ภาษีที่เราออกให้แทน สามารถลงเป็นรายจ่าย ได้หรือเปล่า

หากบริษัทฯ ผู้จะซื้อได้ตกลงออกเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขาย

บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขายต้องนำค่าภาษีทุกประเภท รวมทั้งค่าธรรมเนียมดังกล่าว ไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีรายได้นั้น

โดยบริษัทฯ มีสิทธินำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ผู้จะซื้อออกแทนให้นั้น มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่จะต้องปรากฏหลักฐานที่ระบุชื่อบริษัทฯ เป็นผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 และมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับผู้จะซื้อ หากปรากฏหลักฐานระบุชื่อเป็นผู้จ่ายค่าภาษีฯ และค่าธรรมเนียมฯ ตามที่กล่าวอ้าง ผู้จะซื้อมีสิทธินำรายจ่ายเหล่านั้น มารวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายได้ ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

http://www.rd.go.th/publish/35305.0.html


เพิ่มเติม

#จ่ายเงินแล้ว #ไม่ได้หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หรือ #หักขาดไป #ผู้จ่ายเงิน #ต้องร่วมรับผิด
ตาม ม.54 ประมวลรัษฎากร

มาตรา 54 ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

ศึกษาเพิ่มได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ::
http://www.rd.go.th/publish/3564.0.html

 http://www.rd.go.th/publish/3558.0.html

ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 

#ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ
1. e-Tax Invoice / e-Receipt
2. e-Filing / e-Withholding Tax
3. e-Payment

#ทุกท่านพร้อมรับมือระบบภาษีใหม่ อนาคตอันใกล้ไม่เกิน 3 ปี ระบบภาษีจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือยัง

1. ขายสินค้า ออกใบกำกับภาษีโดยระบบ eTax Invoice
> ข้อมูลจะถูกเก็บโดยระบบคอมฯ ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และ กรมสรรพากร (เข้าระบบทั้งหมดปี 63) ออกบิลย้อนหลังไม่ได้ การซื้อบิลปลอมจะหมดไป

2. จ่ายเงินระหว่างกัน ใช้ระบบ ePayment
> บิลที่ไม่มีการชำระเงินจริง จะใช้ไม่ได้

3. ธนาคารจะทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้ประกอบการ พร้อมนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร ผลคือกรมสรรพากรได้เงินทันที ไม่ต้องรอถึงวันที่ 7 แถมได้ข้อมูลทั้งฝั่งผู้รับและผู้จ่าย

ที่มา :: กรมสรรพากร

ระวังต้องรับผิดชอบร่วมด้วย ลืมหัก หรือ หักขาด

#จ่ายเงินแล้ว #ไม่ได้หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หรือ #หักขาดไป #ผู้จ่ายเงิน #ต้องร่วมรับผิด
ตาม ม.54 ประมวลรัษฎากร

มาตรา 54 ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

ศึกษาเพิ่มได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ::

http://www.rd.go.th/publish/3564.0.html

http://www.rd.go.th/publish/3558.0.html

 

หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร

#ข้อแตกต่างคร่าวๆ
ระหว่าง #หจก. กับ #บจก.

หจก. ต้องมีหุ้นส่วน 2 จำพวก คือ #จำกัดความรับผิดชอบ #และไม่จำกัดความรับผิดชอบ (หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดชอบ ##ไม่มีสิทธิ์เซ็นเช็ค) ครับ
ส่วนบจก. #ทุกคนจำกัดความรับผิดชอบ ครับ

ตัวอย่าง :: นาย ก และ นาย B จัดตั้ง หจก. โดยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งคู่ โดยลงทุน คนละครึ่งเท่าๆ กัน แบบนี้ถือว่า นาย ก และ นาย B เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบทั้งคู่

#แบบนี้ ไม่สามารถจดจัดตั้ง หจก. ได้ครับ #เพราะมีหุ้นส่วนแค่จำพวกเดียวไม่ครบ 2 จำพวกครับ


#ความรับผิดชอบในหนี้สิน :
หจก.
– จำกัดความรับผิดชอบ #รับผิดชอบตามเงินลงทุน
– ไม่จำกัดความรับผิดชอบ #รับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมด (#รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวด้วย)

บจก. #รับผิดชอบเฉพาะเงินลงทุนที่ยังไม่ได้ชำระ


#การบริหารงาน :
หจก. ต้องปรึกษาหุ้นส่วน
บจก. บริหารงานโดยคณะกรรมการ


#การรับรองงบการเงินประจำปี :
หจก. ไม่ต้องลงโฆษณา
บจก. ต้องลงโฆษณาเชิญประชุมผู้ถือหุ้น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ปีละครั้ง


#ผู้เซ็นต์รับรองงบการเงินประจำปี :
หจก. TA หรือ CPA
บจก. CPA


#จำนวนผู้เริ่มจดจัดตั้ง :
หจก. อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป (จำกัดและไม่จำกัด อย่างน้อยจำพวก ละ 1 คน)
บจก. 3 คนขึ้นไป


ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1013 ได้กำหนดห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภทคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินของห้างทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวได้ และผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนสามัญจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา คำนำหน้าชื่อห้างหุ้นส่วนใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” ถ้าไม่ได้ระบุลงในสัญญาห้าง ตามกฎหมายให้ถือว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้

1.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน มีสภาพเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน คำนำหน้าชื่อห้างหุ้นส่วนใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียวคือหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน โดยไม่จำกัดจำนวน และในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง จะตกลงให้มีผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการของ ห้างหุ้นส่วนก็ได้

2. #ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่

2.1 หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน และหุ้นส่วนจำพวกนี้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างได้

2.2 หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่ได้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด มีข้อแตกต่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ มีลักษณะสำคัญคือ
1. มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียงประเภทเดียว คือ ประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบในหนี้สิน
2. ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิเข้าจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้
3. ทุนที่นำมาเป็นเงินสด สินทรัพย์ต่าง ๆ และแรงงานได้
4. จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ได้
5. เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวได้
6. เมื่อหุ้นส่วนผู้ใดถึงแก่ความตายหรือลาออกจากห้างหุ้นส่วน หรือล้มละลาย สัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนเป็นอันสิ้นสุดต้องเลิกกิจการ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีลักษณะสำคัญคือ
1. มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือประเภทที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบ และประเภทที่จำกัดความรับผิดชอบ
2. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบไม่มีสิทธิเข้าจัดการกับห้างหุ้นส่วน
3. หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบลงทุนเป็นแรงงานไม่ได้
4. ต้องจดทะเบียน และมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล
5. เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ
6. หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ ตาย ลาออก หรือล้มละลาย ไม่ต้องเลิกกิจการ

+ #ห้างหุ้นส่วนจำกัด
จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเสมอ จะไม่จดทะเบียนไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1078 วรรค 1 จึงเป็นข้อแตกต่างกับห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้

+ #ผู้ที่จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้นั้น #จะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น ( มาตรา 1067 )

 

6 เทคนิคพิชิตเงินล้าน

เงินล้านสมัยนี้ จะว่ามากก็มาก จะว่าธรรมดาๆก็อาจจะใช่สำหรับใครบางคน แต่กับคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เงินล้านนี่นับได้ว่าคือความฝันอันสูงสุดเลยก็ว่าได้  วันนี้มีเรื่องของกรรมกรก่อสร้างที่มีเงินหนึ่งล้าน จากการใช้ 6 เทคนิคพิชิตเงินล้านมาฝาก

นายอ๊อดย้อนอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วให้ฟังว่า เขาเป็นคนชอบหาความรู้ ดูยูทูปไปเรื่อย วันหนึ่งไปได้แรงบันดาลใจเรื่อง 6 ข้อคิดพิชิตเงินล้าน แล้วเกิดความสนใจ เลยลองนำมาใช้ดู ใช้แบบเท่าที่ตัวเองเข้าใจเมื่อใช้ไปๆ เลยตั้งใจอย่างจริงจัง และจะทำความฝันมีเงินล้านเป็นจริงให้จงได้

เทคนิคที่ 1ปลอดหนี้ หนี้มีทั้งหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และ หนี้ที่ต้องตามจ่าย ไม่มีรายได้คืนมา ในการเริ่มต้น ทางที่ดีอย่าเพิ่งมีหนี้เลยทั้งหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่เกิดรายได้

เทคนิคที่ 2 มีสภาพคล่องดี การมีสภาพคล่องดีหมายถึง มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ การมีเงินใช้เดือนชนเดือนก็ยังถือว่าพอใช้ได้ ยังไงก็ดีกว่ามีไม่พอใช้

เทคนิคที่ 3 รู้จักความเสี่ยง ความเสี่ยงในเรื่องการเงินจะอิงกับอัตราผลตอบแทนเสมอ ตัวเลขที่ออกมาดูดี เสี่ยงแล้วคุ้มก็ต้องเสี่ยง ถ้าไม่เสี่ยงก็อาจต้องใช้เวลานาน ไม่ทันการ เงินก็จะโตไม่ทันกิน

เทคนิคที่ 4 ทำให้สอดคล้องกับภาษี คนมีรายได้ มีหน้าที่เสียภาษี ไหนๆก็ต้องเสียภาษีก็ต้องเสียแบบที่มีผลประโยชน์และผลพลอยได้จากค่าลดหย่อนต่างๆ

เทคนิคที่ 5 มีทุนสำรอง คือเงินที่กันไว้ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยก็ประมาณ 6 เท่าของเงินเดือน

เทคนิคที่ 6 มีดอกผลให้เก็บกินยามเกษียณ การจะมีดอกผลได้ต้องรู้จักลงทุน หรือฝากเงินในรูปที่ให้ผลตอบแทนได้ในระยะยาว

นายอ๊อดจำ 6 เทคนิคนี้ได้ขึ้นใจ เขาเล่าต่อว่า เมื่อก่อนได้ค่าแรงวันละ 500 เดือนหนึ่งก็ประมาณ 15000 บาท แต่มีหนี้จากการจำนองที่ดิน เงินเหลือกินใช้จากการทำงาน ก็ต้องเอามาจ่ายหนี้ ไม่เหลือเก็บ ดอกเบี้ยก็แพงมหาโหด นานวันเข้า รายได้ก็ไม่พอจ่ายหนี้ ต้องยืมที่นั้นมาจ่ายที่นี้ หมุนวนไปเรื่อย ยืมหนี้ใหม่ มาใช้หนี้เก่า แน่นอนว่ามันจะต้องไปต่อไม่ไหวเข้าสักวัน เพราะดอกเบี้ยแพงเหลือเกิน เมื่อได้รู้เรื่อง 6 เทคนิคพิชิตเงินล้าน เขาจึงตัดสินใจ ขายที่ดินเพื่อล้างหนี้ ทำตัวเองให้ปลอดหนี้ตามเทคนิคข้อที่ 1 ญาติพี่น้องต่างก็รุมด่ารุมว่า แต่นายอ๊อดก็มีความเด็ดเดี่ยว คิดว่าไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้

นายอ๊อดยังคงเป็นกรรมกรก่อสร้างต่อไป ขยันทำโอที ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ข้อ 2 เรื่องสภาพคล่องดีจึงผ่านได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะว่าเขาและภรรยาตั้งกฎว่าจะใช้จ่ายเงินไม่เกินวันละ 300 บาท ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และยังสามารถเก็บเป็นทุนสำรองได้ภายในเวลาไม่นานนัก เท่ากับว่าเทคนิคข้อ 5 ที่ว่ามีทุนสำรอง ผ่านฉลุย

ต่อมาคือข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 6 นี่สิ ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ด้วยความที่นายอ๊อดเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ ดูเอาจากยูทูปและอินเตอร์เน็ตก็เริ่มเข้าใจเรื่องความเสี่ยง การลงทุน การซื้อกองทุน การซื้อประกันชีวิต เพื่อผลพลอยได้จากภาษีและได้เป็นคนดีเสียภาษีถูกต้อง จนตอนนี้ มีเงินเก็บรวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในรูปการลงทุน รวมแล้วประมาณ 1 ล้านบาท โดยใช้เวลานับจากวันขายที่ปลดหนี้ จนถึงตอนนี้รวมแล้วประมาณ 10 ปี

จะเห็นว่าความฝันที่จะมีเงินล้านไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีความรู้และตั้งใจจริง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ก้าวข้ามไปไม่ได้คือ เรื่องของหนี้สิน คนส่วนใหญ่ชอบเอาเงินในอนาคตมาใช้ ทำให้ไม่เหลือเก็บ ต้องเป็นหนี้และต้องจ่ายดอกเบี้ยซึ่งถือว่าสิ้นเปลืองมากๆ ดังนั้นเทคนิคข้อแรกสำคัญมากคือ ต้องไม่เป็นหนี้ พอไม่เป็นหนี้ก็มีสภาพคล่องดี จากนั้นก็มีเงินเหลือเก็บ พอมีเงินเหลือก็เอาไปลงทุน ใช้เงินต่อเงินได้ บวกกับยังคงทำงานเก็บเงินต่อไป กลายเป็นมีรายได้หลายช่องทาง ทำประกันและจัดการความเสี่ยง ก็จะรับมือกับเรื่องที่คาดไม่ถึงได้ ดอกผลจากการลงทุนก็จะเพิ่มพูนทวี มีให้กินใช้ในยามเกษียณ

ทุกอย่างจะเป็นขั้นเป็นตอนไปตามลำดับ ซึ่งใครๆก็ทำได้ไม่ยากเลย ข้อที่ยากที่สุดคือเรื่องหนี้นี่แหละ ถ้ายังไม่เป็นหนี้ก็อย่าไปก่อหนี้ ถ้ามีหนี้แล้วก็จัดการทำให้ปลอดหนี้ให้ไวที่สุด พอปลดหนี้ ปลอดหนี้ได้แล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“สมการนักออม … ลดภาษีก็เพิ่ม เงินออม ได้”

ชีวิตคนเรานอกจากความตายแล้วอีกอย่างที่หนีไม่พ้นก็คือ “ภาษี” เวลาซื้อของร้านค้าจะหักเงินเราไว้บางส่วนเอาไปจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เวลารับดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินปันผลก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสูงสุดถึง 15% เวลารับเงินเดือนก็จะถูกหักภาษีเงินได้สูงสุดถึง 35% และยังมีภาษีอื่นๆ อีกสารพัด เรียกได้ว่าถ้าเอาภาษีที่จ่ายในแต่ละปีมากองรวมกันอาจตกใจได้เลยครับ

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมีเรื่องปวดใจมาเล่าสู่กันฟัง เวลาเปิดสลิปเงินเดือนทุกครั้งจะพบว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาเอาเงินเราไปก่อนที่เราจะได้ตังค์ซะอีก “เงินเดือนที่ได้รับจริงน้อยกว่าฐานเงินเดือน”

อย่างเช่น เงินเดือน 50,000 บาทถูกหักภาษี 5,000 บาท

เงินเดือนที่ได้รับจริง 45,000 บาท

น่าปวดใจมั้ยครับ?

เราตั้งใจทำงานมาทั้งเดือนแต่เวลาเงินเดือนออกเรากลับไม่ได้รับเงินคนแรก ซึ่งตรงข้ามกับเจ้าของกิจการรับเงินเข้ามาก่อนแล้วเสียภาษีทีหลัง แล้วยังเอาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมนุษย์เงินเดือนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ถูกกำหนดไว้ 50% ของเงินเดือนแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,333 บาท ผมมั่นใจว่าหลายคนใช้จ่ายต่อเดือนเกินตัวเลขนี้มากนัก

แนวคิดที่ผมยึดถือ คือ “หาทางเสียภาษีให้น้อยสุด” ดังนี้

1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดได้จากการจำกัดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

2.ภาษี ณ ที่จ่าย ลดได้จากย้ายเงินฝากประจำไปกองทุนตราสารหนี้ หุ้นและกองทุนหุ้น เน้นการเติบโตราคามากกว่าเงินปันผล

3.ภาษีเงินได้ ลดได้จากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้ครบๆ บริษัทฯที่เปิดโอกาสให้แจ้งใช้สิทธิ์ลดหย่อนล่วงหน้าได้ก็ควรรีบทำ เพราะภาษีเงินได้ที่ถูกบริษัทฯหักเพื่อนำส่งสรรพากรในแต่ละเดือนจะลดลงและไม่ต้องรอทำเรื่องขอคืนภาษีด้วยครับ

อาจมีบางคนแย้งว่าแล้วจะเอาเงินมาพัฒนาประเทศจากไหน ผมขออนุญาตแนะนำว่าให้เราตั้งใจทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านี้ ก็เสียภาษีเพิ่มแล้วครับ

ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่จำนวนภาษี แต่เป็นอัตราภาษีที่เสียจริงครับ

อีกเหตุผลทุกวันนี้มีคนเลี่ยงไม่ยอมเสียภาษีเงินได้กันมาก รัฐบาลควรแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังก็จะมีภาษีจำนวนมากกลับมาพัฒนาบ้านเมือง และช่วยทำให้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนรายได้น้อยต้องเสียเท่ากับคนรายได้มาก แต่เป็นการบังคับใช้กติกาเดียวกันให้ผู้มีเงินได้ทุกคนเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่เหมาะสมตามรายได้ครับ

Thin Capitalization คืออะไร ?

ปกติทุกๆ กิจการจะมีแหล่งเงินทุน จาก 2 แหล่ง คือ
1. แหล่งที่เป็นเงินกู้ (Debt)
2 แหล่งที่มาจากส่วนของเจ้าของ (Equity)

คำว่า thin capitalization คือ การที่โครงสร้างเงินทุนของกิจการอาศัยเงินทุนจากแหล่งหนี้สินมากกว่าแหล่งเงินที่มาจากเจ้าของในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก

ปกติโดยทั่วไปก็ D:E ก็ที่ประมาณ 1:1 แต่กิจการที่ใช้สัดส่วนหนี้ต่อทุน 3:1 ก็ถือว่าเป็นการใช้สัดส่วนเงินทุนจากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับทุนก็หมายความว่า

สมมติมีทุนทั้งหมด 400 ล้าน โครงสร้างทุนนี้จะมีหนี้ 300 ล้าน และทุนจากเจ้าของแค่ 100 ล้าน
ประโยชน์ของการใช้เงินทุนที่มาจากหนี้ ก็คือการที่ดอกเบี้ยสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แต่เงินปันผลไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ มันหักออกจากกำไรสะสมถือเป็นการคืนทุนให้กับผู้เป็นเจ้าของ

ดังนั้น การใช้หนี้ จึงเป็นผลทำให้ต้นทุนเงินถัวเฉลี่ย (Weighted Average Cost of Capital ,WACC) ของกิจการต่ำลงมาได้ เนื่องจากได้ประโยชน์การที่สามารถลดภาษีที่จะต้องจ่ายลงมาได้ หรือเรียกกันว่า tax shield

ตัวอย่างเช่น กิจการมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีอยู่ที่ 100 ล้าน สมมติเรามีดอกเบี้ย 20 ล้านบาทกำไรก่อนภาษีจะเหลือที่ 80 ล้านเราจะเสียภาษีเพียง 24 ล้าน (สมมติอัตราภาษี 30%) แต่ถ้าเป็นเคสเราไม่กู้เงินได้กำไร 100 ก็เสียภาษี 30 ซึ่งก็แปลว่าเราเสียภาษีแพงไป 6 ล้านบาท อันนี้แปลว่าสมมติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 8% เท่ากับว่าเรามีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงเพียง 5.6% มาจาก 8*(1- อัตราภาษี) หรือ 8*(1-0.3) = 5.6 นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าการที่เราใช้หนี้เยอะสรรพากรก็ไม่ชอบใจนักเพราะจะเก็บภาษีเราได้น้อยลง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การมี thin cap จะดีนะ เนื่องจากการมีสัดส่วนหนี้มากๆ หรือที่เราเรียกว่า leverage สูงๆ มันจะสร้างความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้แก่กิจการ เนื่องจากเรามีดอกเบี้ยต้องจ่ายเป็นก้อน ที่เรียกว่า fixed charge ก็เป็นผลทำให้ถ้าเราประกอบการรายได้เพิ่มดีก็ดีไป แต่ถ้ารายได้หดเมื่อไรเมื่อนั้นคุณแย่แน่ๆ เพราะอัตรากำไรของคุณจะหล่นฮวบเลยหละครับ

 

ขอเพิ่มเติม อีกหน่อยนึงครับ
ปกติกิจการใช้เงินทุนจาก 2 แหล่ง D และ E ที่ว่าไปแล้ว ซึ่งแต่ละแหล่งมีอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุน (แบงค์ที่ให้กู้ หรือคนถือตราสารหนี้ และคนถือตราสารทุน) ต้องการแตกต่างกัน อัตราผลตอบแทนที่เขาเหล่านี้ต้องการ

ในทางกลับกัน ก็จะกลายเป็นต้นทุนเงินทุนของกิจการ ที่เราจะใช้เป็นตัวคิดลดกระแสเงินสดของโครงการต่างๆ ที่กิจการจะลงทุน การจะคิดต้นทุนแบบแยกกันระหว่างหนี้กับทุนคงทำไม่ได้เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน ก็เลยใช้วิธีถัวเฉลี่ยต้นทุนเงินทุนหรือที่เรียกว่า WACC

ซึ่งคำนวณมาจาก สัดส่วนทุน(e)*ต้นทุนเงินทุน+สัดส่วนหนี้(d)*ต้นทุนเงินกู้ หรือ We*Re+Wd*Rd สมมติว่ากิจการมี D/E ratio ที่ 60% : 40% และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 7% ต้นทุนเงินทุนอยู่ที่ 16% ตามนี้เราจะได้ อัตราภาษี 30%

อย่าลืมว่า Rd = interest*(1-tax rate) นะครับ

WACC = 0.6*(0.07)*(1-0.3)+0.4*(.16)
หรือเท่ากับ 0.0934 หรือ 9.34% ครับ
เราจะใช้ 9.34 % คิดลดโครงการต่างๆ ของกิจการที่กิจการต้องการจะลงทุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะคิดแบบวิธีที่เรียกว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ Net Present Value หรือ NPV ครับ

ถ้าคิดลดกระแสเงินในอนาคตที่เราคาดการณ์ไว้หักจากเงินลงทุนที่ต้องลงแล้วเป็นผลบวกก็ตัดสินใจว่าจะลงทุนโดยหลักการครับแต่อาจมีข้อปลีกย่อยอื่นๆก็ต้องว่ากันไป ในแต่ละเคสครับ


 

ทำไงดี เช่าออฟฟิตจากบุคคลธรรมดา แต่ไม่ยอมให้หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

กรณี WHT ค่าเช่า ซึ่งเป็นการทำสัญญาเช่ากันระหว่าง บจก. กับ บุคคลธรรมดา ตกลงชำระกันที่เดือนละ 20,000 บาท โดยปกติคือต้องหักไว้ 5% แต่บุคคลธรรมดาไม่ยอมจะขอรับเงินค่าเช่าเต็มจำนวน

กรณีแบบนี้ บจก.ผู้จ่ายเงินต้องเป็นผู้เสีย 5% นั้นเอง
1.เราสามารถระบุ ลงไปในสัญญา ได้มั้ยค่ะ
2.เวลายื่น ภงด.3 มีการคำนวนเหมือนปกติ หรือไม่


#ในแง่บริษัท(ผู้เช่า) ::
> ทุกครั้งที่มีการจ่ายชำระค่าเช่า จะต้องออกหนังสือรับรอง 50 ทวิ ให้ผู้ให้เช่า โดยให้บริษัท ติ๊ก ตรงช่อง ออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ตลอดไป
> บันทึกบัญชี รายจ่ายค่าเช่า ต่อเดือน
20,000 + (20,000×5/95) = 21,052.63
> การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ออกให้ตลอดไป)
21,052.63 × 5% = 1,052.63 บาท
> ดังนั้นจะจ่ายค่าเช่าให้ ผู้ให้เช่า 20,000 บาท
( 21,052.63 – 1,052.63 )
> นำส่ง ด้วยแบบ ภงด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ถ้ายื่นผ่านระบบออนไลน์ ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป)
> ตอนทำสัญญาเช่าต้องระบุไว้ในหนังสือสัญญาเช่าด้วยว่า ผู้เช่าเป็นผู้ออกภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้ให้เช่าด้วย เพราะรายจ่ายค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายของผู้เช่าที่ออกจ่ายแทน จะไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี(3) แต่ถ้าไม่ระบุ ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกแทน จะไม่สามารถนำมาเป็นรายจ่ายได้
> เวลาบันทึกบัญชี (กรณีผู้เช่าเป็นผู้จ่าย) ::
เดบิท ค่าเช่า
เดบิท ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ออกแทน
เครดิต เงินสด
เครดิต ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย


เพิ่มเติม #ภาษีโรงเรือน ::

ปกติ ถ้าสัญญาเช่าไม่กำหนดไว้ #ผู้เช่า #ต้องเป็นผู้ชำระภาษีโรงเรือนครับภาษีโรงเรือน เป็นหน้าที่ที่ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์จะต้องมีหน้าที่เป็นผู้เสียครับ ดังนั้นทางเขตจะมาประเมินกับทางผู้ให้เช่า(เจ้าของตึก) เองครับ และใบเสร็จที่ทางเขตออกให้ก็จะเป็นชื่อของเจ้าของตึกครับ แต่จะมีการตกลงกันว่า จะผลักภาระภาษีโรงเรือนให้กับทางผู้เช่านั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ

#หลักในการคำนวณภาษีโรงเรือน #จะคำนวณมาจากรายรับทั้งปีที่ทางเจ้าของตึกที่ได้รับ คูณด้วย 12.5% ต่อปีครับ ก็จะออกมาเป็นภาษีโรงเรือน (เพียงแต่เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจประเมินตัวฐานให้สูงกว่าเงินที่ทางเจ้าของตึกได้รับก็ได้ครับ)

ภาษีโรงเรือน จะจ่ายเพียงทอดเดียว จะไม่มีการจ่ายซ้ำซ้อน เพียงแต่มีหลักว่า ภาษีโรงเรือน เป็นหน้าที่ ที่เจ้าของตึก จะต้องเป็นผู้เสีย

แต่ถ้าหาก มีการผลักภาระภาษีโรงเรือนให้ ผู้เช่า เป็นผู้จ่าย #ทางเจ้าของตึกจะต้องนำตัวภาษีโรงเรือนที่ทางผู้เช่าออกให้ #ไปรวมเป็นฐานของรายได้ด้วยครับ (ทำให้ฐานของรายได้ของเจ้าของตึกสูงขึ้นครับ) เช่น

เจ้าของตึกให้เช่าเดือนละ 20,000 บาท ปีละ 240,000 บาท

หากเจ้าของตึก ไม่ผลักภาระ ก็จะคำนวณภาษีโรงเรือนได้เท่ากับ 240,000*12.5% เท่ากับ 30,000 บาท

แต่เมื่อมีการผลักภาระภาษีดังกล่าว ให้กับผู้เช่า จึงจะต้องถือว่า เจ้าของตึกมีรายได้ เท่ากับ 240,000 + 30,000 = 270,000 บาทครับ

ถ้าจะพิจารณาถึงความยุติธรรม มันเป็นเรื่องของการตกลงกัน ระหว่าง ผู้เช่า และ ผู้ให้เช่า อีกทั้งตอนที่จะเซ็นสัญญาเช่า ก็ได้มีการระบุไว้แล้ว หากคิดว่าไม่ยุติธรรม ก็ไม่ควรทำสัญญาเช่าตั้งแต่แรกแล้วครับ

เทคนิคหาหุ้นส่วนธุรกิจเปิดใหม่

สำหรับผู้ที่คิดจะลงมือสร้างธุรกิจขึ้นมาสักประเภทหนึ่งนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีเรื่องให้คิดและดำเนินการควบคู่ไปด้วยเป็นจำนวนมากมายทั้งเรื่องการวางแผนธุรกิจ การตลาด การจ้างพนักงาน การหาสถานที่ตั้งสำนักงาน การเงิน ฯลฯ โดยสิ่งต่างๆที่กล่าวมาเหล่านี้สำหรับบางคนอาจจะไม่มีปัญหามากมายนักถ้ามีความรู้ความสามารถในด้านดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้วบวกกับกำลังทุนทรัพย์ที่เพียบพร้อมอันถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับวงจรธุรกิจมาก แต่ถ้าไม่ก็แสดงว่าผู้ประกอบการต้องมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจให้กับกิจการของตนเอง เทคนิคและแหล่งที่ควรใช้ในการมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจเข้ามาร่วมดำเนินงานกับทางบริษัทมีดังต่อไปนี้

ครอบครัว

ครอบครัวถือเป็นหุ้นส่วนที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะหน้าใหม่ๆในวงการ เพราะครอบครัวมีบางสิ่งที่หุ้นส่วนแบบอื่นๆไม่สามารถให้ได้ นั่นก็คือในเรื่องของคำปรึกษาอย่างจริงใจเมื่อเกิดปัญหา ความอบอุ่นและการดูแลเอาใจใส่ในธุรกิจที่ร่วมกันลงทุน และที่สำคัญคือในเรื่องของเงินทุนที่ปราศจากการคิดดอกเบี้ย ผู้ประกอบการหลายคนยังมักจะมีความอุ่นใจมากกว่าที่มีหุ้นส่วนเป็นบุคคลในครอบครัวเพราะสามารถให้ความไว้วางใจกันได้อย่างเต็มที่ มีความปลอดภัยไม่ต้องมานั่งครุ่นคิดและกังวลใจในเรื่องการยักยอกถ่ายถอนเงินออกจากบริษัท จึงเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจที่ควรจะต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกในการมองหาผู้ร่วมเดินทางในถนนธุรกิจ แต่มีข้อเสียอยู่ตรงที่ว่าการที่มีครอบครัวเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจนั้น มักจะมีปัญหาในเรื่องของภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพในสายตาของมุมมองสาธารณชนภายนอก นอกจากนี้ยังอาจเกิดปัญหาในด้านการบริหารงานบุคคลภายในบริษัทด้วยอันเกิดจากปัญหาในรูปแบบของกรณีที่เรียกกันว่า “เลือดย่อมเข้มค้นกว่าน้ำ” นั่นเอง จึงทำให้ธุรกิจบางครั้งอาจเกิดภาวะชะงักงันไม่ก้าวไปไหน และพนักงานในบริษัทอาจจะรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากทางครอบครัวผู้ประกอบการ จึงต้องทำการป้องกันปัญหาในเรื่องดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นมาด้วย

เพื่อน

หนึ่งในมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่และยาวนานที่สุดของสังคมมนุษย์นั่นก็คือ เพื่อน ในหลายครั้งหลายสถานการณ์และหลากหลายโอกาสพวกเขาเป็นผู้ที่เข้าใจในสิ่งที่ตัวผู้ประกอบการประสบพบเจอมากที่สุด เพื่อนจึงกลายมาเป็นหุ้นส่วนที่มีค่าและมีความสำคัญในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ที่มีไอเดียอยากจะตามล่าสานฝันในเรื่องของธุรกิจที่ตนเองได้คิดเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะในเรื่องของวัยที่ใกล้เคียงกัน จึงมีลักษณะความคิดที่เหมือนกันและไปกันได้ในทางธุรกิจ โดยการพิจารณาหาเพื่อนมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจนั้น ต้องดูองค์ประกอบในหลายๆด้าน นอกเหนือจากทางด้านการเงินแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งองค์ประกอบที่ควรจะนำมาใช้วิเคราะห์ได้แก่เรื่องของแนวความคิดการบริหารงานในการทำธุรกิจว่าไปกันได้กับแนวทางของผู้ประกอบการมากน้อยขนาดไหน ความรู้ความสามารถเพียงพอหรือไม่ และที่สำคัญคือในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่ต้องมองให้ลึกเป็นพิเศษ เพราะจะเห็นได้จากตัวอย่างในการทำธุรกิจมากมายที่ผลสุดท้ายต้องลงเอยด้วยการตกม้าตายในที่สุดจากสาเหตุการเกิดกรณีเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดขึ้นมา จึงต้องพิจารณาในเรื่องดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนด้วย และที่สำคัญควรระลึกไว้เสมอว่าเพื่อนมักจะอยากได้ผลตอบแทนที่มากกว่าหุ้นส่วนประเภทครอบครัวอยู่เสมอ

ผู้เชี่ยวชาญ

วิธีมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจจากการเชิญชวนผู้เชี่ยวชาญมาเข้าร่วมด้วยนี้ มักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการไปขอคำปรึกษาและแนะนำในเรื่องต่างๆจากกูรูผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและสนใจในเรื่องดังกล่าว จนอาจเกิดความสนใจอยากให้มาร่วมหุ้นด้วย ซึ่งวิธีการหาหุ้นส่วนด้วยวิธีนี้จะทำให้กิจการของทางบริษัทได้ผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวโดยตรง อีกทั้งยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานที่จะรู้วิธีหาทางหนีทีไล่ให้กับทางบริษัทในกรณีที่เกิดอุปสรรคในการดำเนินงานเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆในปัจจุบัน แต่หุ้นส่วนประเภทนี้มักจะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ว่าผู้เชี่ยวชาญมักจะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเองสูงจนเกินไปและถือเป็นเรื่องอันตรายในการทำธุรกิจ เพราะพวกเขาจะไม่เปิดรับฟังความคิดเห็นจากใครเลยและยึดถือเอาตนเองเป็นหลักแต่เพียงผู้เดียว จึงมีโอกาสที่ธุรกิจของผู้ประกอบการจะถูกครอบงำไปโดยปริยายและเสียสิทธิ์ในการบริหารไปในที่สุด

อินเทอร์เน็ต

การลงประกาศหาผู้ร่วมหุ้นผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตก็ถือเป็นวิธีการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในยุคโลกสังคมออนไลน์เฟื่องฟูเช่นในปัจจุบัน เพราะมีข้อดีตรงที่ผู้ประกอบการจะมีตัวเลือกและข้อเสนอที่หลากหลายที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ถึงข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปของผู้ที่เข้ามานำเสนอขอร่วมหุ้นด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ในการมองหาหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วยวิธีอื่นๆ แต่ก็มีข้อเสียเปรียบซึ่งเป็นจุดโหว่ที่ใหญ่มากก็คือ ผู้ประกอบการจะต้องทำการตรวจสอบถึงภูมิหลังของผู้ที่มานำเสนอขอเป็นหุ้นส่วนด้วยว่ามีความเป็นจริงและถูกต้องตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ นอกจากนี้ในเรื่องของความน่าเชื่อถือก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน ไม่ควรที่จะประมาทโดยเด็ดขาดควรทำการตัดสินใจบนรากฐานของเหตุผลมากกว่าในเรื่องความชอบใจส่วนตัว เพราะในหลายๆอย่างมนุษย์มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถทำทุกสิ่งที่นึกฝันให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเองลำพัง โดยเฉพาะในเรื่องของธุรกิจ

 

ข้อดีของการมีหุ้นส่วนสำหรับธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้ง

ธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินงานในลักษณะของหุ้นส่วนเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน เพราะถ้าเปรียบเทียบถึงประโยชน์ที่ได้รับระหว่างธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นผู้ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียวกับธุรกิจที่มีเจ้าของเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นแล้วนับได้ว่าแตกต่างกันค่อนข้างมาก กอปรกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่มีโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้กับการดำเนินธุรกิจในแบบหลังมากกว่า ในยุคนี้จึงไม่ค่อยจะได้มีโอกาสเห็นธุรกิจเกิดใหม่ที่มีรากฐานมาจากเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวกันมากนัก ซึ่งข้อดีของการมีหุ้นส่วนธุรกิจมีดังต่อไปนี้

ได้เงินทุนเพิ่ม

เงินทุนกับธุรกิจถือเป็นของคู่กันซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทราบกันเป็นอย่างดีสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ การมีหุ้นส่วนจะช่วยให้ธุรกิจของผู้ประกอบการมีลู่ทางในการขยับขยายหาเงินทุนให้กับบริษัทมากขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการลงทุนในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นการขยับขยายเพิ่มสาขา เงินทุนในการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ การจ้างพนักงาน เงินหมุนเวียนในบริษัท ซึ่งเรื่องต่างๆเหล่านี้จะมีข้อจำกัดมากหากบริษัทนั้นมีเจ้าของบริษัทถือหุ้นเพียงแค่คนเดียว การเรียกระดมทุนจะทำได้ยากกว่าบริษัทที่มีหุ้นส่วนทางธุรกิจเป็นผู้บริหารร่วมกัน

มีที่ปรึกษาคยให้ความช่วยเหลือ

การมีผู้ช่วยคอยให้คำปรึกษาโดยที่ไม่ต้องเสียเงินจ้างถือเป็นข้อดีที่บริษัทแบบห้างหุ้นส่วนมีเหนือกว่าธุรกิจที่มีเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว เพราะแน่นอนว่าการดำเนินงานในธุรกิจส่วนหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้แม้จะไม่ยากเจอก็คงเป็นในส่วนของเรื่องปัญหาการดำเนินงาน ซึ่งจะมีให้ประสบพบเจออยู่ตลอดช่วงชีวิตของธุรกิจ การมีที่ปรึกษาดีๆสักคนที่เข้าใจปัญหาและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของบริษัทจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประกอบการไปได้มาก พวกเขาพร้อมที่จะเป็นเบื้องหลังที่คอยช่วยสนับสนุนความคิดของผู้ประกอบการและพร้อมจะเป็นเบื้องหน้าในการขจัดอุปสรรคปัญหาที่พบเจอ จึงเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลหากธุรกิจจะเปิดกิจการโดยมีพาร์ทเนอร์เป็นเพื่อนคู่คิด เพราะอย่างไรเสียสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียวอยู่วันยันค่ำ

มีเครือข่ายสังคมทางธุรกิจกว้างขวาง

‘คอนเน็คชั่น’ คือสิ่งสำคัญสำหรับการทำธุรกิจและเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจในอนาคต การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจนั่นเท่ากับว่าผู้ประกอบการมีเครือข่ายสังคมที่กว้างขวางมากขึ้นด้วย ซึ่งเครือข่ายที่ว่านี้จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วในลักษณะที่เป็นเครื่องหมายคูณจากการค้นหาลูกค้าทั้งจากของผู้ประกอบการและของผู้ร่วมหุ้นที่ต่างช่วยกันตักตวงผลประโยชน์เข้ามาสู่บริษัท ผิดกับธุรกิจที่มีเจ้าของบริษัทแต่เพียงรายเดียวซึ่งจะมีในส่วนของเครือข่ายรวมกันที่น้อยกว่าเยอะการเติบโตจึงเป็นได้แค่เพียงเครื่องหมายบวกเท่านั้นที่จะได้แค่ค่อยๆหาลูกค้าเพิ่มให้กับธุรกิจของตนเองไปเรื่อยๆ ซึ่งนั่นจะใช้เวลาที่ยาวนานมากและคงไม่ทันการกับรูปแบบการทำธุรกิจในปัจจุบันที่มีการแข่งขันกันสูง

กราจัดตั้งบริษัทจะมีประโยชน์ต่อการลดรายจ่ายด้านภาษี

การมีหุ้นส่วนในการทำธุรกิจจะทำให้รูปแบบในการจัดตั้งบริษัทเปลี่ยนไป โดยส่วนมากการทำธุรกิจที่มีรูปแบบเป็นการร่วมหุ้นกันของคณะบุคคลมักจะถูกจดทะเบียนจัดตั้งเป็นรูปแบบบริษัทนิติบุคคลเสียเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้รูปแบบการเสียภาษีเป็นในลักษณะของบริษัทนิตบุคคลแทนซึ่งจะมีส่วนช่วยให้บริษัทเสียภาษีสูงสุดเพียงแค่ 30% เท่านั้นแทนที่จะเป็น 37% เหมือนกับบริษัททั่วไปที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งความต่างเพียงแค่ 7% นี้ถือได้ว่ามีมูลค่าหลายสิบล้านในธุรกิจที่มีเงินทุนมหาศาล จึงเรียกได้ว่าเป็นเทคนิคที่ช่วยให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องของภาษีไปได้ค่อนข้างมาก
การมีหุ้นส่วนทางธุรกิจสำหรับบริษัทที่เพิ่งจะก่อตั้งถือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน เพราะนอกจากจะได้ส่วนลดในเรื่องของการจ่ายภาษีในอัตราที่ถูกลงแล้วจากการจัดตั้งบริษัทที่มีรูปแบบเป็นนิติบุคคล ยังได้ในส่วนของความร่วมมือแบบเป็นทีมเวิร์คซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่น่าสนใจมากและเชื่อได้ว่าน่าจะมีประโยชน์ในการทำธุรกิจในอนาคต เพราะเป็นการดึงเอาส่วนที่ดีที่สุดของผู้ร่วมหุ้นแต่ละคนเอามาใช้ผลักดันและแก้ไขปัญหาในการธุรกิจซึ่งจะทำให้การเติบโตของบริษัทสามารถรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง นั่นเอง