สิทธิมนุษย์เงินเดือน ตอน กองทุนทดแทน

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องถูกหักรายได้เพื่อจ่ายค่าประกันสังคม ในทุกๆ เดือน ซึ่งนอกเหนือจากนั้น นายจ้างเองก็ต้องจ่าย เงินสมทบ เข้ากองทุนทดแทนเป็นประจำทุกปี เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง มาลองดูว่า หากประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับการคุ้มครองในด้านใดบ้าง

มาเริ่มต้นจากการรู้จัก ความหมายระหว่าง กองทุนทดแทน และ เงินสมทบ

กองทุนทดแทน คือ กองทุนที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง กรณีลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย ตายหรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงาน โดยไม่คำนึงถึง วัน เวลา และสถานที่ แต่จะดูสาเหตุที่ทำให้ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย

เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนทดแทนประจำปี แต่เพียงฝ่ายเดียว ประเมินจากค่าจ้างที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างทั้งปีรวมกัน (คนละไม่เกิน 240,000 บาทต่อปี) คูณกับอัตราเงินสมทบตามประเภทของกิจการนั้นๆ ระหว่าง 0.2 – 1.0 % ขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ

การเกิดสิทธิการคุ้มครองของลูกจ้างสิทธิของลูกจ้างจะเกิดขึ้นทันทีที่ลูกจ้างเข้าทำงานให้นายจ้าง

สิทธิต่างๆ ที่ได้รับเมื่อประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

1. ค่ารักษาพยาบาล 
กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย จะได้รับค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงได้ไม่เกิน50,000 บาท ต่อ 1 ครั้ง หากมีเกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรังตามหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวง เรื่อง อัตราค่ารักษาพยาบาล ปี 2558 จ่ายเพิ่มอีก 100,000 บาท รวมแล้วไม่เกิน 150,000 บาท หากไม่เพียงพอสามารถจ่ายเพิ่มได้อีก 300,000 บาท หรือหากไม่เพียงพอสามาถจ่ายเพิ่มได้อีก รวมแล้วไม่เกิน 500,000 บาท และหากไม่เพียงพอสามารถจ่ายเพิ่มได้อีกไม่เกิน 1,000,000 บาท โดยคณะกรรมการทางการแพทย์พิจารณา คณะกรรมการกองทุนทดแทนลงความเห็นชอบ

2. ค่าทดแทนรายเดือน 
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน มีการหยุดงาน สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย จะได้รับค่าชดเชยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างประจำทำงานอยู่ และไม่เกิน 12,000 บาทต่อเดือน

2.1 กรณีแพทย์ให้หยุดรักษาตัว มีสิทธิ์ได้รับค่าทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน กรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานติดต่อกันได้เกิน 3 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี แต่จะต้องมีใบรับรองแพทย์ระบุการพักรักษาตัวติดต่อกันเกิน 3 วัน ขึ้นไป และต้องมีการหยุดพักรักษาตัวจริง
2.2 กรณีสูญเสียอวัยวะ มีสิทธิ์ได้รับค่าทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือนเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี การประเมินการสูญเสียอวัยวะ ลูกจ้างต้องได้รับการรักษาพยาบาลทางการแพทย์จนสิ้นสุดการรักษา และอวัยวะคงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึงปีนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประสบอันตราย 
2.3 กรณีทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับค่าทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี หากมีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู จะได้รับค่าฟื้นฟูตามกฎหมายกำหนด 
2.4 กรณีถึงแก่ความตายหรือสูญหาย มีสิทธิได้รับค่าทดแทนร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายเดือน เป็นระยะเวลา 8 ปี จ่ายให้ผู้มีสิทธิ์ตามกฎหมาย และค่าทำศพ

3. ค่าทำศพ 
ได้รับค่าทำศพ เป็นจำนวน 100 เท่า ของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายกำหนด ซึ่งจะจ่ายให้แก่ผู้จัดการศพ

4. ค่าฟื้นฟูกรณีมีความจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู 
กรณีฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานภายหลังการประสบอันตราย สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟู จะได้รับตามอัตรา ดังนี้

•ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ โดยให้จ่ายได้เฉพาะที่เป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท 
•ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ โดยเป็นค่าใช้จ่ายทางกายภาพบำบัด ไม่เกินวันละ 200 บาท และจ่ายค่ากิจกรรมบบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท 
•ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท หากมีความจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มอีกได้ไม่เกิน 110,000 บาท โดยคณะกรรมการพิจารณา และคณกรรมการกองทุนเงินทดแทนเห็นชอบ 
•ค่าวัสดุอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู หน่วยละไม่เกินอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

โดยกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2558 และใช้บังคับรวมถึงลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยซึ่งอยู่ระหว่างเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานอยู่ในวันก่อนที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ โดยให้ใช้อัตราค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานตามกฎกระทรวงนี้นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไป

ถ้าลูกจ้างตายหรือสูญหายใครมีสิทธิได้รับเงินทดแทน : ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีลูกค้าตาย ได้แก่

1 มารดา 
2 บิดามารดาที่ชอบด้วยกฎหมาย 
3 สามีหรือภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย 
4 บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี 
5 บุตรที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่กำลังศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตร และได้รับส่วนแบ่งตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ 
6 บุตรที่มีอายุ 18 ปี และทุพพลภาพหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกจ้างก่อนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 
7 บุตรของลูกจ้างซึ่งเกิดภายใน 310 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 
8 หากไม่มีบุคคลดังกล่าวให้ผู้ที่อยู่ในความอุปการะของลูกจ้างก่อนที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย แต่ผู้อยู่ในความอุปการะดังกล่าวจะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือขาดอุปการะจากลูกจ้างที่ตายและสูญหาย

อ้างอิงข้อมูลจาก : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน 
เรียบเรียงโดย : TerraBKK

7 เรื่องของ “อากรแสตมป์” ที่คุณควรรู้ก่อนเซ็นต์สัญญา!!

สวัสดีครับ วันนี้บทความประจำสัปดาห์ของบล็อกภาษีข้างถนนกลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง (ใครเรียกร้องแกฟระ!) โดยหัวข้อในวันนี้นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่ผมได้ไปร่วมบรรยายในงาน Money Literacy กับพีหนุ่มแห่ง Money Coach กับน้องเอแห่ง A-Academy นั่นเองครับ

โดยในหัวข้อภาษีที่ผมบรรยายนั้นมีส่วนหนึ่งพูดถึงเรื่องของ “อากรแสตมป์” ซึ่งเป็นภาษีอากรอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อเหลือเกินครับว่ามีคนหลายคนสงสัยและไม่แน่ใจว่าเจ้าแสตมป์ที่ว่านี้คืออะไร จะปิดไปทำไม ถ้าไม่ปิดจะมีผลอะไรบ้าง วันนี้โอกาสดีสิ้นเดือน ผมเลยถือโอกาสสรุปความเข้าใจแบบสั้นๆง่ายๆในสไตล์ @TAXBugnoms มาให้ฟังในหัวข้อ 7 เรื่องของ “อากรแสตมป์” ที่คุณควรรู้ก่อนเซ็นต์สัญญา!! โดยแบ่งออกเป็นข้อๆ ได้ตามนี้คร้าบบบ

 

1. อากรแสตมป์ คือ การจัดเก็บภาษีประเภทหนึ่งตามประมวลรัษฏากร อยู่ในรูปแบบของแสตมป์ คล้ายกับแสตมป์ติดซองจดหมายนี่แหละครับ แต่ไม่เล็กเท่ากับแสตมป์ของร้านสะดวกซื้อแน่นอน สามารถหาซื้อได้ตามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ และสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา รวมถึงสำนักงานที่ดิน สำนักงานขนส่งหรือหน่วยงานราชการอื่นๆที่มีเรื่องของการทำสัญญาครับ

2. วิธีการเสียภาษีของอากรแสตมป์ จะเสียก็ต้องเมื่อมีการกระทำตราสารจำนวน 28 ลักษณะตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เรียกง่ายๆคือตั้งแต่ลงลายมือชื่อในสัญญาตามที่กำหนดไว้บัญชีทีว่านี้เมื่อไร ก็ต้องติดอากรแสตมป์นี่แหละครับ  เช่น สัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน สัญญาจ้างทำของ และสัญญากู้ยืมเงิน ตามอัตราที่กำหนดไว้ รวมถึงบอกไว้ว่าใครต้องเป็นคนจ่ายเงิน (ผู้ที่ต้องเสียอากร) หรือถ้าใครอยากรู้ว่าตราสารหรือสัญญาทั้งหมดมีอะไรบ้าง สามารถคลิกที่ “บัญชีอัตราอากรแสตมป์” เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

3. จากบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เราจะเห็นว่ามีคำว่า ผู้ที่ต้องขีดฆ่าแสตมป์ ซึ่งจะเป็นฝ่ายตรงข้าม (คู่สัญญา)กับผู้ที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ซึ่งการขีดฆ่านี้ทำเพื่อไม่ให้เอาแสตมป์กลับมาใช้ได้อีก โดยต้องลงวันเดือนปีไว้บนอากรแสตมป์ด้วย (ไม่น่าเชื่อนะครับว่ามีคนเอากลับมาใช้อีก แต่บอกตรงๆเลย มีเพียบจ้า)

4. หลายคนมักสงสัยว่า ถ้าไม่ติดอากรแสตมป์ จะมีผลอย่างไรทางกฎหมาย ตามมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฏากรเลยระบุให้ชัดเจนว่า ถ้าไม่มีการติดอากรแสตมป์ (ปิดแสตมป์บริบูรณ์) เราจะไม่สามารถใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ หรือแม้แต่สำเนาเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้เลย จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบทั้งจำนวนก่อน (ซึ่งกรณีนี้ศาลสามารถยกฟ้องได้ครับ) และที่สำคัญต้องไม่ลืมขีดฆ่าอากรแสตมป์เพื่อให้การปิดอากรนั้นสมบูรณ์ด้วยนะครับ

5. ถ้ามูลค่าอากรแสตมป์มีจำนวนเยอะมาก เราสามารถขอชำระเป็นตัวเงินแทนการติดอากรแสตมป์ได้ โดยใช้แบบที่มีชื่อว่า อ.ส.4 และไปชำระที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา (ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ : แบบขอและอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน) โดยมีเงื่อนไขว่า มูลค่าตามสัญญาต้องเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น สัญญาเช่าที่ดินที่มีการเช่ามากกว่า 1,000,000 บาทขึ้นไป และสัญญาอื่นๆ อีกมากมาย ตามที่ระบุไว้ตาม ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37)

6. ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องติดอากรแสตมป์ เพราะการติดอากรแสตมป์นั้นมีการยกเว้นให้แก่บุคคลบางกลุ่ม เช่น รัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ และยังมีการลดให้ สำหรับอากรแสตมป์สำหรับตราสารกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยสูงสุดไม่เกิน 20 บาท

7. ความผิดในการไม่ติดอากรแสตมป์นั้น ถือเป็นความผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา โดยมีโทษดังนี้ครับ

ความรับผิดทางแพ่ง

1. ถ้าเกินกว่า 15 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน ต้องเสียเงินเพิ่ม 2 เท่า หรือ 4 บาท (จำนวนที่มากกว่า)
2. ถ้าเกินกว่า 90 วัน ต้องเสียเงินเพิ่ม 5 เท่า หรือ 10 บาท (จำนวนที่มากกว่า)
3. ถ้าเจ้าพนักงานตรวจพบ ต้องเสียเงินเพิ่ม 6 เท่าหรือ 25 บาท (จำนวนที่มากกว่า)

ความรับผิดทางอาญา

1. ไม่เสีย ไม่ขีดฆ่า มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
2. แบ่งแยกมูลค่าการชำระอากร เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรแสตมป์ มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
3. ไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกใบรับตามมาตรา 105 ตรี หรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 (ข้อ 2.2) หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
4. ผู้ใดโดยตนเองหรือสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับหรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่รับเงิน หรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 (ข้อ 2.1) หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่า ที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ
5. จงใจขัดขวางตามเจ้าพนักงาน ความในมาตรา 123 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 105 ทวิ (ข้อ 3) มาตรา 105 จัตวา (ข้อ 5) หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
6. ติดแสตมป์ปลอม หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้แล้ว ปรับไม่เกิน 5,000 บาทหรือจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือทั้งปรับทั้งจำ

เป็นไงบ้างครับกับ 7 เรื่องของ “อากรแสตมป์” ที่คุณควรรู้ก่อนเซ็นต์สัญญา!! สุดท้ายนี้ ผมขอฝากไว้ครับว่า ในการทำสัญญาหรือธุรกรรมใดๆ อย่าลืมตรวจสอบกฎหมายว่ามีข้อกำหนดอะไรหรือเปล่า อย่างเช่นเรื่องของอากรแสตมป์ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนไม่ใส่ใจ ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียทำให้ต้องเสียเงินไปโดยไม่คุ้มเลยคร้าบบ

รายการจดทะเบียนมีอะไรบ้าง

ที่มา http://www.dbd.go.th/download/goodgov_file/ebook5812/mobile/index.html#p=55

การจัดตั้งบริษัท

หน้าที่ของบริษัทจำกัด

  1. บริษัทจำกัด ต้องทำงบการเงินอย่างน้อยครั้งหนึ่งทุกรอบสิบสองเดือน โดยมีผู้ สอบบัญชีอย่างน้อยหนึ่งคนตรวจสอบ แล้วนำเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นอนุมัติงบการเงินภายใน 4 เดือน นับแต่วันปิดรอบปีบัญชี พร้อมทั้งยื่นงบการเงินต่อสำนักบริการข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือที่สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่วันอนุมัติงบการเงิน ทั้งนี้รวมถึงบริษัทที่แม้ว่าจะยังมิได้ประกอบกิจการก็ตาม จะต้องส่งงบการเงินด้วย มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
  2. จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ วันที่ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นและให้นำส่งต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร หรือที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดแล้วแต่กรณี ภายใน 14 วัน นับจากวันที่ประชุม มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
  3. ต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ ภายหลัง 6 เดือน นับแต่วันจดทะเบียน เป็นนิติบุคคล และจัดประชุมครั้งต่อไปอย่างน้อย 1 ครั้ง ทุกระยะเวลา 12 เดือน
  4. ต้องจัดทำใบหุ้นมอบให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
  5. ต้องจัดทำสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท มิฉะนั้นมีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

เรียนรู้ ปรับตัวอย่างไร ไม่ให้ผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560

จากที่ ร่างพรบ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่ได้ถูกปรับปรุงจาก พรบ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 เพื่อให้ทันสมัย และทันต่อเทคโนโลยีมากขึ้น และ ผ่านการเห็นชอบโดย สนช. เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมาและลงราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อช่วงต้นปี เป็น พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560 ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ภายใน 24 พฤษภาคมนี้ สิ่งที่ตามมาคือคำถามมากมายเกี่ยวกับกฎหมาย พรบ.คอม ที่เปลี่ยนแปลง เป็นธรรม เหมาะสมหรือไม่ และต้องปรับตัวอย่างไรไม่ให้ผิด พรบ.คอม

ทางสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ได้จัดงานเสวนา WebPresso จิบกาแฟ หัวข้อ “เรียนรู้ และอยู่ให้เป็นกับการใช้คอมพิวเตอร์ให้ไม่ผิดต่อ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2560″ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา โดยมีวิทยากรด้านกฎหมาย พรบ.คอม และ เชิญนายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมพูดคุยเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น หลัง พรบ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่เตรียมประกาศใช้

อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงจาก พรบ.คอม ฉบับใหม่ เมื่อเทียบกับ พรบ.คอม ฉบับเก่า นั้น ออกมาเพื่อแก้ปัญหาเก่าๆในตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาที่ พรบ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 บังคับใช้คือ แก้ปัญหาหมิ่นประมาทออนไลน์ เห็นความแตกต่างง่ายๆ

  • ถ้าฟ้องหมิ่นประมาทโทษมันน้อย ถ้าฟ้องด้วย พรบ.คอม โทษหนัก 5 ปี อายุความมันนานกว่าโทษหนักกว่า
  • ฟ้องหมิ่นประมาท ตามกฎหมายไทยไม่มีกระบวนการเรียก Log file ได้ แต่ถ้าฟ้องด้วย พรบ.คอม ขอเรียก Log File ย้อนหลังมาพิสูจน์ได้

ง่ายๆคือใช้ความกำกวมของกฎหมายให้เป็นประโยขน์ในการฟ้องร้อง ก็เลยมีการแก้ ร่างพรบ.คอม ให้ชัดเจนมากขึ้นเพื่อไม่ให้มีเรื่องเกี่ยวกับหมิ่นประมาทอยู่ใน พรบ.คอม อีก

ปี 2550 มีปัญหาเรื่องสแปม ปัญหาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีปลอม ip address แต่ส่งสแปมตรงไปเลย ขายตรงผ่าน sms ผ่าน line ในเมื่อส่งกันจริงแก้ไขไม่ได้  ในพรบ.คอมพิวเตอร์ ปี 2560 ได้เพิ่มวรรค 2 คือ

  • ห้ามส่งสแปมเด็ดขาด ส่งสแปมไม่ได้เลย ถ้าจะส่งต้องขออนุญาตผู้ใช้ก่อน
  • ถ้าผู้ส่งแอบส่งสแปมโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งอีเมล sms line Social Network โดนปรับ ข้อความละ 2 แสนบาท
  • ถ้ากรณีผู้ส่งสแปมส่งไป แล้วเราอนุญาตให้เค้าส่งสแปมได้ ต้องมีฟีเจอร์ block หรือ ยกเลิกการรับสแปมได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

คุณอภิศิลป์ กล่าวว่า ในตัว พรบ.ใหม่ จะมีข้อที่เพิ่มเติมขึ้นมา 2 ย่อหน้า ให้เว็บต้องมีกำหนดมาตรการแจ้งเตือนลบกระทู้ไม่เหมาะสม หรือที่ก่อให้บุคคลเสียหาย แจ้งเจ้าของเว็บได้ และเมื่อเจ้าของเว็บลบแล้ว จะพ้นการรับโทษ ไม่มีความผิด การกลั่นแกล้งออนไลน์ก็จะน้อยลง

เรื่องการขอ Block เว็บไซต์นั้น จะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง 9 คนในการพิจารณา Block เว็บไซต์ โดย 9 คนนี้จะพิจารณาสำหรับปิด Block เว็บไซต์ที่ไม่ผิดกฎหมายแต่มีคนร้องเรียนเข้ามาให้ขอปิด ซึ่งเปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บมาชี้แจงแทนที่จะโดน Block ทันที

ประเด็นที่เป็นปัญหาที่ถามกันเยอะ กรณี Block เว็บถูกกฎหมาย โดยมีพบข้อความที่ผิดกฎหมาย พรบ.คอม ผิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันและความมั่นคง ยังคงมีเหมือนเดิม แต่เพิ่ม 2 ส่วนคือ ผิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และ ผิดกฎหมายอื่นๆเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ( เช่น การทำแท้ง ยาเสพติด ค้ามนุษย์ การพนัน ) ซึ่งทั้งหมดนี้ Block ได้ทันที  โดยเรื่องการขอ block กรณีผิดกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ต้องขอที่ศาลทรัพย์สิน

เรื่องการลบข้อมูลออกจากคอมพิวเตอร์ เวลาเค้าคนนั้นมีคดี ข่าวร้ายมักขึ้นเป็นข่าวเด่นหน้า 1 อยู่เสมอ แต่พอศาลยกฟ้อง กลับเงียบๆไม่มีใครแก้ข่าวเลย เวลาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเค้าคนนั้นจะรันเรื่องราวในอดีต ก็กลับโดนกลั่นแกล้งจากข้อมูลเก่าที่เป็นคดีอยู่ทั้งๆคดีนั้นศาลยกฟ้องไปแล้ว เค้ามองที่ google ว่าทำไมไม่ลบออก ใน
กรณีศาลออกคำพิพากษาตัดสินสิ้นสุด พวก Google ต้องลบออกจากระบบ รวมถึงพวกสื่อข่าวออนไลน์ด้วย ผู้เสียหายต้องนำผลพิพากษาไปให้สื่อออนไลน์เพื่อใช้แจ้งลบออกจากระบบ เพื่อแก้ปัญหาคนถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์

ผู้ใช้งานทั่วไปจะใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้ผิด พรบ.คอมพิวเตอร์

อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า “ในมุมผู้ใช้คอม ก็ใช้งานคอมปกติ แต่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังมากขึ้น หากในมุม Hacker นั้น กฎหมายดำเนินคดีเหมือนเดิม เพิ่มโทษให้มากขึ้น เช่นทำ DDOS ทำคนอื่นเสียชีวิต ซึ่งเป็นไปได้ยากมากในการพิสูจน์หลักฐาน”

เรื่องปัญหาที่หลายท่านกังวลรัฐบาลจะเจาะรหัส SSL เพื่อแอบดูข้อมูลต่างๆเช่นข้อมูลการเงินนั้น

สรุปคือรัฐไม่สามารถทำได้หากจะทำต้องมีหมายศาลก่อน และความจริงเป็นเรื่องเดิมใน พรบ.คอมพิวเตอร์ ปี2550

ผู้ประกอบการเว็บไซต์กระทู้ ต้องมีประกาศคือ

ต้องมี Notice Takedown ( User Agreements ) และข้อตกลงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ผู้ประกอบการเว็บรอดพ้นจากการถูกฟ้องร้อง แต่ที่แน่ๆคือการประกาศขายของ ผ่าน Instagram เป็นสแปมนี้จะลำบากมากขึ้น เพราะกฎหมาย พรบ.คอมพิวเตอร์ ฉบับนี้

การกด Like สถานะบน facebook ที่เห็นด้วยกับข้อความเสี่ยงผิดกฎหมาย ถือว่าผิด พรบ.คอมมั้ย ?

ความจริงแล้วคือกด Like ไม่ผิดกฎหมายเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพความเห็นตัวเองว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกรณีนี้ แต่ด้วยกลไกว่าการกด like จะทำให้คนอื่นเห็นความเห็นเราใน feed ด้วย ขึ้นอยู่กับเจตนาเพื่ออะไร ส่วนการแชร์ต่อเกี่ยวกับเรื่องผิดกฎหมายนี้ ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน

พรบ.คอมพิวเตอร์นั้น ไม่ใช่ พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์

เรื่อง พรบ.คอม ช่วยให้รัฐบาลสามารถดูข้อมูลใดๆของผู้ใช้คอมก็ได้ เรื่องนี้ไม่จริง ยังคงเหมือนเดิมตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 หากต้องการดูข้อมูลคนอื่นต้องมีหมายศาลเท่านั้น แต่ก็ยังจับตาว่าจะมี พรบ.ความมั่นคงไซเบอร์จะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ถ้าเกิดนี่เรื่องใหญ่แน่นอนยิ่งกว่า พรบ.คอมพิวเตอร์

สำหรับรายละเอียดนั้นสามารถชมเทปวีดีโอ Live Stream 3 คลิปได้ที่เพจ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย คลิปที่ 1 , คลิปที่ 2 , คลิปที่ 3

LINE เปิดตัว LINE WORKS แอพฯ แชทสำหรับคุยงานโดยเฉพาะ

 LINE เปิดตัว LINE WORKS แอพฯ แชทสำหรับคุยงานโดยเฉพาะ เปิดให้ใช้งานก่อนในญี่ปุ่น

 เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 LINE ได้เปิดตัว LINE WORKS แอพฯ แชทใหม่ที่คล้าย LINE แต่เพิ่มฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการติดต่อเรื่องงาน ทั้งระบบ Cloud สำหรับเก็บและแชร์ไฟล์งาน, ปฏิทิน และสมุดรายชื่อผู้ติดต่อ แถมด้วยสติ๊กเกอร์ที่ถูกออกแบบมาสำหรับใช้ในการคุยงานโดยเฉพาะ

LINE ไม่ใช่รายแรกที่เปิดบริการสำหรับติดต่อเรื่องงาน แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีบริษัทอื่นทำมาก่อนแล้วหลายราย เช่น Workplace by Facebook, Microsoft Team รวมทั้งแอพฯ แชทคุยงานโดยเฉพาะอย่าง Slack สำหรับ LINE WORKS นั้นจะสามารถทดลองใช้งานได้ฟรีใน 30 วันแรก และจะเก็บค่าบริการรายเดือนที่ $2.70-8.90 (ประมาณ 100-300 บาท) ต่อผู้ใช้ 1 คน โดยในขณะนี้จะเปิดให้ใช้งานได้เฉพาะในญี่ปุ่นก่อน

 

ดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่ https://line.kapook.com

5 เรื่องภาษีน่ารู้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

“เราทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อการลงทุน แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อติดดอย” มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวไว้แบบเบาๆ ในวันที่เขาติดตอยหุ้นชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ทันตั้งตัว นั่นเป็นเพราะทัศนคติที่ว่า “การลงทุนมันเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็ทำได้ กำไรสบายๆ” แต่โลกความจริงมันช่างโหดร้ายยิ่งนัก เลยต้องเจ็บหนักไม่พ้นดอยอย่างทุกวันนี้ แต่นอกจากเรื่องการลงทุนที่เราต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเน้นย้ำว่า นักลงทุนมือใหม่ มักจะลืมศึกษา นั่นคือเรื่องราวของ “ภาษีกับการลงทุน” และวันนี้ @TAXBugnoms จะมาพูดคุยให้ฟังถึง 5 เรื่องภาษีน่ารู้สำหรับนักลงทุนมือใหม่

1.เล่นหุ้นอย่าลืมศึกษา “เครดิตเงินปันผล”

เมื่อเราลงทุนในหุ้นที่ดี กิจการมีผลตอบแทน แน่นอนว่าผู้ถือหุ้นอย่างเราๆต้องได้รับเงินปันผลจากที่ทางกิจการแบ่งกำไรให้ และเมื่อได้รับเงินปันผลมาแล้ว เราจะมีทางเลือก 2 ทาง ในการคำนวณภาษี นั่นคือ

  • ยอมถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ให้จบๆไป และไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • นำเงินปันผลดังกล่าวมารวมคำนวณภาษี และได้รับสิทธิในการใช้ “เครดิตภาษีเงินปันผล”

เครดิตเงินปันผล หมายถึง 
ภาษีที่จ่ายจากกำไรสุทธิไปแล้วครั้งหนึ่งในรูปแบบของภาษีเงินได้นิติบุคคล และจ่ายก่อนที่บริษัทจะนำกำไรสุทธิส่วนที่เหลือมาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เมื่อทางผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล ยังต้องนำเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกครั้ง ซึ่งเข้าข่ายเป็นการเสียภาษีซ้ำซ้อนจากกำไรก้อนเดียวกันนั่นเอง!!!!

 

แนะนำให้อ่าน: การเล่นแชร์และกองทุนรวม คล้ายกันอย่างไร?

 

ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิที่จะนำเงินภาษีส่วนที่บริษัทได้จ่ายไปแล้วนั้นกลับคืนมาได้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ขอภาษีคืน” หรือ “เครดิตภาษี”

โดยสูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล คือ
เงินปันผล x อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล / 100 -อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

โดยเมื่อคำนวณแล้วต้องนำเครดิตภาษีเงินปันผลที่ได้รับมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีและนำมารวมเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่าย ออกจากภาษีที่ต้องเสีย โดย

 

แนะนำให้อ่าน: เครดิตภาษีเงินปันผล คำนวณง่ายๆเผื่อจ่ายภาษีน้อยลง

 

เครดิตภาษีที่คำนวณได้ + เงินปันผล = ถือเป็นรายได้ในการคำนวณภาษี
เครดิตภาษีที่คำนวณได้ + ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = ถือเป็นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ถ้าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆยังสงสัย ขอแนะนำให้อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่คร้าบบ
“ครบทุกความเข้าใจ กำไรจากการขายหุ้น รอลุ้นเครดิตภาษี โดยพี่ @TAXBugnoms“

 

 

2. กองทุนรวมให้ดูเรื่อง “รวมคำนวณรายได้”

สำหรับคนที่ลงทุนในกองทุนรวมที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น เมื่อได้รับเงินปันผลมาแล้ว เงินปันผลนี้จะถือเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้สิทธิเลือกที่จะหัก ณ ที่จ่าย 10% ไว้ได้เลย และไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปีอีกครั้ง ซึ่งสำหรับผู้ที่เสียภาษีในอัตราสูงกว่า 10% การเลือกไม่นำเงินได้ส่วนนี้มารวมคำนวณจะทำให้ประหยัดภาษีได้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมลองคำนวณเปรียบเทียบระหว่างการเลือกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเลย หรือ การนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นั้น วิธีไหนจะช่วยให้เราสามารถประหยัดภาษีได้มากกว่ากัน เพราะบางครั้ง รวมคำนวณภาษีเงินได้ตอนปลายปี อาจจะทำให้เราเสียภาษีในจำนวนที่น้อยกว่าก็ได้นะครับ

 

3. รายจ่ายในการลงทุนหักภาษีไม่ได้นะครัช

“กำไรจากการขายหุ้นและกองทุนรวม” นั้น ณ ปัจจุบันยังคงได้รับสิทธิยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แม้ว่าจะมีข่าวลือว่าจะเก็บภาษีบ้าง แต่ข่าวลือทีว่าก็ยังไม่เป็นเรื่องจริง ดังนั้นเรายังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีกันต่อไป แต่ถ้าใครขายหุ้นหรือกองทุนรวมแล้วขาดทุน อันนี้ไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้นะคร้าบบบบ

4. จัดเก็บเอกสารหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับมาให้ครบถ้วน

โดยปกติแล้ว เมื่อเรายื่นแบบแสดงรายการภาษี หากพี่ๆสรรพากรเค้าสงสัยอยากจะได้เอกสารเพิ่ม เราต้องคอยตรวจสอบเอกสารที่ต้องการและจัดส่งไปให้ทันควัน เพื่อที่จะให้พี่ๆเค้าตรวจสอบได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกรณ๊ทีต้องการขอคืนภาษีจากเงินลงทุนทั้งหลาย เอกสารการหักภาษี ณ ที่จ่ายในการลงทุนต่างๆ ต้องครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าเราเก็บเอกสารหลักฐานต่างๆไม่ดี เกิดไม่ได้ภาษีคืนขึ้นมาไม่รู้ด้วยนะคร้าบบ

 

5. คำนวณภาษีง่ายๆ เพียงแค่ยื่นแบบผ่านเน็ต

สุดท้ายสำหรับคนที่จะลองคำนวณภาษีแต่รู้สึกว่ามันยุ่งยากในการคำนวณ วิธีนี้สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายๆ โดยการยื่นแบบแสดงรายการผ่านอินเตอร์เน็ต ลองกรอกรายการเปรียบเทียบกันว่าต้องเสียภาษีเท่าไร อันไหนรวมคำนวณแล้วเสียภาษีเพิ่มหรือลดลง สามารถลองคำนวณได้ตามใจชอบเลยครับ ระบบของทางกรมสรรพากรจะคำนวณภาษีให้เราอัตโนมัติเลย แต่อย่าเผลอตัวกดปุ่มยื่นแบบไปละกันคร้าบ เดี่ยวจะกลายเป็นยื่นโดยไม่ได้ตั้งใจไปซะงั้น

เคยมีมิตรสหายท่านหนึ่งดีใจที่ได้คืนภาษี รีบกดปุ่มส่งแบบแสดงรายการทันที แต่ดันกรอกรายการไม่ครบ คราวนี้ก็ต้องมายื่นแบบแสดงรายการเพิ่มเติมใหม่อีกครั้ง (ฮาาา)

 

ที่มา http://www.aommoney.com

เวลาไหน ควรทำอะไร ดูนาฬิกาชีวิต

ร่างกายประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนก็มีเวลาในการทำงานแตกต่างกันไป มาดูกันว่า เวลาใดอวัยวะส่วนใดกำลังทำงาน

01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ

เวลานี้ควรนอนเพราะตับจะหลั่งสารมีลาโทนิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งสารมีลาโทนินเป็นประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endrophin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว โดยหน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ

1.ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บ จะไม่สวย

2.ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อย ๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ

03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด

เป็นเวลาที่ควรตื่นนอน ลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำ ปอดและผิวจะดีขึ้น

05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่

เวลานี้จึงเหมาะที่จะขับถ่ายอุจจาระ และควรทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ถ้าไม่ถ่ายให้ใช้วิธีกดจุดที่ตำแหน่งสองข้างของจมูก และดื่มน้ำอุ่น 2 แก้ว หรือดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว โดยใช้น้ำ 1 แก้ว+น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ+น้ำมะนาว 4-5 ลูก

07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้า ขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย

09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม

ม้ามมีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศีรษะบ่อย มักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครง สาเหตุมาจากม้ามกับตับ ผู้ที่มัก นอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. ม้ามจะอ่อนแอ

– ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย

– ม้ามชื้น อาหารและน้ำที่กินเข้าไป จะแปรสภาพเป็นไขมัน จึงทำให้อ้วนง่าย

11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ

หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ต้องทำให้ใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้

13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก

ควรงดการกินอาหารทุกประเภท เพื่อให้ลำไส้ทำงาน โดยลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมอาหาร เช่น วิตามินซี บี โปรตีน  ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อย ไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน ผู้หญิงมีลำไส้ยาวกว่าผู้ชาย 11 ฟุต เพื่อให้การดูดซึมได้นานกว่า เนื่องจากต้องใช้กรดอะมิโนมากกว่าผู้ชาย เมื่อมีลำไส้ยาวกว่าจึงมีกระดูกซี่โครงมากกว่าผู้ชายข้างละ 1 ซี่

15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ

ควรออกกำลังกายหรืออบตัวให้เหงื่อออก กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง  หากอั้นปัสสาวะบ่อย ๆ ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ

17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต

ควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก

– ไตซ้าย จะควบคุมสมองด้านขวา ซึ่งควบคุมด้านความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์สุนทรีย์ รักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว ถ้าไตซ้ายมีปัญหา อารมณ์รักสวยรักงามจะหมดไป กลายเป็นคนปล่อยเนื้อปล่อยตัว และเป็นคนขี้ร้อน

– ไตขวา จะควบคุมสมองด้านซ้าย ซึ่งควบคุมด้านความจำ ถ้าไตขวามีปัญหา ความจำจะเสื่อม และเป็นคนขี้หนาว (ผู้ที่มีไตแข็งแรงจะเป็นคนมีอายุยืน เป็นคนกล้า)

ถ้าลำไส้เล็กมีไขมันเกาะมาก อาหารที่อยู่ในรูปของสารละลายจะผ่านลำไส้เล็กไม่ได้ จึงตกเป็นภาระของไต เป็นผลให้ไตทำงานหนัก จึงกลายเป็นโรคไต ผู้ที่เป็นโรคไต สมองจะเสื่อม ปวดหลัง เป็นหวัดง่าย มีเสลดในคอ

การดูแล คือ ตอนเช้าอาบน้ำเย็น ตอนเย็นให้อาบน้ำอุ่น กรณีที่อาบน้ำไม่ได้ ให้ใช้วิธีแช่เท้า แต่น้ำควรใส่สมุนไพรที่ถูกโฉลกของผู้ป่วย เช่น ขิง ข่า กระชาย อย่างใดอย่างหนัก

19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ

ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ คือ หัวใจโต หัวใจรั่ว เส้นโลหิตหัวใจตีบ ดังนั้นผู้ป่วยต้องระวังเรื่องตื่นเต้น ดีใจ การหัวเราะ กรณีเส้นเลือดขอด ต้องดูเยื่อมหุ้มหัวใจให้แข็งแรง

21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น

ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ

23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี

ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำจะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตอนเช้าจะจาม (ถุงน้ำดีจะโยงไปถึงปอด) จะปวดศีรษะข้างเดียวหรือสองข้างโดยไม่ทราบสาเหตุ (ผู้ที่ตัดถุงน้ำดีออก เมื่อตรวจด้วยลูกดิ่งจะพบว่าถุงน้ำดีข้น มักมีอาการปวดขา ปวดสะโพก)

คำแนะจากหนังสือบอกว่า  อย่าใส่ชุดนอนที่เป็นผ้าใยสังเคราะห์ จะไปดูดน้ำในร่างกาย ควรสวมชุดผ้าฝ้ายดีที่สุด ไม่ควรนอนบนที่นอนสูง ๆ เพราะจะทำให้เสียน้ำในร่างกาย ดังนั้น ควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา 23.00 น.

FOMO ภัยร้าย…โรคกลัวตกกระแส

ต้องยอมรับเลยว่า ยุคนี้ใครไม่มีสมาร์ทโฟนถือว่าแปลกมากๆ แทบจะเรียกว่าเป็นสิ่งสามัญประจำตัวเลยก็ได้ ยิ่งโซเชียลมีเดียด้วยแล้ว บางคนแทบจะเช็คตลอดเวลา แบบเห็นแจ้งเตือนแล้วมันใจสั่น บางทีเราเสียเวลาในวันพักผ่อนเป็นวันๆ คอยอัพเดทโน่นนี่ ถ้าคุณเคยทำแบบนี้แล้วละก็ ต้องมาลองเช็คตัวเองหน่อยแล้ว่า คุณกำลังจะเป็น FOMO หรือเปล่า

FOMO คืออะไร..? FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out เป็น “ การกลัวตกกระแส ” หากไม่ได้อัพเดทผ่าน Smartphone

อาการที่เข้าข่าย FOMO

1. อารมณ์แปรปรวนง่าย เมื่อไม่ได้เล่นอินเตอร์เน็ต หงุดหงิดใจ กระวนกระวาย
2. หมดเวลาไปกับการใช้ Smartphone มากกว่า 6 ชม.ต่อวัน
3. ติดการใช้งาน Facebook , Twitter ฯลฯ ต้องเล่น ต้องเช็ค ทุกวัน เกือบจะทุกเวลา
4. กลัวตกกระแสและรู้ข่าวช้ากว่าเพื่อนๆ
5. เวลามีคนมาคอมเม้นต์ หรือพูดถึง จะกังวลเมื่อถูกตำหนิบนโซเชียลมีเดีย
6. อารมณ์เสียกับการพลาดสิ่งที่วางแผนไว้
7. รู้สึกด้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบตนเองกับคนบนโลกออนไลน์ คนอื่นมีโน่นมีนี่ ไปกินอาหารดีๆ ทำไมเราถึงไม่ได้ทำแบบเขา

ซึ่งผลจากการวิจัย มีถึง 64% มีอาการ FOMO เมื่อไม่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่ง 80 % เป็นชาวเอเชีย และ 56 % กลัวการตกข่าวหรือกระแสหากไม่ได้เข้ามาอัพเดทบ่อยๆ

วิธีรับมือกับอาการ FOMO

1. ยอมรับก่อนว่าตัวเอง ติด Social internet เพราะเมื่อไหร่ที่เรายอมรับเมื่อนั้นเราก็พร้อมจะเปลี่ยน
2. ปิดโทรศัพท์ แล้วหาทำงานอดิเรก เอาเวลาสนใจคนอื่น มาบรรลุเป้าหมายของตัวเองดีกว่า
3. ใช้เวลาหรือไปเที่ยวกับเพื่อนมากขึ้น เลิกแชทกันสักวัน แล้วไปพบกันบนโลกความจริง
4. กำหนดให้ห้องนอนเป็นพื้นที่ No mobile หลีกหนีจากโทรศัพท์แล้วมาพักผ่อนดีกว่า
5. วางแผนสำรองไว้เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมจะรับมือกับปัญหาที่มาโดยไม่ตั้งตัว
6. ละสายตาจากหน้าจอทุกๆ 2 ชม. เปลี่ยนจากเล่น facebook มาอ่านหนังสือบ้าง

Web Cache Deception Attack: หลอกเว็บให้แคชข้อมูลส่วนบุคคล

Omer Gil หัวหน้าทีมความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศของ EY Hacktics Advanced Security Center จากอิสราเอล ออกมาเปิดเผยถึงช่องโหว่บน Caching Server ซึ่งช่วยให้แฮ็คเกอร์สามารถโจมตีเพื่อหลอกให้ Server แคชข้อมูลความลับ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเงิน จากนั้นเข้าไปขโมยข้อมูลจากที่แคชไว้ได้ Gil ตั้งชื่อการโจมตีนี้ว่า Web Cache Deception Attack

PayPal ได้รับผลกระทบ พร้อมมอบรางวัลกว่า 100,000 บาท

Gil เปิดเผยใน Blog ของตนว่า พบช่องโหว่ของการโจมตีนี้บนเว็บไซต์ชื่อดัง 3 แห่งจาก 30 แห่งที่เขาทดสอบ หนึ่งในนั้นคือ PayPal ส่วนอีก 2 แห่งขอให้ไม่เปิดเผยนาม ซึ่ง Gil เชื่อว่าการโจมตีน่าจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับหลายๆ เว็บไซต์ทั่วโลก โดยปัญหาเกิดจากการที่ Server ถูกหลอกให้แคชข้อมูลความลับของผู้ใช้ผ่านทางการเข้าถึง Resource ที่ไม่มีอยู่จริง ส่งผลให้แฮ็คเกอร์สามารถเข้าไปขโมยข้อมูลที่แคชไว้ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวตน จากการค้นพบช่องโหว่นี้ ช่วยให้ Gil ได้รับค่าตอบแทนจาก Bug Bounty Program ของ PayPal ถึง $3,000 (ประมาณ 105,000 บาท)

หลอกให้แคชผ่านทาง Resource ที่ไม่มีอยู่จริง

ยกตัวอย่างกรณีของ PayPal ซึ่ง Gil พบว่า ถ้าเขาเข้าถึงลิงค์ URL ที่ชี้ไปยัง Resource ที่ไม่มีอยู่จริง จะทำให้ PayPal Server สร้างหน้าแคชสำหรับ URL นั้นๆ ในส่วนก่อนที่จะถึง Resource ดังกล่าว เช่น

ซึ่ง URL ตัวอย่างนี้ หน้าแคชจะเก็บข้อมูลรายละเอียดของผู้ใช้ เช่น ดุลบัญชี รายการธุรกรรมออนไลน์ อีเมล หมายเลขบัตร 4 ตัวท้าย และอื่นๆ

นั่นหมายความว่า ถ้าแฮ็คเกอร์หลอกให้ผู้ใช้เข้าถึง URL ที่ไม่มีอยู่จริงเหล่านี้ จะทำให้ Server สร้างหน้าแคชสำหรับเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลความลับอื่นๆ ขึ้นมา เมื่อแฮ็คเกอร์เข้าถึง URL นั้นอีกครั้งหนึ่งก็จะสามารถอ่านข้อมูลเหล่านั้นได้ทั้งหมดทันที

วิดีโอตัวอย่างด้านล่างแสดงการสร้างหน้าแคชสำหรับเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ PayPal และ Gil สามารถเข้าถึงหน้าแคชเหล่านั้นได้ผ่านทาง Private Browsing Session (โหมด Incognito) โดยไม่จำเป็นต้องล็อกอินเข้า PayPal แต่อย่างใด

ทั้งนี้ Gil ระบุว่า Resource ที่เข้าถึงเพื่อสร้างหน้าแคชนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะไฟล์ CSS หรือ JS แต่สามารถใช้เป็นไฟล์อื่นได้อีกมากกว่า 40 รูปแบบ รวมไปถึง AVI, DOC และ JPG

กรณีเลวร้ายแฮ็คเกอร์สามารถเข้าควบคุม Server ได้ทันที

Gil ระบุว่า กรณี PayPal อาจทำได้แค่ขโมยข้อมูลส่วนบุคคล แต่อีก 2 เว็บที่เหลือที่เขาทดสอบ Gil สามารถเข้าควบคุมชื่อบัญชีของเว็บนั้นๆ ได้ทันที เนื่องจาก 2 เว็บนั้นทำการแคช Session ID และคำตอบด้านความมั่นคงปลอดภัยที่ใช้พิสูจน์ตัวตน

“มันเป็นการโจมตีแบบหนึ่ง มันสามารถใช้โจมตี .NET, PHP, Java หรือโจมตีบน IIS, Apache และ Web Server แบบอื่นๆ รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ใช้แคชหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็น CDN, Reverse Proxy และ Load Balancer มันเป็นปัญหาของการตั้งค่าการทำ Caching” — Gil ระบุ

Gil แนะนำวิธีป้องกันการโจมตีแบบ Web Cache Deception Attack ดังนี้

  • ตั้งค่ากลไกการแคชโดยให้ทำการแคชไฟล์เฉพาะเมื่อ HTTP Caching Header อนุญาตให้แคช วิธีนี้เป็นการแก้ไขปัญหาจากต้นตอ
  • ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์หรือโซลูชันสำหรับแคช ให้เลือกตั้งค่าการแคชไฟล์โดย Content Type
  • ตั้งค่าให้ Web Server คืนค่า 404 หรือ 302 ในกรณีที่ผู้ใช้เข้าถึงหน้า Reesource ที่ไม่มีอยู่จริง

ดูรายละเอียดเชิงเทคนิคและคำแนะนำอื่นๆ ได้ที่: http://omergil.blogspot.ro/2017/02/web-cache-deception-attack.html

ที่มา: https://www.bleepingcomputer.com/news/security/web-cache-deception-attack-tricks-servers-into-caching-pages-with-personal-data/