5 อย่างที่จดสิทธิบัตรไม่ได้ในประเทศไทย!!

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : http://idgthailand.com/royalty-fee/

บริษัทจำเป็นต้องจดทะเบียนตราของบริษัทด้วยหรือไม่?

ที่มา https://www.dbd.go.th/faq_detail.php?fa_id=207

ประโยชน์ที่ได้รับจากการยื่นแบบผ่านอินเทอร์เน็ต

ที่มา http://rdserver.rd.go.th/publish/index.php?page=benefit

Google ใช้ Machine Learning ใน Google Drive ช่วยแนะนำว่าเราควรเปิดอ่านไฟล์ไหนก่อน

ใครที่ใช้ Google Drive ในช่วงนี้คงเริ่มเห็นฟีเจอร์ใหม่ที่มีชื่อว่า Quick Access ซึ่ง Google ได้ใช้ Machine Learning เข้ามาเรียนรู้พฤติกรรมการเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ของเราหรือเพื่อนร่วมงาน และทำการแนะนำว่าเราควรเปิดอ่านไฟล์ไหนก่อนในแต่ละวัน

ก่อนหน้านี้ฟีเจอร์นี้รองรับการใช้งานเฉพาะลูกค้าของ Google G Suite บน Android เท่านั้น แต่ปัจจุบัน Quick Access นี้มีให้ใช้งานได้แล้วสำหรับทุกคนที่ใช้ Google Drive ไม่ว่าจะเป็น Web, Android หรือ iOS ก็ตาม ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาค้นหาหรือ Browse File เองอย่างแต่ก่อน ทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานลงไปเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังของ Quick Access นี้คือการใช้ Deep Neural Networks เพื่อวิเคราะห์ Pattern จากข้อมูลต่างๆ หลากหลายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ ภายใน Google Drive, Calendar และอื่นๆ เพื่อนำเอกสารต่างๆ ที่เราควรอ่านก่อนมาแสดงในหน้า Home ของ Drive โดยอัตโนมัติ ซึ่งก่อนหน้านี้ Machine Learning แบบเดิมๆ นั้นจะการวิเคราะห์ทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดรวมกันจนมีความซับซ้อนสูง แต่ใน Quick Access นี้ทาง Google ได้ปรับปรุงด้วยการเก็บ Features เด่นๆ ที่มีมาวิเคราะห์แบบง่ายๆ ก่อน เช่น นำเอกสาร 20 ฉบับล่าสุดที่มีการแก้ไขมาใช้ โดยนำข้อมูลที่กรองมาก่อนเหล่านี้มาวิเคราะห์ต่อด้วย Deep Neural Networks ร่วมกับข้อมูลอื่นๆ ทำให้ีความแม่นยำมากขึ้น และลดจำนวน Features ที่ต้องวิเคราะห์ลงไปได้อย่างมหาศาล

Google ได้สร้าง Relevance Score สำหรับแต่ละเอกสารภายใน Google Drive แล้วจึงนำเอกสารที่มีคะแนนสูงสุดมาเรียงลำดับ เช่น หากในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าจะมีนัดประชุมกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ก็จะนำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประชุมและเพื่อนร่วมงานคนนั้นมาแสดงให้เราได้เห็นก่อน เป็นต้น

อันที่จริงทีมงาน TechTalkThai ได้ลองใช้ฟีเจอร์นี้มาซักพักแล้วครับ และพบว่าดีมาก เลยมานั่งหาดูว่าเบื้องหลังมันคืออะไร เลยได้ออกมาเป็นข่าวนี้

ที่มา: https://research.googleblog.com/2017/03/quick-access-in-drive-using-machine.html

“เรียนรู้ไปด้วยกัน…กบกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ”

อ่านต่อได้ที่  http://www.tba.or.th/

 

ดูหลักเกณฑ์ ค่าปรับ เงินเพิ่ม ! ยื่นเกินกำหนดเวลา ไม่ยื่นภาษีเจอแน่

โค้งสุดท้าย รีบยื่นเสียภาษี ก่อนโดนฟันค่าปรับเงินเพิ่ม ! ปีภาษีนี้ยังสามารถยื่นผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้จนถึง 8 เม.ย. 60

เดินทางมาถึงโค้งสุดท้ายจริงๆ ของการยื่นแบบเพื่อแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประจำปี 2559 ซึ่งจะจบลงในวันที่ 31 มี.ค. 60 นี้ สำหรับการยื่นแบบผ่านกระดาษ หรือไปยื่นที่สำนักงานเขตภาษี ส่วนการยื่นแบบฯผ่านระบบอินเตอร์เน็ตยังมีเวลาออกไปอีกถึง วันที่ 8 เม.ย. 2560 นี้

ดังนั้นใครที่มัวโอ้เอ้ หรือหลงลืม ละเลยไปยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี รีบดำเนินการด่วนนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้มีเงินได้อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่า ตัวเองมีเงินได้เมื่อลองคำนวณแล้วไม่มีภาระภาษีต้องจ่าย หรือ บริษัทหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว ไม่มีภาระต้องจ่ายเพิ่ม ไม่ต้องยื่นก็ได้ จริงๆแล้ว ประมวลรัษฎากร กำหนให้เป็นหน้าที่ต้องยื่นนะครับ แถมยังมีกำหนดโทษไว้ด้วย

วันนี้เรามาดูกันว่า หากเราไม่ยื่นแบบฯเสียภาษีเพื่อพ้นกำหนดเวลา มีโทษอะไร อย่างไรบ้าง กันครับ

1. บุคคลธรรมดาที่ไม่ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี หรือยื่นแบบฯ เกินกำหนดเวลา
   ต้องระวางโทษค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร แต่สามารถขอลดค่าปรับได้ 

2. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 /91 ผ่านอินเทอร์เน็ต กรณีมีเงินภาษีต้องชำระ
หากท่านมิได้ชำระเงินภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี ถือว่ามิได้ยื่นแบบ ท่านต้องไปยื่นแบบ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา และชำระเงินภาษี พร้อมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ รวมทั้งค่าปรับตามข้อ 1

3. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เกินกำหนดเวลา แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 
3.1 กรณีมีเงินภาษีต้องชำระ ให้ชำระเงินภาษี พร้อมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ รวมทั้งค่าปรับตามข้อ 1
3.2 กรณีไม่มีเงินภาษีต้องชำระ ให้ชำระค่าปรับตามข้อ 1 เพียงอย่างเดียว

4. ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90/91 เพิ่มเติมภายหลังกำหนดเวลาการยื่นแบบ
   4.1 กรณีมีเงินภาษีต้องชำระ ให้ชำระเงินภาษี พร้อมเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระ โดยไม่ต้องเสียค่าปรับ
4.2 กรณีไม่มีเงินภาษีต้องชำระ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มและค่าปรับ

โดยสรุปแล้ว ผู้มีเงินได้ที่ต้องยื่นแบบฯเพื่อเสียภาษี หากไม่ทำตามกรอบระยะเวลา ที่กำหนด จะมีโทษทั้ง ค่าปรับ (ไม่เกิน 2 พันบาท) และเงินเพิ่ม อีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ด้วยนะครับ ดังนั้น รีบไปดำเนินการให้เสร็จ ยังมีเวลา …ด่วนเลยครับ ..

ที่มา : http://money.sanook.com/473469/

หากินในแผ่นดินไทย… แต่ไร้ซึ่ง”ภาษี” ธุรกิจออนไลน์ต่างชาติ ขนเงินออกหมื่นล้าน

สมาคมอีคอมเมิร์ซของไทย เรียกร้องรัฐบาลควบคุมการเข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ของต่างชาติ ที่พบว่ามีเม็ดเงินไหลออกจากประเทศกว่าหมื่นล้านบาท โดยที่ประเทศไทยไม่ได้อะไรจากเม็ดเงินนี้

จากกรณีที่กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เตรียมออกมาตรการภาษี เพื่อเก็บเงินจากการทำธุรกิจออนไลน์ แต่ปรากฏว่ามีธุรกิจออนไลน์จากต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทย ผู้ประกอบการในไทยเรียกร้องให้รัฐเข้ามาดูแล

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เห็นด้วยกับการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษี โดยเฉพาะกับธุรกิจออนไลน์จากต่างชาติ คิดว่าควรทำให้ได้ เพราะมีเม็ดเงินจำนวนมากแต่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่มาทำธุรกิจ ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย หรือถ้ามีก็เป็นพนักงานและออฟฟิศที่ตั้งในลักษณะออฟชอว์ คือ การทำธุรกรรมไม่ได้เข้ามาในไทย แบบนี้ไม่ได้อะไรกับประเทศไทยเลย มีเม็ดเงินไหลออกจากประเทศส่วนนี้หลายหมื่นล้านบาท คิดว่ารัฐบาลควรรีบหยุด หรือหาวิธีการจัดการ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ของไทยเห็นจุดนี้มานานแล้ว

นายภาวุธ บอกด้วยว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต่างชาติส่วนใหญ่มาจากจีน เกาหลี และอเมริกา ที่ปัญหามีลักษณะคล้ายกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ กลายเป็นว่าคนไทยจะจองที่พัก โรงแรมในออนไลน์ต้องผ่านบริการของต่างชาติ และมีการขอให้โรงแรมลดราคา จนทำให้ต่างชาติคุมดีมานด์ความต้องการของตลาดได้

ตอนนี้กลายเป็นว่า ยักษ์ใหญ่เข้ามาทุบ เอาเงินมาเท มาทำการตลาดในประเทศต่อไปจะไม่มีผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในประเทศเลย เพราะว่าจะโดนต่างชาติคุมธุรกิจนี้หมด ซึ่งเรื่องนี้ก็มีโอกาสคุยบ้าง แต่คุยกับคนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ และไม่รู้เรื่องมากกว่า ประมาณ 80% ของธุรกิจออนไลน์ มาจากการให้บริการจากต่างประเทศ ฉะนั้นการจับจ่าย ซื้อแอพพลิเคชั่น การซื้อสติ๊กเกอร์ ลงโฆษณา ซื้อหนังฟังเพลง มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ถ้าเราไม่มีมาตรการบอกได้เลยว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้า เม็ดเงินอีกมหาศาลจากคนไทยที่จะเข้าสู่ดิจิตัลจะไหลออกไปนอกประเทศแบบที่เราไม่คาดคิด”

นายกสมาคมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย บอกอีกว่า อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของไทย ต้องการพูดคุยกับผู้ที่มีอำนาจของรัฐบาลที่มีความเข้าใจกับการทำธุรกิจออนไลน์ เพื่อทราบนโยบายการดูแลอุตสากรรมอีคอมเมิร์ซของไทยที่มีกว่า 5 แสนราย เพราะเห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับอีคอมเมิร์ซต่างประเทศ

ว่าด้วยเรื่องตราประทับ 

ว่าด้วยเรื่องตราประทับ 

คิดว่าจะเปิดกิจการ คำถามแรกๆ มักจะถามกันว่า ตราประทับกิจการตรายางกิจการต้องทำอย่างไร และเชื่อว่าหลายท่านไม่ทราบ บางท่านอาจเคยทำผิด ต้องทำให้เสียเวลาทำ หลายรอบ วันนี้เลยขออนุญาต อธิบายเบื้องต้น คร่าวๆ ให้ทราบดังนี้

ตราประทับ จะมีชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ก็ได้ 
> ในกรณีตราประทับ มีชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัท ชื่อในตราประทับนั้น ต้องชัดเจนและตรงกับชื่อที่ขอจดทะเบียนหรือตรงกับชื่อภาษาต่างประเทศที่ขอใช้ 
> และต้องมีคำแสดงประเภทของนิติบุคคลด้วย กรณีเป็นดวงตราของบริษัทจะใช้เฉพาะชื่อภาษาอังกฤษอย่างเดียวก็ได้ หากดวงตรามีการระบุชื่อภาษาอังกฤษของบริษัท ต้องแสดงประเภทนิติบุคคล ดังนี้

กรณีบริษัทจำกัด 
>ภาษาไทย ต้องมีคำว่า ” บริษัท … จำกัด “ ห้ามย่อ เป็นอย่างอื่น เช่น บจก. ฯ
>ภาษาอังกฤษ ต้องมีคำว่า ” Co., Ltd. หรือ Company Limited หรือ Corporation Limited หรือ Corp., Ltd. ”

กรณีห้างหุ้นส่วนจำกัด 
>ภาษาไทย ต้องมีคำว่า ” ห้างหุ้นส่วนจำกัด “ ห้ามย่อ เป็นอย่างอื่น เช่น หจก. ฯ
>ภาษาอังกฤษ ต้องมีคำว่า ” Limited Partnership

อ่านเพิ่มเติมได้ที่
http://www.dbd.go.th

คำแนะนำการกรอกและยื่นแบบ ภ.พ.36

ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.36

ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.36 ได้แก่

(1) ผู้จ่ายเงินซึ่งจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ (ก) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบ กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการ ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร หรือ (ค) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ปัจจุบันยังไม่กำหนด)

(2) ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 0 ได้แก่ การรับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการที่ได้มี การขายหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษ ของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการดังกล่าวที่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(3) ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จดทะเบียนหรือส่วนราชการ ซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด กำหนดเวลา สถานที่ยื่นแบบและนำส่งเงินภาษี ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษียื่นแบบ ภ.พ.36 พร้อมทั้งนำส่งภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมีภูมิลำเนา หรือสำนักงานตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาดังนี้

1. กรณีเป็นผู้จ่ายเงินฯ ตาม (1) หรือเปนผู้ทอดตลาดฯ ตาม (3) ให้นำส่งเงินภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ ผู้ประกอบการตาม (1) หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จดทะเบียนตาม (3) แล้วแต่กรณี

2. กรณีเป็นผู้รับโอนสินค้าหรือเป็นผู้รับโอนสิทธิในบริการตาม (2) ให้นำส่งเงินภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบกำหนด 30 วัน ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในกรณีที่จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้รับมากกว่า 1 ราย หรือ จ่ายเงินได้พึงประเมินมากกว่า 1 ประเภท ให้แยกยื่นแบบ ภ.พ.36 แยกเป็นแต่ละรายผู้รับ และหรือแยกเป็นแต่ละรายประเภทการจ่ายเงิน แล้วแต่กรณี

วิธีการกรอกแบบ

โปรดกรอกรายการให้อ่านได้ง่ายชัดเจน โดยการเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ให้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เลขที่สาขาของสถานประกอบการ ชื่อผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ และหมายเลขโทรศัพท์ ให้ครบถ้วนชัดเจน

ให้ระบุว่าเป็นกรณีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะใดเป็นการ ยื่นปกติหรือยื่นเพิ่มเติมครั้งที่เท่าไร โดยให้ทำเครื่องหมาย ” √” ลงใน ช่อง  หน้าข้อความนั้น พร้อมทั้งกรอกรายละเอียดแล้วแต่กรณี คือ จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการ รับโอนสินค้าฯ ขายทอดตลาดการคำนวณภาษี

1. จำนวนเงินที่จ่าย ให้กรอกจำนวนเงินที่จ่ายจริง หรือราคาขาย ทอดตลาดแล้วแต่กรณี

2. จำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ให้กรอกจำนวนเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง กรณีนำส่งภาษีเกินกำหนดเวลาหรือไม่ถูกต้อง

3. เงินเพิ่ม ในกรณีผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายในเวลาที่กำหนด จะต้องคำนวณและชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องนำส่ง ทั้งนี้ ให้คำนวณ เงินเพิ่มเปนรายเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบ ภ.พ.36 นำส่ง ภาษีของเดือนภาษีนั้น จนถึงวันยื่นแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภาษี

4. เบี้ยปรับ (ถ้ามี) กรณีผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิใน บริการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายในเวลาที่กำหนด จะต้องคำนวณและชำระเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่า ของเงินภาษีแล้วแต่กรณี ซึ่งเบี้ยปรับดังกล่าวอาจขอลดได้ตาม ระเบียบที่อธิบดีกำหนด ให้กรอกจำนวนที่ขอลดได้แล้วตามระเบียบฯ แบบ ภ.พ.36 ที่ผู้ประกอบการยื่นเกินกำหนดเวลาหรือยื่นเพิ่มเติม ถือเป็นคำร้องขอลดเบี้ยปรับด้วย ผู้นำส่งภาษีจะได้รับอนุมัติให้ลดเบี้ยปรับ ตามระเบียบฯ ในทันทีที่ยื่นแบบ ภ.พ.36

5. รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ (2.+3.+4.) ให้กรอกจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งตาม 2. เงินเพิ่มตาม 3. และเบี้ยปรับ (ถ้ามี) ตาม 4. ให้ผู้นำส่งภาษีลงลายมือชื่อ และในกรณีเป็นนิติบุคคลให้ประทับตรา นิติบุคคล (ถ้ามี) ด้วย พร้อมทั้งกรอกวันเดือนปที่ยื่นแบบฯ

 

 

“ออฟฟิศ ซินโดรม” ปวดคอ ไหล่ หลัง อันเนื่องจากการทำงาน

 

อาการปวดโดยทั่วไปที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากสาเหตุหลัก 3 ประการ คือ กระดูกและข้อ เส้นประสาท และกล้ามเนื้อ ซึ่งทำงานประสานกันอยู่ โดยอาการปวดที่เกิดจากกระดูกและข้อ อาทิ ขยับแล้วมีเสียง กรอบแกรบ ขยับแล้วเจ็บเสียวแปลบๆ คอยื่นไปข้างหน้า หลังค่อม หลังทรุด กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังแอ่นงอ อาการปวดที่เกิดจากเส้นประสาท อาทิ กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรง ชา กล้ามเนื้อกระตุก

อาการปวดที่เกิดจากกล้ามเนื้อ อาทิ ปวดเมื่อย อ่อนล้า เพลีย ตึง ยึด ปวดขึ้นไปที่ขมับ กล้ามเนื้ออักเสบ พังผืดสั่งสมบริเวณกล้ามเนื้อ รวมไปถึงอาการปวดกล้ามเนื้อต้นคอ ร้าวขึ้นไปบริเวณขมับ ปวดไปที่กระบอกตา ซึ่งเข้าใจผิดว่าเป็นไมเกรน

แนวทางการรักษา  แบ่งออกเป็น

– การรักษาที่สาเหตุของโรค คือ การผ่าตัด และการไม่ผ่าตัด

– การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ อาทิ การกินยา ฉีดยา ซึ่งคนไทยหลายคนคิดว่าเมื่อไม่มีอาการแล้ว แปลว่า “หาย” ในความเป็นจริงแล้ว การไม่มีอาการนั้น อาจจะไม่ได้หายจากอาการปวดอย่างถาวร

การที่จะทำให้ “หาย” จากอาการปวดอย่างถาวรนั้น คือ การรักษาที่สาเหตุของปัญหา ให้สภาพของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท คืนสู่สภาวะปกติ และดีกว่าปกติ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดอาการปวดอีก วิธีการรักษาดังกล่าวเรียกว่า active therapy เป็นการรักษาในเชิงป้องกันที่สาเหตุ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

เทคนิคการยืดเส้นยืดสายระหว่างทำงาน

1.การบริหารกล้ามเนื้อคอ เริ่มจากนำมือข้างซ้ายอ้อมไปจับศีรษะด้านขวา ดึงมาทางด้านซ้ายจนรู้สึกตึง นับ 1-10สลับใช้มือข้างขวา นับ 1-10เช่นเดียวกัน จากนั้นประสานมือบริเวณท้ายทอย ดันไปด้านหน้าจนรู้สึกตึง นับ 1-10

2.การบริหารกล้ามเนื้อหัวไหล่ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของการปวดไหล่เป็นประจำ โดยยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10การกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้ นับ 1-10

3.การบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าอก และแก้ปัญหาไหล่ห่อ ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นนำมือประสานกันด้านหลัง ค่อยๆ ยกขึ้นมาจนถึงระดับที่เรารู้สึกว่าตึง นับ 1-10การยืดด้านหลัง โดยการกอดตัวเองให้แน่นที่สุด ให้มือไขว้กันเยอะที่สุด โดยเอามือโอบด้านหลังของตัวเองให้มากที่สุด นับ 1-10

4.การบริหารบริเวณช่วงสะโพก บางคนมีปัญหาปวดบริเวณสะโพก ชาลงเท้า ชาลงขา จะสามารถบริหารท่านี้ได้ดี ท่าบริหารนี้จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ซึ่งมักจะไปกดทับเส้นประสาททำให้รู้สึกมีปัญหาได้ ทำโดยยกเท้าซ้ายขึ้นมาวางทับเหนือเข่าขวา จากนั้นเอนตัวมาด้านหน้า จะรู้สึกบริเวณต้นขาด้านซ้าย นับ 1-10จากนั้นสลับเท้าด้านขวา

5.การบริหารกล้ามเนื้อด้านข้าง ยืดมือขึ้นบนสุดประกบกัน จากนั้นเอนตัวทางด้านซ้าย นับ 1 -10จากนั้นเอนตัวมาด้านขวา นับ 1-10ท่าบริหารดังกล่าวควรทำบ่อยๆ ประมาณ 1-2ชั่วโมงต่อครั้ง เพื่อเป็นการยืดกล้ามเนื้อมัดหลักๆ ในร่างกาย สละเวลา 3-5นาที เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรง

เคล็ดลับการป้องกันโรคออฟฟิศซินโดรม

1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (be fit)

2.ระวังเรื่องของท่าทาง บุคลิกของตัวเอง อย่าไหล่ห่อ อย่านั่งค่อม

3.ในเรื่องของการยกของจากพื้นควรระวัง ใช้ท่าทางที่เหมาะสม เพื่อเป็นการป้องกันโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน

4.วางแผนการเคลื่อนไหวบนโต๊ะทำงาน โดยการจัดโต๊ะทำงาน หรือพื้นที่ทำงานให้เหมาะสม ควรจัดวางของที่ต้องใช้ให้ใกล้ตัว ใกล้มือ จะได้ไม่ต้องเอี้ยวตัวอยู่บ่อยครั้ง และไม่ต้องก้มตัวขึ้นลง หันซ้ายหันขวา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเคล็ดได้

5.เมื่อเกิดอาการปวดเมื่อย อย่าฝืนร่างกาย ให้เดินไปดื่มน้ำ ไปเข้าห้องน้ำ 3-5นาที เป็นการแก้ปัญหาได้แล้ว เป็นการป้องกันปัญหาได้อีกด้วย

6.ระมัดระวังการใส่ส้นสูง ถ้าไม่จำเป็นก็ให้หลีกเลี่ยง แต่ถ้าจำเป็นต้องใส่ ควรใส่ไม่เกิน 2นิ้ว หรือ 4-5เซนติเมตรเท่านั้น

7.การระมัดระวังเรื่องความเครียด เพราะความเครียดทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยได้เช่นกัน

8.ควรยกของให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้

 

ที่มา www.thaihealth.or.th