สัญญาเช่าซื้อ มากกว่าเช่าเข้าใจให้ครบถ้วน

ความนำ
          การประกอบธุรกิจหรือธุรกรรมบางประเภทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันมีเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งเรียกว่า สัญญาเช่าซื้อ ที่ใช้กันมากเพื่อให้ผู้เช่าซื้อได้มีซึ่งทรัพย์สินและก็เป็นกลยุทธ์ในการขายหรือแสวงหากำไรตลอดจนสร้างหลักประกันในอีกรูปแบบหนึ่งของผู้ให้เช่าซื้อ และสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งจะมีบุคคลสองฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องคือฝ่ายผู้ให้เช่าซื้อและฝ่ายผู้เช่าซื้อ การที่บุคคลทั้งสองฝ่ายดังกล่าวมาตกลงทำสัญญาเช่าซื้อย่อมมีเงินได้หรือรายได้เกิดขึ้นจากการให้เช่าหรือถือว่ามีเงินได้เกิดขึ้นแล้วซึ่งก็จะต้องมีภาระภาษีตามมา ในการพิจารณาประเด็นภาษีอากรให้ถูกต้องได้นั้นในเบื้องต้นผู้ที่เกี่ยวข้องจำต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก่อนว่าอย่างไรจึงจะเข้าลักษณะเป็นสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งจะมีผลต่อการเสียภาษีที่แตกต่างกันไปโดยในเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวนั้นผู้เขียนได้กำหนดกรอบการนำเสนอดังนี้
1 สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ
2. ภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร
3. ความแตกต่างระหว่างสัญญาเช่าซื้อและสัญญาประเภทอื่นๆ
พิจารณาเนื้อหาตามลำดับได้ดังนี้
1. สาระสำคัญของสัญญาเช่าซื้อ
              เช่าซื้อ (Hire Purchase) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ได้ให้ความหมายของคำว่า เช่าซื้อ[1] คือ สัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
จากบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้[2]
1.สัญญาเช่าซื้อมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ ผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าซื้อ
1) ผู้ให้เช่าซื้อ คือ เจ้าของนำเอาทรัพย์สินนั้นออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว
2) ผู้เช่าซื้อ คือ ผู้เช่าที่ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อ และจะได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวเมื่อตนใช้เงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว
 ข้อสังเกต เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาบวกด้วยคำมั่นว่าจะขาย ดังนั้น กรณีใดที่ไม่ได้บัญญัติในเรื่องเช่าซื้อ จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติในเรื่องเช่าทรัพย์[3]
2.วัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อ
เมื่อพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 “..เจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า…” แสดงว่า วัตถุแห่งสัญญาเช่าซื้อมิได้จำกัดเฉพาะวัตถุที่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ มิได้จำกัดเฉพาะว่าวัตถุนั้นต้องเป็นสังหาริมทรัพย์แต่อาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือวัตถุที่ไม่มีรูปร่างก็ได้
3.ผู้ให้เช่าซื้อต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อ[4]
เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้เช่าซื้อ ดังนั้น บุคคลใดที่มิได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินจะนำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นเช่าซื้อไม่ได้ กรณีไม่เหมือนสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งผู้เช่าไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่เช่า ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า[5] ผู้ให้เช่าซื้ออาจเป็นเจ้าของทรัพย์สินในขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง “เจ้าของ” เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น “เจ้าของ” แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคตหาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ “เจ้าของ” จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทจากบริษัท ต. แม้จะเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขที่จะได้กรรมสิทธิ์ต่อเมื่อได้ชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทโดยเจตนาครอบครองใช้สอยอย่างเจ้าของ จะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทเมื่อชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนตามสัญญา โดยมีเงื่อนไขนั้นแล้ว โจทก์จึงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อได้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น “เจ้าของ” ตามมาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อย่อมสมบูรณ์ไม่เป็นโมฆะ

 


[1]ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572
[2]สรุปและรวบรวมมาจากไผทชิต เอกจริยกร คำอธิบาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ พิมพ์ครั้งที่ 12 หน้า 254-271
[3]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3111/2539 และฎีกาที่ 5819/2550
[4]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4544/2533
[5]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7404/2547

สิ้นสภาพ บุคคล ไม่พ้นภาระภาษี

 บุคคลใดจะมีสิทธิหรือต้องทำหน้าที่ใดๆนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ว่าต้องมีสภาพบุคคลเท่านั้น[1]ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะสามารถบอกได้ว่าบุคคลนั้นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายหรือจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายตั้งแต่เมื่อใดและอย่างไรบ้างแต่เนื่องจากตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นเมื่อเกิดมาแล้วต้องตายทุกคนจึงได้มีการกำหนดไว้เช่นเดียวกันในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าสภาพบุคคลนั้นจะสิ้นสุดลงเมื่อตายซึ่งหมายความว่าสภาพบุคคลนั้นเองเมื่อมีการเริ่มก็ย่อมมีวันสิ้นสุดลงไปพร้อมกับสิทธิและหน้าที่ทั้งหลายที่กฎหมายได้กำหนดไว้เช่นกันในส่วนของภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร สิทธิและหน้าที่ของบุคคลจะเป็นอย่างไรบ้าง พิจารณาเนื้อหาตามลำดับได้ดังนี้
1. สาระสำคัญ[2]
เนื่องจากการสิ้นสภาพบุคคลเป็นตัวกำหนดวันสิ้นสุดการมีสิทธิและหมดหน้าที่ของบุคคลดังนั้น

ประเด็นคำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับ การกำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีเครื่อง EDC

 

ที่มา file:///C:/Users/lenovo/Desktop/Nuttha/310560/article_20170504141332.pdf

“พาณิชย์” เปิดตัว “10 ธุรกิจต้นแบบ” จุดไฟเอสเอ็มอีก้าวตาม

“กระทรวงพาณิชย์” เปิดตัว “10 สมาร์ทบิซิเนส” ต้นแบบโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม หวังจุดประกายไอเดียแก่เอสเอ็มอีใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นธุรกิจ พร้อมสร้างพี่เลี้ยงฟูมฟักดูแล ทั้งให้คำปรึกษาเชิงลึก เพิ่มทักษะ และเทคนิค นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดตัว “10 สมาร์ทบิซิเนสโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม” ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ “สร้างนักการค้ามืออาชีพ” ที่มีการวิเคราะห์ประเมินศักยภาพธุรกิจ สร้างพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาการพัฒนาโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรม และสร้างต้นแบบ 10 สมาร์ทบิซิเนสที่จะใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์นวัตกรรมให้เกิดขึ้นแก่ธุรกิจของประเทศไทย เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยมีทิศทางการเริ่มต้นประกอบธุรกิจ รองรับประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้ง เครือข่ายสมาคมการค้าต่างๆ สร้างเครื่องมือวินิจฉัยและประเมินสถานะธุรกิจขึ้น โดยได้ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยการบริหารจัดการและองค์ประกอบความสำเร็จของการประกอบธุรกิจและประมวลผล โดยได้คัดเลือกผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคการค้าและบริการที่ผ่านการวินิจฉัยและประเมินสถานะทางธุรกิจทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งมีแนวคิดและนวัตกรรมที่ตรงกับโมเดลธุรกิจเชิงนวัตกรรมทั้ง 10 ด้าน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อเข้ารับการพัฒนาโมเดลธุรกิจ ซึ่งมีธุรกิจที่ได้รับการประเมินกว่า 3,400 ราย และได้เข้ารับคำปรึกษาพัฒนาโมเดลธุรกิจกว่า 800 รายทั่วประเทศ โดยมีธุรกิจที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นต้นแบบการพัฒนา ประกอบด้วย

1) ด้านรูปแบบโครงสร้างกำไร (Profit Model) ต้นแบบ คือ บริษัท อคา อินโนเทค จำกัด กรุงเทพฯ ธุรกิจทำการตลาดร่วมกับคอนโดมิเนียมโดยแจกเหยือกกรองน้ำให้ใช้ฟรี เพื่อจะสร้างกำไรจากการขายไส้กรองต่อไป
2) ด้านเครือข่าย (Network) ต้นแบบ คือ บริษัท อีพี เดคคอร์ จำกัด จ.เชียงใหม่ ธุรกิจผลิตอุปกรณ์ผ้าม่านสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ที่จะเป็นฐานลูกค้าสั่งซื้อสินค้าอุปกรณ์ผ้าม่านของตนเอง
3) ด้านโครงสร้าง (Structure) ต้นแบบ คือ บิวตี้ฟูลมัมช้อป จ.สุราษฎร์ธานี ธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เก็บนมแม่ โดยใช้โครงสร้างที่ใช้คนน้อยมาก เน้นใช้ช่องทางออนไลน์และจัดจ้างองค์กรภายนอกในการบริหารการขาย
4) ด้านกระบวนการผลิต (Process) ต้นแบบ คือ บริษัท เอ็นพลาส จำกัด จ.ชลบุรี ธุรกิจพัฒนานวัตกรรมการผลิตสินค้าพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมแบบ Express Service ที่มี Lead time ในการผลิตต่ำ เพื่อตอบโจทย์การผลิตในอุตสาหกรรมรถ
5) ด้านประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต (Product System) ต้นแบบ คือ บริษัท เจแทคโก้ จำกัด กรุงเทพฯ ธุรกิจพัฒนานวัตกรรมรองเท้าเซฟตี้ โดยผลิตส้นและตัวรองเท้าเป็นชิ้นเดียว ไม่ต้องเย็บหรือทากาวติด เพื่อขจัดปัญหาการหลุดแยกชิ้นจากการใช้งาน
6) ด้านระบบผลิตภัณฑ์ (Product System) ต้นแบบ คือ บริษัท รถรางชมเมืองสุโขทัย จำกัด จ.สุโขทัย ธุรกิจนอกจากขายรถรางแล้ว ยังขายระบบการบริการ จัดตารางรถ และแอปพลิเคชันมือถือ พร้อมกันไปด้วย
7) ด้านการบริการ (Service) ต้นแบบ คือ บริษัท เอ็นพีเค โปรวิชั่นบิสเน็ส จำกัด จ.หนองคาย ธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ที่เน้นการให้บริการแบบครบวงจร ทั้งติดตั้ง ลงโปรแกรม เพื่อสร้างความแตกต่างจากผู้ขายออนไลน์ที่ราคาต่ำกว่าแต่ไม่มีบริการให้
8) ด้านช่องทางการจำหน่าย (Channel) ต้นแบบ คือ บริษัท ป กวิน จำกัด กรุงเทพฯธุรกิจขายอุปกรณ์ก่อสร้างในกรุงเทพฯ ขยายช่องทางออนไลน์เพื่อเจาะตลาดผู้รับเหมาในต่างจังหวัดที่เริ่มมีการเปรียบเทียบราคาออนไลน์มากขึ้น
9) ด้านตราสินค้า (Brand) ต้นแบบ คือ บริษัทประทานพรตรังเทรดดิ้ง จำกัด จ.ตรัง ธุรกิจล้างรถ สร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์เพื่อเป็นวิธีในการสร้างความรับรู้กับลูกค้าเตรียมพร้อมสำหรับขยายสาขา และสร้างแฟรนไชส์ในอนาคต
10) ด้านความผูกพันกับลูกค้า (Customer Engagement) ต้นแบบ คือ หจก.เดอะแม่นายส์ไวน์เนอรี่ จ.พะเยา ธุรกิจไวน์ผลไม้ใช้การติดต่อแบบเป็นส่วนตัวผ่านโปรแกรมไลน์ (Line) เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าและบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า (CRM)

นางอภิรดีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโครงการนี้ยังได้มีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักธุรกิจ และกลุ่มที่ปรึกษามืออาชีพ มาเป็น “พี่เลี้ยง” (Mentor) ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งให้คำปรึกษาธุรกิจเชิงลึก การเพิ่มพูนทักษะและเทคนิคการประกอบธุรกิจแก่ผู้ประกอบการ โดยในเบื้องต้นได้คัดเลือกสุดยอดพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีจุดเด่นในการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ (Business Model) เชิงนวัตกรรม จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนานวัตกรรมสินค้า ด้านนวัตกรรมการบริการ และด้านนวัตกรรมช่องทางการขายและขยายตลาด อีกทั้งได้จัดทำ “คู่มือพัฒนาพี่เลี้ยงธุรกิจเอสเอ็มอี” เพื่อใช้เป็นแนวทางต่อยอดการสร้างและพัฒนาพี่เลี้ยงธุรกิจในรุ่นถัดไป และเพื่อช่วยดูแล/ให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ภาคธุรกิจของไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

— ที่มา : MGR Online

หัก ณ ที่จ่าย เงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 50

 

 

กัมปนาท บุญรอด*

 

ตามปกตินั้น กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย นำส่งกรมสรรพากรล่วงหน้าก่อนถึงกำหนดเวลาที่ผู้มีเงินได้จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ประจำปีภาษีหรือรอบระยะเวลาบัญชี วัตถุประสงค์ของการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีไม่ให้ผู้มีเงินได้ต้องนำภาษีที่ตนต้องชำระทั้งสิ้นมาชำระในคราวเดียวกัน เมื่อสิ้นปีภาษีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่นำส่งกรมสรรพากรไว้ หากมีจำนวนน้อยกว่าภาระที่แท้จริง ผู้มีเงินได้ก็ต้องชำระเพิ่มเติมให้ครบถ้วน เมื่อสิ้นปีภาษีหรือสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีหากนำส่งไว้เกินกว่าภาระที่แท้จริงผู้มีเงินได้มีสิทธิขอคืนภาษีส่วนที่นำส่งไว้เกินได้ โดยหลักการแล้วถ้าผู้มีเงินได้ยังไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีเงินได้ ผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากร การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นวิธีการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากร แยกวิธีการเสียภาษีหรือวิธีการจัดเก็บภาษีออกได้เป็น 5 วิธี คือ
1. วิธีการเสียภาษีโดยถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่าย
2. วิธีการเสียภาษีโดยยื่นแบบแสดงรายการประเมินตนเอง
3. วิธีการเสียภาษีโดยเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บ
4. วิธีการเสียภาษีเงินได้แทนกัน
5. วิธีการเสียภาษีเงินได้
เนื้อหาในบทความนี้จะเกี่ยวกับกรณีการเสียภาษีโดยถูกหักไว้ ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เป็นกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้เป็นทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และรัฐบาล ส่วนผู้รับเงินได้จะเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น (รวมถึงคณะบุคคลซึ่งตามประมวลรัษฎากรถือเป็นบุคคลธรรมดาด้วย) เนื่องจากการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้ประเภทต่างๆ จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกัน จึงแบ่งการหักภาษี ณ ที่จ่ายตามเงินได้พึงประเมินตามประเภทต่างๆ ได้ดังนี้
1. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2)[1]
2. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (3) และ (4)[2]
3. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) และ (6)[3] (ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (3))
4. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล ฯลฯ จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (5) (6) (7) (8) นอกจากการขายอสังหาริมทรัพย์[4]
5. การหักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40 (8) เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์[5]

 


* นิติกร สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร
[1] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (1)
[2] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (2)
[3] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (3)
[4] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (4)
[5] ประมวลรัษฎากร มาตรา 50 (5) (6)
ที่มา http://www.sanpakornsarn.com/page_article_detail.php?aID=735

รู้ไว้ก่อน แก้ไขได้ กรณีไม่ได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน VAT ต้องเสีย VAT หรือไม่?

 

1. ความนำ
           การรู้กฎหมายนับว่าเป็นเรื่องยาก หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับภาษีอากรแล้วก็นับว่าเป็นการยากยิ่งกว่า เพราะกฎหมายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องติดตามข้อมูลข่าวสารตลอดเวลาเพื่อจะได้เข้าใจหลักเกณฑ์วิธีการในการเสียภาษีอากรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการในรูปบุคคลธรรมดาจึงควรที่จะรู้ไว้ก่อนว่า นอกจากผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินได้ที่ได้รับจากการประกอบกิจการตามมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งกำหนดว่าให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่นๆ ภายในเดือนมีนาคมทุกๆ ปี แต่หากการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการดังกล่าวมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและยื่นแบบแสดงรายการเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย หากปฏิบัติไม่ถูกต้องกรมสรรพากรสามารถประเมินเพื่อเรียกเก็บภาษีได้

2. หลักเกณฑ์การเสียภาษีของผู้มีรายรับถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการมีรายรับเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา 85/1 (1) แห่งประมวลรัษฎากรประกอบกับพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 354) พ.ศ. 2542 ปัจจุบันแก้ไขโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 432) พ.ศ. 2548 หากผู้ประกอบการดังกล่าวมิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว การประกอบกิจการของผู้ประกอบการรายนั้นเป็นการประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีหน้าที่และความรับผิด ดังนี้
1. ไม่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษีตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่มีสิทธินำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บก่อนการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลเพิ่มมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนรายอื่นไม่สามารถนำใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบที่ไม่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม
2. เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ของยอดขาย ตามมาตรา 80 และมาตรา 82 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

 

เรื่องโดย นางสาวอารีย์  วรรณาเจริญกุล[1]

[1] นักวิชาการสรรพากรชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

4 นิสัยการเงินของเหล่า Gen Y ที่คนวัยเกษียณควรเลียนแบบ

เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน คุณ ๆ ที่อยู่ในช่วงวัย Baby Boomer หรือ Gen X มักจะมองว่าหนุ่มสาว Gen Y นั้นไม่ค่อยเก็บเงินเก็บทอง มักจะใช้จ่ายเงินตามอำเภอใจ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเข้าใจผิดว่าคนหนุ่มสาวเหล่า Gen Y เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องทางการเงินเด็ดขาดค่ะ เพราะในความเป็นจริงคนหนุ่มสาวเหล่า Gen Y มีวิธีการจัดการเงินในแบบของพวกเขาเอง ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นก่อน ๆ หรือคนวัยเกษียณอายุก็ได้ค่ะ ว่าแล้วเราลองมาดูวิธีการจัดการเงินของเหล่า Gen Y กันดีกว่าค่ะ

มีความคิดสร้างสรรค์

เมื่อคุณกำลังจะเกษียณอายุ ค่าใช้จ่ายของพวกคุณจะลดลง ในขณะเดียวกัน รายได้ของพวกคุณก็จะลดลงตามไปด้วย หากคุณอยากมีรายได้เพิ่ม ลองเรียนรู้นิสัยทางการเงินของชาว Millennial หรือชาว Gen Y ซึ่งแท้จริงแล้วชาว Millennials นั้นมีความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มรายได้เข้ามา อีกทั้งพวกเขายังพบวิธีการใหม่ ๆ ของตัวเองเพื่อความอยู่รอดในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เช่น การเปิดให้เช่าห้องในบ้านของพวกเขาผ่านทางแอพพลิเคชัน เช่น Airbnb หรือการใช้รถยนต์หาเงินเพิ่ม ด้วยการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น Lyft และ Uber เป็นต้น

อย่าซื้อสิ่งของ ให้ซื้อประสบการณ์

ประสบการณ์นั้นมีคุณค่าอย่างมากในช่วงที่เป็น Millennials ไม่ว่าจะไปดูคอนเสิร์ต ไปเดินเทศกาล เล่นโยคะ เรียนภาษาฝรั่งเศส หรือจะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ชาว Millennials มีความเต็มใจอย่างมากที่จะหารายได้มากขึ้น ทั้งนี้ 78% ของชาว Millennials เลือกที่จะใช้จ่ายเงินเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์หรือเหตุการณ์ เช่น การไปท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป มากกว่าการซื้อสิ่งที่ต้องการ เช่น บ้านราคาหลายล้าน หรือรถสุดเท่ห์ราคาแพง และ 55% ของชาว Millennials กล่าวว่า พวกเขาใช้จ่ายไปกับกิจกรรมและประสบการณ์ในชีวิตมากกว่าที่เคย นอกจากนี้กว่า 69% ของชาว Millennials กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมและจากประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้พวกเขาเชื่อมต่อกับคนอื่น ๆ ในชุมชนและในโลกได้อย่างง่ายดาย

เงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน

ชาว Gen Y มักจะมีเงินเก็บเอาไว้เพื่อเหตุฉุกเฉินโดยเฉพาะ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะการมีเงินสดสะสมสำหรับกรณีฉุกเฉินนั้น สามารถสร้างความมั่นใจให้พวกเขาได้ และความเป็นจริงนี้อาจเป็นแรงจูงใจที่สำคัญสำหรับคนวัยเกษียณที่อายุมากให้ปฏิบัติตาม เพราะคุณอาจตกอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อต้องลาออกจากงาน นอกจากนี้คุณอาจจะได้รับประโยชน์จากการออมเงินเพื่อเหตุการณ์ฉุกเฉินนี้ เพราะการออมจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับคุณ หากเกิดกรณีฉุกเฉินค่ะ

ใช้เทคโนโลยี

ชาว Millennials เติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยี ถือเป็นวัยที่อยุ่ในยุคแรกเริ่มของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นมา ทำให้พวกเขามีความคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวเอง เช่น เพื่อติดตามการลงทุน ตลอดจนพฤติกรรมการใช้จ่ายและการออมของพวกเขาในแบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชันทางการเงินต่าง ๆ ทำให้การวางแผนทางการเงินของพวกเขาง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งคนวัยเกษียณควรเอาเทคนิคนี้ของชาว Millennials ไปใช้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้กับการเงินของคุณนะคะ

ที่มา http://money.sanook.com/487499/

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม และค่าปรับทางอาญาตามกฎหมายอื่นถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ ?

การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นมีหลักเกณฑ์ให้คำนวณรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร โดยต้องพิจารณาว่ามีรายจ่ายใดที่ต้องห้ามนำมาคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี หรือไม่ ซึ่งต้องพิเคราะห์ถึงลักษณะของรายจ่าย หลักเกณฑ์และวิธีการจ่าย ผู้รับ ตลอดจนเหตุผลความจำเป็นและหลักฐานในการจ่ายประกอบด้วย ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไปว่ารายจ่ายนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ จำนวนเท่าใด ตามความเป็นจริง ไม่จำต้องถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามทั้งจำนวน[1]
 

แต่โดยที่ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6) บัญญัติว่า “เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ” ซึ่งเงื่อนไขข้อนี้เป็นข้อห้ามมิให้นำเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ บทความนี้จึงจะขอนำเสนอการพิจารณาเงื่อนไขดังกล่าวแต่ละรายการโดยสรุปได้ดังนี้

1. เบี้ยปรับ เป็นมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้มีเงินได้หรือผู้ประกอบการที่เสียภาษีไม่ถูกต้องตามประมวลรัษฎากร หรือละเลยไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมการเสียภาษีซึ่งส่วนใหญ่กฎหมายจะกำหนดให้รับผิดเป็นจำนวนหนึ่งเท่าหรือสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสีย อย่างไรก็ตามเบี้ยปรับนั้น อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี[2]
2. เงินเพิ่มภาษีอากร เป็นมาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้มีเงินได้หรือผู้ประกอบการที่ไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามประมวลรัษฎากร
3. ค่าปรับทางอาญา เป็นจำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดต่อกฎหมาย
4. ภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล[3] ได้แก่
(1) ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้ชำระเมื่อครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี (ภ.ง.ด. 51) และเมื่อสิ้นรอบระยะเวลา (ภ.ง.ด. 50)
(2) ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ที่บริษัทถูกผู้จ่ายเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด
(3) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่บริษัทจะต้องรับผิดในกรณีที่บริษัทเป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แก่บริษัทอื่นและมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย แต่บริษัทไม่ได้หักและนำส่ง ซึ่งบริษัทจะต้องรับผิดโดยเงินของบริษัทเอง
(4) ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เกิดจากการจำหน่ายกำไรตามมาตรา 70 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
 ข้อสังเกต[4] ภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งห้ามมิให้นำมาหักเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (6) แห่งประมวลรัษฎากรหมายถึงภาษีเงินได้ที่บริษัทนั้นเองมีหน้าที่จะต้องเสียหรือมีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมาย
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายจ่ายต้องห้ามหรือไม่ ประมวลรัษฎากรกำหนดเงื่อนไขไว้แล้ว ในประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (6 ทวิ) บัญญัติว่า “ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้นแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/5 (4) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา”



[1]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3274/2548
[2]คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 115/2536 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1753/2540
[3]ไพจิตร โรจนวาณิชย์ ชุมพร เสนไสย สาโรช ทองประคำ คำอธิบายประมวลรัษฎากร เล่ม 1 พ.ศ. 2553 หน้า 2-199
[4]พิภพ วีระพงษ์ การคำนวณกำไรสุทธิตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ, มาตรา 65 ตรี หน้า 95
ที่มา http://www.sanpakornsarn.com/page_article_detail.php?aID=752

5 ขั้นตอนเริ่มต้นแบบง่ายๆ สำหรับ “คนเก็บเงินไม่อยู่”

หลายคนไม่ใช่ไม่อยากเก็บเงินนะ… แต่รู้สึกว่า…มันยาก!!

โดยเฉพาะคนที่ดูดวงมาแล้วหมอบอกว่า…คนอย่างเรา “เก็บเงินไม่อยู่”

ชีวิตมันก็มักจะเป็นไปตามคำทำนายเสียด้วยสิ!

 

มาดามฟินนี่ก็เป็นแบบนั้นค่ะ

 

กว่าจะเริ่มมีเงินเก็บจริงจัง ปาไปอายุ 30 กว่า!!

หลังจากลุกขึ้นมาตั้งสติ คิดถึงอนาคต ก็ได้ค้นพบว่าตัวเองใช้ 5 ขั้นตอนนี้จนทำให้มีเงินเก็บ

 

มาดามใช้เองแล้วได้ผล เลยอยากเอามาแชร์ให้ใช้กันค่ะ

 

1. ได้มาแล้วเก็บก่อน เหลือเท่าไร ให้ใช้ได้แค่นั้น

ขั้นนี้สำคัญมาก ถ้าใช้ก่อนแล้วค่อยเเก็บ…ไม่มีทางเหลือไปเก็บแน่นอนค่ะ

แถมคนสมัยนี้ก็ใจอ่อน วินัยอ่อน ถึงเงินสดหมด ก็รูดบัตร กดเงินจากบัตรกดเงินสดมาใช้ได้อีก

เจ้าใจอ่อนนี่แหละค่ะ…ตัวการที่พาฐานะของเราอ่อนยวบลงไปด้วย

 

แนะนำ ลองเริ่มที่ 5% ของรายได้ที่เข้ากระเป๋า ส่วนเป้าหมาย คือ 10% ต่อไปหากดัดนิสัยให้รักการเก็บเงินได้แล้ว ก็ค่อยๆ เพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้มากขึ้น แต่ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อนเถอะ!

 

2. เงินเก็บนั้นไซร้..วางไว้ให้ไกลมือ

ในเมื่อเราเป็นคนที่ไม่ถูกกับเงิน อยู่ใกล้กันแล้วเงินละลาย

 

แนะนำ เริ่มฝากประจำ แบบหักบัญชีอัตโนมัติ เอาวันที่เดียวกับเงินเดือนออกเลยนะ อย่าให้เงินถึงมือเราค่ะ แวะไปเก็บก่อนเลย ถึงเมื่อไร มีเรื่องให้ใช้แน่นอน

 

3. หมั่นชื่นชมความเจริญเติบโตของเงินเก็บ

ข้อนี้แปลกค่ะ หากเราหลับหูหลับตาเก็บเงินได้สัก 3 เดือนขึ้นไป

ลองกลับมาดูเงินในบัญชีอีกที ทีนี้เราจะไม่อยากไปแตะต้องมันเอง

มันเหมือนปลูกต้นไม้ดอกไม้น่ะค่ะ เมื่อมีความงอกงาม เราก็จะรู้สึกภูมิใจ มีความสุขที่เห็นมันโต ไม่อยากให้มันตาย

 

แนะนำ ทุก 3 เดือน มาดูเงินเก็บพร้อมดอกผล วางมือแนบอก ขอบคุณตัวเองที่ทำได้ จงภูมิใจ

 

4. เวลาจะใช้เงิน ให้คิดว่า…ต้องแลกกับอะไร?

เมื่อกิเลสมาเยือน มือสั่นจนจะลั่นควักจ่าย

หยุดคิดสักนิดเป็นภาพในหัวว่า…จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเงินก้อนนี้ไปอยู่กับเงินเก็บ…ที่เจริญเติบโตอย่างงดงาม

แล้วคิดต่อสิ ถ้าเงินนี้ไม่จ่ายออกไป เก็บไว้อีก 10 ปีข้างหน้า ดอกทบต้น ต้นทบดอก

เงินก้อนนี้ยังอยู่+โตได้ด้วยดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน โอ๊ย…จะพาลเสียดายไม่อยากใช้ขึ้นมาเองค่ะ

 

แนะนำ ให้คิด “สคริปต์บทพูดพร้อมภาพประกอบ” อนาคตของเงินเก็บหรือสิ่งที่เราจะเก็บเงินไปซื้อ จากนั้นเทียบกันค่ะ มือซ้าย…ของที่จะช้อปปิ้งด้วยอารมณ์ชั่ววูบ มือขวา…เงินเก็บและอนาคตอันงดงาม

 

5. เมื่อรายได้เพิ่ม ให้เก็บเงินเพิ่มขึ้นทุกครั้ง

เช่น ปีนี้รายได้หรือเงินเดือนเพิ่ม 5%

จากเดิมที่เคยเก็บเงินที่ 10% ของเงินเดือน ให้ลองเพิ่มเป็น 12%

นั่นแปลว่า จาก 5% ของรายได้ที่เพิ่มขึ้น แบ่งมาเก็บ 2% แล้วใช้ชีวิตหรูขึ้นได้อีก 3%

หากทำแบบนี้ได้ ยิ่งรายได้มาก เงินเก็บจะยิ่งมาก

 

แนะนำ ให้คิดไปเลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องยาก เราทำได้สบายมาก! นี่คือวิธีคิดของคนที่จะ“สบายในบั้นปลาย” ชีวิตมีแต่เรื่องดี ทั้งเงินเก็บที่เพิ่มขึ้นแบบอัตราเร่งให้อุ่นใจ ในขณะเดียวกันก็มี่ชีวิตที่ดีขึ้น ใช้เงินเพิ่มขึ้นได้แบบมีสติ

 

จุดตาย จุดอ่อนของ “คนเก็บเงินไม่อยู่” มาดามรู้ชัด มันคือ… “การอัพเกรดไลฟ์สไตล์” ค่ะ!

หากเราไม่ทำข้อ 5 รายได้เพิ่มเท่าไร ใช้เพิ่มขึ้นเท่านั้น นานวัน เงินเก็บเราจะไม่พอยาไส้ในยามเกษียณค่ะ

เพราะคิดดู… เงินเก็บโตก็จริง แต่รายจ่ายโตเร็วยิ่งกว่า

 

– อย่าเปลี่ยนรถ เปลี่ยนมือถือ บ่อย

– กิน เที่ยว ให้พอดีตัว อย่ายกระดับความหรูทุกปี (ตามที่เห็นชาวบ้านทำ)

 

เอาเข้าจริงๆ ชีวิตคนเรา 30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟันค่ะ

ดวงกำหนดชีวิตมาส่วนนึง แต่นิสัยเรากำหนดชีวิตเป็นส่วนใหญ่กว่า

อยากเปลี่ยนชีวิต อยากแก้ดวง ให้แก้ที่การกระทำค่ะ

ใครจะบอกว่าเราเป็น “คนเก็บเงินไม่อยู่” ยังไง เราก็แก้ความเชื่อแบบนี้ได้

 

เราแก้ได้แน่นอน…ถ้าเรารักและเห็นแก่อนาคตตัวเองมากพอ

 

“เก็บเงิน” น่ะ ไม่ยากค่ะ…ขอแค่เชื่อว่าเราทำได้ และรู้ชัดว่าเราจะทำไปทำไม และทำเพื่อใคร

 

 

 

 

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

 

 

 

เจ็บป่วยอย่างไรถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน

 

 

 

ที่มา http://www.sso.go.th/