15 เมนูอาหารว่างบำรุงสมอง แสนอร่อย ที่ต้องมีติดโต๊ะทำงาน

เมื่อเราทำงานอย่างหนัก แน่นอนว่าเราจะต้องสูญเสียพลังงานในร่างกาย และพลังงานสมองไปอย่างมาก และเพื่อเป็นการเพิ่มพลัง ให้คุณกลับมาลุยงานต่อได้ วันนี้! เรามี 15 เมนูอาหารว่างไว้บำรุงสมอง ที่ไม่คนธุรกิจ หรือคนทำงาน ต้องมีติดโต๊ะไว้ ส่วนจะมีเมนูเด็ดแสนอร่อยอะไรบ้าง ที่ชวนให้ลิ้มลอง ตามเรามาดูกันได้เลยครับ

1.บลูเบอร์รี่แช่แข็ง (FROZEN BLUEBERRIES)

บลูเบอร์รี่แช่แข็ง (Frozen Blueberries)

แค่ฟังชื่อก็คูลแล้ว สำหรับบลูเบอร์รี่แช่แข็ง ที่คุณสามารถ enjoy eating ได้ยาวนาน อีกทั้งหากทานไม่หมดยังสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นเพิ่มความเย็นได้อีกด้วย

2.เบอร์รี่อบแห้ง (DRIED BERRIES)

เบอร์รี่อบแห้ง (Dried Berries)

อร่อยไม่แพ้ บลูเบอร์รี่แช่แข็ง สำหรับ เบอร์รี่อบแห้ง ที่สะดวกต้องการรับประทาน และสามารถเก็บไว้ที่โต๊ะ หรือใส่กระเป๋า โดยไม่ต้องแช่เย็น

3.ขนมปังปิ้งอะโวคาโด (AVOCADO TOAST)

ขนมปังปิ้งอะโวคาโด (Avocado Toast)

เมนูนี้ถือเป็นเมนูที่ช่วยให้พลังงานสมองเป็นอย่างดี ถึงแม้จะต้องใช้เวลาในการทำสักนิด สำหรับ ขนมปังปิ้งหน้าอะโวคาโด แต่คุณจะไม่ผิดหวังกับประโยชน์และรสชาติที่ได้รับ

4.มันฝรั่งกับซอส (CHIPS AND SALSA)

มันฝรั่งกับซอส (Chips and Salsa)

มันฝรั่งกับซอส (Chips and Salsa)

ไม่ได้มีแต่ความอร่อยเพียงอย่างเดียว แต่ มันฝรั่งกับซอสมะเขือเทศ ยังให้พลังงาน และช่วยให้พลังงานสมองเช่นกัน

5.กล้วย

กล้วย

กล้วย

กล้วย ถือเป็นผลไม้ที่ทานง่าย แถมยังมีโพแทสเซยีมและวิตามินพร้อมบำรุงการทำงานของสมองของคุณ ให้พร้อมรับมือสำหรับการทำงานที่หนักหน่วง

6.กรีก โยเกิร์ต (GREEK YOGURT)

กรีก โยเกิร์ต (Greek Yogurt)

กรีก โยเกิร์ต (Greek Yogurt)

ด้วยโปรตีน และสารอาหารที่มากกว่าโยเกิร์ตทั่วๆ ไป จึงทำให้กรีก โยเกิร์ต เป็นตัวเลือกที่ดีที่จะเป็นเมนูอาหารว่างที่เหมาะกับคนธุรกิจและคนทำงาน ที่ต้องการหาตัวช่วยบำรุงสมอง

7.แอปเปิ้ลกับเนยถั่ว (APPLE AND PEANUT BETTER)

ทั้งแอปเปิ้ล และเนยถั่วเอง ต่างก็มีสรรพคุณและคุณค่าทางอาหารที่เต็มเปี่ยม เพื่อการบำรุงสมองของคุณ เพียงแค่หั่นแอปเปิ้ลเป็นชิ้นๆ แล้วหยิบ คุณก็สามารถอร่อยและได้ประโยชน์ในทันที

8.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทอง

เป็นอาหารว่างบำรุงสมองที่เก็บไว้ที่โต๊ะของคุณได้นาน แถมยังเลือกอร่อยได้ทุกเวลา อีกทั้ง เมล็ดฟักทองยังมี Omega 3 ที่ช่วยบำรุงสุขภาพและสมองของคุณให้แข็งแรง

9.เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวัน

เมล็ดทานตะวัน

ไม่ได้แค่มีไว้ทานเล่นยามวางเพื่อฆ่าเวลาอย่างเดียว แต่เมล็ดทานตะวัน ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่ทั้งให้ประโยชน์ ที่ควรมีติดไว้ที่โต๊ะเป็นอย่างยิ่ง!

10.แครอทสับ

แครอทสับ

แครอทสับ

ได้ทั้งวิตามินซี และสารอาหารครบถ้วน กับเมนูแครอทสับ ที่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงซื้อแครอทที่ตลาด และนำมาหั่นเพื่อรับประทาน

11.บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (BROCCOLI AND HUMMUS)

บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (Broccoli and Hummus)

บร็อคโคลี่ กับ ฮัมมูส (Broccoli and Hummus)

เนื่องจาก ฮัมมูส หรือ เครื่องจิ้ม มีส่วนประกอบจากถั่วลูกไก่ ที่ให้คุณค่าทางอาหารเหมาะแก่การบำรุงสมองอย่างยิ่ง จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะทานคู่กับบร็อคโคลี่

12.ทูน่า โรล (TUNA ROLL)

ทั้งอร่อย ทานง่าย มีโปรตีนและโอเมก้า 3 ปลาทูน่า จึงอยู่ในลิสต์ของอาหารว่างที่คุณ ควรมีติดไออฟฟิศไว้ว้ทานระหว่างวัน เพราะเพียงคุณมีขนมปังแผ่นกับทูน่ากระป๋อง ก็สามารถทำทูน่า โรล ทานได้แล้ว

13.มะเขือเทศเชอรี่ (CHERRY TOMATO)

มะเขือเทศเชอรี่ (Cherry tomato)

มะเขือเทศเชอรี่ (Cherry tomato)

แม้ขนาดจะเล็กจิ๋ว แต่คุณค่าทางอาหารสูง สำหรับ มะเขือเทศเชอรี่ หนึงในพืชผักที่ช่วยบำรุงสมอง และผิวพรรณที่ดีให้กับคุณ อีกทั้งยังรับประทานง่าย เป็นเหตุผลที่คุณต้องมีเมนูนี้อยู่ในลิสต์

14.ชาเขียว

ชาเขียว

ชาเขียว

งานเยอะจนไม่มีเวลาทานอาหารว่าง ชาเขียว ตอบโจทย์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบปัญหานี้ เพราะคุณสามารถจิบชาไปพร้อมกับทำงานด้วยได้ นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยบำรุงสมอง และมีสารอนุมูลอิสระช่วยดูแลสุขภาพ

15.ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

ดาร์กช็อกโกแลตร้อน

หากคุณทานในปริมาณที่พอดี เมนูอาหารว่าง ในรูปแบบเครื่องดื่ม ดาร์กช็อกโกแลตร้อน จะไม่ทำให้คุณอ้วนอย่างแน่นอน แถมยังได้รับประโยชน์มากกว่าโทษเสียอีก ถ้าไม่เชื่อลองดูได้เลย

ทานอาหารว่างอิ่มแล้ว หลังเลิกงานหากมีเวลา ก็อย่าลืมที่จะไปออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยของคุณกันนะครับ

7 กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่คนส่วนใหญ่รู้ แต่เลือกไม่ทำ

7 กุญแจสู่ความสำเร็จ ที่เราจะมานำเสนอให้กับทุกๆ คน ในวันนี้ เราเชื่อว่าบางคนอาจจะรู้ทั้งหมดแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำ หรืออาจจะรู้เป็นบ้างข้อ แต่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำเช่นกัน แต่ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณลองนำกุญแจทั้ง 7 ที่ว่า ไปไขเพื่อเปิดประตูคสู่วามสำเร็จในชีวิตกันครับ ซึ่งแต่ละดอกจะมีวิธีการนำไปใช้ได้อย่างไรบ้าง ลองมาติดตามกันดูครับ

1.อ่านหนังสือเป็นประจำ

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต ตามรอย CEO ระดับโลกอย่าง Bill Gates หรือ Warren Buffet ก็ตาม การอ่านหนังสือเป็นประจำ จะช่วยให้คุณเข้าใกล้ความจริงมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากคุณจะได้ความรู้ใหม่ๆ ในเรื่องที่อ่านแล้ว ยังช่วยให้คุณลดความเครียด มีสมาธิ และกระตุ้นความจำให้กับสมองอีกด้วย

2.หาที่ปรึกษา

แม้คุณจะสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้จากการอ่าน หรือดูคลิป VDO จากอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำเว็บไซต์ การเขียนคอนเทนท์ หรือการตัดต่อรูปภาพ แต่หากคุณต้องการเรียนรู้แบบถูกวิธี และเจาะลึกคุณจำเป็นที่จะต้องมองหาผู้ที่จะให้คำปรึกษาแก่คุณในเรืองนั้นๆ ทำให้ได้รับข้อมูลที่ต้องการแบบครบถ้วน

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

เรื่องของสุขภาพเป็นเรื่องที่คุณจะต้องให้ความสำคัญ ไม่น้อยไปกว่าการหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง เพราะหากคุณมีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยแล้ว จะทำให้คุณมีเรี่ยวแรง และพละกำลังในการผลักดันตัวเองให้ไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งสามารถทำได้โดยการเล่นกีฬาต่างๆ ฟิตเนส หรือกายบริหารง่ายๆ เป็นประจำ

4.ทานผักสีเขียว

หลายคนอาจจะร้องอี๋ เมื่อต้องเจอกับเมนูอาหารที่ต้องมีส่วนผสมของผักอยู่ เพียงเพราะผักบางชนิดมีรสชาติขม ไร้ซึ่งรสหวาน แต่การที่คุณปฎิเสธด้วยการไม่รับประทานนั้น เป็นการทำร้ายตัวเองโดยอ้อมได้ เพราะจะทำให้คุณขาดสารอาหาร และมีสุขภาพไม่แข็งแรง จนทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จได้

5.ตื่นนอนแต่เช้า

การตื่นนอนแต่เช้า จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากกว่าการตื่นสาย เพราะคุณจะมีเวลาเพียงพอ ต่อการทำกิจวัตประจำวัน และทำงานต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งหากคุณทำจนเป็นนิสัยแล้ว แน่นอนว่ากุญแจดอกนี้จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในไม่ช้า

6.มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน

คุณจะประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย หากคุณมีวิสัยทัศน์ และมีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่คล้อยตามหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะคำบอกเล่าของใครว่า อาทิ ทำแบบนี้จะดีเหรอ? ไอเดียนี้มีคนเคยทำนานแล้ว? จะขาดทุนรึเปล่า จะช่วยให้คุณทำตามสิ่งที่คาดหวังแบบไม่หลงทาง

7.มองโลกในแง่ดี

ไม่แปลกนักที่คนส่วนใหญ่มักจะ “กลัว” ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้  หรือเมื่อต้องเจอกับสิ่งใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญ จนบางครั้งทำให้ความกลัวทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจของคุณ จนไม่สามารถทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการแก้ที่ดีคือพยายามคิดบวก มองโลกในแง่ดี และให้กำลังใจตัวเองเมื่อต้องเจอบททดสอบในชีวิต

สุดท้ายนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วครับว่า จะเลือกหยิบกุญแจทั้ง 7 นี้ ไปไขความสำเร็จของตัวเองหรือไม่? ซึ่งถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในชีวิต และการทำงาน เราขอแนะนำให้รีบหยิบกุญแจไปไขโดยด่วน!

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

การนำพาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ และสร้างรายได้สม่ำเสมอ ถือเป็นเรื่องที่ผู้บริหารทุกคนต้องโฟกัสด้วยกันทุกองค์กร แต่อีกหนึ่งสิ่งทีต้องดูแลควบคู่กันไประหว่างบริหารงานนั่นก็คือ การดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยเริ่มจากการใส่ใจ “การกิน” ที่อาจมีหลายคนมองข้ามไป ซึ่งวันนี้! Yengobuzz มี 7 พฤติกรรมการกินที่ไม่ควรทำ มาเตือนใจคนธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำเหล่านั้นกันครับ

1.มองข้ามอาหารมื้อเช้า

อาหารเช้าถือเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด เพราะหากคุณเลือกที่จะไม่กิน หรือข้ามไปกินควบกับมื้อกลางวันแทน นอกจากจะทำให้เป็นที่มาของโรคกระเพาะอาหารแล้ว ยังทำให้คุณเสียสมดุลในระบบการทำงานร่างกายอีกด้วย

2.ติดหวานเป็นชีวิตจิตใจ

กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน ถือเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของเหล่าผู้บริหารและคนทำงานทั่วๆ ไป ซึ่งการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่อาจนำมาด้วยแคลลอรี่และโรคเบาหวานได้ ทางที่ดีควรงดดื่มเครื่องดื่มหวานๆ หรือเพื่อสุขภาพของคุณเองควรเลือกดื่มน้ำเปล่า น้ำผัก หรือนมทดแทน

3.กินอาหารแช่แข็งเป็นประจำ

ในเรื่องของความสะดวกต่อการกิน ต้องยกให้อาหารแช่แข็ง เพราะเพียงแค่คุณเอาไปอุ่นในไมโครเวฟ ไม่กี่นาที ก็สามารถอิ่มอร่อยได้ในมื้อนั้นๆ แต่ในทางเดียวกันอาหารเหล่านั้นจะเริ่มทำลายสุขภาพ หากคุณเลือกที่จะกินเป็นประจำ

4.เลือกกินแต่อาหาร JUNK FOOD

อีกหนึ่งทางเลือกในการกินอาหาร เมื่อคุณติดประชุมหรือมีงานล้นมือ การสั่งอาหารประเภท Junk Food มากินถือเป็นตัวเลือกที่ดี แต่คุณจะไม่ได้รับประโยชน์จากอาหารประเภทนี้ และอาจได้รับโทษมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะด้วยวัถตุดิบและขั้นตอนการทำที่ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร จึงไม่ควรเลือกที่จะกินเป็นประจำ

7 พฤติกรรมการกินที่ผู้บริหารควรเลี่ยง ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรครุมเร้า

5.ทำกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่กับการกิน

ถึงจะช่วยประหยัดเวลา และช่วยให้คุณสามารถทำงานอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการกินอาหารได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการทำเช่นนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน จะส่งผลเสียต่อระบบการย่อยของคุณลง ดังนั้นเมื่อถึงเวลากินอาหารควรที่จะนั่งกินบนโต๊ะอาหารมากกว่าที่โต๊ะทำงาน

6.ละเลยมื้อเย็น

เชื่อว่าด้วยจำนวนงานที่เยอะของผู้บริหาร บางครั้งการทำงานจนลืมเวลา หรือลืมที่จะกินอาหารเย็น ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้ วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือเงยหน้าขึ้นมามองเวลาสักนิด แล้วออกไปหาอะไรกินจากนั้นก็กลับมาลุยงานต่อ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนไปในตัวได้อีกด้วย

7.กินมากจนเกินไป

อาจจะเป็นข้อดีและข้อเสียได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อออฟฟิศหรือบ้านของคุณมีห้องครัวที่เต็มไปด้วยเสบียงอาหาร เพราะอาจจะทำให้คุณติดนิสัยเดินไปหยิบอาหารมากินอยู่เป็นประจำในระหว่างโหมงานหนัก จนอาจทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรเลือกกินแต่พอดีและเป็นเวลาก็จะช่วยได้

เมื่อได้รู้ทั้ง 7 พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงแล้ว อย่าลืมที่จะนำไปสำรวจตัวเอง และใส่ใจในเรื่องของการกินอาหารในแต่ละมื้อมากขึ้นนะครับ เพื่อเป็นผลดีต่อสุขภาพและธุรกิจของคุณ

 

10 ฮวงจุ้ยปรับโต๊ะทำงานให้เฮง “ทำอะไรก็เจริญ”

“โอกาสดีๆ ในชีวิต หรือโชคดี” ถือเป็นอีกหนึ่งความต้องการที่หลายคนมองหา และฮวงจุ้ยก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่ช่วยในเรื่องของการเสริมพลังบวก ทั้งในเรื่องการทำงาน การทำธุรกิจ หรือกิจการต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ ทำงานลุล่วง และรับทรัพย์รับโชค วันนี้เราจึงมี 10 ฮวงจุ้ยเด่นสำหรับจัดโต๊ะทำงาน เพื่อให้คุณรับความโชคดี มีความสุข และเจริญรุ่งเรืองตลอดทั้งปี 2560 กัน

1. จัดโต๊ะให้ “การงานลุล่วง”

นำสิ่งของที่มี “สีเขียวสีแดง” ปนอยู่ด้วยกันและเป็นของแหลม นำมาวางไว้ที่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของโต๊ะทำงานของคุณ จะเป็นการหนุนนำส่งเสริมโชคลาภและความสำเร็จ ให้การงานเด่น มีคนเห็นผลงาน และทำงานลุล่วงช่วงโชติ

2. จัดโต๊ะให้ได้ “เลื่อนตำแหน่ง”

อยากได้รับการสนับสนุนจากเจ้านาย หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในที่ทำงานให้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง หรือ ทำธุรกิจก็มีคนคอยช่วยเหลือเป็นแบ็คอัพ ลองหา “พัดลมขนาดเล็กสีทอง หรือนาฬิกาลูกตุ้ม” นำไปวางไว้ตรงทิศตะวันออกเฉียงเหนือของโต๊ะทำงาน จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ใหญ่เอ็นดูและส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า

3. จัดโต๊ะป้องกัน “คนนินทา หักหลัง”

หลายคนคงไม่อยากให้ใครนินทาว่าร้าย หรือคอยใส่ความหักหลัง ทั้งในเรื่องการงานและธุรกิจ วิธีปรับฮวงจุ้ยป้องกันคนเหล่านี้คือ “เลี่ยงการนั่งโต๊ะทำงานหันหลังให้ประตู” เพราะการนั่งหันหลังให้ประตูนั้น เปรียบเสมือนช่องทางเข้าออกให้ผู้ร่วมงานเข้ามาแทงข้างหลังหรือติฉินนินทาแก่คุณ ทางที่ดีควรปรับดีกว่า โดยอาจจะขยับโต๊ะให้หันข้าง หรือปรับมุมนั่งแทน

4. จัดโต๊ะรับ “โชคลาภ”

หาของสีแดงอะไรก็ได้ หรือจะเป็นของแหลมที่สวยๆ งามๆ นำมาตั้งไว้ที่ทิศเหนือของโต๊ะทำงาน จะทำให้ได้รับโชคลาภ เสริมดวง และได้รับโอกาสดีๆ อยู่สม่ำเสมอ

5. จัดโต๊ะ “เสริมอำนาจวาสนา”

เพียงแค่หาต้นไม้ต้นเล็กๆ จะเป็นต้นอะไรก็ได้ นำไปวางไว้ข้างๆ กับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ้คของคุณ “โดยวางให้สูงที่มุมโต๊ะด้านซ้ายมือ” นอกจากจะช่วยดูดซับพลังงานจากสนามแม่เหล็กของจอคอมพิวเตอร์แล้ว ยังช่วยในเรื่องการหนุนเสริมอำนาจวาสนาในหน้าที่การงาน และช่วยเพิ่มความเคารพนับถือจากลูกน้องหรือเพื่อนร่วมงานอีกด้วย

6. จัดโต๊ะเรียก “คู่ครอง”

ใครยังโสดอยู่ล่ะก็! ต้องจัดโต๊ะทำงานตามนี้เลย แค่ลองนำดอกไม้สวยๆ ใส่แจกัน ซึ่งแจกันนี้เป็นตัวบ่งบอกคู่ครองของคุณ ถ้ากำลังมองหาคู่ครองหรือแฟนสูงยาวเข่าดีก็ให้ใช้แจกันทรงสูง แต่ถ้าอยากได้คู่ครองหรือแฟนรูปร่างอวบอั๋นก็ให้ใช้แจกันกลมๆ แล้วนำไปวางไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโต๊ะทำงาน ทีนี้ก็เตรียมสละโสดได้เลย

7. จัดโต๊ะส่งเสริม “การงานมั่นคง”

ฮวงจุ้ยที่ดีถ้าเป็นที่อยู่อาศัยนั้น ด้านหลังบ้านควรจะเป็นภูเขา แต่ถ้าเป็นด้านหลังโต๊ะทำงาน ก็ควรจะเป็นกำแพงหรือพนังกั้น เพราะจะส่งเสริมความมั่นคงในเรื่องงานหรือเรื่องเงินให้เป็นปึกแผ่น มีฐานรากที่แน่นหนา ซึ่งโต๊ะทำงานที่ดีนั้น ควรจะโปร่งตาทางด้านหน้ามองเห็นคนอื่นที่จะเดินเข้ามาหาเรา และด้านหลังไม่ควรเว้นที่ไว้ให้เดินผ่านได้

8. จัดโต๊ะ “ลดความเครียด”

แน่นอนว่าการทำงานหรือทำธุรกิจย่อมทำให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งการจัดโต๊ะตามฮวงจุ้ยนั้นก็สามารถช่วยลดความเครียดจากหนักให้เป็นเบาได้ เพียงแค่เลี่ยงการนั่งทำงาน “ใต้ขื่อใต้คาน” ที่ตรงกับศรีษะของคุณ จะช่วยทำให้แก้ความเครียด ลดอาการปวดหัว และช่วยทำให้การงานสำเร็จราบรื่นอีกด้วย แต่ถ้าหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้นำนาฬิกาหรือหลอดไฟไปติดไว้บริเวณใต้คาน ก็สามารถช่วยแก้ฮวงจุ้ยได้เช่นกัน

9. จัดโต๊ะ “เพิ่มความฉลาด”

ฮวงจุ้ยที่ดีที่จะช่วยเพิ่มสติปัญญาของคุณในการทำงาน คือการนำหนังสือที่เป็นความรู้หรือเอกสารต่างๆ จัดเรียงไว้ทางด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงาน ซึ่งจะช่วยให้คิดงานแล่นและวางแผนงานราบรื่น

10. จัดโต๊ะเสริม “พลังงานบวก”

ด้านหน้าของโต๊ะทำงานคือ “จุดเรียกทรัพย์รับพลัง” ซึ่งถือเป็นจุดฮวงจุ้ยสำคัญที่ทำให้คุณทำอะไรก็เจริญ เพียงแค่นำก้อนหินสวยๆ ขนาดกำลังดีและแก้วที่ใส่น้ำดื่มสะอาดๆ มาวางไว้ที่ด้านหน้าของโต๊ะ จะเป็นตัวช่วยคอยรับพลังดีๆ มาสู่คุณ และผลักพลังที่ไม่ดีออกไป

การปรับฮวงจุ้ยนั้นไม่ได้ช่วยเฉพาะในแง่ของรูปธรรมเท่านั้น แต่ในแง่ของจิตใจที่เป็นนามธรรม ก็ทำให้คุณมีความสดใส รู้สึกดี มีความปลอดโปร่งและเป็นมงคลต่อชีวิตอีกด้วย

8 วิธีเพิ่ม “ความเป็นอยู่ที่ดี” ในออฟฟิศ ให้ชีวิตดี๊ดี

ช่วงเวลาในการทำงานคนธุรกิจ และคนทำงานจะตกอยู่ที่ราวๆ 8-9 ชั่วโมง แน่นอนว่าตลอดวัน คุณจะต้องเจอกับงานที่หนักหน่วงและอุปสรรคชวดปวดหัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะดีกว่ามั้ย? หากคุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการทำงานที่ดีขึ้นใน Office ด้วย 8 วิธีที่เรานำมาฝากวันนี้! ลองมาดูกันดีกว่าว่า จะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยคุณได้บ้าง

1.แบ่งเวลาพักให้เป็น

การนั่งทำงานอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย ทางที่ดีคุณควรหาเวลาพักเบรคจากงานสักครู่ ถึงแม้ในวันนั้นจำนวนงานของคุณที่ต้องสะส่างจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่เพื่อสุขภาพแล้ว ยอมสละเวลาอย่างน้อย 5 นาที เพื่อกายบริหารร่างกายด้วยท่าง่ายๆ บริเวณโต๊ะทำงาน ก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอาการอ่อนล้าเป็นปลิดทิ้ง

2.มีอาหารว่างรองท้อง

อาหารว่างถือเป็นสิ่งจำเป็นที่แต่ละ Office ต้องมีติดไว้ เพื่อไว้เพิ่มพลังในการทำงาน แต่การเลือกอาหารว่างที่ดี ต้องเลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพของคุณด้วย เช่น การเลือกผลไม้ หรือธัญพืชแปรรูป แทนขนมหวานที่เป็นตัวการทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น ถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทุกๆ คนในองค์กรยามท้องว่าง

3.เปลี่ยนการนั่งประชุม เป็นการเดิน

มีผลการศึกษาระบุว่า ร้อยละ 60 ของความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเกิดขึ้นจากในขณะที่เราเดินอยู่ ดังนั้นหากคุณลองเปลี่ยนการประชุมแบบนั่งในห้องใหญ่ๆ มาเป็นการเดินคุยกันรอบๆ บริเวณ Office หรือเดินไปคุยระหว่างทางไปร้านกาแฟ นอกจากจะช่วยให้เกิดไอเดียต่างๆ แล้ว ยังทำให้สุขภาพของคุณแข็งแรงในเวลาเดียวกัน

4.ฝึกสมาธิบ้าง

ในต่างประเทศ บางบริษัทเริ่มที่จะมีการนั่งสมาธิร่วมกันในองค์กร ในช่วงระหว่างการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดจากการทำงาน เป็นระเวลา 10-15 นาที กันมาบ้างแล้ว แต่ในช่วงเริ่มต้นหากคุณคิดว่าช่วงเวลานั้นมากจนเกินไป อาจลดเวลาลงมาเหลือเพียง 5 นาที ก็สามารถทำให้จิตใจของคุณสงบและมีสมาธิมากขึ้น หรือคุณอาจจะใช้แอปพลิเคชั่น Calm บนสมาร์ทโฟน ก็จะช่วยให้การนั่งสมาธิง่ายขึ้น

5.สร้างยิมที่ทำงาน

หาก Office ของคุณมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะทำเป็นยิมไว้ออกกำลังกาย หรือถ้าคุณมีงบประมาณมากพอ ในการซื้อเครื่องออกกำลัง ก็จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายต่อปี เพื่อเป็นสวัสดิการให้กับพนักงานในการไปเข้าฟิตเนส ด้วยการลงทุนในระยะยาวเพียงครั้งเดียวนี้ จะได้ทั้งสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีพนักงานเช่นกัน

6.จัดระเบียบโต๊ะให้เรียบร้อย

เป็นวิธีที่ง่ายที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ถ้าต้องการให้ Office ของคุณมีสภาพแวดล้อมที่ดี และลดความยุ่งเหยิง ความเครียดในการทำงานลงได้ เพียงแค่คุณจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบร้อยอย่างน้อยๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็จะช่วยให้ลดความเครียดลงไปได้

7.ตรวจสอบความสะอาดระบบแอร์

นานแค่ไหนแล้วที่ Office ของคุณไม่ได้ล้างเครื่องปรับอากาศ ทำความสะอาดที่กรองอากาศ เพื่อเป็นการสร้างมลภาวะที่ดีในบริษัท การทำความสะอาดระบบแอร์ในส่วนต่างๆ จะช่วยให้บรรดาเหล่าพนักงาน มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ อีกทั้งในงานวิจัยพบว่า การลดมลพิษทางอากาศ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

8.เลิกทานอาหารที่โต๊ะทำงาน

ใครที่ชอบรับประทานอาหารที่โต๊ะทำงาน อาจจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณโดยด่วน เมื่อรู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวนี้ จะส่งผลให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดความเครียดสะสม ทางที่ดีคุณควรเลือกรับประทานอาหารให้ไกลจากโต๊ะทำงาน และใช้เวลาในการทานอาหารอย่างมีความสุขที่ห้องอาหารแทน เพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด รวมถึงช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

และนี่คือ 8 วิธีดีๆ ที่จะช่วยให้สภาพแวดล้อมรวมถึงบรรยากาศในการทำงานของ Office คุณน่าอยู่และช่วยให้ทุกๆ คนสนุกกับการทำงานมากขึ้นครับ ส่วนใครลองนำไปทำตามแล้ว มีผลเป็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมมาแชร์ให้เราฟังกันนะครับ

 

ใช้ความ “โสด” ให้เป็นประโยชน์! โสดยังไง… ไม่เหงา มีเงิน ชีวิตดี

“เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?”

คำถามบาดจิตของใครหลายคน

จะถูกถามมากเป็นพิเศษ…

เวลาไปร่วมงานแต่งงานชาวบ้านเค้า

 

คือคนโสดจะอยากตอบให้ได้ไง

แต่มันไม่รู้จะตอบยังไง(โว้ย)

จะมีแฟน.. มันไม่เหมือนอยากกินปลาป่ะ

ที่จะเดินไปตลาด เลือก ซื้อ ห่อกลับบ้านได้เลยนะยะ!

 

เอาล่ะ..วันนี้เราจะไม่มาเถียงกันว่า

โสดหรือมีคู่อะไรดีกว่ากัน

แต่ถ้าด้วยสถานะปัจจุบันที่ว่าเธอยัง “โสด”

มาดูกันว่า…

เธอจะโสดยังไง ให้ไม่เหงา มีเงิน แถมชีวิตดี

1.ใช้ “เวลาว่าง”ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่เธอจะไม่ต้องไปเจอ ไปเอาใจ ไปพบญาติใคร

เอาไอ้เวลาว่างตรงเนี้ยแหละ

มาหาโอกาสดีดี เพิ่มคุณสมบัติตัวเอง

 

อยากเรียนรู้อะไรจัดไป..

ทักษะใหม่ วิชาการ

ภาษา อะไรที่อยากทำตอนเป็นเด็ก

 

อยากทำอาชีพเสริม อยากมีธุรกิจ

ลองทดลองเริ่มทำงูๆปลาๆ(แบบเรียนรู้มาแล้วบ้าง)

ลองไปฝึกงาน

อยากสวยหล่อดูดี

ออกกำลังกาย ทำหรืออาหารดีต่อสุขภาพกิน

เรียนรู้บุคลิกภาพ การแต่งกาย แต่งหน้าทำผม

เล่นกีฬา เต้นรำ

 

อยากมีสติปัญญา จิตวิญญาณที่สงบรู้แจ้ง

เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

สมาธิ กิจกรรมการกุศล

2.ใช้ความที่ “ภาระน้อย” ให้เป็นประโยชน์

ด้วยความที่ยังไม่มีลูกเต้าหรือสามี/ภรรยาให้เลี้ยงดู

จริงอยู่อาจจะขาดแรงจูงใจ

แต่ให้ใช้ประโยชน์จากความตัวเบา

เอาเงินไปวางให้ถูกที่ ที่ๆมันงอกเงยได้

กองทุน หุ้น ประกันออมทรัพย์ อสังหา ทอง ธุรกิจ

เลือกเอาสิ.. ออมลงทุนซะในตอนที่ยังทำได้สบายๆ

อย่ามาบอกว่า ไม่รู้ อะไรคืออะไร เริ่มตรงไหน

มาดามไม่อยากฟัง!!!!

เฉพาะเว็บ Aommoney มีบทความทุกเรื่องที่ว่ามา

เป็นร้อย..เป็นพัน

อ่านค่ะอ่าน แล้วเดินไปธนาคารหรือบ.หลักทรัพย์

รับสายคนขายประกัน ถามๆๆจนเคลียร์ก่อนซื้อ

วันหยุดออกไปเดินดูคอนโดหรือบ้านบ้าง

 

เริ่มออมลงทุนซะตั้งแต่ยังโสด!!

เดี๋ยวพอต้องจ่ายค่านม ค่าเทอม ค่าพี่เลี้ยงลูก

จะได้ไม่ต้องมานั่งบ่นว่าไม่มีเงิน!

 

3.ใช้ “อิสระ” ให้เป็นประโยชน์

อยากออกไปดูโลกกว้างเหรอ

คนโสดได้เปรียบ จัดทริปตามใจไม่ต้องแคร์ใคร

ไปมันคนเดียวเลย เปิดหูเปิดตา

ได้เพื่อน แถมอาจได้แฟนใหม่

หรือโอกาสอะไรดีๆ ติดตัวกลับมา

 

อยากทำอะไร เริ่มอะไร ไม่ต้องขออนุมัติจากใคร

การมีคู่ที่ดีคือมีเพื่อนรู้ใจให้ปรึกษา

แต่ที่ปรึกษาบางคนก็ไม่ได้เวิร์คไง

กลายเป็นตัวแปรตัวขัดใจขัดขาขัดโชคลาภก็มี

 

การตัดสินใจอะไรในชีวิตได้เอง
มันคือสิ่งที่มีค่านะ

เธอคิดดีๆ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำงั้นได้

ถึงยังโสด หลายคนก็มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง

คอยกรอกหูคาดหวังให้ทำนั่นนี่ อย่างนี้อย่างนู้น

ใครโสดแถมมีอิสระทางความคิดและการตัดสินใจ

ชีวิตทุกก้าว เธอจะรู้สึกรับผิดชอบ เต็มที่เต็มใจ

ทำอะไรอะไรมันจะมีพลังมาก

ถือเป็นลาภอันสูงสุดก็ว่าได้ ใช้ซะ!

 

เอาล่ะ.. พอจะใจชื้น เชิดหน้าชูคอ

ทำตัวให้เลิศ เตรียมรอตอบ เวลาคนถามได้รึยัง

ว่าทำไมยังโสด เมื่อไหร่จะมีแฟน/แต่งงาน?

 

ลองตอบแบบนี้ดูสิ

อ๋อ.. ไม่ทราบเหมือนกันเมื่อไหร่จะมี

มีก็ดี เพราะทุกวันนี้ชีวิตมีความสุขมาก

มีเงิน มีทุกอย่าง

เลยอยากหาคนมาร่วมแชร์ความสุขค่ะ/ครับ

 

โอเคนะ

มาดามฟินนี่

พนักงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ รายได้แบบไหนที่คุณต้องการ

สบายๆปลายปีแล้วก็คงจะเป็นช่วงที่หลายๆคนกำลังคิดกันแล้วว่าปีหน้าจะทำอะไร คิดถึงตัวเองในวันอดีตที่กำลังเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อชีวิตมาก ตอนนั้นคิดอยู่ว่าจะเอายังไงกับชีวิต ได้โบนัสแล้วจะย้ายงานไหม หรือลาออกจากงานประจำไปทำงานอิสระดีเพราะรายได้และวิถีชีวิตมันมีความแตกต่างกันอยู่มาก

วันนี้ก็เลยมาเล่าประสบการณ์ให้ฟังนะครับว่ารายได้แบบงานประจำของมนุษย์เงินเดือนกับรายได้แบบฟรีแลนซ์มันมีข้อแตกต่างอย่างไร เผื่อจะไปเอาพิจารณากันดูว่าแบบไหนที่ชอบนะครับ

รายได้พนักงานประจำ : รายได้ที่มีการตกลงกับผู้ว่าจ้างว่าจะได้เงินเดือนทุกเดือน มีโบนัสและสวัสดิการ ป่วยเบิกได้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม มีวันหยุดจำกัดตามกติกา ฯลฯ

รายได้แบบฟรีแลนซ์ : รายได้ที่เราทำงานตามที่ตกลงกับผู้ว่าจ้างเป็นงานๆไป งานจบจ่ายเงิน ไม่มีโบนัส ไม่มีสวัสดิการ เราจะต้องบริหารจัดการเอง อยากหยุดวันไหนก็หยุด อยู่บ้านทำงานก็ได้

ชีวิตทั้ง 2 แบบมันมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันเยอะเหมือนกันนะครับ เชื่อว่าหลายคนอยากออกจากงานประจำเพราะอิสระดี รายได้เยอะ แต่หลายคนที่ทำฟรีแลนซ์ก็มองว่าการทำงานประจำมีเงินเดือนให้ตลอด ไม่ต้องมาไล่หาเงินรายวันอย่างเหนื่อยเลย เดี๋ยวผมจะเปรียบเทียบมิติต่างๆให้อ่านนะครับ

จำนวนและความสม่ำเสมอของรายได้

โดยส่วนใหญ่แล้วเราพูดกันตรงๆได้เลยว่าการทำงานประจำมันคล้ายๆการเหมาจ่ายเป็นเดือนไปตามข้อตกลงในงาน จะทำมากทำน้อยเงินเดือนก็อยู่เท่านั้นล่ะ แต่ก็จะดีที่มีโบนัสและการขึ้นเงินเดือนให้ในปีต่อไป แต่นี่ก็เป็นข้อดีของคนทำงานประจำนะ เพราะหากเรามีภาระทางการเงิน ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มันก็ยังมีเงินเข้ามาให้เราอย่างมั่นคงและสม่ำเสมอ สามารถวางแผนได้ง่าย

แต่ในขณะเดียวกันคนที่ทำงานฟรีแลนซ์จะไม่ถูกกำหนดอยู่ในกรอบของรายได้ รับงานมาทำมาก รายได้ก็มาก รับงานมาชิวๆขี้เกียจเงินก็จะน้อยตามไป ไม่มีกรอบของรายได้อาจจะแปลว่าไม่มีรายได้ก็ได้ แต่ถ้าเดือนไหนขยันๆก็เห็นหลายคนมีรายได้กันเป็นแสนเป็นล้านได้อยู่เหมือนกัน ต้องรับผิดชอบตัวเองล้วนๆเพราะไม่มีการตอกบัตรเข้าทำงาน ซึ่งในจุดนี้หากพนักงานประจำต้องการจะก้าวไปสู่เงินเดือนหลักแสนหลักล้านก็ต้องทำงานให้ไปอยู่ในระดับผู้บริหารจึงมีโอกาสจะได้เงินเดือนในอัตรานี้ได้

นอกจากนี้แล้วความสม่ำเสมอของรายได้เนี่ยที่สร้างความได้เปรียบให้พนักงานประจำในการขอเงินกู้เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ เปิดวงเงินบัตรเครดิต ในขณะที่พนักงานฟรีแลนซ์บางทีรายได้เยอะแต่เขามองว่ามันไม่สม่ำเสมออาจจะมีความเสี่ยงต่อคนปล่อยเงินกู้ได้ ยกเว้นคุณจะมีเงินเยอะๆฝากไว้ในธนาคารเลยก็จะทำให้เรื่องทุกอย่างง่ายขึ้น (แต่ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วจะกู้เงินทำไมนะสิ)

การวางแผนการเงินและวิธีการออมเงิน

คล้ายๆกับข้อแรกครับ พนักงานประจำนั้นสามารถวางแผนได้ง่ายกว่า เมื่อเงินเดือนออกก็รู้เลยว่าจะเก็บเงินเท่าไหร่เอาไว้ทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่าย การผ่อนหนี้ การลงทุน ส่วนคนที่ทำงานฟรีแลนซ์อาจจะต้องวางแผนการเงินในอนาคตที่เคร่งครัดกว่า บางครั้งได้เงินมาจากการทำงาน 1 แสน แต่ไม่มีงานเลย 3 เดือน บางเดือนผมรายได้เป็น 0 ก็มี ก็ต้องจัดการดีๆว่าเงินก้อนนี้จะอยู่อย่างไรให้ได้พร้อมมีเงินเก็บ การใช้จ่ายก็ควรจะระมัดระวังกว่า

โดยปกติในฐานะที่ผมทำฟรีแลนซ์ผมเองก็จะมีเป้าหมายว่าจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ โดยสำรวจรายจ่ายของตัวเอง และต้องมีงานให้ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาก็คือเงินเก็บที่ต้องสำรองไว้เผื่อไม่มีงานในอนาคต เช่นการกันเงินสำรองเอาไว้เผื่อใช้ในเดือนต่อๆไป แต่เมื่อเก็บเงินได้มากก็จะต้องนำไปลงทุนเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

การบริหารเงินในส่วนของภาษี

สำหรับคนที่ทำงานประจำแล้วเรื่องภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายมากเพราะมีฝ่ายบัญชีของบริษัทคอยติดตามให้ และการคำนวณฐานเงินเดือนก็จะมีการหักภาษีตามฐานจากการคำนวณอัตราเงินเดือน สามารถคำนวณได้ว่าจะต้องลดหย่อนภาษีอย่างไรและจะเอาเงินส่วนไหนมาซื้อ LTF RMF ประกัน โดยส่วนใหญ่แล้วตอนยื่นแบบแสดงรายได้จะยื่นไม่ยากครับ ตอนสมัยผมทำงานประจำแทบจะไม่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มเลยเพราะถูกหักไปตามฐานแล้ว

ส่วนตอนเป็นฟรีแลนซ์เวลารับรายได้นั้นคำนวณภาษีค่อนข้างยากหน่อยเพราะรายได้แต่ละเดือนไม่เท่ากัน จะซื้อ LTF แบบ DCA รายเดือนก็เกรงว่าหากปลายปีไม่มีงานจะกลายเป็นซื้อเกินเข้าไปอีก ลักษณะของภาษีที่หักนั้น ฟรีแลนซ์ก็ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเช่นกัน โดนในอัตรา 3% บ้าง (ค่าจ้าง ค่าบริการ) 5% บ้าง (ออกทีวี บางทีก็ต้องเป็นดราคา ค่าลิขสิทธิ์จากการเขียนหนังสือ) ฯลฯ บางคนถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการจ่ายภาษีทั้งหมดแล้ว แต่สุดท้ายเราต้องเอาทุกอย่างมาคำนวณว่ามีรายได้จากตรงไหนบ้างและต้องเสียภาษีในอัตราเท่าไหร่ พูดง่ายๆก็คือ ถ้าเราต้องจ่ายภาษี 10% เราโดนหักไป 3% มันไม่จบนะ มันต้องบริหารเงินเพื่อเอามาจ่ายเพิ่มอีกในส่วนที่เหลือ เป็นฟรีแลนซ์แล้วบริหารเงินไม่ดีก็โดนเรื่องภาษีได้ง่ายๆเลย บางทียื่นไม่ครบก็โดนปรับได้ด้วยครับ

จากที่เล่าเรื่องการเงินของมนุษย์เงินเดือนกับฟรีแลนซ์แล้ว หลายคนก็คงมองว่ามนุษย์เงินเดือนดูจะมั่นคงกว่า (ในเชิงของความสม่ำเสมอ) แต่สำหรับฟรีแลนซ์หลายๆคนก็มองว่าหากเขาขยันมันก็จะกลายเป็นรายได้ที่สม่ำเสมอแบบก้อนใหญ่ๆได้เช่นกันนะครับ ตรงนี้มันอยู่ที่ว่าเราอยากจะเป็นแบบไหน เรายอมรับความเสี่ยงต่อการเงินได้หรือเปล่าเพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือฟรีแลนซ์หากเราไม่ขยันทำงาน สุดท้ายก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในการแข่งขันอยู่ดีครับ เดี๋ยวนี้ใครๆก็มีความเสี่ยงเรื่องไม่มีงานและโดนไล่ออกได้ครับ

ส่องเทรนด์ธุรกิจปี 2017 เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิต

การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีส่วนทำให้การดำรงชีวิตในแต่ละวันของเราเปลี่ยนไป เราต้องใช้ชีวิตเร็วขึ้น มีตัวช่วยที่ง่ายขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวเข้ามาในชีวิตมนุษย์มีความฉลาด สามารถตอบสนองในสิ่งที่ต้องการได้ในแบบที่ข้อจำกัดมีไม่มาก ซึ่งหากมองในแง่ของการสร้างธุรกิจ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจที่เกิดใหม่มีความเข้าใจผู้บริโภคที่เป็นคนในยุคนี้ เริ่มต้นลงทุนไม่สูง แต่สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน ฉะนั้น การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ในธุรกิจจึงเป็นอีกส่วนประกอบสำคัญที่จะชี้วัดว่าธุรกิจนั้นๆ จะประสบความสำเร็จและเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริงหรือไม่

“ พื้นฐานของธุรกิจ ต้องมาจากความชอบ
และเข้ากันได้กับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในแต่ละรุ่น
เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ”

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยังมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งในประเทศไทย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นมีอยู่หลายด้านที่เป็นแรงหนุนให้ธุรกิจต้องพัฒนาขีดความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น รายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นของประชากร การก้าวเข้าสู่สังคมเมือง การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การหันมาใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนในแต่รุ่น

ในยุคนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ผู้บริโภคเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำตลาดของธุรกิจเป็นอย่างมาก หากไม่รู้จักที่จะเรียนรู้พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในทุกมิติแล้วละก็ คงยากที่ธุรกิจนั้นจะประสบความสำเร็จ เพราะพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ถือว่าเป็นแรงขับเคลื่อนอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ หรือประเภทธุรกิจใหม่ๆ จากที่ได้ศึกษาข้อมูลจาก Global Mega Trends หรือเทรนด์ธุรกิจที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ พบว่าในปี 2017 มีธุรกิจอยู่หลายประเภทที่ตอบโจทย์ต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงไปของสังคมและภาวะเศรษฐกิจ โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญ มีอยู่ด้วยกันหลักๆ 5 ประเภท …

ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

กลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของเทรนด์ธุรกิจประเภทอาหารและเครื่องดื่มก็เห็นจะเป็นกลุ่มคนเมือง ครอบครัว หรือกลุ่มคนทำงานที่มีเวลาจำกัด ไม่ชอบการต่อคิวรอเป็นเวลานานๆ ไม่อยากออกจากบ้าน ธุรกิจประเภทนี้จะต้องตอบสนองด้วยการนำเอาเทคโลโลยี หรือความร่วมมือต่างๆ เข้ามาช่วยให้เกิดคุณภาพ อย่างการนำเอาบริการด้านการขนส่งอาหารผ่านพาร์ทเนอร์ต่างๆ อาทิ ไปรษณีย์ไทย , Uber , Grab , Line Man, Food Panda, Skoota เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อเพิ่มความสะดวกให้การส่งสินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มฐานลูกค้าได้อีกด้วย เนื่องจากบริการขนส่งแต่ละเจ้าต่างก็มีกลุ่มลูกค้าอยู่ในมือส่วนหนึ่งอยู่แล้ว ประกอบกับหน้าร้านที่ต้องมีการตกแต่งให้หน้านั่ง เมนูมีความหลากหลาย รสชาติเยี่ยม รวมถึงมีความรวดเร็วในการทำ เพื่อให้รายการอาหารถูกจัดส่งได้ตรงตามเวลา

 

ธุรกิจที่เกี่ยวกับสุขภาพ

สังคมในบ้านเรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สุงอายุอย่างเต็มตัว เทรนด์ธุรกิจประเภทที่เกี่ยวกับสุขภาพจึงเป็นที่น่าจับตามอง เพราะผู้คนในยุคนี้ต่างหันมาให้ความสำคัญและใส่ใจสุขภาพของตนในหลากหลายมิติ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ก็มีความคาดหวังว่าสินค้าและบริการที่ได้รับจะต้องมีประโยชน์และให้ความสุขกับตนได้อย่างสมเหตุสมผล ครบทั้งกาย ใจ และสามารถส่งต่อไปสู่คนรอบข้างได้ ธุรกิจที่เกิดขึ้นจึงต้องเน้นให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มคนที่รักสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกาย อาจหมายความถึงนักกีฬาด้วยเป็นสำคัญ อีกทั้งหากมองลงไปให้ลึก กลุ่มพนักงานออฟฟิศก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งของผู้บริโภคหลักที่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพอันเนื่องจากการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว ยกตัวอย่างธุรกิจ Fitness ที่ในปีนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเล นับเป็นส่วนสำคัญชี้วัดความนิยมในธุรกิจ ต้องเลือกทำเลที่มีคุณภาพ อย่าง คอนโดมิเนียม หรือออฟฟิศ เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประกอบชนิดกีฬาที่ให้บริการต้องมีความหลากหลาย ไม่จำเจ

 

ธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สุงอายุ

จากการสำรวจช่วงอายุของผู้คนในยุคนี้พบว่า หนุ่มสาวยุคใหม่แต่งงานช้ากว่าแต่เดิมมาก มีอัตราการเกิดของประชากรลดน้อยลง ไม่ใช่แค่เพียงประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ทั่วโลกก็กำลังประสบกับภาวะนี้ด้วยเช่นกัน โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี สะท้อนให้เห็นว่าตลาดของผู้สูงอายุกำลังมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงมีความต้องการสินค้าและบริการที่เฉพาะด้าน โดยเป็นกลุ่มวัยกลางคนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

อย่างที่เราเข้าใจกันดีว่าผู้สูงอายุในยุคนี้แตกต่างจากยุคก่อนๆ ที่เราเคยเห็นอยู่มาก ปัจจัยสำคัญอาจเป็นเพราะการมาถึงของเทคโลโนยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้จึงสามารถเข้าถึงข้อมูลและข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ผ่านอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่มีความทันสมัยและฉลาด ฉะนั้น ธุรกิจที่เกิดขึ้นจึงต้องตอบสนองความต้องการในแง่ของสิ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันได้ มีบริการที่ช่วยบรรเทาและรักษาอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นอย่างได้ผล ตลอดจนตอบสนองความสุขทางกายและจิตใจในบั้นปลายชีวิตได้อย่างรอบด้าน สิ่งสำคัญของการทำตลาด คือ ความน่าเชื่อถือ , คุณภาพ และความปลอดภัย ผ่านสินค้าที่ตอบโจทย์ให้หลากหลาย อาทิ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สินค้าไลฟ์สไตล์ หรืออุปกรณ์ไอทีสำหรับผู้สูงอายุ อย่าง GPS นำทาง , นาฬิกาเตือนทานยา , อุปกรณ์วัดการเต้นของหัวใจเป็นต้น

 

ธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ประกอบการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกออนไลน์อย่างเต็มตัว การเข้าถึงอุปกรณ์ใหม่ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้เกิดเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า กลุ่มไวเทค (Tech Savvy Group) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความรู้และความเข้าใจในเทคโนโลยีเป็นอย่างดี มีพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียหลากหลายประเภทจนแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของการดำเนินชีวิต ซึ่งตลาดในบ้านเรากำลังให้ความสนใจไปยังธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจที่เกิดขึ้นนอกจากจะต้องตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคแล้ว การสื่อสารเพื่อให้เกิดการรับรู้จากธุรกิจเพิ่มเติมก็มีส่วนสำคัญ อาทิ การอัพเดทสินค้าและบริการในร้าน มีโปรโมชั่นในงานขายอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนให้ความสำคัญกับการให้บริการก่อนและหลังการขาย โดยดึงเอาแฟลตฟอร์มยอดนิยมเข้ามาเป็นตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็น Social Commerce : Line , Instagram , Facebook หรือ Market Place ที่มีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก : Alibaba Group , Weloveshopping , Tarad.com นับว่าเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ อีกทั้ง กลุ่มไวเทค ยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ไวต่อการรับรู้ จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของนักการตลาดที่ต้องการเข้าไปเจาะกำลังซื้อจากรูปแบบพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป

 

ธุรกิจที่เกี่ยวกับความสวยงาม

ในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น คนทำงาน หรือผู้คนวัยไหนๆ ต่างก็มีความต้องการให้ตนเองนั้นดูดี มีรูปร่างหน้าตาที่ดี มีบุคลิกภาพเป็นที่พึงพอใจต่อผู้ที่พบเห็น ล้วนแล้วแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในชีวิต จึงเป็นที่มาของธุรกิจสถานเสริมความงามที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ผู้บริโภคต้องการ นับเป็นหนึ่งธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีจำนวนความนิยมลดน้อยลงจากปีก่อนๆ ไปมากก็ตาม ตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ได้มีแค่เพียงความหลากหลายของบริการ เครื่องมือที่ทันสมัย และคุณภาพ แต่ยังต้องให้ความพึงพอใจต่อกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรอบด้าน เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคที่มาใช้บริการมีความต้องการให้รูปร่างดูดี สามารถชะลอความแก่ที่เกิดขึ้นตามวัยได้ ยิ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมเมืองจึงมีความเต็มใจที่จ่ายในราคาสูงมากหากได้รับความพึงพอใจเพื่อแลกกับความสวยงามและสุขภาพที่ดีขึ้น

ก็อย่างที่บอกไปในตอนแรกว่า ผู้บริโภคในยุคนี้เป็นกลุ่มที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก ฉะนั้น ก่อนการเดินทางมาใช้บริการพวกเขาย่อมต้องทำการศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจากแหล่งต่างๆ ก่อน ธุรกิจจึงควรเลือกที่จะทำการตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ อย่าง โซเชียลมีเดีย เพื่อให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากที่สุด มีการรีวิวจากผู้ที่ได้เดินทางมาใช้บริการจริง อาจให้บล็อคเกอร์ หรือกูรูด้านความงามเป็นผู้สื่อสารข้อมูลต่างๆ ไปถึงผู้ใช้ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในวงกว้างและรวดเร็ว น่าเชื่อถือ นอกจากนั้น ภาพลักษณ์ของธุรกิจก็เป็นส่วนสำคัญ พยายามหาและสร้างความโดดเด่นให้กับบริการ มีทำเลที่ตั้งสถานเสริมความงามอยู่ในย่านคุณภาพ โดยเลือกให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ธุรกิจต้องการเจาะเป็นสำคัญ

“ เมื่อเทรนด์เปลี่ยนไป โอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจก็จะเกิดขึ้น
เราต้องก้าวตามให้ทัน หากไม่ปรับตัว ความสำเร็จก็อาจลงลง ”

เมื่อรู้ข้อมูลเบื้องต้นที่เอามาฝากกันแล้ว ใครมีธุรกิจในฝันที่อยากทำให้มันเป็นจริงก็ขอให้เริ่มกันตั้งแต่ตอนนี้ แต่อย่าลืมว่าการรวบรวมและสืบค้นข้อมูลด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อธุรกิจจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความสำเร็จให้กับการประกอบธุรกิจได้อย่างดี แล้วอย่าลืมเช็ค Global Mega Trends ด้วยล่ะ ดูซิว่ามีธุรกิจไหนที่อยู่ในความสนใจของโลก และอยู่ในความสนใจของเรากันบ้าง …

อ้างอิง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย : https://www.kasikornbank.com/th/business/sme/KSMEKnowledge/article/KSMEAnalysis/Documents/5BusinessTrendsOf2017.pdf

9 สเต็ป วางแผนการเงิน


STEP 1 : ค้นหาแรงบันดาลใจและเป้าหมาย

– เราต้องการอะไรในอนาคต? (การแต่งงาน, มีลูก, มีรถ, มีบ้าน, ทุนการศึกษา, อิสรภาพของชีวิต(เกษียณ))

– ทำไมเราถึงต้องการสิ่งนั้น? (อยากมีครอบครัว, อยากมีความมั่นคงในชีวิต, อยากใช้ชีวิตอย่างหมดกังวลหลังเกษียณ, อยากมีอิสรภาพทางการเงิน) ไม่มีไม่ได้เหรอ? มันจำเป็นขนาดไหน? ถ้าไม่ได้แล้วชีวิตจะเป็นยังไง?

ขั้นตอนแรกนี้ผมถือว่าสำคัญที่สุดครับ สำคัญยิ่งกว่าความรู้ใดๆทั้งหมด เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจน ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหนักแน่น จะทำให้เราไม่มีแรงผลักดันที่มากพอจะพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป้าหมายทางการเงินที่ต้องใช้เงิน ทำให้เราต้องหาเงิน ต้องอดทน ต้องอดออม ต้องมีวินัย อย่างต่อเนื่อง (บางเป้าหมาย เช่น เกษียณอายุ หรือมีอิสรภาพทางการเงินและชีวิต อาจจะใช้เวลาถึง 10-20 ปี) ถ้าเราไม่มีเหตุผลและความรู้สึกที่ชัดเจน หนักแน่น ต่อเป้าหมายมากพอ หรือเป็นเป้าหมายที่เราไปหยิบยืมความฝันของคนอื่นมา (เช่น อยากมีเงิน 100 ล้าน เพราะคิดแค่ว่ารวยดี อยากมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะอยากสบาย ฯลฯ) ไม่มีวันจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้แน่นอน เราจะท้อแท้ และล้มเลิกกลางทางไปซะก่อน เพราะเรารู้สึกว่า ถึงไม่ได้มันมา เราก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่

อย่างที่มีคนกล่าวไว้ “ถ้าความต้องการมากพอ เดี๋ยววิธีการจะตามมาเอง”

เรามีความต้องการที่มากพอกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ไหม? ลองถามตัวเองดูครับ

 

STEP 2 : ระบุเป้าหมายอย่างละเอียด

– เป้าหมายนั้นราคาเท่าไหร่? (ค่าจัดงานแต่ง, ราคารถ, ราคาบ้าน, มูลค่าทุนการศึกษา, จำนวนเงินที่ต้องเตรียมเพื่อการเกษียณ, มูลค่าทรัพย์สินที่ต้องมีทั้งหมด เพื่อให้มีอิสรภาพ)

– ต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นในอีกกี่ปีข้างหน้า?

ที่ต้องรู้ ก็เพราะการมีตัวเลข จะทำให้เราสามารถ “วัด” ได้ ว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายไปเท่าไหร่แล้ว และ “เหลือ” (จำนวนเงิน, เวลา) อีกเท่าไหร่ ที่เราต้องไปให้ถึง หากไม่มีตัวเลข หรือตัวเลขไม่ชัดเจนแล้ว เราจะไม่สามารถวัดผลได้เลย

ดังนั้น บางทีเราอาจจะต้องรู้วิธีการคำนวณหาเงินเป้าหมายก่อน (หรือใช้เครื่องมือ หรือโปรแกรม ช่วยคำนวณก็ได้)

 

STEP 3 : กลับมาสำรวจตัวเองในปัจจุบัน ด้านการเงิน และการงานส่วนตัว

ด้านการเงิน

– จัดทำงบกระแสเงินสด (ประเมินรายได้, รายจ่าย, เงินออม ต่อเดือน ต่อปี เท่าไหร่? หักลบกัน คงเหลือเท่าไหร่? เพื่อสำรวจ “พฤติกรรม” การใช้จ่ายของตัวเอง ว่าเราใช้จ่ายเกินตัวไหม? เราใช้จ่ายกับอะไรเป็นส่วนมาก? แล้วรายจ่ายเหล่านั้นจำเป็นไหม ปรับลดได้ไหม? รายได้ที่เรามีเทียบกับรายจ่ายแล้วน้อยเกินไปรึเปล่า? จะมีวิธีการเพิ่มรายได้ยังไงได้บ้าง

– จัดทำงบความมั่งคั่งสุทธิ (สินทรัพย์ที่มีอยู่ทั้งหมด(เงิบเก็บสภาพคล่อง, เงินลงทุน, ทรัพย์สินส่วนตัว), หนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมด (หนี้สินระยะสั้นเช่นบัตรเครดิต, หนี้สินระยะยาวเช่น หนี้บ้าน หนี้รถ) มีอะไรบ้าง? มีอยู่เท่าไหร่? หักลบกันแล้ว สินทรัพย์มากกว่าหนี้สินเท่าไหร่? นั่นคือความมั่งคั่งสุทธิของเรา หรือมูลค่าฐานะทางการเงินที่แท้จริงของเรานั่นเอง เพื่อหาคำตอบว่า “เรามีความมั่นคงทางการเงิน” มากน้อยแค่ไหน

ด้านการงาน

– งานที่ทำอยู่ในปัจจุบันคืองานอะไร? เรารู้สึกยังไงกับงาน? ชอบหรือไม่ชอบ? มีความสุขกับงานที่ทำรึเปล่า? รายได้เท่าไหร่? เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายไหม? ทำให้เหลือเงินเก็บอย่างพอเพียงรึเปล่า?

ที่ต้องสำรวจด้านการงานด้วย ก็เพราะว่า งาน ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในชีวิตเลยใช่ไหมล่ะครับ? เราจะมีเงินได้ ก็เพราะว่าเราต้องทำงาน ถ้าไม่มีงานเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย มาออม มาลงทุน? ถ้าเรายังทำงานได้ไม่ดีพอ รายได้ที่เราหาได้ จะสูงพอที่จะนำไปบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้หรือเปล่า? ดังนั้น ยิ่งมีเป้าหมายสูง ไลฟ์สไตล์สูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เงินมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องทำงานให้ดี หาเงินให้เก่งขึ้นตามไปด้วย ถึงจะบรรลุเป้าหมายได้ (ซึ่งก็แล้วแต่ชีวิต และความต้องการของแต่ละคนนะครับ บางคนต้องการน้อย ใช้น้อย ก็อาจจะไม่อยากดิ้นรนเพื่อหาเงินให้มากขึ้นก็ได้)

 

STEP 4 “ทำงานที่รัก รักงานที่ทำ” : จัดการกับชีวิตการงานของตัวเองให้ลงตัวซะก่อน

– ถ้ามีความสุขกับงานที่ทำ รายได้เหมาะสมแล้ว แสดงว่ารากฐานชีวิตของเราก่อนจะวางแผนการเงิน มั่นคงดีแล้ว

– ถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ ต่อให้รายได้มากขนาดไหน เพียงพอต่อการบริหาร และวางแผนการเงินขนาดไหน บางที ระหว่างการเดินทางสู่เป้าหมายทางการเงิน ก็อาจไม่มีความสุขได้

– ถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ รายได้ก็ไม่เท่าที่หวัง ควรจะลองค้นหาตัวเองเพื่อหางานที่เหมาะสมกับเราให้ได้

– เราถนัดอะไร? เราชอบทำอะไร? อะไรที่เวลาเราทำแล้วมีความสุข? อะไรที่เวลาเราทำแล้วมีคนชอบ มีคนชื่นชม มีคนขอบคุณ? ให้เริ่มจากการพัฒนาทักษะในสิ่งนั้น

– แต่บางครั้ง การต้องฝืนทำอะไรในสิ่งที่ไม่ชอบบ้าง (แม้จะเป็นอาชีพที่เราทำแล้วมีความสุข แต่มันก็จะต้องมีสิ่งที่เราไม่อยากทำ หรือเป็นอุปสรรคบ้างอยู่แล้วล่ะ) ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะถ้าผ่านมันมาได้ซ้ำๆ จะทำให้เราเกิดความ “ภาคภูมิใจในตัวเอง” ว่าแม้แต่เรื่องยากๆ เราก็ผ่านมันมาได้แล้ว ไม่มีใครดูถูกเราเรื่องนี้ได้

ทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับงานมาก? เพราะผมเชื่อว่า เราใช้เวลา 1/3 ของชีวิตไปกับการทำงาน เพราะฉะนั้น ถ้างานไม่ดี ไม่โอเคกับการทำงาน กับรายได้ที่หาได้ ยากมาก ที่จะมีการเงินที่ดี เพราะถ้ารายได้น้อยเกินไป เราจะไม่เหลือเงินออมมาวางแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือถ้าเราไม่มีความสุขกับการทำงาน ทำงานหนักเกินไป เครียดอยู่บ่อยๆ เราก็มีแนวโน้มที่จะเอาเงินที่หามาได้ไปใช้จ่าย กิน เที่ยว ช็อปปิ้ง เพื่อหาความสุขจากการบริโภคมาทดแทนความสุขที่เสียไปจากการทำงาน ก็ยิ่งทำให้เรามีโอกาสเหลือเงินเก็บมาวางแผนการเงินในอนาคตน้อยลงไปอีก

เพราะฉะนั้น การได้ทำงานที่ดี มีความสุข มีรายได้ที่เหมาะสม สามารถพัฒนาตัวเอง เพื่อเพิ่มรายได้อย่างสม่ำเสมอ คือสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการวางแผนการเงินครับ

 

STEP 5 “มีเงินเหลือเก็บ” : รากฐานของการวางแผนการเงิน คือวินัยทางการเงินที่ดี

– ไม่ว่าเรากำลังทำงานที่รักหรือไม่ ขณะที่เรากำลังค้นหางานที่ใช่ เราก็ต้องบริหารการใช้จ่ายส่วนตัวไปพร้อมๆกันด้วย

– ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงกับรายได้ที่หามา ไม่ฟุ้งเฟ้อเกินตัว บริหารเงินให้รายจ่ายน้อยกว่ารายได้ที่หามา ให้เหลือเงินเก็บให้ไ้ด้

– หากมีหนี้ที่เกิดจากการบริโภคหรือหนี้ระยะสั้น ยังไม่ต้องคิดเรื่องอื่น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด เจรจาประนอมหนี้ แล้วหาทางเคลียร์หนี้สินให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก

– สะสมเงินเก็บให้มีเงินสำรอง อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน (สำหรับคนที่ทำงานประจำ) หรืออาจจะถึง 10-12 เท่า สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานประจำ เพื่อเป็นเงินก้อนเผื่อเหตุฉุกเฉิน (เช่น ตกงาน หางานไม่ได้ มีเหตุต้องใช้เงินก้อนใหญ่กะทันหัน)

– เปลี่ยนแนวคิดจาก “หามาได้ ใช้จ่าย เหลือเท่าไหร่ค่อยเก็บเท่านั้น” มาเป็น “หามาได้ ตัดเก็บตามที่ตั้งใจไว้ก่อนเลย เหลือเท่าไหร่ค่อยใช้เท่านั้น” แทน เพื่อป้องกันการเก็บเงินไม่อยู่ โดยการใช้เครื่องมือในการเก็บเงินอัตโนมัติเข้าช่วย เช่น สมัครใช้ระบบตัดเงินจากบัญชีเงินเดือน ไปบัญชีเงินออมที่ถอนได้ยาก หรือในบัญชีเงินลงทุน อัตโนมัติ ทุกๆเดือน จะทำให้เราสามารถออม/ลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอ มีวินัย โดยที่เราแทบไม่รู้สึกว่าต้องบังคับตัวเองอะไรเลย

 

STEP 6 “ปกป้องเงินที่หามาและเงินออมที่มีอยู่” : ปิดความเสี่ยง อุดรอยรั่วทางการเงิน ด้วยการทำประกัน

– เมื่อมีเงินเหลือ อุตส่าห์เก็บสะสมเงินที่หามาได้ ก็ควรปกป้องเงินเก็บดังกล่าว ไม่ให้สูญเสียไปกับกรณีไม่คาดฝันที่อาจจะทำให้เราต้องสูญเสียเงินเก็บจำนวนมาก เช่น รถชน, ไฟไหม้, บาดเจ็บจากการเกิดอุบัติเหตุ, ป่วยเป็นโรคร้ายแรง, ต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล จนทำให้กระทบกับเงินส่วนตัว หรือเป็นภาระคนใกล้ตัว

– ถ่ายโอนความเสี่ยงเหล่านี้ให้กับบริษัทประกัน ด้วยการทำประกันรถยนต์, ประกันอัคคีภัย, ประกันทรัพย์สินต่างๆ, ประกันสุขภาพ, ประกันโรคร้ายแรง และประกันชีวิต โดยการจ่ายเบี้ยประกันให้เหมาะสม เพื่อเป็นการตีกรอบความเสียหายให้อยู่ในขอบเขตที่เราบริหารจัดการได้ คือแค่เท่าเบี้ยประกันในแต่ละปี

 

STEP 7 “ลงทุน” : เพื่อเพิ่มพูดความมั่งคั่ง ให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

– เมื่อรากฐานการเงินแข็งแรง เงินที่หามาได้ ได้รับการปกป้องแล้ว ก็สามารถเดินต่อไปได้อย่างอุ่นกายสบายใจ ด้วยการหาวิธีเพิ่มพูดความมั่งคั่งที่มีอยู่ เพื่อพาตัวเองไปสู่จุดหมายที่ต้องการ

– จากการที่เราวางเป้าหมายทางการเงินแล้ว รู้เป้าหมายราคาเท่าไหร่ ก็มาคำนวณว่า อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมกับเวลาลงทุน และความเสี่ยงที่เรารับได้เป็นเท่าไหร่? เพื่อหาจำนวนเงินลงทุนที่เหมาะสม

– วางแผนจัดทำกลยุทธ์การลงทุนหลัก (Strategic Asset Allocation : SAA) เพื่อออกแบบพอร์ตการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเรา โดยมีการกระจายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ประเภทต่างๆ ตามสัดส่วนที่กำหนด

– อาจจะวางแผนการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุน (Tactical Asset Allocation : TAA) สำหรับการบริหารพอร์ตการลงทุนระหว่างที่เราลงทุน ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เช่น หุ้นตก, อัตราดอกเบี้ยปรับตัว ฯลฯ เพื่อควบคุมอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยการปรับสัดส่วนที่กำหนดไว้ ในขอบเขตที่เหมาะสม (ศึกษาหาความรู้ให้ดีก่อน อย่ากระโจนไปทำมั่วๆ ตามกระแส หรือคำแนะนำของคนอื่นโดยไม่ได้วิเคราะห์เอง)

– เมื่อวางแผนกลยุทธ์เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการคัดเลือกหลักทรัพย์เข้ามาในพอร์ตการลงทุน หุ้นตัวไหนที่เหมาะสม?, กองทุนไหนที่ตอบโจทย์? โดยการคัดเลือกก็ต้องใช้วิธีวิเคราะห์ ทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หาราคาที่เหมาะสมสำหรับการซื้อ รวมไปถึง การวิเคราะห์เชิงเทคนิค หาจังหวะเวลาเหมาะสมที่จะเข้าซื้อ รวมถึงคำนวณหาราคาขาย และจังหวะขายที่เหมาะสม ตามสถานการณ์ หรือเวลาที่เริ่มจะใกล้ถึงเป้าหมาย

 

STEP 8 รู้จักบริหารจัดการ “ภาษี” : เพื่อดึงรายได้กลับมาอย่างถูกกฎหมายอีกทางหนึ่ง

– สำรวจรายได้ว่า เรามีรายได้อยู่ในหมวดไหนบ้าง? (40(1) – 40(8)) มีโอกาสใช้ค่าลดหย่อนอะไรบ้าง ที่เรามีสิทธิ์ใช้ได้? (หักค่าใช้จ่าย, ส่วนตัว, คู่สมรส, บุตร, บิดามารดา, ประกันชีวิต, ประกันสุขภาพบิดามารดา, RMF, LTF, PVD, กบข., ประกันสังคม, เงินบริจาค, เลี้ยงดูผู้พิการ, ดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน, ท่องเที่ยว ฯลฯ) และมีสิทธิ์ใช้ได้สูงสุดเท่าไหร่?

– มีโอกาสที่เราสามารถปรับโครงสร้างรายได้ เพื่อเปลี่ยนหมวดรายได้ ไปยังหมวดรายได้ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูงขึ้นได้ไหม?

– อย่าลืมว่า ภาษี เป็นเพียง “สิทธิ์” ในการหารายได้เพิ่มเติม ไม่ใช่ “เงื่อนไขที่จำเป็น” ที่ทุกคนต้องทำเพื่อให้ได้ค่าลดหย่อนที่มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงผลเสียหาที่อาจจะตามมาต่อการเงินด้านอื่นๆ (เช่น ซื้อประกันชีวิต, RMF, LTF เต็มแม็ก เพื่อให้ได้ลดหย่อนสูงสุด แต่ไม่คำนึงเลยว่า ซื้อมากเกินความเหมาะสมหรือไม่ เป็นรายจ่ายที่มากเกินไปรึเปล่า) ดังนั้น ให้ตั้งเป้าหมายที่เป้าหมายการเงินก่อน ภาษีที่ลดหย่อนได้จากค่าลดหย่อนที่ซื้อได้ ถือเป็นของแถม

 

STEP 9 วางแผนส่งต่อทรัพย์สินให้คนข้างหลังอย่างเหมาะสม

– ตลอด 8 ขั้นที่ผ่านมา คือการวางแผนเงินทอง “เมื่อเรายังมีชีวิต” อยู่ แต่ในสเต็ปนี้ คือการวางแผนเงินทอง “เมื่อเราจากไปแล้ว” เพื่อให้เกิดความสงบ เรียบร้อย ไม่มีปัญหา แก่คนที่อยู่ข้างหลัง ทั้งในเรื่องของ การแก่งแย่ง ทะเลาะเบาะแว้ง หรือภาระภาษีที่ต้องจ่าย

– จัดทำพินัยกรรม, ธรรมนูญครอบครัว, วางแผนมรดก, วางแผนภาษีมรดกและภาษีการให้, ภาษีที่ดิน ให้ถูกต้องเหมาะสม

 

ที่มา

อยากมีเงินเพิ่ม ไม่ยาก แค่เปลี่ยนนิสัยบางอย่างของคุณ

เงินมีความสำคัญอย่างมากในชีวิตของมนุษย์ และเราต่างก็รู้ดีว่าเงินนั้นมันหายาก ดังนั้นการประหยัดเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญ เผื่อเอาไว้สำหรับวิกฤตการณ์ทางการเงินในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่อยู่ ๆ จะให้เก็บเงินเก็บออม อาจจะดูยากและฝืนใจกันเกินไปเสียหน่อย
เราจึงขอเสนอ วิธีง่าย ๆ สำหรับผู้ที่ อยากมีเงินเพิ่ม ที่จะช่วยให้คุณมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น นั่นก็คือการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์นั่นเอง

เลิกสะสม – เริ่มต้นขาย

หลายคนมีสิ่งของหลายอย่างเก็บเอาไว้ในบ้าน แม้ว่าคุณแทบจะไม่ได้แตะมันเลยด้วยซ้ำแต่คุณก็ยังเก็บสิ่งเหล่านั้นไว้ อย่างเช่น หนังสือ ตุ๊กตา โมเดล เป็นต้น แทนที่คุณจะเก็บของเหล่านั้นเอาไว้ให้ฝุ่นเกาะ ลองเปลี่ยนเป็นขายของเหล่านั้นดูสิ นอกจากจะช่วยให้บ้านของคุณโล่งโปร่งสบายขึ้นแล้ว ยังช่วยให้คุณมีเงินเพิ่มในกระเป๋าอีกด้วยนะคะ

สมัครสมาชิก

มีร้านค้าและบริการมากมาย ที่ดึงดูดลูกค้าด้วยส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิกเท่านั้น นอกจากนี้ บางแห่งยังมีของขวัญพิเศษ หรือแต้มสะสมพิเศษเอาไว้แลกของรางวัล สำหรับสมาชิกใหม่ด้วย ดังนั้น การสมัครสมาชิกร้านค้าหรือบริการที่คุณไปบ่อย จะถือเป็นการประหยัดเงินกว่าในระยะยาวค่ะ เพราะได้ส่วนสดพิเศษสำหรับสมาชิกนั่นเอง

ลิสต์รายการช้อปปิ้ง

ลิสต์รายการช้อปปิ้งของคุณ ก่อนที่คุณจะออกไปช้อปปิ้งตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งการเขียนรายการช้อปปิ้งนี้ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คุณประหยัดเงินจากการช้อปปิ้ง เพราะมันจะทำให้คุณมีสมาธิจดจ่ออยู่แต่สิ่งของที่อยู่ในลิสต์ ถ้าคุณไม่มีลิสต์รายการ คุณอาจจะจบลงด้วยการเดินไปเรื่อย ๆ หยิบของทุกอย่างที่คุณเห็น และกลายเป็นว่าคุณจะต้องเสียเงินไปกับสิ่งของที่คุณไม่ได้ต้องการหรือมีความจำเป็นต้องใช้เลย

ลดความแออัดในตู้เสื้อผ้า

ลองเปิดไปดูในตู้เสื้อผ้าของคุณ และค้นหาทุกอย่างที่คุณไม่ได้ใช้มัน อย่าเพียงแค่โยนมันออกไป แต่ให้เอาของที่คุณไม่ได้ใช้พวกนั้น มาเปลี่ยนเป็นเงินเข้าประเป๋าคุณสิคะ คุณสามารถขายสิ่งของเหล่านั้นได้บนเว็บ eBay ร้านขายของเก่า หรือจะไปบริจาคให้กับคนยากไร้ก็ได้ค่ะ นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังช่วยให้ตู้เสื้อผ้าของคุณดูโล่งสะอาดตามากยิ่งขึ้นด้วย ได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งร่องเลยนะคะ

หลีกเลี่ยงอาหารจานด่วน

แทนที่จะไปกินอาหารขยะ หรือพวกอาหารจานด่วนทั้งหลาย ลองเปลี่ยนมาทานอาหารที่ทำให้คุณมีสุขภาพดีแทนดีกว่านะคะ ซึ่งวิธีที่จะมั่นใจได้ว่าอาหารนั้น ๆ สะอาด และได้โภชนาการที่ครบถ้วนจริงนั้น คือการทำอาหารทานเองที่บ้านนั้นประหยัดกว่ามาก ทำอาหารครั้งเดียว สามารถเก็บเอาไว้กินได้หลายมือ้ทีเดียว ซึ่งการเสียเวลาเพิ่มอีกนิดในการเตรียมอาหาร ไม่เพียงแต่จะทำให้คุณประหยัดเงินเท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี ถือเป็นการเสียเวลาที่คุ้มค่าไม่น้อยเลยนะคะ

ติดตั้งหลอดไฟ LED หรือ CFL

คุณสามารถประหยัดเงินได้ ด้วยการใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น และอีกวิธีหนึ่งในการประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ คือการใช้หลอดไฟที่แพงขึ้นมาอีกนิดหน่อย แต่มีระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานกว่าและมีอัตราการกินไฟที่น้อยกว่าหลอดไฟธรรมดา ซึ่งจะทำให้คุณประหยัดเงินค่าไฟฟ้าของคุณได้ นั่นก็คือหลอดไฟ LED แม้ว่าหลอดไฟนี้ จะมีราคาแพงกว่าหลอดไฟ CFLs แต่หลอดไฟ LED ก็มีความสว่างกว่า และมีความร้อนที่ไม่มากเกินไป แถมยังมีอายุการใช้งานหลายสิบปีเลยทีเดียว เรียกว่าเป็นการประหยัดเงินในระยะยาวที่ได้ผลดีทีเดียวค่ะ

เลิกใช้บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตซื้อของจากเว็บไซต์ออนไลน์

คนส่วนใหญ่มักจะใช้บัตรเครดิตซื้อของออนไลน์ เพราะมันง่ายและแสนจะสะดวกสบาย เพียงแค่คลิกไม่กี่คลิก แล้วก็กรอกรายละเอียดบัตรเครดิตของคุณลงไปในหน้าเว็บไซต์ ของที่คุณต้องการก็จะส่งมาถึงหน้าประตูบ้านคุณ โดยที่คุณแทบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย ไม่ต้องเสียค่ารถค่าน้ำมันเดินทางไปซื้อของ ไม่ต้องเสียแรงแบกของยกของหรือขนย้ายของเอง แต่เพราะความง่ายนี่แหละค่ะ ที่อาจจะทำให้คุณเพลิดเพลินกับการซื้อของจนเมื่อรุ้ตัวอีกที เงินคุณก็หมดกระเป๋าแล้ว ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ก็คือไม่ใช้บัตรเครดิตของคุณซื้อของออนไลน์ หรืออย่างน้อย ลบบันทึกข้อมูลบัตรเครดิตของคุณออกไป เพื่อเพิ่มความยากในการซื้อของออนไลน์ ก็จะทำให้คุณซื้อของออนไลน์น้อยลง ประหยัดเงินได้มากขึ้นนะคะ

เห็นไหมคะว่าการประหยัดเงิน และการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถทำให้คุณมีเงินเก็บขึ้นมาได้อีกมาก ใครอยากมีเงินเก็บเพิ่ม ลองทำตามเคล็ดลับที่เรานำมาเสนอในวันนี้ดู

 

ที่มา http://money.sanook.com/510143/