) ให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า

         สำเนาใบกำกับภาษี/ใบส่งของที่ผู้ซื้อได้รับ ผู้ซื้อจะนำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอหักภาษีซื้อไม่ได้

         ในทางปฏิบัติ หากผู้ประกอบการต้องการเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการฟ้องคดีกรณีผู้ซื้อไม่ชำระราคาค่าสินค้า ผู้ประกอบการควรออกใบกำกับภาษีแยกต่างหากจากใบส่งของและส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษี พร้อมทั้งสำเนาใบส่งของให้กับผู้ซื้อเมื่อมีการส่งมอบสินค้า โดยเก็บต้นฉบับใบส่งของไว้เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ หรือเพื่อความสะดวก ผู้ประกอบการอาจออกใบกำกับภาษีและใบส่งของอยู่ในเอกสารชุดเดียวกัน โดยถือปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีแบบเป็นชุด ก็ได้

       2.   ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นแบบเอกสารออกเป็นชุด ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปรวมกับเอกสารการค้าอื่น เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ซึ่งมีจำนวนหลายฉบับในชุดเดียวกัน และใบกำกับภาษีไม่ใช่เอกสารฉบับแรก ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

          (1)   ในเอกสารฉบับแรกของเอกสารชุดดังกล่าว หรือในเอกสารฉบับอื่นที่มิใช่ฉบับแรก แต่เป็นต้นฉบับของเอกสารฉบับอื่นใดก็ตาม ซึ่งมิใช่ฉบับที่เป็นใบกำกับภาษี จะต้องมีข้อความว่า “ไม่ใช่ใบกำกับภาษี” ไว้ในเอกสารฉบับนั้นด้วย

          (2)   ในเอกสารทุกฉบับของเอกสารชุดดังกล่าว จะต้องมีข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ไว้ด้วย

          (3)   ในเอกสารฉบับที่ถือว่าเป็นสำเนาของเอกสารฉบับอื่นจะต้องมีข้อความว่า “สำเนา” ไว้ทุกฉบับ

         ข้อความตาม (1) ถึง (3) ดังกล่าวข้างต้น จะต้องตีพิมพ์ขึ้นหรือจัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ จะประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือกระทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันไม่ได้

       3.   กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง และสถานประกอบการที่มิใช่สำนักงานใหญ่ได้นำใบกำกับภาษีของสถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทุกครั้งที่มีการขายสินค้าหรือการให้บริการ จะต้องมีข้อความว่า “สาขาที่ออกใบกำกับคือ…..” ไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายางเขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

       4.   กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียน ซึ่งประกอบกิจการสถานบริการน้ำมัน ได้ขายน้ำมันเชื้อเพลิงหรือได้ขายสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรถยนต์ ที่ต้องจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จะต้องระบุ “เลขทะเบียนรถยนต์” ไว้ในใบกำกับภาษี โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วย วิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้

       5.   กรณีของการฝากขายสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า ซึ่งตัวการและตัวแทนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 หรือร้อยละ 0 และทำสัญญาตั้งตัวแทนเพื่อขายสินค้า โดยตัวการได้ส่งมอบสัญญาให้แก่เจ้าพนักงานสรรพากรภายใน 15 วันนับแต่วันทำสัญญาตั้งตัวแทน เมื่อตัวแทนได้ขายสินค้าให้กับผู้ซื้อ ตัวแทนต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปในนามของตัวการ โดยตัวแทนต้องระบุชื่อ ที่อยู่และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนด้วย

       6.   กรณีได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร ให้ออกใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ จะต้องระบุอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยไว้ในใบกำกับภาษี โดยอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าว จะต้องตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ (อัตราแลกเปลี่ยน ให้ใช้อัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศไว้เป็นอัตราแลกเปลี่ยนของวันถัดไป ตามมาตรา 9 แห่งประมวลรัษฎากร)

 

 

 

ที่มา  กรมสรรพากร

เริ่มต้นธุรกิจ

อิทธิพลของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบ และโครงสร้างการถือหุ้นที่มีผลต่อการวางแผนภาษี : หลักฐานเชิงประจักษ์จากประเทศไทย

ลงทุน LTF หรือ RMF ต้องรู้อะไรบ้าง ไม่งั้นอาจพลาด!!

เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนรู้จักกับ LTF หรือ RMF นั่นเป็นเพราะสิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีนั่นเอง และแน่นอนว่าการจะได้สิทธิ์นั้นๆจากกองทุนรวมทั้ง 2 ประเภทนี้ ต้องนำเงินไปลงทุน แล้วจึงนำจำนวนเงินลงทุนดังกล่าวมาใช้ในการยื่นลดหย่อนภาษี ทีนี้ก่อนที่เราจะเริ่มลงทุน มีอะไรบ้างที่เราควรจะรู้ เพื่อไม่ให้พลาดอะไรไป

 

1. นโยบายการลงทุน แน่นอนว่า ในเมื่อเป็นเรื่องของการลงทุน เราก็ควรจะศึกษาให้ดีก่อนว่า LTF หรือ RMF นั้นๆมีนโยบายการลงทุนอย่างไร หากเป็น LTF เราก็อาจจะรู้ภาพรวมว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเป็นหลัก ซึ่งมีความเสี่ยงที่สูง แต่ในส่วน RMF เนื่องจากมีนโยบายหลากหลาย เราจึงควรดูให้ดีก่อนว่า RMF ที่เราไปลงทุน ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน และเราพร้อมจะรับความเสี่ยงหรือไม่ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร

2. จำนวนเงินที่สามารถลงทุน เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี จากบทความ “กองทุน LTF, RMF ลดหย่อนภาษีได้ทั้งคู่ แล้วมันต่างกันอย่างไร” เราน่าจะได้เห็นเงื่อนไขไปแล้วว่ามีทั้งการกำหนดขั้นต่ำ การลงทุนที่ต่อเนื่อง และเพดานของการลงทุน ซึ่งเราควรจะทราบก่อนว่า ลงทุนได้เพียงใด เพราะหากถ้าเราลงทุนเกินกว่าเพดาน เงินลงทุนส่วนเกินนอกจากจะไม่ได้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีแล้ว อาจจะทำให้ติดเงื่อนไข และทำให้เงินลงทุนส่วนดังกล่าวต้องเสียภาษีจากกำไรจากการขายไปด้วย

3. ผิดเงื่อนไขแล้วจะโดนปรับอย่างไร แม้ว่าเราจะทราบแล้วว่า การลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนระยะยาว แต่หากว่าเกิดมีเรื่องฉุกเฉินที่เราไม่สามารถวางแผนได้จริง อาจจะทำให้เราจำเป็นต้องขายแบบผิดเงื่อนไข ซึ่งนั่นจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องค่าปรับ และการเรียกคืนภาษีที่เราใช้สิทธิ์ไปตามมานั่นเอง

สรุปเป็น 3 ข้อหลักๆไว้สำหรับผู้ที่จะลงทุนใน LTF และ RMF แล้วกันนะครับ อีกสิ่งที่หนึ่งที่ควรรู้ ก็คงไม่พ้นเรื่องรายละเอียดกองทุน LTF และ RMF ที่เราจะเลือกลงทุนนะครับ ซึ่งเข้าไปดูได้เลยจาก

http://www.wealthmagik.com/FundInfo/FundHouseList.aspx

และสามารถเข้าไปทดลองคำนวณเรื่องภาษี เพื่อตรวจสอบว่า เราสามารถลงทุนใน LTF หรือ RMF ได้อีกเท่าไหร่จาก

http://www.wealthmagik.com/FP/TPInput.aspx?mode=NP

 

 

กรณีศึกษา : ตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ว่าอะไรดี?

วันนี้เอากรณีศึกษา ในการเป็นที่ปรึกษาการตลาด มาเล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้ไม่ใช่เกิดบนโปรเจค หรือสตาร์ทอัพ แต่เป็นการปรึกษาให้กับคนรู้จักกันเป็นปกติรายหนึ่ง ทว่านี่เป็นกรณีที่เกิดบ่อยๆ ในการทำธุรกิจทั่วไปคือ “การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ว่าอะไรดี?”

มีหลายๆ คน ที่กำลังทำธุรกิจ หรือจะเปิดร้าน เริ่มต้นอะไรๆ บางอย่าง สิ่งแรกที่มักจะไม่ลงตัวคือ “การตั้งชื่อ” นี่แหละ เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างในการคิด โดยมากแล้วก็จะเข้าใจกันอยู่บ้างว่า ควรจะต้อง “โดน” “จำง่าย” “เข้าใจได้” หรือ “สื่อสารได้” บางก็ “ต้องเท่ห์” “ต้องโดน” อะไรทำนองนี้ กรณีวันนี้ก็เช่นกัน ผู้ปรึกษาก็ทำการบ้านมาประมาณหนึ่งในแบบที่อาจเรียกว่า “คิดหว่าน” คือตั้งชื่อมา 4-5 ชื่อ แต่ละชื่อก็ดูมีความหมาย ที่มาที่ไป ต่างกันไป และให้ผมเลือก เมื่อผมได้ดูจะเห็นว่า แต่ละชื่อ ย่อมมีข้อบกพร่องและความต้องการแตกต่างกันเหลือเกิน ดูตัวอย่างกันเลยดีกว่า

  1. seed scrub (ซี๊ด สครับ)
  2. nein scrub (เนียน สครับ)
  3. กาแฟ scrub
  4. Scrub Si (สครับ สิ)
  5. Sai Scrub (ใส สครับ)

จากตัวอย่างจะเห็นว่าผู้ปรึกษาใช้คำว่า Scrub หรือ สครับ มาเป็นชื่อร่วมทุกชื่อ ซึ่งข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ ทุกคนรวมทั้งผมรู้ทันทีว่า สินค้าคืออะไร หรือเกี่ยวกับอะไร ทว่าแต่ละชื่อก็มีข้อเสีย อยู่เช่นกัน

  • seed scrub (ซี๊ด สครับ) : แม้คำว่า Seed ภาษาอังกฤษ จะไม่ได้มีความหมายไม่ดีอะไร โดยอยู่บนนัยที่ว่า เมล็ดพันธุ์ หรือ การเริ่มต้นก็ได้ทำนองนี้ แต่พอเมื่ออ่านเป็นไทย ความหมายอาจดู หวือหวา และหวาดเสียวไปสักหน่อย
  • nein scrub (เนียน สครับ) : เป็นชื่อที่พอเข้าเจตนา แต่ทว่า มันออกจะดูจงใจ ไม่พ้องกับคำหลัง จนออกขำๆ กับชื่อนี้
  • กาแฟ scrub : นี่ก็ใช้คำเฉพาะมากเกินไป ตรงเกินไปจนกลายเป็นไม่รู้ว่าชื่อแบรนด์นะครับ
  • Scrub Si (สครับ สิ) : ชื่อนี้ก็ดูข้อเสียน้อย ออกอารมณ์เชิญชวน เก๋ไก๋ดี แต่ที่ยังไม่แน่ใจเพราะอะไรไว้อ่านกันต่อไป
  • Sai Scrub (สครับ) : ใส สครับ ชื่อนี้ คงคิดไปเรื่อย จาก เนียน ใส อยากจะสื่อสรรพคุณ ทว่าก็ไม่ต่างกันตรงที่ มันห้วนๆ และแปลกๆ ออกเป็นชื่อที่ขำๆ เสียมากกว่า

หมายเหตุ ในบทความนี้เขียนบนรูปแบบอธิบายความ ประสบการณ์ แนะนำในเบื้องต้น จะไม่ใช้หลักการ ทฤษฏี ตำรา ให้เข้าใจยากเกินไป จึงไม่แนะนำให้เอาไปอ้างอิงประกอบวิชาการใด เว้นแต่นำไปใช้ในชีวิตจริงเท่านั้น

ข้อควรระวังในการตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand)

ที่นี้ลองมาดูกันก่อนดีกว่า ว่า อะไรควรระวังเพราะอะไรและทำไม อนึ่ง อาจมีข้อยกเว้นหรือ รายละเอียดแยกอีกที กรณีเป็นชื่อแบรนด์ ยี่ห้อ หรือแค่ชื่อผลิตภัณฑ์(รุ่นเดียว, ประเภทเดียว) โดยไม่นับรวมถึงการตั้งชื่อธุรกิจ ชื่อบริษัท โดยรวมถือว่าเป็นข้อควรระวังแบบหลักกว้างๆ ให้ไว้กันก่อน

  1. ความยาว : ชื่อที่ยาวเกินไป ไม่เพียงจดจำได้ยาก แต่ยังส่งผลเป็นอุปสรรคในการต่อยอดหลายๆ ประการไม่ว่าจะเป็นการทำสื่อ หรือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยส่วนใหญ่ไม่ควรมากกว่า 2 คำ หรือ 4 พยางค์ หมายความว่า ถ้าเป็นคำเดียวต่อกันก็ไม่ควรเกิน 4 พยางค์จะจำยากเกินไป เหมือน ฮอนด้า ยามาฮ่า มิตซูบิชิ เหล่านี้ จะไม่เกิน 4 พยางค์ แต่หากเป็น 2 คำขึ้นมา ก็จะยกเว้นได้บ้าง เช่น วิคตอเรีย ซีเคร็ท Victoria’s Secret  , โอเรียนทอล พริ้นเซส Oriental princess, ที่จะเห็นว่า เป็นคำที่มีความหมายในแต่ละคำ เมื่อรวมแล้ว คนจดจำเข้าใจ เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โดยตรง ซึ่งต้องใช้อย่างระมัดระวังอยู่ดี
    ดังอีกกรณี Oil Of Ulan ออย ออฟ อูลาน ที่เราจะเห็นว่า แม้จะ 4 พยางค์ แต่เป็นคำแยก 3 คำ จนต้องมีแผนการปรับมาเป็น Oil Of Olay และเหลือเพียง Olay ให้ได้ในที่สุด นี่เรียกว่าเป็นการค่อยๆ ปรับเปลี่ยนอย่างมีแบบมีแผน ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียภาพพจน์และลูกค้าเดิมๆ ได้ แต่โดยรวมแล้วเราจะเห็นว่า ไม่ควรเกิน 4 พยางค์ นั่นเอง
  2. ซ้ำ หรือสั้น : นอกจากยาวแล้ว สั้นเกินไปก็ห้วนจนไม่น่าจำหรือจำยากด้วยเพราะความสับสนซึ่งสั้นเกินไปนี้จากข้อแรก อาจสรุปได้เลยว่าไม่ควรใช้ชื่อพยางค์เดียว เพราะบางทีมันจะไปซ้ำกับแบรนด์อื่น สินค้าอื่นได้ง่ายๆ อีกด้วย
    นอกจากนี้แม้จะไม่ได้สั้น แต่ซ้ำจนไม่มีเอกลักษณ์ก็ไม่ดีเช่นกัน เว้นเสียแต่ว่า คุณจงใจเลียนแบบแบรนด์ใหญ่ หรือสินค้าอื่น อันนั้นก็ว่ากันไป เช่น “ครัวกันเอง” ที่มีทุกจังหวัด จริงๆ
  3. คำและความหมาย : ข้อนี้ค่อนข้างกว้าง อาจมีข้อควรระวังเรื่องคำ และความหมายดังนี้
    3.1  คำอ่านยาก ออกเสียงยาก
    3.2  คำผวน
    3.3  คำพ้องเสียง ความหมายอื่น กรณีศึกษา Seed ซี้ด
    3.4  คำเฉพาะ ดังเช่น สครับ กาแฟ เป็นชื่อเรียก ไม่ควรนำมาเป็นชื่อแบรนด์ เพราะคนจะสับสนว่า เป็นคำเรียกสินค้า หรือ ชื่อสินค้ากันแน่
    3.5  ความหมาย หมิ่นเหม่ สอดเสียด ตีความได้เป็นอย่างอื่น (แต่บางทีก็เป็นจุดขายได้)โดยทั้งหมดนั้นเป็นข้อควรระวังกว้างๆ ซึ่งทีนี้หลังจากให้ความเห็นถึงความไม่เหมาะสมแกผู้มาปรึกษาไปแล้ว ย่อมเกิดคำถามกลับมาว่าแล้วจะชื่ออะไรดี?

จากประสบการณ์ การเป็นที่ปรึกษานั้น ทำให้เห็นว่า หลายครั้ง หลายกรณี ที่ปรึกษาไม่ควรคิดแทน คิดให้ก็ไม่ถูกใจแม้จะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม (ทั้งที่ที่ปรึกษามีหน้าที่มาคิดแทนหรือช่วยคิด) ด้วยบางสิ่ง มีความรู้สึก อารมณ์และความชอบส่วนตัวของเจ้าของธุรกิจ หรือเจ้าของสินค้า แบรนด์ อยู่ดังนั้น คำตอบจึงเป็นในแนวทางกรอบความคิดกันก่อนแทน

ทั้งนี้สำหรับท่านที่กำลังตั้งชื่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือแบรนด์นั้น ต้องตระหนักว่า ในช่วงเวลาแบบนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจ ดังนั้นวิธีหนึ่งในการตัดสินใจที่ดีคือ มีกรอบการตัดสินใจ มิเช่นนั้น โน่นก็อยากได้ นี่ก็จะเอา นั่นก็ติดตรงนั้น นี่ก็ติดตรงนี้ ตัดสินใจไม่ได้เสียที หรือแม้แต่การฟังเสียงรอบข้าง ก็รังแต่จะสร้างปัญหาเพราะแต่ละความเห็น ย่อมออกมาจากเหตุผล ต่างๆ กัน เช่นนี้แล้ว นึงควรกรอบโจทย์การตั้งชื่อ นี้ให้แคบลง ดังนี้

กลยุทธ์การตลาด แนวคิด การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ (Brand) ตราสินค้า

การกรอบแนวคิดนั้นควรเลือก 1 ข้อเป็นแกนนำไปเลยว่า เราต้องการตั้งจากสิ่งใดดังนี้

  1. อารมณ์ หรือ เหตุผล : ไม่ได้หมายความว่าใช้อารมณ์ตั้ง หรือใช้เหตุผลตั้งชื่อ แต่ตั้งไปแล้ว สื่อสารทางอารมณ์หรือเหตุผล ต่อลูกค้าเป็นสำคัญ โดย กรณียังไม่ได้แยกประเภทสินค้า อาจเป็นแนวคิดกว้างๆ ในลักษณะที่ว่า หากเป็นการตั้งแบบอารมณ์นี้ ก็เช่น ตั้งให้ดู ขำ ดูสนุก จงใจ ประชด เช่น กล้วยลืมผัว, มัน(ทอด)มีกิ๊ก ทำนองนี้ ซึ่งลูกค้าหรือผู้พบเห็น จะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมจนจดจำ ไม่เว้นแต่การตั้งชื่อให้ดูหรูหรา หรือมีคุณค่า เช่น ครีม หิมะพันปี ทำนองนี้เป็นต้น ข้อเสีย อาจไม่เหมาะกับสินค้าที่เป็นทางการ เพราะชื่อที่ดู ล้อเล่น หรือไม่จริงจังนั่นเอง
    แต่หากเลือกไปในเชิงเหตุผลนั้น โดยหลักอาจจะเน้นแบบทางการ น่าเชื่อ ซึ่งบางทีก็เป็นชื่อที่ไม่มีความหมาย หรือมีแต่ลูกค้าไม่รับรู้ เช่น ใช้ชื่อตระกูล ภาษาต่างประเทศ ที่มีความหมายแอบซ่อน หรือมูลเหตุจาก ประวัติศาสตร์ของสินค้า ซึ่งก็ต้องระวังเรื่องของการตีความหมายไปทางอื่นด้วย และโดยมากหากเลือกตั้งชื่อบนเหตุผลทำนองนี้ น่าจะถือว่าเป็น การตั้งชื่อบนเหตุผลส่วนตัว ก็ไม่จำเป็นต้องมองปัจจัยอื่น นั่นเพราะ  ข้อเสียคือ ย่อมขัดแย้งกับข้ออื่นๆ มากมาย เช่น ไม่สื่อสาร ไม่สะท้อนสินค้า อาจจำยาก แต่ไม่ผิด เพราะชื่อแบรนด์หรือชื่อสินค้าไม่ได้ชี้วัดทุกอย่างของธุรกิจ และมีวิธีอื่นทางการตลาดทำให้โดดเด่นได้ไม่ยาก
  2. ตัวสินค้าเอง : การขยายความ หรือบ่งบอกสรรพคุณจากตัวสินค้าเอง ก็เป็นไอเดียที่ดีในการตั้งชื่อสินค้า เพียงแต่ต้องเลือกจุดแข็ง หรือคุณสมบัติเด่น หรือความแตกต่างนำมาใช้เป็นชื่อ ซึ่งจากกรณีศึกษา ก็มีการใช้วิธีนี้มาเป็นตัวเลือก เช่น เนียนสครับ เพียงแต่ไม่ได้วิเคราะห์ข้อควรระวัง หรือรอบคอบ แต่หากเลือกโจทย์ตั้งชื่อตาม จุดแข็งของสินค้าแล้ว ก็จะพบว่ามีข้อดีมากมาย ทั้งสื่อสารง่าย เข้าใจได้ทันที แต่ก็มิวายมี ข้อเสีย อยู่ก็ตรงที่ ไม่สามารถแตกไลน์สินค้าออกเป็นอย่างอื่นได้ หรือทำได้ยาก ชื่ออาจผูกมัดเกินไปจนอาจเป็นการย้อนมาทำลายสินค้าเมื่อมีสินค้าอื่นทำจุดแข็งนั้นได้ดีกว่า แต่หากตั้งใจเป็นเพียงชื่อ 1 ผลิตภัณฑ์ ก็เป็นอันว่าจบไป
  3. กลุ่มลูกค้า : ข้อนี้ก็มีความสำคัญ อาจต้องดูประกอบกับข้อ 1-2 ด้วย โดย ต้องดูให้ชัดเจนว่า กลุ่มลูกค้าของสินค้าที่จะตั้งชื่อนั้น อยู่ในระดับใด บน กลาง ล่าง คร่าวๆ เพราะหากลูกค้าระดับบน ก็อาจตั้งชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ให้ดูยกระดับ (อาจไม่เสมอไป แต่โดยส่วนใหญ่) ไม่ใช้ความหมายตรงๆ ซึ่งทำให้ดูว่าไม่ต้องคิดมาก แง่เชิงลึก คือสะท้อนว่า กลัวลูกค้าจะโง่ ดังนั้นลูกค้าจะแอบแย้งโดยไม่รู้ตัวว่า ฉันไม่โง่ ไม่ใช้แบรนด์นี้
    หรือแม้แต่ กลุ่มลูกค้าที่แยกอายุ, เพศ เหล่านี้ก็มีความชอบชื่อในแนวทางต่างกัน เช่นการตั้งชื่อภาษา ญี่ปุ่น เกาหลี อาจเจาะกลุ่ม อายุ และเพศได้ เป็นต้น
    ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน แต่เป็นข้อเสียที่ต้องยอมรับ และเข้าใจให้ชัดเจนว่าลูกค้ากลุ่มอื่นอาจไม่สนใจสินค้าเรา แต่ในกลยุทธ์ธุรกิจจริงๆ แล้วหากเป็นผู้เชี่ยวชาญ การเลือกกลุ่มลูกค้าและเสียอีกกลุ่มไม่ถือว่าเป็นข้อเสีย ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เลือกแล้วมากกว่า
  4. ผู้เชียวชาญ : ดังที่บอกไปแล้วว่า ประการหนึ่ง เจ้าของธุรกิจหรือเจ้าของแบรนด์ อาจอยากมีส่วนร่วม และต้องการให้สิ่งเหล่านี้เป็นของเขาหมด ในความเป็นเจ้าของนี้จึงอยากตั้งชื่อเอง แต่สิ่งหนึ่งหากมองแบบมุ่งความสำเร็จ ก็อาจจะตัด ความรู้สึกที่(จริงๆ ไม่ได้สำคัญ) เป็นตัวเองออกไปและให้คนที่ไว้ใจ หรือผู้เชียวชาญ ตั้งให้เลยย่อมได้ ซึ่งอาจจะช่วยได้ดีกว่า ทั้งแง่ การตลาด อนาคต เหตุผลต่างๆ และข้อท้ายนี้ ไม่เว้นกระทั่ง หากมีความเชื่อด้านอื่นๆ ให้หมอดู พระ ซินแส ที่จริงใช่ว่าจะแนะนำ แต่หากติดอยู่เพียงแค่ “ชื่อ” ตรงนี้รับรองว่าธุรกิจคุณไม่มีวันไปไหน เอาที่สบายใจไปเลย

ท้ายนี้หวังว่า บทความการตลาด กรณีศึกษาเรื่อง การตั้งชื่อสินค้า หรือแบรนด์ นี้จะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับกรณีศึกษา ผู้ที่มาปรึกษาเขาก็ได้ชื่อดี ถูกใจโดยที่เขาคิดออกมาได้เอง จากกรอบและแนวทางที่วางให้ไป ซึ่งเป็นชื่อที่ผมเองก็มองว่าใช้ได้ทีเดียว แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้ชื่อดีจะทำให้เริ่มต้นได้สวยงาม แต่ความพยายามกับความใส่ใจเรื่องอื่นๆ ต้องไม่แพ้กัน นั่นจึงจะประสบความสำเร็จ พบกันใหม่ ขอบคุณครับ

Monopoly เกมส์เศรษฐี นี่คือกลยุทธ์ธุรกิจ

รู้จักเกมส์กระดาน (Board Game) ที่มีชื่อว่า Monopoly หรือ เกมส์เศรษฐี กันไหมครับ? สมัยเด็กๆ ผมเล่นเกมส์นี้ครั้งแรกโดยยังไม่รู้จัก Monopoly ที่เป็นต้นฉบับต่างประเทศ ผมเล่นเกมส์ที่คล้ายคลึงของไทย ชื่อว่า “ซุปเปอร์เศรษฐี” ที่มีลักษณะกล่องคล้ายๆ รูปประกอบด้านล่างนี้ ต่างกันที่ในรูปประกอบนี้น่าจะเป็นรุ่นใหม่กว่าแล้ว วันนี้จะมาพูดถึงเกมส์นี้ที่มันเกี่ยวยังไงกับกลยุทธ์ธุรกิจต้องลองอ่านดู เชื่อว่าเป็นบทความที่มีข้อคิดทีเดียว

 

 

เกมส์ Monopoly

มาทำความรู้จักเกมส์เศรษฐี หรือ Monopoly นี่กันหน่อย ชื่อเกมส์นี้ไม่ได้มาเล่นๆ ที่มาจากเศรษฐีจริงๆ ชาวอเมริกัน เธอมีชื่อว่า Ellizabeth Magie Phillips เธอสร้างเกมส์ขึ้นมาชื่อว่า The Landlord Game เพื่อจำลองเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รายได้ สร้างความเข้าใจเรื่องภาษี (single tax theory of Henry George) โดยได้จดสิทธิบัตรไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) แต่เกมส์ในตอนนั้นก็เป็นเกมส์ที่เล่นกันวงจำกัดแคบๆ จนกระทั่ง Charles B. Darrow ได้มาลองเล่นที่บ้านเธอก็จึงนำไปพัฒนา และก็ขายให้บริษัทพาร์คเกอร์ บราเธอร์ (Parker Brother) พัฒนาต่อๆ มาจนเป็น Monopoly ถึงปัจจุบัน ส่วนของไทยนั้น คาดว่าได้รับแรงบันดาลใจ.. มาอีกที(ก็ไม่รู้สินะ ไม่ทราบจริงๆ) ประวัติของเกมส์นี้เต็มๆ ลองดูได้ที่นี่ครับ https://en.wikipedia.org/wiki/Monopoly_(game)

 

รูปแบบ วิธีการเล่น

เป็นเกมส์กระดาน (Board Game) ที่ใช้วิธีการผลัดกันทอดลูกเต๋า 2 ลูก และเดินไปตามช่องนับจำนวนตามที่ทอดเต๋าได้ กรณี ออกเลขคู่(เลขเหมือนกัน)ก็จะได้ Double หรือคูณสอง โดยส่วนใหญ่จะเล่นได้สู่งสุด 4 คน เริ่มต้นจะมีเงินมาให้จำนวนหนึ่ง และ เมื่อเดินครบรอบกระดานก็จะได้รับเงินเดือนเพิ่มทุกๆ รอบ

ระหว่างการเดินแต่ละช่อง แต่ละรอบของผู้เล่น ก็อาจจะเดินไปตกตามเมืองต่างๆ หรือช่องที่เป็น โอกาส(Chance) กับ เปิดหีบ (Community Chest) ทั้งสองก็เป็นเรื่องของการวัดดวง ว่าจะได้เงิน เสียเงิน หรือเจอสถานการณ์อะไร ซึ่งจะรู้ได้จากการเปิดการ์ด (Card) หลังจากเดินไปตกที่ช่องเหล่านี้ ส่วนการเดินไปตกตามเมืองต่างๆ กรณีที่ยังไม่มีเจ้าของ ก็สามารถซื้อมาครอบครองได้ ในกรณีที่ตกของคนอื่น ก็ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าเช่า ขึ้นอยู่กับว่า มีการลงทุนซื้อบ้าน ซื้อโรงแรม อะไรเพิ่มมากน้อยแค่ไหน สุดท้ายใครมีเงินมากสุดชนะ ใครเงินหมดก็แพ้ไป เกมส์มีหลักง่ายๆ ประมาณนี้ ที่บางรุ่น บางแบบอาจมีกฎย่อยๆ ก็ว่ากันไป

 

 

กลยุทธ์ธุรกิจ

หลักๆ ของเกมส์นี้ คือการรู้จักลงทุน การที่ได้ซื้อเมืองไว้มาก โอกาสที่คนอื่นจะเดินมาตก และจ่ายค่าเช่าให้เราก็มีสูงก็เหมือนการมีกิจการใหญ่โตโอกาสสร้างกำไรก็มากขึ้น แต่ด้วยความที่เราเริ่มต้นที่เงินเท่ากัน การกว้านซื้อไว้มากๆ อาจทำให้ลำบากเวลาไปตกที่คนอื่น เพราะนั่นหมายถึงเราจะไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องจำนองที่ของเราไปแบบขาดทุนเพื่อจ่ายให้คนอื่น และนั่นทำให้เราเสียเปรียบได้

หากพิจารณาการทำธุรกิจนั้น ถ้าไม่กล้าลงทุนเหมือนเกมส์ๆ นี้ ที่เล่นแบบไม่ลงทุนเลย รอเพียงเงินเดือน ก็จะเดินเพื่อมาจ่ายค่าเช่าให้คนอื่นไปสุดท้ายเงินย่อมหมดและแพ้ไป ซึ่งเปรียบกับคนทำกิจการหากไม่ขยับขยาย มัวแต่ไม่ทำอะไรสุดท้ายคนอื่นก็เอาไปเสียหมด รอวันถอยหลังไม่ช้าก็เร็ว (ในชีวิตจริงก็อาจไม่เจ๊งแค่ไม่ก้าวหน้า) ในทางตรงกันข้าม หากบ้าลงทุนโดยไม่คิดให้ดีเสียหน่อยก็อันตราย หากโชคดีบางเกมส์ก็ชนะได้ แต่ไม่เสมอไป และนี่มันก็กลายเป็นเหมือนเพียงเล่นเกมส์แบบพนันวัดดวง ที่บนธุรกิจจริงไม่มีใครทำ (ซึ่งอาจมีแบบไม่รู้ตัวอยู่เหมือนกัน) เพราะควรต้องดูเงินทุน ดูทรัพย์สิน Cash Flow / Asset ว่าเหมาะสมจะลงทุนหรือยัง ไม่เช่นนั้นแล้ว กว้านซื้อจนเงินหมด เวลาชักหน้าไม่ถึงหลังมันก็จะพังอย่างรวดเร็ว หากเคยเล่นเกมส์นี้มาพอสมควรคงเข้าใจได้ว่าเป็นอย่างไร (คนทำธุรกิจนักบริหารจะเข้าใจ ให้ความสำคัญเรื่อง Cash Flow กระแสเงินสดเป็นอย่างดี)

กฎของเกมส์นี้อย่างหนึ่ง หากเป็นเจ้าของเมืองที่ติดกัน(สีเหมือนกัน)ในเกมส์ จะทำให้ได้โบนัสจากค่าเช่าเพิ่มพอควร นี่ทำให้ได้เปรียบมากๆ หากคู่แข่งมาตกที่เมืองใดเมืองหนึ่งเราที่มีโบนัสนี้ เปรียบกับกลยุทธ์ระดับธุรกิจในการเติบโต (Growth Strategy) การเติบโตแบบมุ่งเน้น (Concentration) ไม่แน่ใจว่าจะเรียกภาษาไทยว่าอะไรดี แต่เป็นการเติบโตสิ่งที่ยังเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเดิม ความเสี่ยงน้อยขยายผลได้ง่าย นี่ก็คล้ายกัน หากไม่ลงทุนสะเปะสะปะ รอจังหวะให้ได้เมืองเชื่อมต่อกันนั้น มันก็ทำให้ได้เปรียบสูงจากนั้นจึงค่อยขยายไปในธุรกิจอื่นๆบ้าง  (Diversification) ไปก็น่าจะดีกว่า

และด้วยกฎเดียวกันนี้เอง บางทีการซื้อที่ดิน ที่เป็นการขัดขวาง หรือดักคนอื่นๆ ไม่ให้เขาได้เมืองหรือที่ดินติดๆ กัน ก็เป็นสิ่งจำเป็นคล้ายๆ การปิดกั้นคู่แข่งทางธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยงของเราไปในตัวนี้ ก็เป็นกลยุทธ์การแข่งขันที่ต้องพิจารณาในเกมส์ ทว่าบางทีมัวแต่กันท่าคนอื่น ของเราเองไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็มีเหมือนกัน มันก็ต้องคิดให้ดี ที่กล่าวมานี่เป็นเพียงมุมหนึ่งที่พึงสังเกตได้จากเกมส์

โลกแห่งความจริง

จริงๆ แล้วเกมส์นี้ไม่ซับซ้อน เทคนิคก็มีอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขยายเมืองกระจายๆ แต่ค่อยๆ ใส่บ้าน โรงแรม หรือการถือครองส่วนใหญ่(ติดกันเพื่อโบนัส) อะไรก็ตาม ทว่าปัจจัยอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลให้แพ้ชนะและบนโลกความจริงก็ต้องเจอคือ โอกาส และอุปสรรค หรือที่เราเรียกว่าสถานการณ์, โชค, ดวง?! เหมือนการเดินหมาก ไม่รู้ว่าจะเจออะไร อาจต้องไปเปิดการ์ดต่างๆ ที่ทำให้ ได้ลาภลอย หรือโชคร้ายมาเยือน แน่นอนว่าธุรกิจจริงๆ ก็เป็นเช่นนี้ได้ วันดีคืนดี น้ำท่วม, ถูกโกง, ของเสียหาย ต่างๆ นาๆ หรือจู่ๆ ได้ออร์เดอร์มาล๊อตใหญ่ เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรับมือ และดำเนินการต่อไปอย่างไร จะคว้าโอกาส หรือรอดจากอุปสรรคไหมนั่นก็อีกเรื่อง..

คนที่เคยเล่นเกมส์นี้มา จะรู้ดีว่า เกมส์เศรษฐี ก็ต้องมีโอกาสทำเงินมากๆ ด้วยการเติบโต ไม่โตไม่คิดขยายก็ไม่ได้เป็นเศรษฐี ในขณะเดียวกันก็อย่าคิดแต่ว่าสร้างมาก โตมาก ดูน่าจะไปได้สวยมาก จะเสมอไป มีพลิกล๊อก มีผันแปรได้ ไม่ว่าจะเป็นการพลาดทางกระแสเงินสด (Cash Flow) เมื่อต้องจ่ายแล้วไม่มี จำนำ จำนองคือภาวะที่ยุ่งเหยิง การลงทุนที่ไร้ประโยชน์ก็เช่นกัน ในเกมส์ Monopoly นั้น มันเกิดขึ้นได้ ในเกมส์ยาว แต่ก็ใช้เวลาไม่นาน อาจจะแค่สักชั่วโมง และเริ่มใหม่ได้..

แต่เหตุที่มาเขียนนี้ เพราะในชีวิตจริงมี ก็ยังประสบพบเห็นอยู่แต่คงไม่บังอาจไปสอนอะไรเขา เพราะหลงไปในกระแสการที่คิดว่าตนนั้นเติบโต ขาดการบริหาร ขาดการจัดการที่ดี รอบของเกมส์ กับความจริงมันต่างกันนัก ชั่วโมง กับ 10 ปี แบบนี้ก็ว่าได้ กระแสการตลาด กระแสโลก นวัตกรรม เหล่านี้ก็เหมือนคลื่นการลงทุน ที่มีขาขึ้น แต่หากขาดความเข้าใจ มันมีขาลงได้เช่นกัน เหมือนหลายกิจการยักษ์ๆ ในโลกนี้ ที่มีให้เห็น แต่ไม่ต้องเปรียบเทียบไปไกล เล็กๆ ก็มีพอโตก็ขยาย ขยายเมื่อจัดการไม่ได้มันก็กลายเป็นโดมิโน่ล้ม อันนี้เห็นจากใกล้ๆ ตัว อาจเพียงเพราะคิดง่ายๆ ว่าที่ผ่านมายังรุ่งมาได้ เลยไม่สนใจการบริหารจัดการ..

ฝากเป็นแง่คิดกลยุทธ์ธุรกิจไว้วันนี้ ลองไปหาเกมส์เศรษฐี (Monopoly) เล่นดูบ้างก็ดี(ที่ไม่ใช่ใน Line) อาจนึกถึงสิ่งที่ผมเขียนไว้ออกมากขึ้น แต่ถ้าไม่สะดวก ก็ไม่เป็นไร ข้อคิดง่ายๆ ทำไมหลายๆ ธุรกิจ ดูใหญ่โต ดูมั่นคงก็ยังต้องวางแผน? ก็เพราะไม่รู้ว่าโอกาส และอุปสรรคข้างหน้ามันคืออะไร อีกทั้ง เจ้าของทำไมจึงต้องจ้างคนอื่นมาบริหาร? หรือไม่บริหารเองเมื่อเติบโต.. เพราะมันไม่ใช่งานที่ใครทำก็ได้ยังไงละครับ และนี่คือเขาเล่นเกมส์แบบมีกลยุทธ์ มิใช่อาศัยดวง..