7 แนวทางการพัฒนาธุรกิจ

 ทำไมธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักดีเช่น Lehman Brothers, Starbucks, Chrysler, Blockbuster และ General Motors เริ่มปิดร้านค้าหรือปิดกิจการบางแห่งลง  มีอะไรผิดพลาดหรือ?  เป็นคุณสมบัติของคนที่รับผิดชอบหรือไม่?  ทำไมพวกเขาไม่เต็มใจหรือพยายามที่จะว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือพี่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จเข้ามาสอน  หรือครูพี่เลี้ยงที่ประสบความสำเร็จจากการเขียนหนังสือวางจำหน่ายหรือบรรยายเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องการจัดการอย่างไรให้ประสบผลสำเร็จ?   คำถามเหล่านี้นำสู่คำถามต่อมาที่ว่าแล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่ากิจการของคุณจะไม่เป็นรายต่อไป

 

นอกจากนี้ยังตอกย้ำความจริงที่ว่าคุณจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อนำความสำเร็จสู่ธุรกิจ  ซึ่งมีเคล็ดลับบางอย่างที่จะพัฒนาธุรกิจของคุณได้

 

1.  เพิ่มราคาสินค้าโดยใช้วิธีการ cross selling*  :  Cross selling เป็นวิธีการหรือเทคนิคของการขายท่ามกลางหรือระหว่างลูกค้า ตลาด ผู้ค้า ฯลฯ  cross selling เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่อการขยายมูลค่าของธุรกิจโดยรวมและเพิ่มผลกำไรให้กับกิจการ

 

2.  เพิ่มราคาสินค้า  :  วิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มผลกำไรคือการเพิ่มราคา   ในบางธุรกิจกลัวที่จะเพิ่มราคาสินค้าด้วยกลัวว่าจะให้สูญเสียลูกค้า  ตามความเป็นจริงคือมีเพียงลูกค้าจำนวนเล็กน้อยที่จะหายไป และจะมีลูกค้าใหม่ๆ ที่กลับเข้ามาทดแทน

 

3.  ปรับปรุงการตลาด  :  ธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่เชื่อว่าการตลาดจะสามารถสร้างหรือทำลายองค์กรได้  และสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการก้าวสู่ความสำเร็จ  CEO, Adam Ben-Evi แห่ง Axum Media Group, Inc. บริษัทผู้นำระบบมัลติมีเดียใน Orlando เชื่อว่า “การตลาดจะสร้างความแตกต่างอย่างโดดเด่นให้กับการขายของคุณ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบเศรษฐกิจนี้”

 

4. ทำบัญชีกระแสเงินสด  :  ถ้ากระแสเงินสดเป็นลบย่อมแสดงว่ากำลังเกิดความเสียหายกับธุรกิจของคุณ  ให้จับตามองให้มากขึ้น  นำบัญชีกระแสเงินสดของคุณให้ผู้เชี่ยวชาญคำนวณและตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แม้ในภาวะที่ธุรกิจทำกำไร

 

5. เพิ่มผลกำไรจ่ายภาษี  :  บางธุรกิจหลีกเลี่ยงการทำกำไรเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีเพิ่มเติม  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องหรือผิดจริยธรรม   จงเพิ่มผลกำไรของคุณและจ่ายภาษี

 

6.  เปิดรับแนวความคิดใหม่เสมอ  :  ผู้คนจะมีความสุขและพึงพอใจเมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จและซ้ำๆ  เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จทางธุรกิจพวกเขาจะมุ่งสู่หนทางที่เคยทำแล้วและสำเร็จมาก่อน   ให้ยังคงเปิดรับแนวคิดใหม่จากพนักงาน ลูกค้าและจากทุกๆ ทาง

 

7.  ใช้จ่ายเงินในการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ  :  บ่อยครั้งที่พบว่าธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่พยายามลดค่าใช้จ่าย หรือใช้ทางลัดและการประนีประนอมคุณภาพของการลงทุนที่จำเป็น  ควรประหยัดถ้าทำได้แต่ควรจ่ายถ้าจำเป็น

 

Source : http://www.amazines.com/Marketing/article_detail.cfm/1700019?articleid=1700019
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม  http://www.sara-dd.com/index.php?option=com_content&view=article&id=239:7-ways-to-improve-your-business-&catid=40:marketing-article&Itemid=71

 
* Cross selling  ก็คือ  การ “เสนอ” “แนะนำ” หรือ “เชิญชวน” รวมถึง “จูงใจ” ให้ลูกค้าผู้ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไปแล้ว พิจารณาซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการของเราเองที่มีอยู่ ของแผนกอื่น ของบริษัทในเครือ หรือแม้แต่ของพันธมิตรธุรกิจของเราก็ตาม  (อนุชิต เที่ยงธรรม, 2545)
Source : http://www.marketeer.co.th/inside_detail.php?inside_id=1080 

เพิ่มยอดขายให้ร้านอาหารด้วยหลักการตลาด

มีร้านอาหารจำนวนหนึ่งที่เริ่มต้นธุรกิจโดยขาดการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม  สำหรับการสร้างตราสินค้าให้กับร้านอาหารมีความจำเป็นต้องใช้มืออาชีพในการจัดแคมเปญ  เพียงการบอกกล่าวแบบปากต่อปากเกี่ยวกับบริการของร้าน คุณภาพของอาหารและบรรยากาศที่ดียังคงไม่เพียงพอ   สำหรับการโปรโมตธุรกิจร้านอาหารคุณต้องการการทำการตลาดที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหาร

 

กลยุทธ์ทางการตลาดเป็นสิ่งจำเป็นกรณีคุณวางแผนที่จะเปิดร้านอาหารประเภทผับ  บ่อยครั้งที่การโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจของคุณ   การตลาดสำหรับร้านอาหาร บาร์ และผับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสร้างธุรกิจของคุณและควรเป็นกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน

 

เทคนิคสร้างความแตกต่างในการทำการตลาด  แนวคิดทางการตลาด  การประชาสัมพันธ์  ความสัมพันธ์ที่ดีกับสื่อ และงานออกแบบโฆษณามีความจำเป็นต่อการสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าสำหรับร้านอาหาร ผับ และบาร์ของคุณ  คุณต้องทำการตลาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ทั้งการตลาดทางอินเตอร์เน็ตและงบประมาทางการตลาดที่คุณมี

 

สำหรับการสร้างความแตกต่างทางการตลาดให้กับร้านอาหารและบาร์เป็นแนวคิดทางการตลาดใหม่ที่ได้รับการยอมรับ   เพื่อสร้างภาพลักษณ์ตราสินค้าและความภักดีต่อตราสินค้าของลูกค้าที่เข้ามารับประทานอาหาร   การประชาสัมพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นกับกลุ่มลูกค้าที่อยู่ห่างไกลออกไป

 

ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับร้านอาหารของคุณกับลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่รอบๆ ร้านอาหารและเพื่อสร้างการขายที่ดีคุณควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด  ควรเก็บรักษาฐานข้อมูลของลูกค้าและให้ความสำคัญกับตราสินค้าในพื้นที่

 

สำหรับการทำการตลาดที่อยู่ไกลจากร้านของคุณ  คุณต้องการสื่อที่เหมาะสมสำหรับการสร้างความสัมพันธ์  โดยจัดหาบริษัทรับจัดกิจกรรมเพื่อทำการตลาดทั้งระบบปรกติและทางอินเตอร์เน็ต  ให้นำกลยุทธ์การตลาดของร้านอาหารที่มีชื่อเสียงและมีประสิทธิภาพมาใช้จะทำให้ธุรกิจของคุณจะสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น

 

อาจจัดทำบัตรส่วนลด  มีบัตรลดราคาและข้อเสนอพิเศษที่จะชักจูงลูกค้าเข้ามาสู่ร้านอาหารของคุณ   มีหลายคนที่เก็บสะสมบัตรส่วนลดจากหนังสือพิมพ์และนิตยสารและนำไปใช้ในการรับประทานอาหารตามสถานที่ต่างๆ   วิธีนี้สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารของพวกเขาและเป็นการเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กับร้านของคุณไปด้วย

 

การส่งเสริมการตลาดด้วยการลดราคาเป็นวิธีที่ได้ผลในการดึงดูดลูกค้าใหม่และการบริการของร้านอาหารของคุณจะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้ากลับมารับทานอาหารอีก  การแข่งขันและการเล่นเกมเพื่อลุ้นรับอาหารและเครื่องดื่มฟรี  สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการขายที่มีประสิทธิภาพสำหรับร้านอาหารของคุณได้อีกทางหนึ่ง

 

 

Source : http://www.articlesbase.com/marketing-tips-articles/increase-sales-with-restaurant-marketing-609564.html
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม http://www.sara-dd.com

 

การปรับปรุงธุรกิจเพื่อเพิ่มผลกำไร

ในการพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณด้วยการปรับปรุงบางส่วนของธุรกิจ  มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการที่ผู้ประกอบการควรให้ความสนใจ     ทั้งนี้หากผู้ประกอบการต้องการเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจ  สามารถเริ่มต้นด้วยองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งซึ่งจะมีผลต่อผลประกอบการประมาณ 10% ในแต่ละองค์ประกอบ  และในบางครั้งอาจเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นได้ถึง 50%

 

 องค์ประกอบในการปรับปรุงธุรกิจ 5 ประการ

 

   1.  ควบคุมและสอดส่องธุรกิจของตนเองเปรียบเทียบตลอดทุกระยะ          
ควบคุมและสอดส่องธุรกิจของตนเองเปรียบเทียบตลอดทุกระยะทั้งรายวัน  รายเดือน หรือรายปี    เพื่อรับทราบผลตอบรับของลูกค้าต่อข่าวสารทางการตลาดและสื่อโฆษณาที่เราได้สร้างขึ้น ยกตัวอย่างเช่น  โดยปรกติสามารถจำหน่ายสินค้าได้ 200 ชิ้นต่อสัปดาห์  ให้สังเกตว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเราสร้างเป้าหมายใหม่โดยเพิ่มยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็น 220 ชิ้นต่อสัปดาห์  เป็นต้น

 

       2. จำนวนครั้งของการติดต่อสอบถามกับการสั่งซื้อจริง
อย่าสับสนกับจำนวนครั้งของโทรศัพท์  หรืออีเมล์สอบถามข้อมูลจำนวนมากๆ กับการสั่งซื้อจริง   การสั่งซื้อจริงเป็นจำนวนของกลุ่มเป้าหมายที่จะมีโอกาสตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้ประกอบการ    พิจารณาจากตัวอย่าง  โดยทดลองเปลี่ยนแปลงจำนวน 30% ของกลุ่มเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าของเรา   ซึ่งหากเราทำได้ 10% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้  30%  นั่นหมายความว่าความพยายามของเราได้บรรลุผลไปถึง 33% ของเป้าหมายที่เราตั้งขึ้นแล้ว

 

         3.  จำนวนครั้งที่ลูกค้าซื้อสินค้า
กลับไปมองการตลาดและพิจารณาจำนวนลูกค้าปัจจุบันที่ผู้ประกอบการมีอยู่  ทั้งนี้เจ้าของกิจการหลายแห่งไม่เคยนับจำนวนลูกค้าเก่าหรือลูกค้าประจำ  หรือบางครั้งอาจทำเฉพาะช่วงใดช่วงหนึ่ง   ให้ทดลองคิดว่าหากลูกค้าซื้อสินค้า 10 ครั้งต่อปี  และให้ทดลองคิดว่าหากลูกค้าเหล่านั้นเพิ่มจำนวนการซื้อขึ้น 10% จาก 10 ครั้งต่อปีเป็น 11 ครั้งต่อปี  จากลูกค้าประจำของท่าน   ดังนั้นน่าจะเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการจะมุ่งทำการตลาดเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าประจำและลูกค้าดั้งเดิมที่มีอยู่แล้ว

 

         4.  ค่าเฉลี่ยของยอดขายต่อครั้ง  
ปรกติผู้ประกอบการจะคำนวณยอดขายโดยนับจำนวนสินค้าทั้งหมดและลบออกด้วยจำนวนที่ขายออกไป   ซึ่งนั่นจะเป็นค่าเฉลี่ยต่อการขายหนึ่งครั้ง   ดังนั้นลองมาตั้งเป้าหมาย  โดยลองยกตัวอย่างว่าค่าเฉลี่ยของการขายต่อครั้งเท่ากับ 2,000 บาท  หากเราต้องการเพิ่มยอดขายต่อครั้งขึ้น 10%  เราจำเป็นต้องคำนวณและวางแผนอย่างรอบคอบเป็นพิเศษเพื่อหาแนวทางการเพิ่มยอดขายเพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ยการขายต่อครั้งเพิ่มเป็น 2,200 บาทให้ได้

 

  5.  พิจารณากำไรเบื้องต้นจากการขายในแต่ละครั้ง
พิจารณา margin ของธุรกิจ (กำไรเบื้องต้น = ยอดขายหักต้นทุนสินค้าขาย) หรือ gross profit จากการขายในแต่ละครั้ง (รายรับทั้งหมดจากการขายหักต้นทุนสินค้าคือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายใดๆ)   เจ้าของกิจการหลายแห่งพยายามลดค่าใช้จ่าย หรือลดราคาผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อเพิ่มยอดขาย    อย่างไรก็ตามการเพิ่มราคาขายเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาหรือปรับฐานกำไรของสินค้ามักไม่มีผลกระทบต่อยอดขาย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามาพร้อมกับการปรับปรุงการบริการลูกค้าโดยรวมที่ดีขึ้น   ให้ลองนึกภาพว่าหากกำไรเบื้องต้นของเราอยู่ที่ 20%  และให้ขยับกำไรเบื้องต้นขึ้นอีกเป็น 22%

 

ลองมองในภาพรวมจากตัวอย่าง  เรามีผู้ซื้อ 200 รายต่อสัปดาห์ (10,400 รายต่อปี)  และมีการสั่งซื้อจริง  10%  หรือ 1,040 ราย   ซึ่งลูกค้าทั้งหมดมีการสั่งซื้อเฉลี่ย 10 ครั้งต่อปี  ยอดขายต่อครั้งเท่ากับ 500 บาท จะเท่ากับมียอดขาย 10,400 x 500 = 5,200,000 บาท ต่อปี   เมื่อคำนวณกำไรเบื้องต้นที่ 20% จะเท่ากับมีกำไรทั้งปีที่ 1,040,000 บาท

 

จากนั้นทดลองตั้งเป้าหมายใหม่โดยเพิ่มเป้าหมายการขายในทุกองค์ประกอบขึ้น 10%   ในทันทีลูกค้าของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 220 รายต่อสัปดาห์ (11,440 รายต่อปี)  และจะมีการสั่งซื้อจริงเพิ่มเป็น  11%  หรือ 1,144 ราย  ที่ยอดขายต่อครั้งเท่ากับ 550 บาท จะเท่ากับมียอดขาย 11,440 x 550 = 6,292,000 บาท ต่อปี   เมื่อคำนวณกำไรเบื้องต้นที่ 22% จะเท่ากับมีกำไรทั้งปีเพิ่มเป็น 1,384,240 บาท

 

Source : http://ezinearticles.com/?How-to-Grow-Your-Business-Profits-With-Small-Improvements&id=5400649
แปล/เรียบเรียง : สาระดีดี.คอม http://www.sara-dd.com

 

margin คือ กำไรเบื้องต้น (ยอดขายหักต้นทุนสินค้าขาย) โดยคิดเป็นร้อยละของยอดขาย (%) ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันหรือแข่งกับตัวเอง กล่าวคือ เทียบกับที่เคยทำได้แล้วในอดีต
gross profit  คือ (กำไรเบื้องต้น) รายรับทั้งหมดจากการขายหักต้นทุนสินค้าคือกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ

 

ก้าวแรกของการลงทุน อะไรควรจ่าย อะไรไม่ควรจ่าย!!!

ช่วงก้าวแรกของการทำธุรกิจ เจ้าของกิจการมักตกลงไปในกับดักทางการเงิน ที่มักทำให้เราต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญกับการทำธุรกิจโดยตรง แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนคือ ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็น และอะไรคือ ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยง มาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กันได้เลย

ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจ Startup

    1. แผนธุรกิจ ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการกำหนดทิศทาง กลุ่มเป้าหมาย คำนวณต้นทุน เป็นเอกสารใช้กู้เงินจากธนาคารในอนาคต รวมแล้วจัดได้ว่าไม่ควรพลาด และคุ้มค่าที่จะจ่าย

2. ศึกษาตลาด อย่ารีบสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณมีลูกค้าที่รอซื้อ หรือพร้อมที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่จริงๆ ซึ่งการศึกษาตลาดจะช่วยตอบโจทย์ให้คุณได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร จากนั้นเราจึงตอบสนองความต้องการให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3. นักบัญชี หาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาคุมงบประมาณ เพราะเขาจะคอยเตือนคุณได้ว่า ขณะนี้สถานการณ์การเงินของบริษัท (หรือร้าน) เป็นอย่างไร ยิ่งถ้าเขามีความเชี่ยวชาญมากๆ คุณจะสามารถให้เขาแนะนำเรื่องการลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนได้ด้วย เช่น คุณต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศเพิ่ม นักบัญชีจะบอกให้คุณรู้เรื่องค่าไฟ ณ ตอนนี้ ความคุ้มค่า เงินกำไรที่เหลือเพียงพอหรือไม่ ฯลฯ เพื่อให้คุณตัดสินใจอีกครั้ง

4. ที่ปรึกษาด้านต่างๆ การเริ่มต้นธุรกิจ คุณอาจต้องมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เช่น การเสียภาษี การขึ้นทะเบียนพาณิชย์ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณไม่ทราบและไม่สามารถหาข้อมูลได้ อาจต้องสอบถามหรือขอคำแนะนำจากใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือและให้คำตอบกับคุณได้อย่างชัดเจน

5. การบริการลูกค้า การขายสินค้าโดยไม่มีการบริการที่ดี เปรียบเสมือนการนำเงินมาใส่กระเป๋าที่ขาด เพราะจริงๆ แล้วการบริการที่ดีจะทำให้ลูกค้าชื่นชอบ กลับมาซื้อ ใช้บริการซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดี

6. การตลาดและการสร้างแบรนด์ เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจของเรา การตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งจำเป็น ธุรกิจเล็กๆ อาจใช้โซเชียลมีเดียที่มีต้นทุนน้อย แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ ขึ้นไปอาจต้องมีงบส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องจัดสรรให้พอเหมาะพอควร

 

ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับธุรกิจ Startup

    1. ค่าบริการต่างๆ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสมาชิกรายเดือนของบริการต่างๆ ฯลฯ ในส่วนนี้คุณควรมองหาบริการที่มีราคาถูกหรือฟรีซอฟต์แวร์ใช้ไปก่อน จนคุณมั่นใจว่าต้องการใช้จริงๆ หรือคุ้มค่ากับการทำธุรกิจจริงๆ ค่อยตัดสินใจใช้บริการ

2. ค่าเสื้อผ้า และอุปกรณ์ไอทีฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย ที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูๆ ราคาแพงๆ เพียงแค่แต่งตัวภูมิฐาน ทำตัวให้มีความเป็นมืออาชีพ ก็บริหารธุรกิจได้แล้ว หรือบางคนชอบความอินเทรนด์ ต้องมี iPhone 6 ซึ่งถ้าคุณซื้อมาแล้วพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อธุรกิจเลย จำไว้ว่านั่นคือความฟุ่มเฟือย

3. ออฟฟิศหรูหรา จริงอยู่ ทุกคนต้องการสถานที่ทำงานดูดีหรูหรา แต่ค่าก่อสร้างหรือตกแต่งสำนักงานหรือร้านค้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เราจึงควรโฟกัสไปที่ความสำเร็จหรือเป้าหมายทางธุรกิจก่อน การตกแต่งเอาไว้ทีหลังก็ได้

4. ค่าลูกจ้าง ในบางครั้งคุณอาจยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินที่จะจ้างพนักงานประจำ ให้เลือกใช้พนักงานแบบ Outsource ไปก่อน เพราะคุณจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ในภายหน้าถ้าพร้อมแล้วจะจ้างพนักงานประจำก็ยังไม่สาย

  5. งานเลี้ยงและการเดินทางที่แสนฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงและการท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องที่น่าสนุก แต่ถ้าคุณเอาเงินลงทุนมาใช้ในส่วนนี้…ก็ต้องบอกว่าผิดพลาดมหันต์

6. การที่ไม่สามารถชี้วัดความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ ถ้าคุณไม่สามารถระบุดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ ก็อย่าทำซะจะดีกว่า เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

  7. ซื้อยอด Followers นอกเหนือจากการซื้อยอด Followers แล้วก็อาจยังมีวิธีอื่นๆ อีก แต่ขอบอกว่ามันไม่ใช่การใช้เงินที่ฉลาดเลย เพราะนั่นคือการหลอกลวงตัวเอง แถมคุณยังไม่ได้ลูกค้าเพิ่มจากวิธีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันอาจดูดีที่มียอดผู้ติดตามสินค้าของเรามากมายหลายหมื่น แต่นั่นไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณเลยนะ

  8. ใช้เงินเมื่อคุณรู้ว่ามันจะให้กำไรตอบแทนกลับมา ถ้าคุณมีเงินลงทุนมหาศาล หรือไปกู้ยืมเงินจากใครมาได้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ก่อนใช้เงิน ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีว่าเม็ดเงินนั้น จะงอกเงยและให้ผลกำไรกลับมาได้อย่างไรบ้าง

ทุกธุรกิจมีความซับซ้อนด้านการลงทุนที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็น และช่วงเวลา ซึ่งการจะใช้จ่ายอะไรเราควรต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และเมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่มีความสำคัญทางธุรกิจ ถูกที่ ถูกเวลา ความสำเร็จทางธุรกิจย่อมตามมาอย่างแน่นอน

www.smethailandclubl.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)

​รู้ไว้…ก่อนตั้งราคา

 กลยุทธ์การตั้งราคานับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับการทำธุรกิจ เพราะถ้าตั้งราคาผิดพลาดอาจส่งผลให้สินค้าไม่สามารถขายได้ ขายได้ไม่ดี หรือได้กำไรต่อชิ้นน้อยมากๆ แต่ก่อนที่จะตั้งราคาเราต้องประเมินคุณค่าของสินค้าประเภทนั้นๆ ให้ออก เช่น กาแฟบางร้านราคาเหยียบร้อยบาท ถามว่าต้นทุนถึงครึ่งหรือไม่ ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น สินค้าซื้อมาขายไป ก็คงไม่สามารถตั้งราคาเหมือนสินค้าประเภทเครื่องดื่มได้ ซึ่งผู้ประกอบการมือใหม่มักตั้งราคาโดยดูจากต้นทุน และบวกกำไรเพิ่มไปเท่าที่ลูกค้า “น่าจะ” จ่ายได้โดยไม่ได้สำรวจตลาด ไม่ยอมทำผลสำรวจหรือยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้มาใช้ประกอบการตัดสินใจ  เอาเป็นว่าลองมาดูกลวิธีในการตั้งราคาที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้การทำธุรกิจของผู้ประกอบการมือใหม่กันดีกว่า

1. เริ่มจากรู้คุณค่าของตัวเอง
    เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับบทเรียนที่ยากที่สุดบทเรียนหนึ่ง นั่นก็คือ การตั้งราคา เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลต่อกำไร เงินหมุนเวียน และความอยู่รอดของธุรกิจ ดังนั้น ต้องพยายามประเมินคุณค่าผลิตภัณฑ์หรือบริการของตัวเองจากประสบการณ์จริง เริ่มจาก

  – ผลลัพธ์จากการนำสินค้าไปทดสอบตลาด โดยดูท่าทางและความพึงพอใจของลูกค้า อาจตั้งราคาไปในเบื้องต้นเพื่อสอบถามลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย หากลูกค้าไม่เห็นด้วยจึงสอบถามราคาที่ลูกค้าสามารถจ่ายได้ และเก็บรวบรวมไว้เป็นข้อมูล

– ราคาของคู่แข่งในท้องตลาด ในจุดนี้ต้องมองคู่แข่งตัวจริงให้ออก มองให้ออกว่าสินค้าเราเป็นระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิประเทศ ประเทศ หรือส่งออกต่างประเทศ เพราะคู่แข่งและการตั้งราคาในแต่ละส่วนมีความแตกต่างกัน

    – จุดเด่นของผลิตภัณฑ์หรือบริการของเราเหนือกว่าคู่แข่งอย่างไร ยิ่งมีจุดเด่นที่เหนือคู่แข่งมากเท่าไรยิ่งสามารถตั้งราคาได้มากขึ้นตามไปด้วย

ผู้ประกอบการบางคนตั้งราคาสินค้าสูงเกินความจริงโดยอาศัยแพ็กเกจจิ้งที่สวยงาม แต่คุณภาพและจุดเด่นไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่ง ทำให้ไม่เกิดการซื้อซ้ำ ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการทำธุรกิจ ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักตีราคาสินค้าของตัวเองต่ำเกินความจริง เนื่องจากกลัวว่าจะขายไม่ได้ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว หากสินค้ามีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการและสามารถแก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ สินค้าย่อมขายได้อย่างแน่นอน แต่ต้องจำไว้ว่า เราต้องประเมินตัวเองด้วยความเป็นจริง และซื่อสัตย์ ไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับการทำธุรกิจเลยแม้แต่น้อย

  2. ฟังลูกค้า และพยายามทำความรู้จักคู่แข่ง
สิ่งที่เราต้องสอบถามเพิ่มเติมกับกลุ่มเป้าหมายที่เรานำสินค้าไปทดสอบตลาดก็คือ สินค้าของเรากับของคู่แข่งแตกต่างกันอย่างไร จุดเด่นของคู่แข่งที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจซื้อสินค้าของคู่แข่งคืออะไร และหากเราตั้งราคาเท่านี้ กลุ่มลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าของใคร เป็นต้น การถาม และตั้งใจดูปฏิกิริยาของลูกค้า พร้อมกับนำคำตอบไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้ราคาตามที่กลุ่มเป้าหมายสามารถตัดสินใจซื้อได้ นับเป็นวิธีที่ดีมากๆ เพราะถ้าเราไม่ฟังความคิดเห็นของลูกค้า จะไปฟังความคิดเห็นจากใคร
ที่สำคัญเราอาจได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่า ลูกค้าคิดอย่างไรกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของคู่แข่ง ซึ่งบางอย่างเราอาจนำไปพัฒนาให้เหนือกว่าได้ และสามารถตั้งราคาให้ใกล้เคียงกับคู่แข่งรายเก่าในตลาดเพื่อสร้างกำไรให้มากขึ้นได้ด้วย

ทั้งนี้ หลังจากวิเคราะห์การตั้งราคาในเบื้องต้นจนได้ตัวเลขต้นทุนและราคาที่ต้องการขายมาแล้ว เราสามารถนำมาปรับใช้กับกลยุทธ์การตั้งราคาเพิ่มเติมได้ดังนี้

  – กำหนดราคาเลขคี่ (Odd Pricing) ในความเป็นจริงและในทางจิตวิทยา เราเชื่อว่า 999 บาท ถูกกว่า 1,000 บาท แม้จะถูกกว่าเพียง 1 บาทก็ถือว่าถูกกว่า ดังนั้น เราจึงมักพบเห็นการตั้งราคาลงท้ายที่เลข 9 ไม่ว่าจะเป็น 19 บาท 39 บาท 59 บาท 79 บาท หรือ 99 บาท มากกว่าที่จะเห็นแบรนด์ใดตั้งราคาสินค้าลงท้ายด้วยเลขคู่หรือเลข 0 แต่กลยุทธ์นี้ไม่เหมาะกับสินค้าแบรนด์เนม หรือแบรนด์ใหญ่ๆ

– แยกราคาตามกลุ่มลูกค้า (Pricing by type of customer) การตั้งราคาในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่เน้นในธุรกิจบริการ ร้านอาหาร และโรงแรม เช่น เด็กราคาหนึ่ง ผู้ใหญ่ราคาหนึ่ง เพื่อกระตุ้นให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็กเกิดความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็มทุกคน หรือในส่วนของผลิตภัณฑ์ อาจเป็นโปรแกรมลิขสิทธิ์สำเร็จรูปที่ขายให้กับบริษัทเอกชน กับกลุ่มเป้าหมายทั่วไปที่มีอายุมากกว่า 20 ปี และกลุ่มผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี การแยกราคาก็จะมี 3 กลุ่มประเภท เป็นต้น

  – ตั้งราคาแยกจากค่าขนส่งหรือค่าธรรมเนียม สมมุติว่าคุณขายสินค้าออนไลน์ ควรตั้งราคาสินค้า 100 บาท ค่าส่ง 50 บาท แยกจากกัน โดยแสดงตัวเลข 100 บาท บนหน้าเว็บไซต์ให้ผู้ซื้อเห็นอย่างชัดเจน ดีกว่าตั้งราคา 150 บาท แล้วแจ้งว่าฟรีค่าขนส่ง เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้ว เราจะมองตัวเลข 100 บาทเป็นหลัก และนำไปเปรียบเทียบกับของคู่แข่ง ยกตัวอย่าง เช่น แบรนด์รับจองที่พักและเที่ยวบินอย่าง Agoda เวลาคำนวณค่าที่พัก Agoda จะแจ้งราคาที่พัก โดยยังไม่ได้รวมเซอร์วิสชาร์จ 10 เปอร์เซ็นต์ และค่าภาษีโรงแรม 7 เปอร์เซ็นต์ เวลาเราตรวจสอบราคา จะพบว่าถูกมากๆ แต่เมื่อรวมราคาเบ็ดเสร็จแล้วก็ใกล้เคียงกับเว็บไซต์ต่างๆ อีกหลายๆ เว็บไซต์ เป็นต้น

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ควรรู้ก่อนการตั้งราคา และกลยุทธ์การตั้งราคาเล็กๆ น้อยๆ ก่อนเข้าสู่สมรภูมิของจริง

นโยบายรัฐบาลล่าสุด มีประโยชน์อย่างไรกับ Freelance และ ธุรกิจ SME

ตอนนี้มีประกาศมาจากรัฐบาลที่กำลังนโนบายการเงินการคลังที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่มีความรู้ความสามารถ โดยรัฐบาลได้จูงใจให้ผู้ประกอบการโดย ลดภาษีจาก 20% และ 15% เป็น 10% สำหรับธุรกิจที่มีกำไรสุทธิเกิน 300,001 บาท เป็นระยะเวลา 2 รอบบัญชี ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อ Freelance และ SMEs ที่ยังไม่ได้จัดตั้งบริษัท ในกรณีที่เป็นธุรกิจ startup ที่รัฐบาลสนับสนุนเป็นกรณีพิเศษในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จดทะเบียนบริษัทใช่ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีนี้

     การใช้นโยบายลักษณะนี้น่าสนใจต่อคนที่มีไอเดียใหม่ๆ คนที่เป็น Freelance เป็นอย่างมากเพราะโดยปกติแล้วหากเราทำธุรกิจด้วยการรับเงินในนามบุคคล เราจะต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งมีอัตราสูงสุดที่ 35% และสามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาทและ ลดหย่อนส่วนตัวได้ 30,000 บาท ซึ่งถ้าเงินได้สุทธิเราค่อนข้างมากจะทำให้เราเสียภาษีมาก

     นโยบายดังกล่าวผมจึงมีข้อดีสำหรับกลุ่มคนทำธุรกิจขนาดเล็กที่เราสามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายภาษีแบบใหม่ และที่สำคัญของการตั้งบริษัทจำกัดขึ้นมานั้นคือเราสามารถหักค่าใช้จ่ายได้เยอะกว่าแบบบุคคลธรรมดา เช่น การนำค่าน้ำค่าไฟ ค่าแท๊กซี่ ค่าซื้ออุปกรณ์สำนักงานต่างๆ การนำใบเสร็จค่าอาหารที่เลี้ยงลูกค้าไปหักค่าใช้จ่ายก่อนคิดภาษีได้ ซึ่งจุดนี้เป็นข้อได้เปรียบทางภาษีของการทำธุรกิจด้วยการตั้งบริษัทที่เหนือกว่าการทำแบบบุคลลธรรมดา

วิธีการที่อยากจะแนะนำให้คนทำธุรกิจขนาดเล็กได้ทำคือ

1. ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจเพื่อรับประโยชน์จากมาตรการภาษี
2. อุปกรณ์ต่างๆที่เราใช้ทำธุรกิจ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ซื้อในนามบริษัทเพื่อนำไปหักค่าใช้จ่ายจะทำให้ฐานภาษีบริษัทเหลือ 10%
3. จ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในอัตราที่เหมาะสมโดยไม่ต้องเผื่อว่าเราจะซื้ออุปกรณ์และค่าใช้จ่ายเพราะเราซื้อในนามบริษัทแล้ว
4. หากรายได้ส่วนตัวมีการเสียภาษี ให้เราทำตามขั้นตอนการลดหย่อนภาษีด้วยการซื้อ LTF RMF ประกันชีวิต

แล้วภาษีจากการทำธุรกิจของเราจะลดลงเลยทีเดียว ในส่วนนี้ยังทำให้เราได้ช่วยรัฐบาลได้แก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการใช้เงินผ่านการจับจ่ายในนามนิติบุคคลเพื่อนำไปหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อนิติบุคคลใช้เงินมากขึ้นก็ย่อมส่งผลให้มีเงินหมุนมากขึ้น มีการผลิตมากขึ้น ก็สร้างงานมากขึ้นด้วยครับ

ซื้อของออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้าต้องทำยังไง

ในปัจจุบันการซื้อของออนไลน์นั้นเป็นที่นิยมกันมากในหมู่คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์ ครีมประทินผิว ยาและอาหารเสริม ตลอดจนของใช้ต่างๆนานาที่เราอาจจะพิจารณาแล้วว่า การซื้อออนไลน์แล้วมันมีราคาถูกกว่าหลายๆแห่งจนกระเป๋าตังในมือสั่นต้องคลิ๊กสั่งซื้อกันรัวๆ แต่มันกลับไม่สนุกเลยถ้าหลายๆคนกลับพบปัญหาเมื่อสั่งของไปแล้วกลับไม่ได้รับของ แถมยังถูกปฏิเสธความรับผิดชอบหรือมีการหายตัวไปของคนขายอีก ก็เลยเกิดคำถามว่าจะต้องทำอย่างไร

ขอแนะนำขั้นตอนที่เป็นประโยชน์ในเบื้องต้นดังนี้นะครับ

1.รวบรวมหลักฐานต่างๆที่เกิดขึ้น

หลักฐานการประกาศขาย: ให้ Capture หน้าจอรวมถึง URL ของ Website หรือ Fan Page ต่างๆที่ทางผู้ขายได้มีการประกาศขายสินค้า รวมถึงข้อความที่ได้พูดคุยสอบถามสินค้าใน Email และ ข้อความในการสนทนาเพื่อเป็นหลักฐานที่ว่าผู้ขายมีความตั้งใจที่จะขายสินค้า

หลักฐานการจ่ายเงิน: ในฐานะที่เราเป็นคนซื้อเราเองก็ควรเก็บหลักฐานการชำระเงินไว้ด้วยเช่นกัน หากชำระผ่านทางออนไลน์ก็ Capture หน้าจอไว้ ในกรณีที่จ่ายเงินผ่านเคาเตอร์ธนาคารหรือตู้ ATM ก็ควรถ่ายสำเนาเอกสารเอาไว้ว่าเราได้มีการจ่ายเงินจริงไปแล้ว

2.นำหลักฐานต่างๆไปแจ้งความ

ก่อนที่เราจะไปแจ้งความดำเนินการต่างๆ เราจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานไปด้วยตัวเอง ให้เราปริ้นเอกสารทุกอย่างออกมาให้หมดแล้วนำไปแจ้งตำรวจ ทางตำรวจทำการสอบปากคำของเราถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นำเอกสารไปพิจารณารวบรวมเป็นหลักฐานพร้อมเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำ หากไม่สามารถติดต่อได้ก็จะออกหมายเรียกและออกหมายจับต่อไปเพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับคู่กรณี

3.เจรจาไกล่เกลี่ย

เมื่อติดต่อกับผู้ขายของทางออนไลน์ได้แล้ว ทางตำรวจจะให้เราเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้ขาย โดยเราสามารถเรียกร้องให้ผู้ขายชดใช้เงินคืนได้ ในกรณีผู้ขายไม่ชดใช้เงินคืน ตำรวจก็จะดำเนินการส่งเรื่องให้อัยการเพื่อส่งฟ้องในชั้นศาลเป็นลำดับต่อไปในความผิดฐานฉ้อโกง

สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงนั้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ดังนี้ครับ

ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความ อันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สามหรือ ทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากใครเคยพบปัญหาการซื้อของทางออนไลน์และไม่ได้ของ อย่าลืมแจ้งไปยังผู้ขายเพื่อให้เช็คสถานะการสั่งซื้อของก่อนนะครับ หากพบว่ามีปัญหาจริงๆและไม่สามารถเจรจาด้วยตัวเองได้ก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายตามขั้นตอนได้

4 ข้อควรรู้ เมื่อเปิดร้านขายของใน Line Facebook และ Instagram

การเปิดร้านขายของไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสมัยนี้อีกแล้ว เพียงแต่มีรูปภาพ มีโซเชียลมีเดีย ก็ขายของกันได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน ไม่ต้อง
สต็อกสินค้าแต่จะมีกี่คนที่รู้ว่าขายของแบบไหนไม่ผิดกฎหมาย วันนี้เราจะพามาหาคำตอบครับ

     1.การขายของผ่านทางเว็ปไซด์จะต้องจดทะเบียนการตลาดแบบตรง ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ ส.ค.บ. ให้ถูกต้องก่อนการดำเนินกิจการมิฉะนั้นจะมีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละ 1 หมื่นบาทจนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ถูกต้อง

     2.การจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและเครื่องสำอางค์ จะต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อ.ย. ไว้ให้ถูกต้องก่อนการจำหน่ายมิฉะนั้นจะมีความผิดขายอาหารที่มีฉลากไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือขายเครื่องสำอางโดยไม่มีฉลาก หรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ครบถ้วน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     3.การขายสินค้า Pre Order ในบางครั้งเป็นการนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย เช่นนี้จะต้องดำเนินการด้านภาษีที่ด่านศุลกากรให้ถูกต้องครับ มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานหลีกเลี่ยงภาษีโดยจะต้องถูกปรับเป็นเงินจำนวน 5 เท่าของราคาสินค้า แต่หากขายสินค้าที่อยู่ในประเทศไทยก็ไม่มีปัญหาใดๆครับ

     4.ขายของออนไลน์ อย่าลืมยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อกรมสรรพากาภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปีเพื่อเสียภาษีด้วยนะครับ มิฉะนั้นจะโดนทั้งเงินเพิ่ม ทั้งเบี้ยปรับ เลยนะครับ

ร่างสัญญาง่ายๆได้ด้วยตัวเองทำอย่างไร (How to make Contract DIY)

 

มือใหม่หลายคนที่พึ่งเข้ามาอยู่ในวงการนักธุรกิจ จะต้องมีการซื้อขายสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทั่วไป งานบริการ หรือสั่งของออนไลน์มาขายจากโรงงาน จะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างกับคู่ค้าอยู่เสมอ ซึ่งหลายๆคนชะล่าใจ คิดว่าในการทำธุรกิจนั้นทุกอย่างเป็นไปอย่างโลกสวยฟ้าใสและไว้วางใจใครต่อใครง่ายๆเพราะไม่คิดว่าจะมีใครโกงหรอก แต่อย่างว่าเงินทองไม่เคยเข้าใครออกใคร การทำสัญญาธุรกิจนั้นจึงมีความจำเป็นเผื่อเกิดปัญหากันในภายหลัง เพราะฉะนั้นแล้วหากเราเสียเวลากันซักนิด ทำเอกสารต่างๆให้ลงตัวก็จะเป็นเรื่องที่ดี ทางทีมงาน Finlawtech จึงขอนำเสนอวิธีร่างสัญญาง่ายๆ ฉบับ DIY ทำด้วยตัวเอง

มาดูกันว่าส่วนประกอบของสัญญานั้นมีอะไรบ้างตามนี้เลยครับ

1. สถานที่ในการทำสัญญา
ให้ใส่สถานที่ ที่สะดวกที่สุดกับทั้ง 2 ฝ่ายตามแต่ตกลงเพราะการหากเกิดปัญหาการฟ้องร้องจะต้องมีการฟ้อง ณ ที่ทำสัญญา ถ้าคู่ค้าอยู่ที่เชียงใหม่ทั้งคู่ ก็อย่ามาทำที่กรุงเทพเลยนะครับ ทำที่เชียงใหม่นั่นเลย ไม่งั้นมีปัญหาที่วิ่งขึ้นลงกรุงเทพ-เชียงใหม่กันแย่เลย

2. วันที่ในการทำสัญญา
ต้องมีการระบุวันที่ในการทำสัญญาด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่ทราบเลยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งส่งผลต่อเนื้อหาของสัญญาและอายุความในการฟ้องร้องคดี เช่น กำหนดไว้ว่าต้องมีการจ่ายค่าจ้างภายหลังจากส่งมอบสินค้าหรืองานต่างๆใน 30 วัน ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามที่ตกลงในสัญญาก็นับวันในการฟ้องร้องได้

3. รายละเอียดคู่สัญญา
เราจะต้องระบุรายละเอียดคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายนะครับว่าใครเป็นลูกจ้าง ใครเป็นคนจ้าง ระบุชื่อนามสกุล ที่อยู่และเลขประจำตัวบัตรประชาชน ถ้าเป็นคนต่างชาติก็สามารถใช้เลขที่ Passport แทนได้นะครับ ในส่วนของการทำสัญญาโดยนิติบุคคล ก็ใช้ชื่อที่อยู่ของบริษัทและเลขทะเบียนบริษัทครับ

4. รายละเอียดในสัญญา
ระบุอย่างชัดเจนลงไปว่าผู้จ้างจ้างให้ทำอะไร ส่งมอบสินค้าหรือบริการเมื่อไหร่ ค่าจ้างและการจ่ายค่าจ้างเป็นอย่างไร รายละเอียดของการทำสัญญาขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่าง 2 ฝ่าย ควรมีการเจรจาต่อรองกันอย่างเหมาะสมก่อนที่ระบุลงไปในสัญญานะครับ

5. จำนวนต้นฉบับและลงรายมือชื่อ
ในการทำสัญญานั้นจะต้องมีการระบุจำนวนต้นฉบับของสัญญาที่ทำกันไว้ โดยปกติแล้วเอกสารที่เซ็นระหว่าง 2 ฝ่าย ก็จะทำ 2 ฉบับ ให้คู่สัญญาได้เก็บไว้อย่างละชุด โดยมีการลงลายมือใช้ทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมพยาน อย่าลืมถ่ายเอกสารไว้ป้องกันการทำหายไว้ด้วยนะครับ

        เห็นไหมครับว่าการทำสัญญานั้นไม่ยากเลย เพียงแค่ระบุข้อมูลต่างๆที่สำคัญลงไปเพื่อให้ทราบว่า ทำสัญญากันที่ไหน คู่สัญญาเป็นใคร รายละเอียดของสัญญาเป็นอย่างไร แล้วลงลายมือชื่อ ในกรณีที่เราจะต้องทำสัญญาธุรกิจที่มีความสำคัญ มีมูลค่างานจำนวนมากและมีความซับซ้อนในรายละเอียดนั้น อย่าลืมปรึกษาทนายความเพื่อให้เอกสารสัญญานั้นมีความชัดเจนและครอบคลุม สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนะครับ

ที่มา http://finlawtech.com/how-to-make-contract-diy/

“กล้าที่จะลงมือทำ” เคล็ดลับความสำเร็จจากบิดาแห่งเฟซบุ๊ค

เมื่อไม่นานมานี้หลายคนคงได้ยินข่าวความสำเร็จของ มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ผู้ให้กำเนิดสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างเฟซบุ๊ก ที่ทิ้งการเรียนไปนานถึง 12 ปี ก็กลับมาคว้าปริญญาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้เองที่เป็นสถานที่ซึ่งเขาให้กำเนิดเฟซบุค

 

โดยมาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ และเผยเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้เขามีวันนี้ด้วยว่า คนทุกรุ่นทุกยุคทุกสมัย ต่างมีผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากปณิธานอันแน่วแน่ ในยุคที่ผ่านมาเรามีคนที่ทำให้โลกได้เห็นโฉมหน้าของดวงจันทร์ แล้วเราจะมัวรออะไรอยู่ ในยุคนี้ที่เป็นยุคของพวกเราเราก็ควรสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ขึ้นมา

“เมื่อเราพูดถึงการตั้งปณิธานที่แน่วแน่ เราอยากมีผลงานอันยิ่งใหญ่ หลายคนอาจจะท้อ และคิดเพียงแค่ เราเนี่ยนะจะไปทำอะไรแบบนั้นได้ เคล็ดลับที่ผมอยากจะบอกก็คือ ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ต้น ไอเดียต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบสำเร็จรูป แต่มันจะเป็นรูปธรรมหากคุณคิดแล้วลงมือปฏิบัติ คุณก็แค่ลงมือทำเท่านั้น การที่เราลังเลไม่กล้าทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพราะเรากลัวว่าสิ่งที่ทำลงไปจะผิดพลาด และนั่นทำให้เราไม่กล้าที่จะลงมือทำอะไรเลย ในความเป็นจริงคือสิ่งที่เราทำในวันนี้ จะส่งผลไปยังอนาคต แต่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะมาหยุดยั้งให้เราริเริ่มทำอะไรได้”

สรุปได้ว่าเคล็ดลับที่ CEO และผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค บอกกับชาวโลกคือ จงกล้าที่จะลงมือทำ เพราะความสำเร็จไม่ได้มาจากการวาดวิมานในอากาศ แต่มาจากการลงมือปฏิบัติจริง จากการลองผิดลองถูก เพราะแม้แต่มาร์ค ซัคเคอเบิร์กเองกว่าจะสร้างเฟซบุ๊คได้ยังต้องผ่านการลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน

SME ก็เช่นกัน มีธุรกิจใดบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยไม่ได้ผ่านการลองผิดลองถูก ธุรกิจใดบ้างที่สำเร็จเพียงเพราะมีแค่ไอเดียลอยๆ แต่ไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ดังนั้น SME ที่จะประสบความสำเร็จได้ จึงต้องกล้าที่จะเริ่มต้นคิดและลงมือปฏิบัติ รวมถึงกล้าที่จะเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก เมื่อนั้นคำตอบที่เราต้องการจึงจะปรากฏ

Text ไศลธร เหมะสิขัณฑกะ
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

Cr : Paul Marotta/Getty www.recode.net