Profit Or Passion? กำไรหรือด้วยใจ?

ทุกวันนี้มีคนมากมายที่มองหาการทำธุรกิจส่วนตัว อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อยากมีอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง เวลามองหาธุรกิจหรือคิดว่าจะทำอะไรดี อาจเคยได้ยินว่า “ควรทำในสิ่งที่รัก” แต่ในอีกด้านก็จะมีเสียงสะท้อนว่าควรทำสิ่งที่ “ได้กำไร” เยอะๆ ดีกว่า ตลอดจนถึงคนที่กำลังทำธุรกิจ มีกิจการอยู่แล้ว หรือประกอบอาชีพอิสระกับคำถามที่ว่า ทำด้วยใจ หรือทำเพื่อกำไร อย่างไหนสำเร็จได้มากกว่ากัน? หลายคนมีคำตอบว่า ต้องให้มันมีความสมดุล มีทั้งสองอย่าง ฟังดูดี แต่เป็นคำตอบง่ายๆ ที่ใช้ไม่ได้จริง..

เพราะแท้จริงคำตอบมันมีอยู่เพียงด้านเดียว แต่มันควรจะเป็นทำด้วยใจหรือทำเพื่อกำไร ตรงนี้ลองมาดูกันต่อไป คำตอบที่คิดไว้อาจเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ก็ชัดเจนขึ้น..

กับดักคำว่าทำด้วยใจ

การทำงานหรือทำธุรกิจด้วยใจ รักในสิ่งที่ทำ ในสิ่งที่เขาบอกว่าหลงไหล ต้องมี Passion แล้วจะประสบความสำเร็จ เงิน กำไรจะมาเอง ก็มีบ้างที่เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อเงินไม่มากสักที ทำไปเป็นปีแล้วเริ่มเหนื่อย ทำด้วยใจก็จะเริ่มไม่มีความสุข!

เพราะทำด้วยรัก ทำด้วยใจ ไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จ หรือ ทำงานที่รักแล้วใช่ว่าอุปสรรคจะไม่มี สิ่งเหล่านี้แหละจะบ่อนทำลายคำว่าทำด้วยใจกลายเป็นทำไมไม่มีใครเห็นแก่เรา หนักเข้าก็หันไปหาเงินดีกว่า..

กับดักคำว่าทำเพื่อเงิน

ทำเพื่อหวังแต่กำไร มีเงินแล้วค่อยไปทำอย่างอื่นก็ไม่สาย ก็ไม่ผิดอะไรในความคิดนี้ แต่ก็มี(คิดว่าเยอะด้วย) กว่าจะได้เงินมากพอดังตั้งใจ หรือเมื่อไม่รวยดังที่หวัง แถมยังเหนื่อยกับปัญหา สิ่งต่างๆ มากมาย ร้ายหน่อยก็เจ๊ง เป็นหนี้ และมีมากที่ เหมือนจะรวย แต่ก็พัง ยังไม่ทันสุขสมใจ อะไรๆ ประมาณนี้ ก็หนีไปหาอะไรทำที่แนวว่า พอเพียง ด้วยใจ..

ทั้งสองแบบนี้มีด้วยที่ ด้วยใจไม่ดี หนีไปด้วยเงิน ไม่รุ่งอีกที ด้วยใจใหม่ดีกว่า แล้วก็ไม่พอยาไส้ ไปด้วยเงินอีกรอบ วนเวียนในกรอบทุกข์ไปเรื่อยๆ..

แล้วต้องเลือกแบบไหน?

เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ผมที่เป็นคนเลือก ตัวคุณเอง หรือตัวคนๆ นั้นเองต้องเลือก ว่าจะทำด้วยใจ หรือทำเพื่อกำไรเป็นหลัก เพียงแต่.. ต้องเลือกแบบไม่หลอกตัวเอง เพราะหากหลอกตัวเองเมื่อใด ความสำเร็จมันไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง

 

“ หลอกตัวเองนี่แหละสำคัญมากกว่าคิดว่าจะเลือกอะไร”

 

หลอกตัวเองประการแรก คือ คิดว่ามีความสุขกับสิ่งนั้นทั้งที่มันไม่ใช่ มีบ้างที่คนเราจะต้องหันไปหาสิ่งอื่นๆ ไม่สามารถหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเดียวได้ตลอด เพียงแต่ถ้าคิดว่าอยากสำเร็จในสิ่งที่รัก หรือการทำกำไร ยังไงก็ต้องไม่ลืมกลับมา Focus หรือ เพ่งเล็ง ในสิ่งที่ต้องการ แต่ถ้ามันยังไม่ใช่ ไม่นานมันก็หายไป สนใจเรื่องอื่นๆ พอเริ่มดี ก็ดันทิ้งมันไปคล้ายเบื่อ ยิ่งฝืนไปก็ไปไม่รอด อันนี้เรื่องธรรมดา นี่แหละที่ว่าไม่ใช่เป้าหมายจริง

หลอกตัวเองประการต่อมา คือ “คิดว่ามันถูก” จากเหตุหรือประสบการณ์อันใดก็ตามแต่ จำทำให้คิดเอาว่านี่คือสิ่งที่ Passion หลงไหล หรือคิดว่ายังไงก็ต้องให้ได้เงินมาก่อนมันควรต้องเป็นเช่นนี้ พอทำไปได้จริงๆ ทุกสิ่งย่อมมีอุปสรรค หรือเจออะไรบางอย่างที่มันควรจะรู้ตัวว่าไม่ใช่ แต่เมื่อ “ความเชื่อ” บางอย่างมันถูกสร้างไปแล้ว ก็จะพยายามต่อไปทั้งที่มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย แบบนี้แค่ถูกใจ แต่ไม่ใช่ถูกต้อง ในเรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายความสิ่งที่เลือกนั้นผิด แต่สิ่งที่ทำนั้นมันอาจไม่ถูก

 

เลือกถูกมันก็ต้องทำถูกด้วย

นายสตีเฟ่นเป็นคนรักการถ่ายรูปเป็นงานศิลปะมาก หรือที่เรียกกันว่าแนวอาร์ตๆ ในความเป็นจริง เราก็คิดกันได้ทันทีว่าสิ่งที่น่าจะทำคือเป็นช่างถ่ายภาพ ประเด็นอยู่ที่ว่าเขาชอบถ่ายแนวอาร์ต งานถ่ายภาพส่วนใหญ่จะไปทางงานพิธีการ งานจำเป็นเขาจึงจ้าง เมื่อสตีเฟ่นรับงานก็ถ่ายตามใจรัก งานออกมาเจ้าของงานไม่อาร์ตด้วย ก็ไม่ชอบใจ สตีเฟ่นเจอเช่นนี้หลายครั้ง แต่มุ่งมั่นไปแล้วว่าหากเปลี่ยนแปลงผลงานที่ออกไปจะไม่ใช่ความเป็นเขา เพราะเขามุ่งมันจะเป็นศิลปิน..

การเลือกเช่นนี้มันก็ไม่ผิด แต่ผลลัพธ์มองลึกแล้ว มันมีแต่ภาพลบเกิดกับสตีเฟ่น เพราะเมื่อมีคนไม่ชอบผลงานมากเข้า คนทั่วไปจะสนใจไหมว่าสตีเฟ่นถ่ายแนวไหน? คำเดียวที่ใครๆ ต่างได้ยินคือ สตีเฟ่นถ่ายรูปแย่..

จนวันหนึ่งสตีเฟ่น แสดงผลงานตัวเองออกไป ว่านี่ไงแนวทางของเขา คุณว่าผลลัพธ์จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน? อาจไม่เลวร้ายแต่หากสตีเว่นไม่รับงานถ่ายภาพทั่วไป จะประกอบอาชีพอื่นหรือไม่ก็ตามแต่ เสียงวิจารณ์ด้านลบก็คงไม่มีมาก่อนจนถึงในตอนนี้ และคิดอีกที ถ้าสตีเฟ่นเปลี่ยนทัศนคติถ่ายงานทั่วไปให้เขาดีๆ ก็มีแต่คนชม คนพอใจผลงานมากขึ้นจนระดับหนึ่ง

 

“คุณเคยเห็นไหมคนทำอะไรไว้ดีจนเป็นที่ยอมรับแล้ว ทำอะไรใหม่ใครก็คิดว่าดีไว้ก่อน ทัศนคติแบบนี้มันมีเสมอ”

 

ตัวอย่างเรื่องนี้ก็เช่นกัน เมื่อถึงวันสตีเฟ่นแสดงภาพอาร์ตออกไป บนพื้นฐานที่ใครๆ ชื่นชมผลงานจากงานของเขาอยู่แล้ว ผลลัพธ์ที่มีมันก็น่าจะมีภาษีดีกว่าแบบแรกว่าไหม? หรืออย่างน้อยหากไม่เคยแสดงภาพ ผลงานมาก่อน ออกมาแย่ มันก็แปลว่าฝีมือเขาแย่จริงๆ ควรปรับปรุงก็ว่าไป แต่อย่างน้อยก็ยอมรับได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากทัศนคติหรือปัจจัยอื่น ก็ย้อนมองแบบไม่หลอกตัวเองได้ว่า นี่เหมาะสมหรือไม่ หรือพัฒนาตัวเองต่อไปได้อย่างถูกต้อง

 

“เลือกเงินเลือกกำไรเพราะคิดว่าเป็นฐานต่อไปให้เรื่องอื่นได้”

 

นี่ก็ไม่จริงเลย หากมุ่งหน้าเพื่อเงินจริงๆ เพื่อธุรกิจอันเป็นกำไรไปโดยเพียง คิดว่ามันถูก ผมอยากให้ไปศึกษาประวัติคนสำเร็จที่มีแรงบันดาลใจมาจากกำไรและเงินดีๆ คนเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเอาเงินมาใช้สักนิด แต่มันเป็นสิ่งที่เขาคิดเชิงผลลัพธ์ เสมือนคะแนน เสมือนตัวเลข เขาชอบที่จะมีเงินมากกว่าใช้เงิน บ้างก็มีเพื่อหนีคำว่าจน ความลำบากในอดีต แต่ใช่ว่าอยากได้มาเพื่อใช้ไปหาความสุขอื่นๆ อีกทีเป็นหลัก นั่นมันเป็นเพียงผลพลอยได้ในความสำเร็จเขา นี่อาจยากเข้าใจในหลายๆ คนแต่เชื่อเถอะว่า หากอยากทำเพื่อเงินมันก็คือความสุขในการได้เงิน ไม่ใช่ใช้เงิน

บางคนก็เลือกไม่ได้

ดังที่บอกไป เลือกแบบไหนก็ดี แต่ก็มีบางคนที่เลือกไม่ได้ เงินก็อยากได้ สิ่งที่ใจรักก็อยากทำ ก็คล้ายกันถ้ามันมีสองอย่าง แล้วคิดว่าจะสำเร็จนั้นมันยากเกินไป แต่ถ้าเอาแค่สบายใจมันก็ไม่ผิด

ทว่าบนความเป็นจริงพอติดด้านหนึ่งขึ้นมามันก็พาอีกด้านหนึ่งร่วงไปด้วย เช่น คนหนึ่งทำงานประจำเพื่อเงิน จะได้มีเวลาไปเตะฟุตบอลตอนเย็นในสิ่งที่รัก ครั้นงานนั้นมันหนักเข้าก็เลยต้องเอาเวลาไปให้งาน นี่ก็ไม่ได้ตามต้องการแล้ว หรือหากไม่ใส่ใจงานยังไงก็ต้องเลิกงานไปเตะบอล วันหนึ่งก็อาจเสียงานไป จะหันไปเตะบอลอย่างเดียวตอนนี้คงไม่มีอะไรดีแน่ และที่มากกว่าในจิตใต้สำนึกคือแรงกดดัน ภาวะไม่พอใจทำให้ทำอะไรๆ ออกมาแย่ๆ แต่ไม่รู้ตัวได้เสมอ ตัวอย่างง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยากว่า การไม่เลือกอะไรสักอย่างก็ใช่ว่าจะดี บางทีนี่ก็แค่ภาวะไม่กล้าตัดสินใจ

ท้ายนี้เชื่อว่ายังมีหลายคนมองว่า บทความนี้ไม่เคลีย ไม่ถูก ความสมดุลมันต้องมี ในทำนองที่เรียกว่า ความรักกับความจำเป็นมันก็ต้องแยกกันและไปด้วยกันได้ กรณีนี้ก็แล้วแต่จะมองกันให้ดี เพราะที่ผมเขียนนี้ชี้ไปที่การใฝ่หา “ความสำเร็จ” ในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หากคุณเป็นผู้ซึ่งคิดว่า ไร้อัตตา ไม่ได้หาความสำเร็จอันใด บทความนี้ก็ไม่จำเป็นเลยจริงๆ เพียงแต่ที่ต้องถามย้ำอีกทีไว้ “นี่ไม่ได้เลือกอะไรแบบหลอกตัวเองอยู่นะ..”

ปล. เรื่องนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารจัดการโดยตรง แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นแนวคิดคนทำธุรกิจได้ไม่มากก็น้อยในการเปลี่ยนทัศนคติ การพัฒนาคนเอง เพื่อการบริหารจัดการธุรกิจที่กำลังจะเริ่มต้น หรือมีอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นต่อไป หวังว่าคงเป็นอีกหนึ่ง บทความดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อใครหลายคน

10 วิธีบริหารเงินง่ายๆ ได้ผลจริง

ปัจจุบันนี้ การบริหารเงินอย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุก ๆ คน หากเรามีวิธีวางแผนการเงินที่ดีตั้งแต่ต้น เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะมีเงินเก็บ มีโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเรา และอนาคตของเราได้มากกว่าคนอื่นแล้วครับ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการออม และวิธีการบริหารเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะทำให้เราสามารถมีเงินล้านได้ในเวลาไม่กี่ปีแน่นอนครับ เรามาดูกันดีกว่าว่า จะต้องทำอย่างไรบ้างถึงจะสามารถบริหารการเงินของเราได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง

1.ง่ายไว้ก่อน

สมัยนี้มีระบบการทำธุรกิจทางการเงินผ่าน Online Banking ที่จะช่วยทำให้ชีวิตของเรานั้นง่ายขึ้นนะครับ โดยเราสามารถติดต่อกับทางธนาคาร เพื่อขอใช้บริการหักเงินจากบัญชีหนึ่ง ไปเข้าบัญชีเงินฝากของเราได้โดยอัตโนมัติ 

สมมติว่าเราได้เงินเดือนวันที่ 25 ของทุกเดือน เราก็สามารถแจ้งให้ธนาคารตัดเงินเพื่อนำไปเก็บออมอัตโนมัติในวันที่ 28 ได้ เป็นต้นครับ 

2.จำกัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือย

อีกสิ่งสำคัญ คือ การจัดการกับรายจ่ายที่เป็นของฟุ่มเฟือยนั่นเองครับ เพื่อที่เราจะได้สามารถออมเงิน บริหารเงิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ 

เราทุกคนมีค่าใช้จ่ายจำเป็นมากมายทุก ๆ เดือน แต่เราจะออมเงินไม่อยู่แน่นอนครับ หากเราเห็นป้าย Sale เมื่อไหร่เป็นต้องวิ่งเข้าใส่ 

3.คิดก่อนซื้อ

อีกวิธีที่จะช่วยจำกัดรายจ่ายไม่จำเป็นของเราได้ก็คือการคิดก่อนซื้อครับคือ อาจจะเห็นสิ่งที่เราชอบ และต้องการซื้อแล้ว แต่แทนที่จะปรี่เข้าไปซื้อในทันที กลับเดินห่างไปก่อน อาจจะทิ้งไว้สักสาม-สี่วัน หรือหนึ่งสัปดาห์เพื่อเป็นระยะเวลาตรึกตรองว่าเราจำเป็นจะต้องซื้อของชิ้นนั้น ๆ จริงหรือไม่ แค่ไหนนั่นเองครับ 

4.กำหนดเป้าหมายการออมเงิน

บางทีเราก็จำเป็นจะต้องเก็บเงินเพื่อซื้อสิ่งของจำเป็นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ (เพราะเครื่องเก่าจะพังแหล่ มิแหล่แล้ว) จนกระทั่งการเก็บเงินเพื่อซื้อรถยนต์ ซื้อคอนโดมิเนี่ยม หรือซื้อบ้าน เป็นต้น ดังนั้น ก่อนจะเริ่มการออม เราควรจะมีเป้าหมายเสียก่อนว่าเราต้องการออมเงินส่วนนี้ไปเพื่ออะไร และต้องใช้เท่าไหร่ ภายในระยะเวลากี่ปี เพื่อที่เราได้คำนวณได้ว่าเราจะต้องทำการออมเงินเดือนละเท่าไหร่นั่นเองครับ 

5.การจัดสรรเงินออม

แยกเงินออมออกจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ทำรายการรายจ่ายประจำเดือน แล้วหักค่าใช้จ่ายนั้นจากจำนวนรายได้ที่เราได้รับต่อเดือน แล้วแบ่งเงินส่วนหนึ่งจากเงินที่เหลือเพื่อออม โดยการออมเงินก้อนนี้ เราอาจจะใช้ระบบเปิดบัญชีฝากประจำ เพื่อที่เราจะได้ไม่สามารถยุ่งกับเงินส่วนนี้ได้นั่นเองครับ เท่ากับเป็นการแบ่งเงินเพื่อการออมโดยเฉพาะนั่นเองครับ

6.การสำรองเงินฉุกเฉิน

อีกอย่างที่เป็นสิ่งจำเป็น คือการออมเงินสำรองฉุกเฉิน โดยเงินออมส่วนนี้ ควรจะมีจำนวน 3-6 เดือนของยอดเงินเดือนของเรา เพื่อหากมีปัญหาฉุกเฉินอะไรขึ้นมา (ปฏิวัติ รัฐประหาร น้ำท่วม ฯลฯ) อย่างน้อยเราก็จะมีเงินจำนวนนี้ เพื่อที่จะสามารถประทังตัวเราไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้เรามีโอกาสหางานใหม่ หาทางออกอื่น ๆ ได้นั่นเองครับ 

7.การมีวินัยในการออม

สิ่งสำคัญในการออมเงิน บริหารเงิน ก็คือการมีวินัยนั่นเองครับ หากเราไม่มีวินัยที่จะแบ่งเงินไปออม เราก็จะไม่สามารถบริหารเงินของเราได้เลยจริงไหมครับ ดังนั้น การสร้างวินัยเป็นสิ่งสำคัญครับ เราอาจจะเริ่มง่าย ๆ จากการหยอดเศษเหรียญที่เหลือในแต่ละวันลงกระปุก ถึงเดือน หรือพอกระปุกเต็มก็นำไปฝากบัญชีธนาคารก็ได้ครับ หรือเลือกไม่ใช่ธนบัตรใบละ 50 บาท แล้วเก็บเอาไว้ ครบเดือนได้เท่าไหร่ก็นำฝากบัญชีธนาคาร 

อีกอย่างที่จะช่วยสร้างวินัยในการเงินของเราได้ คือการกำหนดจำนวนเงินที่เราจะใช้ในแต่ละวันนั่นเองครับ อาจจะคำนวณว่าเราจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ หารเป็นวัน แล้วถอนเงินจำนวนนั้นออกมาใส่ซองแบ่งเป็นรายวันเอาไว้เลยก็ได้ครับ เช้ามาไปทำงานก็คว้าไปซองหนึ่ง ใช้ให้พอ ถือเป็นการฝึกบริหารการเงินอีกทางหนึ่งครับ 

8.ลงทุนระยะยาว

อีกอย่างที่จะสามารถช่วยบริหารเงินให้เราได้ และช่วยสร้างความมั่งคั่งให้อนาคตของเราได้อีกทางหนึ่งก็คือการลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ ง่าย ๆ คือ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) นั่นเองครับ แถมเงินที่เรานำไปซื้อกองทุนรวมหุ้นเหล่านี้ยังสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้รายปีได้อีกด้วยครับ เรียกได้ว่าได้ผลประโยชน์สองต่อเลยทีเดียว

9.บันทึกรายรับ-รายจ่ายทุกอย่าง

วิธีง่าย ๆ อีกวิธีที่จะช่วยเราบริหารเงินของเราได้ก็คือ การจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายทั้งหมดของเรานั่นเองครับ นอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายแล้ว ยังเป็นสิ่งที่จะสามารถช่วยให้เราเห็นได้อีกด้วยว่าเราฟุ่มเฟือยอะไรตรงไหนบ้าง และจะทำให้เราสามารถลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงได้ ทำให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ 

10.หางานพิเศษทำ

วิธีนี้เหมือนเป็นวิธีการสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมซะมากกว่าครับบางทีเราเองก็เลี่ยงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ไม่มาก การลดค่าใช้จ่ายอาจจะช่วยเราได้ในระดับหนึ่ง หากเรามีค่าใช้จ่ายเยอะจริง ๆ เราก็สามารถหางานพิเศษทำเพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่งครับ

สมัยนี้งานพิเศษออนไลน์ก็มีให้เลือกเยอะแยะมากมายครับเราก็ตรวจสอบดูว่าเรามีทักษะอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ แล้วก็ค่อยค้นหาตำแหน่งงานพาร์ทไทม์ งานพิเศษทำนอกเวลางานเพิ่มเติม เราอาจจะมีเวลาเที่ยวเล่นน้อยลง แต่หากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับอนาคตของเรา การลงทุนกำลัง และเวลาเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ก็สามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้เราในอนาคตได้ครับ 

เงินเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตนะครับ แม้ว่าอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต แต่ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดังนั้น การบริหารเงิน การออมเงินอย่างมีวินัยเป็นสิ่งสำคัญครับ เก็บวันละนิดวันละหน่อย เพื่อความมั่นคงในอนาคตของเรา และคนที่เรารักในภายภาคหน้านะครับ

วางแผนการเงินตามทฤษฎี “Maslow”

หากเราทำสิ่งต่างๆ…น้อยกว่า “ศักยภาพ” ที่จะทำได้
อาจทำให้เรา “ไม่มีความสุข” ในห้วงเวลาที่เหลือของชีวิต

-Abraham Maslow-

ยังจำลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามหลักทฤษฎี Maslow กันได้มั้ย?

พิระมิด 5 ขั้นที่บอกถึงสิ่งที่คนเราต่างแสวงหาตั้งแต่วัยเยาว์กระทั่งเติบใหญ่ เริ่มตั้งแต่ความต้องการระดับพื้นฐานทางกายภาพ ทั้ง อาหาร อากาศ, ความปลอดภัย, ความรัก, การยอมรับจากผู้อื่น กระทั่งความสมบูรณ์แบบในชีวิตที่เรียกกันว่า “ความสำเร็จ” ทราบหรือไม่ว่าแท้จริงแล้ว แต่ละขั้นของความต้องการเหล่านี้ บ่งบอกถึงหลักในการ “วางแผนการเงิน” ได้ด้วยเช่นกัน

ทบทวนความจำกันสักเล็กน้อย กับ “ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow ” ที่ Abraham Maslow ทำการสังเกตและศึกษา ด้วยความใคร่รู้ กระทั่งตกผลึกความคิดออกเป็น 5 ลำดับขั้นที่คนเรา อยากได้ อยากมี อยากเป็น ดังนี้

  • Physiological: ความต้องการพื้นฐานทางกายภาพ

เป็นความต้องการเพื่อการอยู่รอดของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น อาหาร น้ำ อากาศ เสื้อผ้า ที่พัก ฯลฯ

  • Safety: ความมั่นคง- ปลอดภัย

เมื่อยู่รอดแล้ว ทุกคนย่อมต้องการความมั่นคง – ปลอดภัย ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ การเงิน สุขภาพ ฯลฯ

  • Love and belonging: ความรัก- ต้องการเป็นเจ้าของ

คือ ความต้องการเป็นเจ้าของ และได้รับความรัก ทั้งจากครอบครัว เพื่อนฝูง คนรอบข้าง และสังคม

  • Esteem: การยอมรับจากผู้อื่น

หมายถึง การได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติ ความเคารพนับถือ จากผู้อื่นที่เห็น “คุณค่า” ของตนเอง

  • Self-actualization: ความสำเร็จ

หรือความสมบูรณ์แบบของชีวิตคนหนึ่งคน ที่ได้ทำ หรือได้เป็นดังที่ต้องการ ตามศักยภาพสูงสุดที่มี

และหากลอง “วางแผนการเงิน” ตามหลักการ 5 ข้อนี้แล้วล่ะก็…Hubpages.com ได้ทำการแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะสมตามแต่ละขั้นเอาไว้ ดังนี้

 

ที่มา: www.facebook.com/WealthMeUp
รวบรวมจาก www.hubpages.com

จะว่าไป “ชีวิต” ก็เหมือนกับ “การลงทุน”…เพราะสิ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือ “ความไม่แน่นอน”

ดังนั้น “การวางแผน” จึงเปรียบเสมือนการเตรียมพร้อมรับมือ กับเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถคาดเดาได้…อย่างน้อยๆ ก็เป็นการ “ Limit Loss ” เพราะถึงยังไงเราทุกคนก็คงไม่สามารถหลีกหนี “ความเสี่ยง” หรือ “ความไม่แน่นอน” ได้ไม่ว่าจะในแง่ของการใช้ชีวิต หรือในด้านการเงิน ทำได้อย่างดีที่สุดก็คือ “จำกัดความเสี่ยง” แค่นั้นเอง… และนั่นคือเหตุผลที่ทำไม “ประกันชีวิต” จึงกลายมาเป็นฐานรากที่สำคัญของพิระมิดการเงิน

ซึ่งเราสามารถแบ่ง “พิระมิดการเงิน ตามทฤษฎี Maslow ” เป็น 5 ลำดับขั้น ดังนี้

  • Physiological: ประกันชีวิต

เพราะสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตก็คือ “ ชีวิต” ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นนำเงินออมไปสร้างผลตอบแทนในรูปแบบอื่น อย่าลืม …ปกป้องความมั่งคั่งของตัวเองด้วย “ประกันชีวิต”

  • Safety: ประกันสุขภาพ

หากคุณเป็นลูกจ้างมืออาชีพ มีสวัสดิการรักษาพยาบาลขององค์กร ที่เพียงพออยู่แล้ว ข้อนี้อาจไม่จำเป็น แต่หากคุณทำงานอิสระ หรือเป็นเจ้าของกิจการที่ต้องดูแลตัวเองแล้วล่ะก็ “ประกันสุขภาพ” คือสิ่งที่จะสร้างความรู้สึก “อุ่นใจ” (สบายกระเป๋า) เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นอย่างดี

  • Love and belonging: เงินสด – เงินที่มีสภาพคล่องสูง

“Cash is king” ประโยคคลาสสิก ที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย ซึ่ง “เงินสด – เงินที่มีสภาพคล่องสูง” เหล่านี้ สามารถหยิบใช้ได้ในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น “เงินฉุกเฉิน” หรือเพื่อ “รอโอกาสลงทุน” ซึ่งนั่นย่อมทำให้เรา “มั่นใจ” มากขึ้นในการวางแผนการเงิน

  • Esteem: กองทุนรวม – หุ้น

เมื่อรากฐานมั่นคง (ปกป้องความมั่งคั่ง, อุ่นใจ – สบายกระเป๋า, มีเงินสดที่สร้างความมั่นใจ) แล้วก็ถึงเวลา “ให้เงินทำงาน” ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้น หรือกองทุนรวมประเภทต่างๆ ตามเป้าหมาย ความรู้ความเข้าใจ และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เพื่อสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับเงินของเรา

  • Self-actualization: การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนมีความชอบ อยากได้ อยากมี อยากเป็น แตกต่างกัน ทั้งในด้านการใช้ชีวิต และด้านการเงิน ดังนั้น ถ้า 4 ขั้นพิระมิดการเงินหนักแน่นเพียงพอแล้ว… การจะหันไปลงทุนทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ นาฬิกา รถยนต์ หรือลงทุนในที่ดิน เพื่อสนอง Need ส่วนตัวก็สามารถทำได้… ไม่ยาก

ไม่ว่าในวันนี้ “ลำดับขั้น” ของชีวิต และ การเงินของคุณผู้อ่านจะอยู่ระดับไหน… เฟิร์นเองมีความเชื่อว่า การ
ไต่เต้าสู่ลำดับขั้นที่สูงกว่าเป็นสิ่งที่ “ท้าทาย” เสมอ…แต่ความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่เรายืนอยู่สูงแค่ไหน หากแต่วันที่เราเดินทางถึงเป้าหมาย… มีใครอยู่ข้างๆ เรารึเปล่า ? อย่าลืม “เก็บตก” ความสวยงามระหว่างทางกันด้วยนะคะ ^__*

7 ข้อ “เรื่องวางแผนการเงิน” ที่ทุกคนต้องใส่ใจ

หลังจากได้มีโอกาสไปให้คำปรึกษาในงาน SET in the City 2017 ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบูธออมมันนี่ ก็มักจะเจอคำถามเรื่องจะลงทุนยังไงดี กองทุนนี้ดีมั้ย เป็นต้น ซึ่งผมเองในฐานะที่ทำงานในเชิงวางแผนการเงินทั้งระบบให้กับผู้รับคำปรึกษามาหลายปี ก็เลยได้มีโอกาสอธิบายการวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทาง

 

ซึ่งการวางแผนการเงินก็คือการจัดสำรับทางการเงินให้เหมาะสมกับทุก ๆ เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิต

 

โดยต้องจัดการตั้งแต่ฐานรากที่มั่นคงก่อนคือ การบริหารรายรับรายจ่าย การจัดการหนี้สิน การจัดการความเสี่ยง เรียงต่อไปเป็นการจัดการเรื่องการออมเพื่อเกษียณ แล้วมีเงินเหลือก็ไปลงทุน แล้วสุดท้ายคือการจัดการส่งมอบทรัพย์สินให้กับทายาทรุ่นต่อไปตามที่ต้องการ

 

ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะเริ่มวางแผนการเงิน หรือคิดว่าเราได้วางแผนการเงินการลงทุนบ้างแล้ว เห็นเป็นแนวทางของตัวเองว่าถ้าต้องการแผนการเงินที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควรจะต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง โดยผมได้รวบรวมมาได้ 7 ข้อ ดังนี้นะครับ

 

ดังนั้นเพื่อให้หลาย ๆ คนที่กำลังจะเริ่มวางแผนการเงิน หรือคิดว่าเราได้วางแผนการเงินการลงทุนบ้างแล้ว เห็นเป็นแนวทางของตัวเองว่าถ้าต้องการแผนการเงินที่จะสามารถเดินหน้าต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควรจะต้องเช็คเรื่องอะไรบ้าง โดยผมได้รวบรวมมาได้ 7 ข้อ ดังนี้นะครับ

 

  1. รู้จักตัวเองก่อน

โดยข้อแรกนี้ก็คือ การที่เรารู้สถานะการเงินของเราเองว่าวันนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับดีมาก ดี พอใช้ หรือ ยังต้องปรับปรุง ซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบกับชีวิตคนเราก็เหมือนเราไปตรวจเช็คสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาล แน่นอนว่าหลายคนก็คงไปตรวจแบบคิดว่าเราน่าจะยังแข็งแรงดี เพราะ ก็ไม่ป่วย ไม่เหนื่อยง่าย หายใจก็ปกติ ไม่ปวดท้องอะไร แต่พอตรวจสุขภาพเสร็จก็มีจำนวนไม่น้อยเพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วย บางคนป่วยหนักเลยก็มี เช่น ตรวจเสร็จก็รู้เลยว่าความดันสูง หรืออาจพบเจอเซลล์ผิดปกติก็เป็นได้ หรือบางคนก็อาจจะป่วยแบบเบา ๆ หรือมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ความดันเริ่มสูงพอดีเกณฑ์ หรือคลอเรสเตอรอลเกินมาตรฐาน ซึ่งลักษณะนี้ก็เรียกว่าสุขภาพเราเริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ตรวจแล้วสุขภาพดีก็ดีไป แต่คนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองป่วยก็คงต้องกลับไปรักษาหรือปรับปรุง ให้ร่างกายดีขึ้น

เรื่องการเงินก็เช่นเดียวกันที่เราทุกคนควรต้องรู้ถึงสถานะการเงินของตัวเองก่อนว่าตอนนี้เรามีสถานะทางการเงินอยู่ในระดับใด ซึ่งก็เรียกว่า “การตรวจสุขภาพทางการเงิน (Financial Check Up)” หลาย ๆ คนอาจคิดเหมือนกันว่า ก็วันนี้ยังไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย ยังมีเงินใช้สบาย ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สุขภาพการเงินของเราจะดีตลอดไป ดังนั้นการตรวจสุขภาพทางการเงินก็คือการตรวจสอบว่าเรามีรายรับรายจ่ายเป็นอย่างไร มีรายจ่ายรายการไหนที่ต้องจ่ายประจำมั้ย หรือมีรายจ่ายรายการใดเป็นรายจ่ายแบบทั่วไป ซึ่งถ้าเทียบกับรายรับแล้ว เรามีรายเหลือเท่าไหร่ แล้วเรามีการไปลงทุนอะไรบ้าง ซึ่งเราก็ควรตรวจสอบถึงสินทรัพย์และหนี้สินของเราด้วยว่า ตอนนี้เรามีแหล่งเงินของเราในส่วนไหนบ้าง เช่น มีในเงินฝากเท่าไหร่ หรืออยู่ในกองทุนบ้างมั้ย หรือ มีสินทรัพย์ประเภทส่วนตัวของเรามั้ย ซึ่งจะได้รู้ว่าจริง ๆ แล้ว ตอนนี้เรามีสินทรัพย์ทั้งหมดเลย มูลค่าเท่าไหร่แล้ว รวมถึงมีหนี้สินบ้างหรือไม่ ซึ่งอย่างน้อยเราก็ควรมีมูลค่าของสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน เพราะ ไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องมีภาระเรื่องการจัดการหนี้สินที่ถือว่าเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่อันตรายมากทีเดียว

 

  1. มองเห็นอนาคต

ข้อนี้คือ การตั้งเป้าหมายทางการเงินของตัวเราเองในอนาคต นั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่คนส่วนใหญ่มักจะผิดพลาดในเรื่องนี้ เช่น ไม่เคยรู้เลยว่าตอนเกษียณเราควรต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือ ถ้าจะส่งลูกเรียนเราควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ซึ่งข้อนี้ ก็อยากให้ทุก ๆ ท่านจัดลำดับเป้าหมายตามความสำคัญ และ ตามระยะเวลาด้วย เช่น ถ้าเป้าหมายระยะยาวเกินกว่า 10 ปีนี้ เรามีเรื่องอะไรที่กังวล อาจจะเป็นเรื่องการเกษียณอายุ หรือการเก็บเงินให้ลูก เป็นต้น หรือถ้าเป้าหมายระยะกลาง ๆ ได้แก่ ต้องการแต่งงานในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือ อยากซื้อบ้านใหม่ใน 3 ปี ควรต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ดี เป็นต้น

นอกจากนั้นการมองอนาคตอาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องเป้าหมายการเงินเรื่องสำคัญเท่านั้น ควรจะมีเป้าหมายในเรื่องที่สำคัญน้อย ๆ บ้าง แต่ก็ถือว่าจำเป็นในชีวิต เช่น เป้าหมายว่าอยากไปเที่ยวกับครอบครัวในที่ ๆ เราอยากไป หรือ อยากได้มีโอกาสพาคุณพ่อคุณแม่ไปแสวงบุญที่อินเดีย เป็นต้น ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่สำคัญ แต่ก็ต้องมีเงินเช่นกัน

 

  1. ถามตัวเองว่าวันนี้เรามีวิธีการที่จะไปสู่เป้าหมายที่ต้องการแล้วหรือยัง

ข้อนี้เป็นการตรวจสอบตัวเองว่าที่เราใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนหรือการออมที่ทำอยู่นั้น มันสามารถ นำเราไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการหรือไม่ ซึ่งถ้ามั่นใจว่าได้ ก็ขอแสดงความยินดีว่าคุณเริ่มเข้าใจคำว่าวางแผนการเงินดีขึ้นแล้วครับ แต่ถ้าใครยังตอบไม่ได้หรือไม่มั่นใจ ก็ควรต้องรีบกลับไปตรวจสอบแผนการเงินของตัวเองแล้วว่าเราต้องปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เราต้องไปลงทุนตรงไหนเพิ่ม หรือ เราต้องลดค่าใช้จ่ายในส่วนไหนหรือไม่

 

  1. ถ้าวันนี้ใครมีรายได้มากกว่ารายจ่ายแล้ว ก็ควรต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินที่มากพอด้วย

ข้อนี้คือพื้นฐานลำดับแรกของการวางแผนการเงิน เราต้อง มีเงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Cash) เป็นบัญชีแรกซึ่งควรต้องมีตามหลักการสากลอย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน ( ซึ่งคิดเฉพาะค่าใช้จ่าย ประจำและค่าใช้จ่ายผันแปร ) และควรต้องมีสภาพคล่องสูงพร้อมถอนได้ทันที รวมถึงต้องมีความเสี่ยงต่ำ เช่น ในธนาคาร หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market  Fund)  หมายความว่าถ้าจะต้องถอนวันนี้ ก็จะสามารถได้เงินออกมาได้ทันที และจะต้องไม่ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ มูลค่าเงินก็ควรต้องไม่ลดลงเสมอ

ข้อนี้บางคนอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ แต่อยากให้ทุกท่านลองมองในมุมของการเจอวิกฤติบ้าง เช่น เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจนทำให้บริษัทที่เราทำงานต้องปิดตัวลงกะทันหัน หรือ ร้านขายของของเราเกิดถูกปิดกะทันหัน ไม่สามารถขายได้เนื่องด้วยอยู่ในอาคารที่ถูกไฟไหม้ ทำให้รายได้หยุดลงทันที หากไม่มีเงินสำรองอย่างน้อย 6  เดือนก็เท่ากับว่าท่านจะต้องเอาสินทรัพย์อื่นขายออกไป เพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย แม้ว่าสินทรัพย์นั้นอาจจะเป็นหุ้นหรือทองคำที่ยังขาดทุนอยู่ก็ต้องขาย รวมไปถึงอาจต้องขายรถก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการประมาทจึงควรให้มีเงินส่วนนี้อย่างเพียงพอ อาจจะมากกว่า 6 เท่าของค่าใช้จ่ายก็ได้ และจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สบายใจอีกด้วย ซึ่งถ้ามีเพียงพอแล้ว เงินส่วนที่เกินค่อยไปหาวิธีการลงทุนต่อไป

 

  1. ถ้ามีหนี้สิน เราได้จัดการอย่างเหมาะสมมั้ย

ข้อนี้คือข้อที่มาเตือนคนที่ยังมีหนี้สินอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินบ้าน รถ หรือบัตรเครดิต รวมไปถึงหนี้สินนอกระบบเราได้จัดการมันอย่างเหมาะสมมั้ย เช่น หนี้สินบ้าน นั้นเราผ่อนมาครบ 3 ปีหรือยัง ถ้าครบแล้วเราได้ลองหาวิธี Refinance มั้ย ซึ่งก็ทำได้ไม่ยาก แค่ลองไปติดต่อกับทางธนาคารต่าง ๆ ดู แล้วก็ดูว่าเงื่อนไขที่ไหนดีที่สุด

แต่ที่น่าจะเป็นห่วงก็คือการเป็นหนี้นอกระบบกับหนี้บัตรเครดิตเพราะ หนี้ประเภทนี้ดอกเบี้ยสูงมาก ๆ เช่น หนี้บัตรเครดิตจะอยู่ที่ประมาณ 18-20% ต่อปี ดังนั้นถ้าเราชำระขั้นต่ำตลอดก็เท่ากับว่า เรากำลังจะเพิ่มยอดหนี้เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากใครที่มีหนี้สินประเภทนี้ สิ่งแรกที่ควรต้องทำคือปิดยอดหนี้ให้หมดเร็วที่สุด โดยอาจจะลองหาแหล่งเงินรอบ ๆ ตัวว่าพอมีบ้างมั้ย รวมไปถึงอาจจะรีบวางแผนผ่อนหนี้ในยอดที่ต่ำที่สุดก่อนก็ได้ครับ เพื่อเป็นกำลังใจในการผ่อนหนี้ของส่วนอื่น ๆ ต่อไป ดังนั้นข้อนี้ก็แค่ย้ำว่า ถ้าใครมีหนี้นอกระบบหรือหนี้บัตรเครดิตก็ควรต้องรีบจัดการด่วนที่สุด แม้ว่าอาจจะต้องขายสินทรัพย์บางอย่างที่อาจจะไม่สำคัญออกไปก็ควรต้องทำเพื่อลดอัตราการเติบโตของยอดหนี้ในอนาคตครับ

 

  1. จัดการความเสี่ยงเรื่องทรัพย์สิน ชีวิต และ สุขภาพ ดีพอหรือยัง

ข้อนี้คือส่วนสำคัญมาก ๆ ของแผนการเงินแบบองค์รวมเช่นกันเพราะในชีวิตของคนเราทุก ๆ คนอาจจะต้องประสบกับเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งอาจจะใหญ่บ้าง รุนแรงบ้าง เช่น ไฟไหม้โรงงาน รถชน รถหาย เป็นโรคร้ายแรง หรือ กลายเป็นคนพิการทุพพลภาพ หรือ อาจจะเล็กน้อยบ้าง เช่น หกล้ม รถเฉี่ยว ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น ซึ่งความเสียหายดังกล่าวนั้น ถ้าหากมันเกิดขึ้นแล้วไม่มีผลกับสถานะการเงินของเรา ก็แสดงว่าเราวางแผนดีแล้ว แต่ถ้ามันเกิดกับเราแล้วมีผลทำให้การเงินของเราเสียหาย ก็แสดงว่าแผนการเงินของเราน่าจะยังจัดการเรื่องนี้ไม่ดี

ซึ่งเรื่องนี้สำคัญเพราะเป็นเรื่องที่ถ้าเกิดความเสียหายแล้ว เราไม่สามารถจะกลับไปแก้ได้ทัน เช่น ถ้าต้องเป็นมะเร็งแล้วเรากลับไม่มีประกันคุ้มครอง แถมต้องเสียเงินค่ารักษามากมาย รวมถึงอาจจะมีผลทำให้ทำงานได้ลดลง ก็อาจจะทำให้การเงินมีปัญหาได้ แถมเราจะกลับไปเริ่มทำประกันคุ้มครองใหม่ก็คงไม่สามารถทำได้แล้ว ข้อนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ที่ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวมีปัญหาทางการเงินแบบล้มทั้งยืน

ดังนั้นการจัดการที่เหมาะสมกับเรื่องนี้ก็คือการโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประกันรถ ประกันไฟไหม้บ้าน ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และ ประกันโรคร้ายแรง ซึ่งก็ควรจัดให้เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของเราด้วย ไม่ทำมากเกินไปจนจ่ายเบี้ยไม่ไหว หรือ ทำน้อยเกินไปจนไม่สามารถช่วยอะไรได้หากต้องเจอเหตุการณ์ร้ายแรงจริง ๆ

 

  1. ต้องมีการออมและการลงทุนอย่างเหมาะสมกับทุกเป้าหมายของเรา

ข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่หลาย ๆ คน อาจจะคิดเป็นเรื่องแรก ๆ เกี่ยวกับเรื่องการเงิน เช่น เงินเหลือจะเอาไปทำไรดีที่ผลตอบแทนมากกว่าธนาคาร เป็นต้น ซึ่งจริง ๆ แล้วอยากให้ทุก ๆ คนควรต้องจัดการใน 6 ข้อแรกอย่างดีพอก่อน ซึ่งข้อนี้ก็อยากให้ตรวจสอบการออมการลงทุนของตัวเองว่า มีอัตราส่วนการออมการลงทุนคิดเป็นกี่ % ของรายได้ น้อยไปหรือไม่ รวมถึงการลงทุนของเรานั้นมันไปตอบโจทย์เป้าหมายอะไรของเราบ้าง เช่น บางคนอาจจะมีรายได้ปีละ 1,000,000 บาท ก็อาจจะลงทุนในกองทุน RMF หรือ LTF หรือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งอาจจะได้ทั้งการลงทุนเพื่อเป้าหมายเกษียณ และยังสามารถเอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ดังนั้นการออมและการลงทุนกับอะไรจึงต้องมีความรู้จริงในสิ่งนั้นด้วย อย่าลงทุนตามข่าวลือหรือตามกระแสเพราะอาจมีผู้ไม่หวังดีปล่อยข่าวก็ได้ สรุปข้อนี้ก็คือ ถ้ามีเงินเหลือจากทุกข้อข้างต้นแล้ว ควรนำไปลงทุน แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเราก่อน เท่านั้น

 

ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลทั้ง 7 ข้อนี้ จะเป็นประตูให้กับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จทางการเงิน ได้เริ่มลงมือวางแผนการเงินของตัวเองอย่างถูกต้อง และสามารถก้าวไปอย่างมั่นคงได้แน่นอนครับ

 

 

 

 

 

5 วิธีฟื้นฟูความมั่นใจเมื่อขาดทุนอย่างหนัก

“เราทุกคนต่างมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

ชีวิตนักลงทุนเหมือนชีวิตนักเดินทางไปในทะเลกว้าง หลายครั้งท้องฟ้าสดใส เรือแล่นไปได้ไกล หัวใจพองฟูด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม แต่หลายครั้งท้องฟ้ามืดมัว ฝนตกพายุซัด เรือจวนเจียนจะเสียหลัก ใกล้จะพังแหล่ไม่พังแหล่ หลายครั้งต้องสละชิ้นส่วนของเรือบางส่วนไป สูญเสียความมั่นใจจนไม่กล้าจะไปต่อ…

 

เมื่อวันนั้นมาถึง นักลงทุนควรทำอย่างไรดี?

 

1) เรียนรู้ความผิดพลาด

สิ่งแรกที่นักลงทุนต้องทำคือวิเคราะห์หาความบกพร่องของตัวเองก่อน พิจารณาเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ดี ถามตัวเองว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน เราได้บทเรียนอะไรจากความเสียหายครั้งนี้บ้าง และที่สำคัญคือนำความรู้และบทเรียนที่ได้เหล่านั้นมาพัฒนาต่อในชีวิตเส้นทางการลงทุนที่เหลือ อย่ายอมแพ้ ถ้ายอมแพ้ ความเสียหายทั้งหมดจะเสียเปล่า แต่ถ้าสู้ต่อ ความผิดพลาดครั้งนี้จะกลายเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่จะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

 

2) ระบาย

การระบายความรู้สึกออกไปช่วยเยียวยาจิตใจเสมอ ในวันที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบหมดแรง ลองหันไปดูคนรอบกายเราว่ายังมีใครบ้างที่พร้อมอยู่เคียงข้างและรับฟังความอัดอั้นที่อยากจะปลดปล่อยออกไปเหล่านี้ คนรัก เพื่อน พ่อแม่ อาจารย์ หรือใครสักคนที่ยินดีจะแบ่งปันความรู้สึกดีให้กับเรา พูดออกไปให้หมด ผิดก็ยอมรับว่าผิด เสียใจก็ยอมรับว่าเสียใจ อย่าฝืนว่าตัวเองเข้มแข็ง อย่าฝืนว่าตัวเองรับได้ หาใครสักคนที่เข้าใจคุณอย่างแท้จริง ระบายความเสียใจออกไปให้หมด กอดเขาถ้าจำเป็น และบอกเขาไปว่าขอกำลังใจที่จะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

 

3) เติมความสุขให้กับตัวเอง

ผมพูดเสมอว่าการลงทุนไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต และข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ลองหยุดสักพักและหันไปมองหาอะไรสักอย่างที่ทำให้เรามีความสุขได้ อาหารดีๆ สักมื้อ คอร์สออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ตระเวนสายออกพบปะเพื่อนฝูง เข้าครัวทำอาหารลับฝีมือหลังจากร้างลาไปนาน อะไรก็ได้ อะไรสักอย่างที่ทำแล้วมีความสุข พักก่อน เติมแรงใจก่อน สภาพจิตใจของเราสำคัญที่สุดเสมอ มองหาอะไรที่ดีต่อใจดีต่อความรู้สึกก่อน เรื่องลงทุนพักไว้เดี๋ยวก็ได้ ตลาดหุ้นตลาดทุนไม่หนีไปไหน พร้อมเมื่อไหร่มันก็ยังคงมีอยู่เสมอ

 

4) กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

หลังจากพร้อม หลังจากเยียวยาความรู้สึกดีแล้ว กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง สำคัญคือเริ่มต้นจากอะไรง่ายๆ อย่าเริ่มจากท่ายากตั้งแต่ต้น หลายครั้งมันเหนื่อย ลองนึกดูว่าตอนเริ่มต้นใหม่เราทำอะไรอยู่ อาจลองเริ่มจากวิเคราะห์หุ้นง่ายๆ สักตัว อ่านหนังสือการลงทุนดีๆ สักเล่ม หาคอร์สเรียนที่มีประโยชน์ ดูคลิปวีดีโอลงทุนที่มีสาระ อะไรก็ได้ที่ง่าย สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เรารู้สึกว่ากลับมาทำได้อีกครั้ง เริ่มต้นจากความรู้สึกดีที่ง่ายดาย เช่น อ่านหนังสือเล่มนี้จบ เรียนคอร์สนี้จบ ดูคลิปนี้จบ ทำอะไรที่ง่ายและสร้างความมั่นใจพื้นฐานก่อน ค่อยๆ ฟื้นฟูความรู้สึกจากง่ายไปยาก จนพร้อมจะกลับมาอยู่ในสังเวียนอีกครั้ง

 

5) ยอมรับว่าความผิดพลาดคือธรรมดาของชีวิต

สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ “โอบกอดความรู้สึกล้มเหลวนั้นเอาไว้” อยู่กับมันอย่างเข้าใจว่าความล้มเหลวคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ การหกล้มคือส่วนหนึ่งของการหัดเดิน อยู่กับมันอย่างเข้าใจให้ถึงแก่นมันเป็นธรรมดาของชีวิต ถอดความรู้สึกผิด ถอดความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลออกจากมันไปเสีย ถ้าผ่านขั้นนี้ไปได้ เราจะเป็นนักลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นมาก นักลงทุน “ทุกคน” ล้มเหลวและผิดพลาด ผู้ที่ล้มเหลวและยอมแพ้ คนเหล่านั้นจะออกจากตลาดตลอดไป ผู้ที่ล้มเหลวและยอมรับ เรียนรู้ จนผ่านมันไปได้ คนเหล่านั้นจะกลายเป็นผู้ประสบความสำเร็จในที่สุด

 

 

ท้อได้แต่อย่าถอย เหนื่อยได้แต่อย่าหยุด ล้มเหลวได้แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ ทุกครั้งที่หกล้ม จงกัดฟันอดทนและลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้ง วันหนึ่งที่ทะเลที่โหดร้ายแห่งนี้พาเรือลำน้อยที่แสนสะบักสะบอมไปจนถึงเป้าหมาย

 

วันนั้น เราจะรู้ได้เองว่าที่เราอดทนเฝ้ารอมาอย่างเนิ่นนานมานี้เพื่ออะไรกัน…
แด่สหายศึกในทะเลแห่งนี้ทุกคน

 

 

ที่มา http://www.aommoney.com

3 ข้อ บริหารเงินลงทุน อย่างคุ้มค่า

ในการทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็แล้วแต่ย่อมต้องอาศัยเงินลงทุนทั้งนั้น อย่างไรก็ตามในช่วงแรกๆ เราควรจะมีวิธีการบริหารเงินทุนให้คุ้มที่สุด นั่นคือ ใช้เงินน้อยที่สุดแต่ได้ผลลัพธ์มากที่สุด สิ่งสำคัญคือการบริหารเงินโดยไม่ใช้จ่ายมากจนเกินไป เราขอแนะนำคุณ 3 ข้อ ง่ายๆ ดังนี้

  1. คิด วิเคราะห์การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ
  2. วางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ
  3. การดำเนินการตามแผนให้ได้ผล

 

คิด วิเคราะห์การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ

ต้องมีการคิดถึงแผนการทำงานให้เหมาะสมกับธุรกิจ โดยใช้แรงงาน ความรู้ และประสบการณ์ของคุณเพื่อตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงินทุนไม่มาก และกิจการที่ทำก็ยังไม่ได้ใหญ่โต เป็นแค่เริ่มต้น อาจจะไม่ต้องจ้างพนักงานประจำมากนัก ลองนึกถึงพนักงานฟรีแลนซ์ในตำแหน่งต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม ในบางช่วงเวลา หรือการที่คุณไม่จำเป็นต้องเช่าหน้าร้านในห้างหรูๆ แต่ใช้เว็บไซต์ให้เป็นหน้าร้านแทน

 

การวางแผนการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้เครื่องมือทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น นามบัตรที่คุณใช้ติดต่องานนั้น คุณสามารถออกแบบเองได้ และยังระบุข้อมูลสำคัญเพื่อให้ลูกค้าได้จดจำ ด้วยสไตล์ของคุณเอง ไม่จำเป็นว่าต้องมีรูปแบบเหมือนใคร หรือการเลือกพิมพ์นามบัตรเป็นสีเดียว แทนที่จะพิมพ์สี่สี เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

หรือการทำเว็บไซต์ที่มีรายละเอียดให้มากที่สุด แทนการจ้างพนักงานมาคอยตอบคำถาม ข้อดีคือ เว็บไซต์สามารถทำงานช่วยคุณได้ตลอด 24ชั่วโมง โดยไม่ปริปากบ่นหรือขอเงินเดือนขึ้นซะด้วย

หรือการโฆษณาออนไลน์แบบเหมาจ่ายเป็นรายเดือน แทนที่จะใช้แบบ pay-per-click (ทุกครั้งที่มีคนคลิกโฆษณาของคุณ คุณต้องจ่ายเงิน)

 

การดำเนินการตามแผนให้ได้ผล

สำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้น อาจจะไม่จำเป็นต้องยึดติดทำตามแผนจนไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้ นั่นคือ แผนการลงทุน คุณสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เมื่อแผนเก่าที่ดำเนินการไว้ไม่ได้ผล ก็ต้องรีบปรับอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนไปทำตามแผนใหม่ให้ทันท่วงทีเช่นกัน

หากใช้เงินลงทุนไปกับการโฆษณา แต่ได้ผลตอบรับที่ไม่ดีอย่างที่คาดไว้ ควรรีบหาข้อผิดพลาด และปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน อย่ารอจนสายเกินไป

ที่สำคัญเจ้าของธุรกิจต้องคอยศึกษาหาความรู้ และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้แผนที่วางไว้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล

5 แนวทาง คิดค้นไอเดีย ทำธุรกิจของตัวเอง

  1. ไอเดียอยู่ข้างนอก เริ่มออกเดินทางได้แล้ว ออกไปข้างนอกบ้านบ้าง  หรืออาจจะไปหาที่สงบๆ หลีกหนีภาระประจำวัน เลิกทำอะไรเดิมๆ ที่เคยทำอยู่ทุกวัน อาจใช้เวลาสุดสัปดาห์ ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง ใช้เวลาช่วงนั้นในการรวบรวมความคิดและประสบการณ์ทั้งหมดที่คุณมี เพื่อผุดไอเดียเด็ดๆ ออกมา อ้อ..แล้วอย่าลืมจดไว้ด้วยล่ะ เพราะเวลาที่ไอเดียพลุ่งพล่าน คุณอาจจะจำได้ไม่หมด

  2. อย่ามองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ  ต้องฝึกเป็นคนช่างสังเกตบ้าง ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ของแก้วกาแฟที่คุณซื้อกินตามข้างถนน ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ หรือการพูดคุยกันของนักธุรกิจบนรถโดยสารสาธารณะ อาจจะช่วยให้คุณได้อะไรดีๆ มาต่อยอดก็ได้นะ

  3. ให้แน่ใจว่าความคิดของคุณทำได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องเพ้อฝัน ซึ่งทั้งหมดควรผ่านการคิดมาหลายรอบสักหน่อย คิดให้รอบคอบทั้งปัญหา อุปสรรค และทางแก้ไข รวมทั้งทบทวนปรับเปลี่ยนแผนให้ทันสมัยอยู่เสมอ แน่นอนว่า ประสบการณ์ที่ดีจะช่วยได้

  4. อย่าใช้เวลานานเกินไป คิดได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องทดลองดูบ้าง ถ้าคิดแล้วเก็บไว้ไม่ลงมือทำสักทีก็จะไม่รู้เลยว่ามันได้ผลหรือไม่ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิดพลาด เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมาคือประสบการณ์ให้นำกลับมาพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ คงต้องถือคติที่ว่า คิดสองหัวดีกว่าหัวเดียว การช่วยกันคิดหลายๆคน น่าจะได้ไอเดียที่หลากหลายมากกว่า นั่งคิดคนเดียวแน่นอน

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ง่ายนิดเดียว

 

 

ที่มา https://www.facebook.com/cpdtutor/?hc_ref=NEWSFEED

จับลูกค้าไม่พลาด ถ้ารู้จักใช้ Facebook Audience Insights

หนึ่งในเครื่องมือของเฟซบุ๊กที่หลายคนเคยได้ยินชื่อ แต่อาจจะยังไม่เคยได้ใช้ประโยชน์อย่างจริงๆ จังๆ มากนัก นั่นก็คือ Facebook Audience Insights หรือเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งเจ้าเครื่องมือนี้แหละที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แถมยังสามารถอ่านใจ (รู้ความสนใจ) และล่วงรู้พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย ดังนั้นมาทำความรู้จักและรู้วิธีใช้เครื่องมือนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพกับธุรกิจมากที่สุดกันดีกว่า

รู้ลึกกลุ่มเป้าหมาย ภายในไม่กี่คลิก

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า Facebook Audience Insights หรือ “ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย” เป็นเครื่องมือคนละตัวกับ Insights หรือ “ข้อมูลเชิงลึก” เมนูที่อยู่บนหน้าเพจ  ซึ่งวิธีเข้าไปใช้งานให้คลิกเข้าไปได้ที่ www.facebook.com/ads/audience-insights โดยเบื้องต้นเครื่องมือนี้จะสามารถวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายได้ 2 แบบคือ ทุกคนบนเฟซบุ๊ก หรือเฉพาะผู้ที่เชื่อมอยู่กับเพจของคุณ ซึ่งในที่นี้เราจะหากลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเราจะเลือกเป็นการค้นหาจากทุกคนบนเฟซบุ๊ก (Everyone on Facebook)

โดยพื้นฐานแล้ว Audience Insights จะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายได้ 6 ส่วนด้วยกันคือ ประชากรศาสตร์ (Demographics) พวก อายุ เพศ สถานะ การศึกษา ตำแหน่งงาน ฯลฯ การกดถูกใจเพจ (Page Likes) พวกเขาชอบกดเพจอะไรกันบ้าง ทำเลที่ตั้ง (Location) อาศัยอยู่ที่ไหน กิจกรรม (Facebook Activity) ชอบทำอะไรบนเฟซบุ๊ก ครอบครัว (Household) และซื้อ (Purchase) ซึ่งสองหัวข้อหลังจะใช้ได้เฉพาะการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายในสหรัฐฯ เท่านั้น และทั้งหมดนี้คือ ข้อมูลที่ Audience Insights สามารถบอกเราได้

 

โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำเสนอให้ผู้ประกอบการได้ทราบ ผ่านการกำหนดข้อมูลเข้าไปในส่วนที่เรียกว่า “สร้างกลุ่มเป้าหมาย” ที่อยู่ด้านซ้ายมือ ดังตัวอย่างในรูปที่ 1 ซึ่งได้ทดลองกำหนดทำเลที่ตั้ง เป็นประเทศไทย (พิมพ์คำว่า Thai เข้าไปในช่อง) ข้อมูลด้านขวามือบนสุดที่ระบุกลุ่มเป้าหมายใหม่ จะแสดงจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยที่มีมากถึง 40-45 ล้านบัญชีผู้ใช้เลยทีเดียว

ถัดลงมาจะเป็นเมนูการดูข้อมูลต่างๆ ซึ่งในตอนเริ่มจะเป็นในส่วนของ “ข้อมูลประชากรศาสตร์” (Demographic) โดยกราฟแท่งด้านล่าง แสดงให้เห็นกลุ่มเป้าหมายแยกตามช่วงอายุ และเพศ ที่พบว่า ผู้ชายกับผู้หญิงใช้เฟซบุ๊กเกือบจะเท่าๆ กัน แต่จำนวนผู้ชายจะมากกว่าเล็กน้อย แนะนำให้คุณผู้อ่านลองเปิดเครื่องมือนี้ แล้วกำหนดแค่ทำเลที่ตั้งเป็นประเทศไทย เพื่อดูข้อมูลภาพกว้างก่อน โดยที่ด้านล่างยังมีส่วนของข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพ ระดับการศึกษา และตำแหน่งงานของผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยอีกด้วย
 

ส่องให้ลึกถึงความสนใจ

 

 

หลังจากได้เห็นข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งประเทศแล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลได้อีกด้วยว่า คนไทยสนใจกดเพจไลค์อะไรกันบ้าง โดยคลิกที่เมนู “การกดถูกใจเพจ” ซึ่งสามารถแสดงหมวดหมู่ที่นิยมสูงสูด และการกดถูกใจเพจต่างๆ โดยข้อมูลนี้จะช่วยให้นักการตลาดทราบว่า หากต้องการนำเสนอโฆษณาสินค้า หรือบริการ ควรจะกำหนดให้โฆษณาไปปรากฏในกลุ่มเป้าหมายที่กดเพจถูกใจใดบ้าง โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการส่องดูเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่สนใจสินค้า หรือบริการของคุณ ตัวอย่างในรูปที่ 2 ได้ทดลองใส่ข้อมูล “ความสนใจ” โดยพิมพ์คำว่า “คัพเค้ก” (สมมุติว่าเป็นธุรกิจของคุณ) และเลือกกำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็น “ผู้หญิง” (คลิกปุ่มใต้ส่วนของเพศ สังเกตกลุ่มเป้าหมายใหม่จะเหลือแค่ 1-1.5 ล้านคน)

จากนั้นดูข้อมูลในส่วน “การกดถูกใจเพจ” จะเห็นว่า เพจที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิง และสนใจเรื่องเกี่ยวกับคัพเค้ก มีเพจอะไรบ้าง? ซึ่งจากข้อมูลดังกล่าว ทำให้สังเกตเห็นด้วยว่า กลุ่มเป้าหมายนอกจากสนใจเพจของร้านค้าที่จำหน่ายคัพเค้กแล้ว ยังสนใจเรียนทำคัพเค้ก ตลอดจนเครื่องมือในการทำคัพเค้กด้วย ทำให้ผู้ประกอบการเห็นภาพความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขึ้น สามารถต่อยอดไอเดียในการทำธุรกิจ หรือมูลค่าเพิ่มต่างๆ ได้อีกด้วย นอกจากการที่ได้รู้ว่า ควรเลือกให้โฆษณาไปปรากฏยังกลุ่มเป้าหมายที่กดถูกใจเพจใดบ้าง เพราะนั่นหมายความว่า กลุ่มเป้าหมายที่สนใจเพจคัพเค้กเหล่านี้จะได้มีโอกาสเห็นโฆษณาธุรกิจคัพเค้กของคุณบนนิวส์ฟีดของพวกเขา

เห็นไหมว่า แค่ป้อนข้อมูลเพียง 2-3 อย่างเข้าไปใน Facebook Audience Insights เราก็ได้คำตอบที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แนะนำให้คุณผู้อ่านลองระบุความสนใจเพิ่มเติม เช่น บราวนี เรดเวลเวท ฯลฯ ตลอดจนทดลองคลิกเลือกตามหมวดหมู่ต่างๆ ที่เฟซบุ๊กมีไว้ให้ด้วย สังเกตการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลประชากร และการกดถูกใจเพจด้วยว่า มีจำนวนกลุ่มเป้าหมายมากพอที่จะทำโฆษณา และพวกเขาสนใจเพจอะไรบ้าง บันทึกไว้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์คู่แข่ง และทำโฆษณาครับ

 

กลุ่มเป้าหมายชอบทำอะไรบนเฟซบุ๊ก

 

 

ถึงตรงนี้ ท่านใดที่ได้ลองเปิดใช้ Facebook Audience Insights และทำตามที่แนะนำนี้ คงจะตื่นเต้นกับข้อมูลที่ระบบนำเสนอให้ทราบแล้ว แต่นอกจากรู้ว่า กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนเท่าใด เพศ และช่วงอายุต่างๆ (คุณสามารถกำหนดช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมายที่สนใจได้ด้วย) ตลอดจนความสนใจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ โดยเฉพาะ “การกดถูกใจเพจ” ข้อมูลที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งก็คือ “กิจกรรม” ต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายดำเนินการบนเฟซบุ๊ก ซึ่งเมื่อเข้าไปดูกิจกรรมจากตัวอย่างกลุ่มเป้าหมายที่สนใจคัพเค้ก (รูปที่ 3) ให้สังเกต “ความถี่ของกิจกรรม” ทีมีกราฟแท่งของกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ เพจที่ถูกใจ (ชอบไลค์เพจ) ความคิดเห็น (ชอบคอมเมนต์) โพสต์ที่ถูกใจ (ไลค์โพสต์) โพสต์แชร์ (แชร์โพสต์) โปรโมชันที่แลกรับ (Offers) และ โฆษณาที่ถูกคลิก (ชอบคลิกโฆษณา) โดยแต่ละแท่งของกราฟ จะแสดงให้เห็นว่า กลุ่มเป้าหมายที่เราเลือกมีกิจกรรมแบบไหน มากน้อยเท่าใด ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา

เมื่อสังเกตให้ลึกลงไปในกราฟแต่ละแท่ง จะเห็นว่า มันมีกราฟสีเทาซ้อนอยู่ด้านล่าง ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า กราฟแท่งสีเทาจางๆ ที่เห็นคือ ค่ากลาง (มัธยฐาน) ของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด ในขณะที่กราฟสีน้ำเงินเข้มจะเป็นค่ากลางของกลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก วิธีดูก็คือ กลุ่มเป้าหมาย มีค่ากลางของกิจกรรมสูงกว่าค่ากลางของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมดหรือไม่ ยิ่งสูงกว่ามากเท่าไรยิ่งดี เช่น จากกลุ่มตัวอย่างที่เลือกจะเห็นได้ว่า พวกเขามีความชอบ (ค่ากลาง) ในการกดถูกใจเพจมากกว่าถึง 5 เท่า (ค่ากลางกลุ่มเป้าหมายที่เลือกไว้เป็น 50 ส่วนผู้คนบนเฟซบุ๊กคือ 9) ในขณะที่ชอบแสดงความคิดเห็นมากกว่าผู้ใช้ทั่วไป 6 เท่า เป็นต้น ในที่นี้นักการตลาดจะมองว่า เป็นกลุ่มที่มีโอกาสคลิกดูโฆษณาสูง ส่วนด้านล่างจะเป็นพฤติกรรมการใช้อุปกรณ์ในการดูเฟซบุ๊ก ซึ่งจะเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่เราเลือก ชอบดูข้อมูลทั้งบนเดสก์ท็อป และโมไบล์เป็น 2 เท่าของผู้ใช้เฟซบุ๊กทั้งหมด เป็นต้น

ว่ากันว่า “การทำตลาดโดยปราศจากข้อมูล ไม่ต่างกับการปิดตาขับรถ” เพราะฉะนั้นการเลือกกลุ่มเป้าหมาย และการทำโฆษณาบนเฟซบุ๊ก โดยไม่ใช้ Facebook Audience Insights ก็ไม่ต่างกันนัก

 

 

www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

7 ข้อคิดลดต้นทุนธุรกิจ ด้วยระบบบัญชี

การทำธุรกิจหลายคนมองหาแนวทางการลดต้นทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำกำไรให้มากขึ้น หลายคนโฟกัสเรื่องนี้ไปที่การตลาดแต่หารู้ไม่ว่าหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญและทำให้ลดต้นทุนได้แท้จริงนั้น การทำบัญชีมีส่วนสำคัญและจำเป็นต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก

ในต่างประเทศเองระบบบัญชี(Accounting System) นั้นเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ทุกองค์กรต้องมีและคนทำธุรกิจต้องศึกษาวิธีการทำบัญชีอย่างละเอียดรวมถึงต้องมีหน่วยงานที่พร้อมให้การตรวจสอบเรื่องนี้ได้ โดยในสหรัฐอเมริกานั้นมีหลายองค์กรที่ให้ความรู้ในเรื่องนี้แก่ผู้ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ

ซึ่ง www.ThaiFranchiseCenter.com เห็นว่านักธุรกิจไทยหลายคนอาจมองข้ามเรื่องนี้หรือคิดว่าหน้าที่ของบัญชีมีแค่บันทึกรายรับรายจ่ายแต่แท้ที่จริงพลังของระบบบัญชีมีผลสำคัญต่อการอยู่รอดของการลงทุนเป็นอย่างมาก และต่อไปนี้คือ 7 ข้อคิดสำคัญที่บอกคุณได้ว่าทำไมบัญชีถึงมีบทบาทกับธุรกิจของคุณมากขนาดนั้น

1.เป็นการควบคุมหรือกำหนดขอบเขตการทำงาน (Controlling)

 

เพื่อให้ธุรกิจและการปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การวางระบบบัญชีมีส่วนคล้ายกับการวางแผนการทำงานเพราะเป็นการทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายส่วนที่แตกต่างได้แก่ การวางระบบบัญชีเป็นการกำหนดการทำงานให้อยู่ในกรอบที่วางไว้เพื่อผลประกอบการหรือผลกำไร ส่วนการวางแผนงานคือการกำหนดทิศทางการทำงานให้รู้ว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร

2.เป็นตัวช่วยในการประเมินผลธุรกิจ

ตัวเลขและข้อมูลจากระบบบัญชี คือตัวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินผลธุรกิจได้ภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือทำให้วิเคราะห์ผลประกอบการได้อย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ป้องกันปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างทันเวลา

3.ลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่าย

 

การจัดทำบัญชีทำให้รู้ผลประกอบการ รู้รายละเอียดเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายเพราะทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายเงิน ตัวเลขและรายละเอียดค่าใช้จ่ายก็จะเคลื่อนไหวในระบบ หากไม่มีการจัดวางระบบบัญชีที่ดีก็จะไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าที่ถูกต้องเหมาะสมได้โดยข้อนี้มีผลอย่างมากในการทำตลาดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

4. ระบบบัญชีเป็นสัญญาณเตือนที่ดีกรณีธุรกิจเกิดปัญหา

ระบบบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว คือสัญญาณเตือนว่าธุรกิจกำลังมีปัญหา ปัญหาในที่นี้เกิดขึ้นจากหลายกรณี เช่น สินค้าและบริการไม่มีการเคลื่อนไหวขายไม่ได้หรือขายไม่ออก หรือเกิดปัญหาทุจริตจากการทำงานที่ไม่มีการบันทึกข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน

5.ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชี

 

ข้อมูลที่ได้จากระบบบัญชีช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการตัดสินใจทางการเงินได้ เช่น เพิ่มการผลิต เพิ่มลดพนักงานให้เหมาะสมกับขนาดของธุรกิจหรือองค์กร จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด หรือพัฒนาขยายธุรกิจ

6.ระบบบัญชีทำให้รู้สถานะขององค์กร

ระบบบัญชีที่ดีทำให้รู้สถานะที่แท้จริงขององค์กรธุรกิจจากระบบบัญชีสินทรัพย์ โดยเฉพาะสินทรัพย์ถาวรที่กิจการไม่ได้มีไว้ขายหรือเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ขายได้ แต่มีไว้เพื่อใช้งานเช่น อาคารสำนักงาน ที่ดิน เครื่องจักร เครื่องมือ ฯลฯ หากผลประกอบการขาดทุน มูลค่าของสินทรัพย์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการนำมาประกอบการตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารธุรกิจได้

7.ระบบบัญชีที่ดีคือการควบคุมและตรวจสอบอย่างเป็นระบบ

เช่น ตัวสินค้า เงินสด บิลเงินสดหรือใบเสร็จรับเงิน ควรแยกต่างห่างจากเจ้าหน้าที่ผู้จัดทำบัญชีเงินสดหรือจัดทำทะเบียนคุมสินค้า ทะเบียนคุมใบเสร็จหรือบิลเงินสด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นำสินทรัพย์เหล่านั้นไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยหาผู้รับผิดชอบหรือหาหลักฐานไม่ได้

ธุรกิจเมืองไทยหลายรายมองว่าระบบบัญชีเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็นและพยายามตัดลดหรือทำแบบขอไปที จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่สำคัญที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาทำให้หลายธุรกิจไม่รู้ตัวล่วงหน้าและหาทางแก้ไขไม่ทัน พลังของระบบบัญชีมีคุณค่ากว่าที่คิดมากหากคิดทำธุรกิจควรเรียนรู้และวางระบบบัญชีไว้เป็นปัจจัยแนวหน้าที่นอกจากลดต้นทุนได้ดียังมีส่วนช่วยในการทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย