ค่าแรงสวนทางกับค่าครองชีพ จริงหรือ?

มีกระทู้หนึ่งที่น่าสนใจใน pantip เกี่ยวกับค่าแรงที่ดูเหมือนจะสวนทางกับค่าครองชีพ จากกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/36141998 และมีผู้สนใจร่วมสนทนาหลายท่าน ก่อนจะตอบกระทู้ขอขยายความของคำว่าค่าครองชีพคืออะไรก่อน โดยค่าครองชีพก็คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อการใช้ชีวิตของผู้คน โดยสำหรับผู้คนในสังคมเมืองก็อาจจะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นชนิดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อค่าสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็ย่อมหมายถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

ดังนั้นกลับมาดูที่ค่าแรง

ค่าแรงก็คือเงินเดือนหรือผลตอบแทนที่ได้จากการทำงานนั่นเอง โดยค่าแรงขั้นต่ำในขณะนี้อยู่ที่ 305 – 310 บาท โดยแบ่งกระจายตามฐานค่าแรงของแต่ละจังหวัด โดยในกรณีที่เจ้าของกระทู้ได้ตั้งข้อสงสัยว่าทำงาน 1 สัปดาห์ก็มีค่าใช้จ่ายเพียงพอกับการใช้จ่าย เข้าใจว่าหมายความถึงค่าใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน โดยค่าแรงขั้นต่ำของไทยที่ 305 บาท ทำงานสูงสุดที่ 6 วันต่อสัปดาห์ เท่ากับ 24 วันต่อเดือน ก็จะมีรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ 7,320 บาท ในขณะที่ค่าอาหารเฉลี่ยวันละ 120 บาท แต่ละเดือนเท่ากับ 30×120 = 3,600 บาท คิดเป็น 49.18% ของค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน

ซึ่งหากมองอย่างผิวเผินเช่นนี้ก็อาจรู้สึกว่าเงินเดือนทั้งสัปดาห์ไม่สามารถเลี้ยงมนุษย์ทำงานได้เพียงพอจริง ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าชีวิตในปัจจุบันผู้คนใช้เงินอย่างสุ่มเสี่ยงมากเพียงใด โดยอาจแบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้

ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงบ้าง

ค่าใช้จ่ายที่เกินตัวของผู้คนนั้นก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าหรือซื้อหาที่อยู่อาศัยที่ราคาสูงเกินตัว อาศัยอยู่กันแค่ 2 คนแต่กลับซื้อบ้านขนาด 4 ห้องนอน เป็นต้น หรือแม้แต่ค่าอาหารที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน ทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยนั้นติดอันดับต้นของประชากรที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งก็นับเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเลย ลองทำอาหารกินกันเองที่บ้านดู นอกจากจะปรุงรสได้ตามชอบใจแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องของความสะอาดอีกด้วย สำหรับผู้ที่ทำอาหารก็ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันสามารถค้นหาวิธีทำอาหารได้ง่าย ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตกันแล้ว และควรลองจากเมนูง่าย ๆ ดูก่อน เพราะก็ไม่มีใครทำอาหารเป็นโดยไม่เคยลองทำดูก่อนอย่างแน่นอน

ลดการใช้เงินในอนาคตให้น้อยลงบ้าง

เงินในอนาคตนั้นก็คือเงินที่ยังไม่มีอยู่ในมือแต่ก็นำไปใช้เสียแล้ว ซึ่งก็คือการซื้อของเงินผ่อนต่าง ๆ หรือการขอกู้เงินหรือขอสินเชื่อมาใช้นั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มความสะดวกในการซื้อหาสิ่งของที่ต้องการมาได้ง่าย ๆ แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าสิ่งเหล่านั้นจำเป็นจริง ๆหรือไม่ หรือในบางกรณีหากเปลี่ยนรุ่นหรือยี่ห้อก็อาจจะช่วยให้ได้สิ่งของที่มีคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยาขึ้นได้เช่นกัน เพราะการใช้เงินในอนาคตที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้หากประสบเหตุไม่คาดฝันทางการเงิน เช่น ตกงาน เกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ เป็นต้น

ไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือกระแสแฟชั่นมากนัก

การทำงานในที่ทำงานที่ต้องพบปะเจอผู้คนมาก ๆ ในบางครั้งก็ทำให้เกิดการแข่งขันด้านข้าวของเครื่องใช้ระหว่างกัน เช่น กระเป๋าใบใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ หรือนาฬิกาเรือนใหม่เหล่านี้เป็นต้น ทั้งที่ในบางครั้งของเก่าก็ยังใช้งานได้ดีอยู่เลยอีกด้วย ดังนั้นบางครั้งกรณีที่รู้สึกว่าค่าครองชีพสูงเกินไปนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่ามีค่าใช้จ่ายใดเข้าข่ายนี้หรือไม่

หาหนทางพัฒนาและเพิ่มค่าแรงให้ตนเอง

การทำงานในแต่วันไม่ควรทำไปเรื่อยอย่างไรจุดหมาย จบเวลาทำงานแล้วก็ใช้เงินที่หามาได้ ซึ่งความคิดเช่นนี้ถือว่าทำลายชีวิตทางการงานของใครมาหลายคนแล้ว แต่ควรทำงานโดยคำนึงถึงอนาคตด้วยว่าอยากเป็นอะไรต่อไป หรือโอกาสก้าวหน้าทางสายอาชีพของตนเอง หากเป็นลูกจ้างแต่หากมุ่งมั่นพัฒนาและฝึกฝนตนเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ มาให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ โอกาสจะก้าวขึ้นเป็นระดับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการของตนเองก็ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป

เก็บออมเอาไว้บ้าง

แม้ว่าเงินจะหายากและไม่พอใช้เพียงใด แต่หากเป็นไปได้ควรอดออมเอาไว้บ้าง อย่างน้อยวันละ 1 – 10 บาทก็ยังดี ดูเป็นจำนวนน้อยแต่หากสามารถทำได้อย่างน้อย 10 บาทต่อวัน ใน 1 ปีก็จะเก็บเงินได้ 3,650 บาทแล้ว หากทำได้ต่อเนื่องสัก 10 ปี ก็จะมีเงิน 36,500 บาทแล้ว นี่คือตัวอย่างขั้นต่ำ หากสามารถทำได้วันละ 20 – 50 บาท จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นแค่ไหน

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงอยากแนะนำผู้ที่กำลังกังวลเรื่องค่าแรงสวนทางกับค่าครองชีพว่าอย่ามัวแต่ไปเปรียบเทียบค่าแรงกับค่าครองชีพของประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ อยู่เลย ควรลองกลับมาพิจารณาตนเองด้วยว่าใช้จ่ายอย่างเกินตัว หรือเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากน้อยเพียงใดหรือไม่ หรือได้ลองหาหนทางเพิ่มรายได้ให้ตนเองเพิ่มเติมแล้วหรือยัง ขอให้ลองพิจารณาในมุมกว้างดูว่าจะมีจัดการอย่างไรให้ค่าแรงและค่าครองชีพเกิดความสมดุลระหว่างกัน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ประหยัดให้มากขึ้นและพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับค่าแรงหรือเงินเดือนที่มากขึ้นน่าจะเป็นทางแก้ปัญหาที่เร็วที่สุดและดีกว่าการรอคอยการแก้ปัญหาจากระดับนโยบายซึ่งไม่มีกำหนดว่าเมื่อไหร่ และไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นอย่างที่ต้องการหรือไม่

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธี ประหยัดภาษี

ถึงฤดูกาลจ่ายภาษีทีไร ต้องมีคนหนาว ๆ ร้อน ๆ กันบ้าง ถ้าเตรียมไว้แล้วก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าฉุกเฉินไม่ได้เตรียมไว้ก็ยุ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้สูง ๆ พอจ่ายภาษีทีก็แทบลมจับเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีหลายคนคิดวิธีการ ประหยัดภาษี แบบที่คิดว่าไม่ผิดกฎหมายมาทำกัน (แต่ถ้าสรรพากรรู้ขึ้นมาทีหลัง ก็คงต้องจ่ายกันอ่วมเหมือนเดิม) ซึ่งวิธีการที่คนส่วนใหญ่ทำกันได้แก่

  • ให้ผู้อื่นแสดงตัวว่าเป็นผู้มีเงินได้แทน

วิธีการนี้มีคนทำกันเยอะมาก โดยเฉพาะพวกผู้รับเหมาทั้งหลายที่แต่ละปีมีรายได้กันสูง ๆ ทั้งนั้น วิธีการก็ง่ายแค่หาใครสักคนมาเป็นผู้มีเงินได้แทนตัวเราแค่นั้น(แต่ตอนรับเงินก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม) เช่น นางแพรวามีเงินได้ 500,000 บาท แต่ให้นางน้อยมาเป็นผู้มีเงินได้แทน นั่นคือนางแพรวารับเงิน นางน้อย รับเอกสาร เพียงง่าย ๆ แบบนี้คนที่มีรายได้ก็กลายเป็นนางน้อยแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าวิธีการแบบนี้ นางแพรวาได้ประโยชน์อะไร คำตอบคือ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคำนวณจาก อัตราการเสียภาษีแบบขั้นบันไดหรือยิ่งคุณมีรายได้มาก คุณยิ่งต้องเสียภาษีมาก ดังนั้น หากแพรวา สามารถกระจายรายได้ให้กับคนอื่นอีกหลายคนก็แปลเธอจะว่าเสียภาษีลดลงไปได้มาก เพราะฐานรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษีที่ต้องเสียนั่นเอง

วิธีนี้เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีแบบจงใจ เพราะเป็นการปกปิด อำพรางว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับเงิน อาศัยชื่อคนอื่นรับเงินแทน เพื่อไม่ให้ยอดเงินได้สะสมสูงเกินไปในบุคคลคนเดียว สรรพากรรู้ช่องทางนี้ดีและหาทางตรวจจับและปรับผู้ที่กระทำผิดอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 

  • การซื้อใบกำกับภาษี

ด้วยการสร้างยอดรายจ่ายลวง ๆ ขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เป็นยอดเงินที่จ่ายจริง ทำได้โดยการหาซื้อใบกำกับภาษีจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ผู้ซื้อไม่ได้ขอรับใบกำกับภาษี กรณีนี้ถือว่าจงใจเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน

  • ซ่อนเร้นยอดขาย ตกแต่งบัญชี

ถ้ายอดขายสูง หมายถึงอาจจะมีเงินกำไรที่จะต้องนำไปเสียภาษี ก็มีคนหัวหมอ ตกแต่งบัญชี เพื่อลดยอดขาย หรือร้านค้าที่จงใจเปิดบิลบ้าง ไม่เปิดบิลบ้าง ทำให้ยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ในวงเงินที่ต้องการ เพื่อจะได้เสียภาษีให้น้อยที่สุด

  • ใช้ประโยชน์จากการตั้งคณะบุคคล

อาศัยการตั้งคณะบุคคลเป็นหลายคณะแยกจากกัน แล้วมีชื่อตัวเองร่วมอยู่ในคณะต่าง ๆ แยกกันไป ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คณะบุคคลเป็นผู้รับเงินรายได้แทนบุคคลธรรมดานั่นเอง ผลที่ตามมาก็คือยอดรวมรายได้จะกระจายออกไปตามคณะต่าง ๆ และยังถูกหักค่าใช้จ่ายได้อีกในแต่ละคณะนั้น เมื่อยอดรวมของเงินได้ถูกแบ่งออกไปเช่นนี้ จะทำให้ฐานเงินได้ลดลง จนไม่ต้องเสียอัตราภาษีที่สูงกว่า หรืออาจไม่เสียเลย เป็นต้น ซึ่งการกระทำอย่างนี้ถือว่ามีเจตนาในการโกงและหลบเลี่ยงภาษี ปัจจุบันยังมีผู้กระทำตามวิธีนี้เพราะคนอื่นแนะนำต่อกันมา โดยเฉพาะในหมู่ดารา นักร้อง ที่มีเงินได้สูงมาก และมีตัวอย่างเป็นข่าวอยู่เรื่อย ๆ

  • ตกแต่งตัวเลขทางบัญชี

เป้าหมายก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เหลือยอดเงินกำไรสุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีบริษัทห้างร้าน ทำวิธีนี้มาก และบางครั้งตรวจจับได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของกรมสรรพากรเช่นกัน วิธีการที่ใช้กันก็คือสร้างยอดรายจ่ายลวง ๆ ในบัญชีทั้งที่ไม่ได้มีการจ่ายจริง เข่น ค่าซื้อทรัพย์สิน เงินโบนัส การจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือจ่ายค่าจ้างวิชาชีพต่าง ๆ วิธีนี้เรียกอย่างเป็นที่รู้กันก็คือ การทำบัญชีสองเล่ม จะมีเล่มหนึ่งเพื่อยื่นภาษี อีกบัญชีเพื่อใช้จริงในการบริหารกิจการ

  • การแสร้งว่ามีรายได้จากหลายประเภท

เงินได้ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีนั้นมีหลายประเภท และบุคคลบุคคลหนึ่งนั้นก็สามารถมีรายได้มากกว่าหนึ่งประเภท ดังนั้นจึงมีช่องว่างว่าจะจัดสรรรายได้ก้อนนี้ ก้อนนั้นว่าเป็นรายได้จากอะไร เพื่อมุ่งหวังในการหักค่าใช้จ่ายได้ โดยมีตัวอย่างเงินได้ในมาตรา 40(2) กรณีเงินได้จากค่านายหน้าซื้อขายที่ดิน หรือ 40(8) กรณีค้าขายของที่ตนไม่ได้เป็นผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งเงินได้ลักษณะนี้จะมีทางเลือกในการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายได้มากทีเดียว เข่น 40% หรือ 80% รายละเอียดตามที่กรมสรรพากรกำหนด

  • ไม่มีกำไร หรือการแสดงบัญชีว่าขาดทุน

วิธีนี้ค่อนข้างเลี่ยงภาษีแบบฮาร์ดคอร์ก็ว่าได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ยังเหนียม ๆ ขอเลี่ยงหรือเสียภาษีน้อย แต่วิธีนี้คือตั้งใจเลยว่าจะไม่เสียภาษีเลยสักบาทเดียว โดยการแจ้งว่าบริษัทขาดทุน วิธีก็คือการทำให้บริษัทมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ นั่นเอง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งซื้อใบกำกับภาษี การซื้อบิล การว่าจ้างบริการวิชาชีพแบบปลอม ๆ หรือรับเงินได้แบบไม่สำแดงในบัญชี

  • การซื้อบิล ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการซื้อ-ขายกันจริง

บริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ที่มีรายได้มาก ๆ แต่มีรายจ่ายน้อย ก็จะพยายามหาวิธีเพิ่มรายจ่ายหลอก ๆ เข้ามา วิธีการอีกอย่างที่นิยมกันก็คือการซื้อบิลจากบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นธุรกิจรับจ้าง เช่น ธุรกิจออกแบบ สื่อ สิ่งพิมพ์ หรือโฆษณา เป็นต้น โดยการออกบิลว่ามีการจ้างงานกันในราคาจำนวนหนึ่ง เช่น 5 ล้านบาท แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีงานบริการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงเลย ผลก็คือบริษัทที่ซื้อบิลก็ได้ค่าใช้จ่าย 5 ล้านบาทเพื่อไปคำนวณภาษีเงินได้ โดยการซื้อบิลนี้จะมีการจ่ายให้บริษัทที่ขายบิลเป็น % ตามแต่ตกลงกันในเรื่องของส่วนต่าง เพราะบริษัทที่ออกบิลให้นั้นก็จะมีรายรับที่ต้องไปสำแดงในการเสียภาษีอีกต่อหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเมื่อคำนวณเงินที่ใช้ในการซื้อบิลกับภาษีที่ประหยัดได้ หักลบแล้วก็มีความคุ้มค่า จึงยังมีการทำกันอยู่ในปัจจุบัน

 

E-filing คืออะไร

E-filing คืออะไร

คือระบบการให้บริการยื่นเอกสารต่าง ๆผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ระบบจัดเก็บไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ โดยจากเดิมที่เป็นระบบการยื่นโดยส่งเอกสารด้วยตนเอง ผู้ที่จะยื่นเอกสารต้องเดินทางไปยื่นที่จุดให้บริการด้วยตนเอง ซึ่งใช้ระยะเวลานานในการดำเนินการ ประมวลผล วิเคราะห์ และให้บริการแก่ประชาชน แต่ระบบ E-filing สามารถให้บริการผ่านหน้าเว็บไซต์ได้ ระยะเวลาการดำเนินการเป็นแบบ real time คือดำเนินการได้ทันที สามารถประมวลผล สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานพันธมิตร เข้าถึงได้ทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต สะดวกและรวดเร็วสามารถให้บริการแก่ประชาชนได้ทันที

 

ประโยชน์ของ E-filing

-อำนวยความสะดวกในการยื่นเอกสาร ณ จุดเดียว

-ประหยัดค่าเดินทางและเวลาในการนำส่งงบการเงิน

-ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสาร

– เพิ่มช่องทางในการนำส่งงบการเงิน อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

-ให้บริการได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานะการทางเศรษฐกิจ

-สามารถทำรายการได้ 24 ชั่วโมงได้ไม่ต้องอยู่ในเวลาราชการ

-เพิ่มความสะดวกในการค้นหา บริหารจัดการเอกสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

E-filing ถูกใช้ในหน่วยงานราชการ หลายหน่วยงาน ได้แก่

e-filing สพฐ e-filing

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

e-filing กรมสรรมพากร เป็นต้น

 

กระทรวงแรงงาน มอบของขวัญปีใหม่ ทำฟันฟรีไม่ต้องสำรองจ่ายเริ่ม 1 ก.พ. 60

 กระทรวงแรงงาน มอบของขวัญปีใหม่ให้ผู้ประกันตน เปิดศักราชใหม่ของขวัญชิ้นแรกกลางเดือนมกราคมนี้ จัด MOU ร่วมระหว่าง กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข ให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมทำฟันฟรีไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้าวงเงิน 900 บาท ในโรงพยาบาลเอกชน 535 แห่ง และโรงพยาบาลรัฐ ทั่วประเทศ เริ่ม 1 ก.พ. เตรียมชิ้นที่สองร่วมกับโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี นำร่องบริการตรวจสุขภาพประจำปีให้ผู้ประกันตนฟรี  6 มกราคม นี้
          พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคม โดยกระทรวงแรงาน ได้เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ประกันตน ด้วยการเพิ่มค่าทำทันตกรรม เป็น 900 บาทต่อคนต่อปี จากเดิม 600 บาทต่อคนต่อปี โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า ในคลินิกเครือข่ายประกันสังคมที่มีอยู่กว่า 535 แห่ง และในโรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง 3 หน่วยงานคือ กระทรวงแรงงาน กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข ในกลางเดือนมกราคม 2560 และจะสามารถให้บริการได้ทันที ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560
          นอกจากนี้ในเรื่องของการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคด้วยการตรวจร่างกายในโรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ยังมีเรื่องต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า และความเสี่ยงในบางประเด็น แต่ทางกระทรวงแรงงานต้องการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับผู้ประกันตน โดยในวันที่ 6 มกราคม 2560 ทางโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นโรงพยาบาลนำร่องที่ให้บริการตรวจสุขภาพให้กับผู้ประกันตน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้ด้วย
          รมว. แรงงาน กล่าวในตอนท้ายว่า “อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ มีการรับฟังความคิดเห็น  และข้อเสนอจากตัวแทนผู้ประกันตนอย่างเต็มที่ หากประเด็นใดสามารถดำเนินการได้ทันทีก็จะทำ แต่ในบางประเด็นที่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย จะต้องขอเวลาในการดำเนินการ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นผู้ประกันตนทุกคนที่ใช้สิทธิในการตรวจสุขภาพประจำปี หากมีการตรวจพบว่าเจ็บป่วยจนต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา หรือเฝ้าระวังโรค ก็จะต้องได้รับการดูแลทันทีตามสิทธิ”

แนวทาง ลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต

การเริ่มต้นทำงานของคนทุกคนที่มีรายได้เกิน 15,000 บาทจะต้องมีสิ่งหนึ่งที่ต้องเริ่มเหมือนกัน นั่นก็คือการทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั่นเอง ซึ่งสิ่งที่เราเรียกว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินที่เก็บไปจากบุคคลทั่วไปหรือจากหน่วยภาษีที่มีลักษณะพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต้องมีรายได้ตามเกณฑ์ที่กฎหมายได้กำหนดไว้นั่นเอง ซึ่งเจ้าภาษีรายได้บุคคลธรรมดานี้จะเก็บเป็นรายปี โดยคิดจากรายได้ทั้งปีของคนๆนั้นนั่นเอง ซึ่งปกติแล้วจะเริ่มจ่ายกันในช่วงเดือนมกราคมของทุกปีนั่นเอง ซึ่งใครที่เสียภาษีเป็นประจำอยู่แล้วก็คงจะเข้าใจดี แต่ทั้งนี้ภาษีก็มีเรื่องให้เราต้องทำความเข้าใจเยอะเหมือนกัน จึงควรศึกษาเกี่ยวกับการเสียภาษีให้มากๆ เพื่อไม่ให้เราต้องเสียสิทธิบางอย่างไปอย่างน่าเสียดายนั่นเอง

และผู้ที่มีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีนี้ต้องไปแสดงรายการเงินได้(รายได้)ของตนเองตามแบบแสดงรายการภาษีที่กำหนดภายในเดือนมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป เช่น รายได้ 2558 จะต้องยื่นในมีนาคม 2559 นั่นเอง  ซึ่งเจ้าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานี้สามารถใช้สิทธิในการลดจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายลงได้ หรือที่เราเรียกว่าการลดหย่อนภาษีนั่นเอง ซึ่งการทำประกันชีวิตก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดหย่อนภาษีได้ หลายๆคนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าการทำประกันชีวิตนั้นเราสามารถนำมาลดหน่อยภาษีได้ด้วย ซึ่งการลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิตนั้นสามารถแบ่งได้ง่ายๆเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • ประกันชีวิตของตัวผู้ยื่นจ่ายภาษีเอง

ซึ่งเบี้ยประกันชีวิตนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ค่าเบี้ยประกันชีวิตจะต้องไม่รวมค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการทำสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆด้วย และต้องมีกำหนดระยะเวลาในการคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และถ้าหากเป็นกรมธรรม์ประกันชิวิตที่มีผลตอบแทนคืนให้ ผลประโยชน์นั้นจะต้องมีมูลค่าไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายรายปีหรือเบี้ยประกันชีวิตสะสมตลอดการจ่ายเบี้ยประกันนั้นๆนั่นเอง ที่สำคัญบริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์จะประกอบกิจการในประเทศไทยเท่านั้น รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ตรงตามข้อกำหนดเหล่านี้ ก็อย่ารอช้าที่จะนำประกันของตนไปยื่นเพื่อลดหย่อนภาษีกันด้วยนะ บางทีเมื่อนำมาลดหย่อนแล้ว คุณอาจจะไม่ต้องเสียภาษีเลยก็ได้ เห็นไหมว่าน่าสนใจมากขนาดไหน

  • ประกันสุขภาพของบิดา มารดาของตัวผู้ยื่นจ่ายภาษี

ซึ่งเบี้ยประกันชีวิตนั้นสามารถนำมาลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท และผู้ยื่นจ่ายภาษีต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา หรือมารดา และบิดามารดาต้องเป็นผู้มีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาท นอกจากนี้บิดา มารดาต้องอยู่ในประเทศไทยหากผู้ยื่นจ่ายภาษีไม่ได้อยู่ในประเทศไทย แต่ถ้าหากมีคนมาช่วยจ่ายเบี้ยประกันในกรมธรรม์ประกันชีวิตเดียวกัน จะสามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันของทุกคนที่จ่ายต้องไม่เกิน 15,000 บาทนั่นเอง ใครที่มีบิดา มารดา ทำประกัน ก็ลองนำมายื่นเพื่อลดหย่อนภาษีกันนะ ถึงจะสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 15,000 บาทเท่านั้น แต่เมื่อรวมๆ กับรายการลดหย่อนภาษีตัวอื่นแล้ว ก็ช่วยลดหย่อนภาษีไปได้มากเลยล่ะ

  • ประกันชีวิตแบบบำนาญของตัวผู้ยื่นจ่ายภาษีเอง

เบี้ยประกันชีวิตนี้สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 15 ของเงินได้ของผู้ยื่นจ่ายภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท และหากรวมกับเบี้ยกองทุนอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน หรือค่าซื้อหน่วยลงทุนกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เป็นต้น แล้วผู้ยื่นจ่ายภาษีสามารถนำมาลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท และประกันชีวิตนั้นจะต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ซึ่งผู้ยื่นจ่ายภาษีจะได้รับผลประโยชน์เมื่อผู้มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 55 ปีจนถึงอายุ 85 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งผู้ยื่นจ่ายภาษีจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยครบถ้วนด้วย นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีที่ผู้ยื่นจ่ายภาษีตะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญเป็นรายงวดตลอดช่วงที่มีชีวิตอยู่ด้วย และที่สำคัญบริษัทประกันชีวิตที่ออกกรมธรรม์จะประกอบกิจการในประเทศไทยเท่านั้นด้วย ซึ่งก็เป็นการเปิดช่องทางในการลดหย่อนภาษีได้เป็นอย่างมากเลยล่ะ ใครที่มีอะไรสามารถลดหย่อนภาษีได้ ก็อย่าปล่อยให้โอกาสของตัวเองหลุดลอยไปนะ มาลดหย่อนภาษีกันเลย

และนี่คือแนวทางใน ลดหย่อนภาษีด้วยประกันชีวิต เราเองหรือแม้กระทั่งบิดา มารดาของเราด้วยนั่นเอง ซึ่งหลายๆคนก็ได้ใช้วิธีการนี้ในลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาอยู่ เพราะเป็นวิธีการง่ายๆที่สามารถสร้างประโยชน์ในตนเองได้ในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านผลตอบแทนหรือการคุ้มครองดูแลสุขภาพในด้านอื่นๆด้วยนั่นเอง อีกทั้งการลดหย่อนภาษีด้วยประกัน ยังสามารถลดหย่อนได้ถึง 100,000 บาท ซึ่งก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยล่ะ

เพราะฉะนั้นหากวันนี้คุณทำประกัน และประกันนั้นตรงตามข้อกำหนดแห่งการลดหย่อนภาษีทุกประการ แนะนำให้ยื่นเรื่องลดหย่อนภาษีทันที บางทีจากที่คุณต้องจ่ายภาษีเป็นประจำทุกปี อาจจะกลายเป็นว่าไม่ต้องจ่ายภาษีเลยก็ได้นะ เรื่องดีๆ และสิทธิพิเศษดีๆ แบบนี้ ห้ามพลาด อย่าลืมมาลดหย่อนภาษีด้วยประกัน กันด้วยนะคะ

 

4วิธีป้องกันไวรัสและแฮกเกอร์

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทุกสำนักงานจำเป็นต้องมีและขาดเสียไม่ได้แล้ว บางครั้งพนักงานใช้คอมพิวเตอร์มากเสียกว่าปากกาด้วยซ้ำไป แม้คอมพิวเตอร์จะมีประโยชน์ต่อการทำงานค่อนข้างมากแต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่พอสมควรเหมือนกัน ที่เห็นชัดที่สุดคงเป็นเรื่องไวรัสและเหล่านักแฮกเกอร์ทั้งหลายที่คอยลอบโจมตีระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์หรือขโมยข้อมูลของผู้ประกอบการอยู่ตลอด แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักแก้ไขปัญหาหลังจากติดไวรัสหรือโดนขโมยข้อมูลไปแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดอย่างมหันต์ เพราะเมื่อถึงเวลาอาจเกิดความเสียหายกับกับข้อมูลทางธุรกิจไปแล้วก็เป็นได้ ทางที่ดีผู้ประกอบการควรป้องกันตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้ไวรัสหรือแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของเราได้

  1. ใช้โปรแกรมแอนตี้ไวรัส
    โปรแกรมแอนตี้ไวรัสคืออาวุธหลักที่จะช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ให้รอดพ้นจากการโจมตีของไวรัสคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นโปรแกรมสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกท่านต้องติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว เพราะโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกัน ค้นหา และทำลายไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการทำงานผิดพลาดของโปรแกรมต่างๆ และระบบประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงต้องเป็นโปรแกรมที่อัพเดตข้อมูลไวรัสจากทางเซิร์ฟเวอร์บริษัทผู้ผลิตตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องไม่กินพื้นที่การทำงานบนเครื่องมากจนเกินไปนักเพราะอาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ช้าลง ซึ่งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสสามารถหาซื้อได้จากร้านขายโปรแกรมทั่วไปและมีให้เลือกมากมายหลากหลายค่ายผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท McAfee, Kaspersky Lab, หรืิอ Eset (Nod32) ฯลฯ หรือเราอาจดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ เพราะปัจจุบันบริษัทได้ทำโปรแกรมออกมาให้ดาวน์โหลดใช้งานฟรี เช่น ของค่าย AVG เป็นต้น
  2. Firewall คือสิ่งที่ควบคุมการเข้า-ออกของข้อมูล
    โปรแกรมแอนตี้ไวรัสคืออาวุธหลักที่จะช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ให้รอดพ้นจากการโจมตีของไวรัสคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นโปรแกรมสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกท่านต้องติดตั้งไว้ในคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว เพราะโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกัน ค้นหา และทำลายไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการทำงานผิดพลาดของโปรแกรมต่างๆ และระบบประมวลผลในเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงต้องเป็นโปรแกรมที่อัพเดตข้อมูลไวรัสจากทางเซิร์ฟเวอร์บริษัทผู้ผลิตตลอดเวลา อีกทั้งยังต้องไม่กินพื้นที่การทำงานบนเครื่องมากจนเกินไปนักเพราะอาจทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ช้าลง ซึ่งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสสามารถหาซื้อได้จากร้านขายโปรแกรมทั่วไปและมีให้เลือกมากมายหลากหลายค่ายผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นของบริษัท McAfee, Kaspersky Lab, หรืิอ Eset (Nod32) ฯลฯ หรือเราอาจดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตก็ได้ เพราะปัจจุบันบริษัทได้ทำโปรแกรมออกมาให้ดาวน์โหลดใช้งานฟรี เช่น ของค่าย AVG เป็นต้น
  3. ใช้VPN เพิ่มความปลอดภัยในระบบเครือข่าย
    การติดต่อสื่อสารระหว่างกันภายในองค์กรบริษัทไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่เดียวกันหรือต่างสถานที่ผ่านระบบโครงข่ายเซิร์ฟเวอร์ของทางบริษัทจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมมากเป็นพิเศษ เพราะข้อมูลลับทางธุรกิจส่วนหนึ่งถูกส่งผ่านช่องทางนี้เช่นกัน การใช้ระบบเครือข่าย VPN (Virtual Private Network) จะช่วยให้การส่งข้อมูลผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทมีความปลอดภัยและรัดกุมมากขึ้น เพราะมีการเข้ารหัสด้วยตัวระบบก่อนที่ทำการส่งข้อมูลเสมอ จึงเป็นเรื่องยากหากผู้ไม่ประสงค์ดีจะมาดักและแท็บข้อมูลไปจากเครือข่าย
  4. ใช้การตั้งค่ารหัสผ่านเพื่อจำกัดการเข้าถึง
    ผู้ประกอบการต้องให้พนักงานตั้งรหัสผ่านส่วนบุคคลเพื่อยืนยันตัวตนที่แท้จริงของพนักงานผู้นั้นเพื่อล็อกอินเข้าใช้ระบบหรือดาวน์โหลดเอกสารสำคัญของบริษัทด้วย การตั้งค่ารหัสผ่านจัดเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการควรทำเมื่อต้องใช้คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายในการทำธุรกิจ เพราะมีความปลอดภัยสูงมากและต้นทุนการดำเนินงานไม่มากนัก หลักการตั้งรหัสผ่านที่ดีคือต้องตั้งรหัสเป็นตัวอักษรผสมกับตัวเลขที่คาดเดาได้ยากและควรมีจำนวนอย่างต่ำ 8 ตัว และหากเป็นในส่วนการเข้าถึงข้อมูลหรือเพื่อดาวน์โหลดเอกสารสำคัญของบริษัท รหัสผ่านควรมีการเปลี่ยนสม่ำเสมอด้วยเพื่อเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นไปอีก

    วิธีการป้องกันข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ประกอบการให้รอดพ้นจากการโจมตีด้วยไวรัสและการล้วงข้อมูลของเหล่าบรรดานักแฮกเกอร์ที่ดีที่สุดต้องเริ่มต้นที่ตัวของผู้ประกอบการและพนักงานก่อนเป็นสำคัญ เพราะวิธีการที่นำเสนอมาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยหากผู้ใช้งานขาดซึ่งความรู้และทำตัวไม่ภักดีต่อบริษัทด้วยการนำข้อมูลจากภายในออกไปให้คู่แข่งภายนอก ดังนั้นนอกจากการสแกนคอมพิวเตอร์เพื่อหาไวรัสแล้ว ก็ควรสแกนพนักงานเพื่อหาสายลับควบคู่กันไปในตัวด้วย จึงจะเป็นการป้องการรั่วไหลของข้อมูลที่ดีที่สุด เพราะถึงอย่างไรเสียไวรัสที่ว่าร้ายก็ยังมิอาจสู้ใจคนที่คิดคดเป็นแน่แท้

เว็บไซต์คืออะไร

หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่าโฮมเพจ เว็บเพจและเว็บไซต์กันมาบ้างแล้ว แต่คงมีหลายคนที่ยังสับสนว่า อะไรคือเว็บเพจ อะไรคือโฮมเพจและอะไรคือเว็บไซต์ คำ 3 คำนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร     โฮมเพจ (Home Page)
       โฮมเพจ คือคำที่ใช้เรียกหน้าแรกของเว็บไซต์ ซึ่งประกอบไปด้วยเมนูต่างๆและเรื่องราวต่างๆมากมายคล้ายกับหน้าปกนิตรสารบ้านเรา ดังนั้นหากเราออกแบบหน้าโฮมเพจให้สวยงามและน่าสนใจ โอกาสที่ผู้ชมจะแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนโฮมเพจของเราก็จะยิ่งมากตามไปด้วย

      เว็บเพจ (Web Page)
           
เว็บเพจ คือ คำที่ใช้เรียกหน้าเอกสารต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบไฟล์ HTML (Hyper Text Markup Language) เปรียบเสมือนหน้ากระดาษแต่ละหน้าที่มีเรื่องราวต่างๆมากมายบรรจุอยู่ในนิตรสาร แต่แตกต่างกันตรงที่มีการเชื่อมโยง (Link) ซึ่งเราสามารถคลิกไปที่หน้าใดของโฮมเพจก็ได้

     เว็บไซต์ (Web Site)
           เว็บไซต์ คือ คำที่ใช้เรียกกลุ่มของเว็บเพจ ( ดังนั้นภายในเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยโฮมเพจและเว็บเพจ ) โดยเรามักใช้เรียกเว็บที่มีขนาดใหญ่และมีการจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์นั้นๆไว้แล้ว (Domain Name) เช่น http://www.geocities.com , http://www.sanook.com , http://www.yahoo.com เป็นต้น

เว็บไซต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

เว็บไซต์ นอกจากจะเป็นมีไว้สำคัญให้ข้อมูลข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังมีส่วนสำคัญอีกมากมาย เช่น สร้างสังคมออนไลน์ได้อย่างใหญ่โต เหมือนกับที่เว็บไซต์ Facebook เป็นอยู่ เป็นทีวีออนไลน์ที่คุณสามารถเลือกรายได้ที่อยากดูได้เอง อย่างที่ Youtube เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นห้องสมุดสุดอัจฉริยะที่สุดในโลกค้นหาสาระอะไรก็เจอหมด อย่างที่ Google เป็นอยู่ตอนนี้

เว็บไซต์นั้นก็มีอยู่ด้วยกันอยู่หลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะมีลักษณการทำงานและการใช้บริการที่แตกต่างกันออกไป ประเภทของเว็บแบ่งออกได้ดังนี้ครับ

ประเภทของ เว็บไซต์ มีดังนี้

  • เว็บท่า (Portal Site)
    เว็บไซต์ประเภทนี้ เป็นเว็บไซต์ที่เรา ๆ พบเจอกันอยู่ทุกวันโดยที่บางทีอาจจะไม่รู้ว่ามันคือเว็บไซต์ที่จัดอยู่ในเว็บไซต์ประเภท เว็บท่า เว็บไซต์ประเภทนี้เรียกอีกชื่อนึงว่า เว็บไซต์วาไรตี้ เช่น เว็บไซต์สนุกดอทคอม, เว็บไซต์กระปุกดอทคอม เว็บไซต์ประเภทนี้ก็จะเป็นคล้าย ๆ กับเว็บข่าว (News site) แต่เว็บไซต์แนวนี้จะได้รับความนิยมมากกว่าเพราะมีความหลากหลายมากกว่าและให้ความบันเทิงมากกว่า
  • เว็บข่าว (News Site)
    เว็บไซต์ประเภทนี้ทุกท่านน่าจะรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เช่น เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ก็จัดว่าเป็นเว็บไซต์ในประเภทนี้ด้วย เว็บไซต์ในประเภทนี้คือเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวธุรกิจ, ข่าวการเมือง, ข่าวการศึกษา, ข่าวบันเทิง เป็นต้น
  • เว็บข้อมูล (Information Site)
    เป็นเว็บที่ให้บริการเกี่ยวกับการสืบค้น ข้อมูลข่าวสาร หรือข้อเท็จจริงต่างๆ ที่น่าสนใจ
  • เว็บธุรกิจหรือการตลาด (Business/Marketing Site)
    เป็นเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นโดยบริษัท องกรค์ธุรกิจต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้า/บริการของตนให้เป็นที่รู้จัก
  • เว็บการศึกษา (Educational Site)
    ส่วนใหญ่เว็บไซต์ประเภทจัดทำขึ้นโดยสถาบันการศึกษา เช่น เว็บโรงเรียน, เว็บมหาวิทยาลัย หรืออีกประเภทนึงก็จะเป็นเว็บแนวให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับการศึกษาหรือที่เรียกว่าเว็บ e-learning
  • เว็บบันเทิง (Entertainment Site)
    เว็บบันเทิงนั้นมุ่งเสนอและให้บริการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความบันเทิง โดยทั่วไปอาจนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการบันเทิงทั่วไป เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ ดารา กีฬา ความรัก บทกลอน การ์ตูน เรื่องขำขัน รวมถึงการให้บริการดาวน์โหลดโลโก้และริงโทนสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกด้วย เว็บประเภทนี้อาจมีรูปแบบที่เป็นอินเตอร์แอคทีฟที่ตื่นตาตื่นใจ หรือใช้เทคโนโลยีมัลติมิเดียได้มากกว่าเว็บประเภทอื่น
  • เว็บองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร (Non-profit Organization Site)
    ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยบุคคลหรือองค์การต่าง ๆ ที่มีนโยบายในการสร้างและช่วยเหลือสังคมโดยที่ไม่หวังผลกำไรหรือค่าตอบแทน ซึ่งกลุ่มบุคคลหรือองค์การเหล่านี้ได้แก่ สมาคม ชมรม มูลนิธี และโครงการต่างๆ โดยอาจจะมีจุดประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกันเช่น เพื่อทำความดี สร้างสรรค์สังคม พิทักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิมนุษยชน รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ เป็นต้น
  • เว็บส่วนตัว (Personal Site)
    บางครั้งอาจเป็นเว็บของคนๆ เดียว เพื่อนฝูง หรือครอบครัวก็ได้ โดยอาจจะจัดทำขึ้นด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เช่น แนะนำตนเอง แนะนำกลุ่มเพื่อน โชว์รูปภาพ แสดงความคิดเห็น เขียนไดอารี่ประจำวัน นำเสนอผลงาน ถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งที่เชี่ยวชาญหรือสนใจ

ห่วงใยตัวเองสมัครเป็นผู้ประกันตน ม.40

วันนี้นึกครึ้มอกครึ้มใจไปนั่งชิลล์ทานข้าวแกงกับโอเลี้ยงที่ตลาดโต้รุ่งใกล้ๆบ้าน แอบได้ยินพ่อค้าแม่ค้าคุยกันเรื่องจะชวนกันไปสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 กับสำนักงานประกันสังคม    ฟังแล้วแอบดีใจแทนประกันสังคมที่คนทำมาค้าขาย เขาสนใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง
ผู้ที่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 ได้ คือ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในสถานประกอบการ  ผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่แผงลอย ผู้รับจ้างทั่วไป  โดยอายุจะต้องอยู่ระหว่าง 15 – 60 ปี หลักประกันที่สมาชิกจะได้รับจะมีให้ 2 ทางเลือก ได้แก่

ทางเลือกที่ 1 จ่าย 100 บาท/เดือน (จ่ายเอง 70 บาท รัฐสนับสนุน 30 บาท)  จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพและเงินค่าทำศพ 

ทางเลือกที่  2 จ่าย 150 บาท/เดือน (จ่ายเอง 100 บาท รัฐสนับสนุน 50 บาท) จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเจ็บป่วย  เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ  เงินค่าทำศพ และกรณีชราภาพ 
สิทธิที่จะได้รับ สำหรับผู้ประกันตน มาตรา 40 จะไม่มีบัตรรับรองสิทธิในการรักษาพยาบาล  แต่สามารถใช้สิทธิข้าราชการ หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพของตนเองตามปกติ ประกันสังคมจะจ่ายเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ให้  หากจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เป็นผู้ป่วยในตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนวันละ 200 บาท ปีละไม่เกิน 30 วัน โดยผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ในระยะเวลา 4 เดือน ก่อนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

กรณีทุพพลภาพ เงินทดแทนการขาดรายได้จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ ดังนี้
– จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 6 เดือน ภายในระยะเวลา 10 เดือนก่อนทุพพลภาพ รับ 500 บาทต่อเดือน
– จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 12 เดือน ภายในระยะเวลา 20 เดือนก่อนทุพพลภาพ รับ 650 บาทต่อเดือน
– จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 24 เดือน ภายในระยะเวลา 40 เดือนก่อนทุพพลภาพ รับ 800 บาทต่อเดือน
– จ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 36 เดือน ภายในระยะเวลา 60 เดือนก่อนทุพพลภาพ รับ 1,000 บาทต่อเดือน
กรณีตาย ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบอย่างน้อย 6 เดือน ภายในระยะเวลา 12เดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย จะได้เงินค่าทำศพ จำนวน 20,000 บาท

กรณีชราภาพ ต้องจ่ายเงินสมทบทางเลือกที่ 2 จึงจะได้รับสิทธิ โดยจะได้รับสิทธิเมื่อ มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตนต่อไป (ลาออก)

กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายก่อนอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ จะจ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่ผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนี้
1. สามี ภริยา บิดาและมารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่าๆ กัน 
2. กรณีไม่มีผู้มีสิทธิตามข้อ 1 ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่บุคคล ซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จชราภาพ

ดังนั้น ควรทำความเข้าใจในแต่ละทางเลือกก่อนตัดสินใจสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 เพื่อจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสำหรับคุณ ตัดสินใจแล้ว ไปสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ (ยกเว้นสำนักงานใหญ่)

5 ขั้นตอนแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ช้า ทำงานไม่ได้

ปัญหาคอมพิวเตอร์ช้า อาจแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุด้วยกันคือ ใช้งานไปนานๆ แล้วช้า ในส่วนนี้อาจเกิดจากระบบมีไฟล์ขยะหรือข้อมูลและโปรแกรมมากเกินไป วิธีการแก้ไขคือ ต้องจัดการข้อมูลและไฟล์ระบบให้กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม รวมถึงการเคลียร์พื้นที่ในคอมพิวเตอร์ให้มีพื้นที่ว่างมากพอสำหรับการใช้งาน

 

 

 

อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คอมพิวเตอร์ช้าลงได้ก็คือ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้อยู่เก่าเกินไป ทำให้ไม่สามารถรองรับซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือแอพลิเคชั่นใหม่ๆ ได้ดี การแก้ไขก็คงต้องอัพเกรดหรือเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ เป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่ในบางกรณีการแก้ไขแบบผสมผสานร่วมกันระหว่างจัดการข้อมูลและอัพเกรด ก็ช่วยให้คุณเหมือนได้ใช้งานคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่และเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

1.จัดการไฟล์ข้อมูลภายในฮาร์ดดิสก์ : เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะเป็นการเคลียร์พื้นที่ภายในคอมพิวเตอร์ให้ว่างมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณสามารถจัดระเบียบไฟล์อีกทางหนึ่ง ลดปัญหาการเก็บไฟล์ซ้ำซ้อนไปด้วย

2.ลบไฟล์ขยะและลบโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งาน : ไฟล์ขยะที่อยู่ในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Temporary file, History หรือจะเป็น Clipboard มีส่วนทำให้ระบบทำงานได้ช้าลง เนื่องจากใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์มากขึ้น การใช้ Disk-Cleanup และ Uninstall program จึงช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างคล่องตัว

3.เปลี่ยนไปใช้ SSD : ด้วยความเร็วระดับ 500MB/s ของ SSD ให้การเปลี่ยนถ่ายข้อมูลได้ดีกว่า Harddisk ปกติหลายเท่า ย่อมทำให้การโอนถ่ายข้อมูลขนาดใหญ่ได้คล่องตัวกว่า รวมถึงการเปิดเข้าสู่เกมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

4.ย้ายโปรแกรมมาติดตั้งไว้บน SSD : เมื่อเปลี่ยนเป็น SSD แล้ว หากต้องการให้เปิดโปรแกรมหรือเกมได้เร็วขึ้น ก็ควรจะติดตั้งลงบน SSD และใช้ Harddisk ไว้สำหรับจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น

5.ใช้โปรแกรมสำหรับจัดการ SSD : เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำงาน ด้วยการใช้โปรแกรมปรับแต่งอย่างเช่น SSD Tweaker เพื่อเปิดฟังก์ชั่นในการทำงานและ Optimize SSD เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้รวดเร็ว