9 สเต็ป วางแผนการเงิน

สำหรับเรื่องการวางแผนการเงิน ผมเชื่อว่าหลายคนอาจจะเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินกันบ้างแล้ว แต่บางคนก็อาจจะยังมีคำถามอยู่ในหัวว่า “จะเริ่มจากตรงไหนดี?”
เมื่อไม่ทราบคำตอบ ส่วนใหญ่ก็มักจะคิดว่า “การวางแผนการเงิน ก็คือวางแผนเก็บออม ลงทุน ให้เงินงอกเงยนั่นแหละ” อยู่ๆก็เลยกระโจนไปเริ่มที่ลงทุนเลยบ้าง สนใจแต่ว่าจะลงทุนในอะไรดี? หุ้นตัวไหนดี? กองทุนตัวไหนดี? ตอนนี้ซื้อได้รึยัง? ตอนนี้ควรจะขายไหม? แล้วก็คิดว่าการที่เราได้ศึกษา หาข้อมูล เพื่อให้ได้ตัวที่ดีที่สุดมา จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะช่วยให้เรารวยได้
แต่นั่นไม่ใช่เลย! เพราะหากเปรียบเทียบการวางแผนการเงิน หรือการวางแผนชีวิตเหมือนการเดินทางแล้ว เราจะเลือกพาหนะได้ถูกได้ยังไง ถ้าเราไม่รู้ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน?
การวางแผนการลงทุน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงินเท่านั้น การกระโจนเข้าสู่การลงทุน โดยไม่มีการวางแผนการเงินอย่างรอบด้านล่วงหน้า ก็เปรียบเสมือนคุณรีบบึ่งขับรถออกจากบ้านด้วยความเร็วสูง ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน และไม่ได้มีการเตรียมพร้อม ตรวจสอบความปลอดภัย ตุนสเบียง เตรียมแผนที่ให้เรียบร้อยก่อน ทำให้โอกาสไปไม่ถึงเป้าหมาย หรือประสบอุบัติเหตุระหว่างทางแล้วเอาตัวไม่รอด มีสูงมาก
ฉะนั้น ก่อนที่คุณจะเริ่มวางแผนออกเดินทาง ผมมี 9 ขั้นตอนทางการเงินที่คุณต้องเตรียมพร้อม มาแนะนำ เพื่อให้คุณมีโอกาสไปถึงจุดหมายในชีวิตที่ต้องการ มาแนะนำครับ

 

 

ใบกำกับภาษีที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

 

 

ที่มา

https://www.facebook.com/pg/smilingacc/photos/?tab=album&album_id=404686763259452

 

 

 

 

การทำงานกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)

การทำงานกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)

ว่าด้วยเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30)    ถ้ารายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ก็ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat)  แต่ถ้าหากต้องการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) กฎหมายก็อนุญาตให้ทำได้ ยกเว้นธุรกิจบางประเภท
ภ.พ.30  แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม
รายรับ    =  เป็นยอดขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
รายจ่าย  = เป็นยอดซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

กรณี กิจการจดVat

• เมื่อขายสินค้าหรือบริการ จะต้องเก็บภาษี VAT จากลูกค้าและออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า ซึ่งภาษีที่เรียกเก็บนี้เรียกว่า “ภาษีขาย”  และกิจการจะต้องนำส่ง “ภาษีขาย” ให้สรรพากร ภายในวันที่ 15  ของเดือนถัดไป  ถึงจะมีรายรับหรือไม่มีรายรับก็ตาม   และถ้าหาก
ยื่นแบบไม่ทันจะโดนค่าปรับตามที่สรรพากรกำหนด  ถ้าหากประสงค์จะยื่นแบบทางอินเตอร์เน็ตก็สามาถทำเรื่องยื่นขอได้
• เมื่อกิจการซื้อสินค้าหรือบริการ เข้าบริษัท  โดยซื้อจากร้านค้าที่จดVat  กิจการจะได้รับใบกำกับภาษีมา ภาษีที่ระบุในใบกำกับภาษีนี้  เรียกว่า “ภาษีซื้อ”
• เวลานำส่งภาษีVat (ภ.พ.30)  การคำนวณภาษี  ก็ให้นำยอดขายทั้งเดือนภาษีมาคำนวณหาภาษีขายในอัตราร้อยละ 7 และนำยอดซื้อทั้งเดือนภาษีมาคำนวณหาภาษีซื้อในอัตราร้อยละ 7 หลังจากนั้นให้นำภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ

 

ผลคำนวณ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ  = ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อให้ชำระภาษีส่วนต่างนั้น
ผลคำนวณ ภาษีขาย –  ภาษีซื้อ  = ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย  ยกไปใช้เป็นเครดิตภาษีในเดือนถัดไป
ถ้าหากมีการยื่นผิด (คำนวณยอดภาษีผิด) ก็ให้ยื่นใหม่ให้ถูกต้อง  พร้อมแนบแบบ ภ.พ.30 พร้อมสำเนาใบเสร็จที่ยื่นผิดไปพร้อมแบบด้วย

กรณี กิจการไม่จดVAT

– ไม่มีหน้าที่เรียกเก็บVAT จากลูกค้า หมายถึงไม่สามารถออกใบกำกับภาษี  ให้ออกได้เฉพาะใบเสร็จรับเงินทั่วไป
– เมื่อไม่มีหน้าที่เรียกเก็บVAT จากลูกค้า  ก็ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30
– เมื่อซื้อสินค้าเข้ากิจการ  และได้รับใบกำกับภาษี (ภาษีซื้อ) ที่ร้านค้าออกให้  แต่ภาษีซื้อดังกล่าวสามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายได้  เช่น ซื้อของ 10,000  บาท  ภาษีซื้อ 700  บาท  สามารถบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายได้ 10,700  บาท
   ความหมายภาษีมูลค่าเพิ่ม  คือ ภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากบุคคลที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการ  โดยจัดเก็บเฉพาะจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้น ในแต่ละขั้นตอนของการผลิต การจำหน่ายหรือการให้บริการ

ขั้นตอนการทำงานเรื่องVat     ( ภ.พ.30  แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม)

1.จัดเรียงใบกำกับภาษีขายตามเลขที่ และตรวจสอบ (Running Number)
2.เรียงใบกำกับภาษีซื้อตามวันที่
3.นับจำนวนใบกำกับภาษีซื้อและใบกำกับภาษีขายพร้อมรวมยอดเงิน
4. สำเนาใบกำกับภาษีขายและต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อ  เก็บเข้าแฟ้ม  ปะหน้าด้วยฟอร์มรายละเอียดที่จัดส่งรายเดือน
5.ตรวจสอบความถูกต้องของใบกำกับภาษี
6. บันทึกข้อมูลในโปรแกรมบัญชี
การบันทึกข้อมูลในโปรแกรมบัญชี (กรณีที่ได้รับต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อมาแล้วเท่านั้น ถ้าเป็นสำเนาให้บันทึกเข้า ภาษีซื้อตั้งพัก ไว้ก่อน)
เมื่อขายสินค้า (บันทึกให้ใช้ดินสอเขียนเลขที่อ้างอิงที่ใบกำกับภาษีทุกครั้งที่บันทึกข้อมูลด้วย)
Dr   ลูกหนี้การค้า             xx
              Cr   ขายสินค้า                             xx
                      ภาษีขาย                               xx
เมื่อซื้อสินค้า (บันทึกให้ใช้ดินสอเขียนเลขที่อ้างอิงที่ใบกำกับภาษีทุกครั้งที่บันทึกข้อมูลด้วย)
Dr   ซื้อสินค้า                   xx
        ภาษีซื้อ                     xx
                    Cr   เจ้าหนี้การค้า                        xx
 เมื่อซื้อสินทรัพย์ (บันทึกให้ใช้ดินสอเขียนเลขที่อ้างอิงที่ใบกำกับภาษีทุกครั้งที่บันทึกข้อมูลด้วย)
Dr   เจ้าหนี้สินทรัพย์                  xx
        ภาษีซื้อ                                xx
                      Cr   ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย                               xx
7. พิมพ์รายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย  และพิมพ์บัญชีแยกประเภท  ตรวจสอบว่าตรงกัน
8. ตรวจสอบความถูกต้องของยอดเงินกับรายละเอียดเอกสารที่จัดส่งรายเดือน ตรงกัน จากนั้นก็จัดทำแบบ ภ.พ.30
ต้นฉบับนำส่งสรรพการ และทำสำเนาจำนวน  3  ชุด
9.  จัดเก็บเอกสารเข้าแฟ้ม  เรียงลำดับ ปะหน้าด้วย สำเนา ภ.พ.30 ชุดที่ 1   รายงานภาษีขาย  สำเนาใบกำกับภาษีขาย ,  รายงานภาษีซื้อ  ต้นฉบับใบกำกับภาษีซื้อ  และแยกประเภท ภาษีซื้อ ,ภาษีขาย  เมื่อชำระเงินแล้วให้นำใบเสร็จมาแนบกับแบบสำเนา ภ.พ.30
10. บันทึกรายการโอนปิดบัญชีภาษีซื้อ – ภาษีขาย เข้าบัญชี ลูกหนี้สรรพากร  ในสมุดรายวันทั่วไป แนบด้วยสำเนา ภ.พ.30  ชุดที่ 2
11  สำเนา ภ.พ.30  ชุดที่ 3  ให้แนบกับใบสำคัญจ่าย เจ้าหนี้กรมสรรพากร
12  พิมพ์รายงานสินค้าและวัตถุดิบคงเหลือ  รายละเอียดประกอบการลงรายงาน
         12.1 ใบสำคัญรับหรือจ่ายสินค้า
         12.2 ลงรายการภายใน 3 วันทำการ
          12.3  แยกออกเป็นแต่ละประเภท ชนิด ขนาด

กรณีต้องชำระภาษี  (ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ)

Dr   ภาษีขาย                     xx
            Cr  ภาษีซื้อ                                        xx
                   เจ้าหนี้กรมสรรพากร                    xx

กรณีไม่ต้องชำระภาษี  (ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย)

Dr   ภาษีขาย                                        xx
          ลูกหนี้กรมสรรพากร                    xx
                  Cr. ภาษีซื้อ                                             xx

บันทึกบัญชีตอนจ่ายชำระภาษี  (สามารถชำระเป็นเงินสด หรือ ถ้าชำระด้วยเช็คขีดคร่อมสั่งจ่าย “กรมสรรพากร”)

Dr   เจ้าหนี้กรมสรรพากร                              xx
                   Cr  เงินสด/เงินฝากธนาคาร                           xx

ภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษี (ภาษีซื้อต้องห้าม)

>ภาษีซื้อ เช่าซื้อ รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 คน
>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ
>ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินไม่เสียภาษี
>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ไม่ได้ตีพิมพ์
>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีมาตรา 86/4
>ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่เป็นสำเนา
>ภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยกิจการไม่เสีย Vat
>ภาษีซื้อนำไปใช้ในกิจการเสีย Vat และไม่เสีย
>ภาษีซื้อที่ได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง
>ภาษีซื้อรถยนต์นั่งและโดยสารไม่เกิน 10 คน
>ภาษีซื้อที่ไม่ได้ตีพิมพ์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ

 ประเภทของใบกำกับภาษี

>> ใบกำกับภาษีเต็มรูป

1.คำว่า “ใบกำกับภาษี” ในที่เห็นได้เด่นชัด
2.เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของทั้งผู้ซื้อ/รับบริการ   และ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้า/ให้บริการ
3.ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ
4.ชื่อ ที่อยู่  ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ
5.หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีและลำดับของเล่ม (ถ้ามี)
6.วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
7.ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณและมูลค่าสินค้าและบริการ
8.จำนวนภาษีที่คำนวณจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ ให้แยกออกจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการให้ชัดแจ้ง
9.จะต้องมีการระบุคำว่า “สำนักงานใหญ่” หรือ “สาขาที่…….” ของผู้ซื้อ/รับบริการ ตามที่ระบุในใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในใบกำกับภาษี และสำหรับใบลดหนี้หรือใบเพิ่มหนี้ที่ออกหลังจากใบกำกับภาษี

>>ผู้มีหน้าที่การจัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ

1.ผู้ประกอบการจดทะเบียนทั่วไป
2.ใบกำกับภาษีที่มีลักษณะเป็นเอกสารออกเป็นชุด
3.ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง
4.ผู้ประกอบการ ประกอบการสถานบริการน้ำมัน
5.กรณีการฝากขายสินค้าตามสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขาย
6.กรณีออกใบกำกับภาษีเป็นหน่วยเงินตราต่างประเทศ

>> ใบกำกับภาษีอย่างย่อ

1. คำว่า “ใบกำกับภาษีอย่างย่อ” ในที่เห็นได้เด่นชัด
2. ชื่อหรือชื่อย่อ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
3. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี
4. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าและบริการ
5. ราคาสินค้าหรือบริการ
6. วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี
7. ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด

การทำเรื่องขอยื่นภาษีทางอินเตอร์เน็ต

ท่านทราบหรือไม่ว่า ในปี 2561  กรมสรรพกรกำหนดให้ผู้ประกอบการ ต้องยื่นภาษีผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้ครบทั้งหมด  เพราะฉะนั้นอย่าลืมไมทำเรื่องเพื่อขอยื่นแบบภาษีทางอินเตอร์เน็ตกันนะ มีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
1. เข้าเวปไซท์กรมสรรพากร เข้าไปกรอกแบบ ภ.อ.01 ตามลิงค์นี้ https://rdserver.rd.go.th
rd.
2.  เข้าไปกรอกข้อมูลของกิจการใน แบบ ภ.อ.01  ให้ครบถ้วน เลือกตกลง แล้วยืนยันการลงทะเบียน
ภ.อ.01
3.  พอกรอกข้อมูลบริษัทของเรา เรียบร้อยแล้ว ปริ้นท์พิมพ์แบบ ภ.อ.01  ออกมาเพื่อนำไปยื่นแบบที่สรรพากรพื้นที่ที่เรายื่นภาษี  กรรมการลงนามพร้อมด้วยเอกสารบริษัท

กรณี กรรมการผู้มีอำนาจไปยื่นแบบเอง

1. สำเนาบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ
2. หนังสือรับรองบริษัท
กรณี กรรมการไม่ได้ไปด้วยตัวเอง ให้แนบหนังสือมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจไปยื่นเอกสารแทน
ถ้าไม่ทราบว่าจะพิมพ์หนังสือมอบอำนาจอย่างไรก็แจ้งมาค่ะจะส่งให้ทางอีเมล์
ขอบคุณ  ข้อมูลจากกรมสรรพากร

การจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสํานักงานของบริษัทจํากัด

 

 

 

หนี้ดี หนี้ไม่ดี ดูกันยังไง

“อิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก” (อินาทานัง ทุกขัง โลเก) “การมีหนี้ เป็นทุกข์ในโลก”

คนส่วนใหญ่ไม่อยากมีหนี้ แต่รู้จัก “หนี้” เป็นอย่างดี บางคนอาจถึงขั้นเรียกว่าสนิทสนมจนถือเป็นสมาชิกสำคัญในครอบครัวด้วยซ้ำ สาเหตุมักจะมาจากความจำเป็นในการดำเนินชีวิต เพราะแทบทุกก้าวของชีวิตล้วนต้องใช้เงินเป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่ามากหรือน้อย ดังแสดงตัวอย่างจากกราฟ

มื่อเงินเป็นปัจจัยสำคัญกับทุกๆ เหตุการณ์สำคัญในชีวิต แต่คนส่วนมากมักไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวเตรียมไว้ล่วงหน้า จึงต้องเกิดการกู้หนี้ยืมสิน  “หนี้” จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าเงินสำหรับคนส่วนมาก ซึ่งอาจต้องมีหนี้ก่อนจะมีทรัพย์สินด้วยซ้ำ

ตัวอย่าง ผู้ชายอายุ 35 ปี รายได้ 50,000 บาทต่อเดือน อยากมีบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย รวมถึงเป็นเรือนหอในอนาคต ราคา 1,500,000 บาท และอยากมีรถยนต์เพื่อใช้ขับไปทำงาน ราคา 500,000 บาท หากวันนี้ไม่มีเงินเก็บก็ต้องเริ่มเก็บออมเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 8 ปี 4 เดือน (100 เดือน) ถึงจะมีเงินครบ 2,000,000 บาท เพื่อไปซื้อบ้านและรถยนต์ ทว่าในชีวิตจริง คนส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีบ้านเพื่ออยู่อาศัยและรถเพื่อขับไปทำงานหารายได้ตั้งแต่วันนี้ เดือนนี้ ไม่ใช่อีก 8 ปีข้างหน้า

อีกทั้ง หากมีเงินสด 2,000,000 บาท ส่วนใหญ่ก็ไม่นำเงินทั้งหมดไปซื้อบ้านและรถ เพราะเป็นการเสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนทำกำไรที่มากกว่า โดยนำไปลงทุนรูปแบบต่างๆ เช่น กองทุนรวม หากได้รับผลตอบแทน 12% ต่อปี คิดเป็น 1% ต่อเดือน นั่นคือได้ผลกำไร 20,000 บาทต่อเดือน เท่ากับให้เงินทำงานแล้วนำไปผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ขณะที่เงินต้น 2,000,000 บาท ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน

ด้วยเหตุนี้ การเป็นหนี้เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตตัวเองและครอบครัวดีขึ้นนับเป็นการก่อหนี้ที่ดี ยิ่งมีความสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวินัยในการชำระหนี้ ก็ไม่ถือว่าการก่อหนี้เป็นสิ่งที่ผิด ตรงกันข้าม หากเป็นการก่อหนี้เพื่อความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อความฟุ่มเฟือย และไม่มีวินัยกับการจัดการหนี้สิน ย่อมส่งผลเสียต่อตัวเองและคนรอบข้าง ดังนั้น จึงควรมาทำความเข้าใจหนี้ให้มากขึ้นว่า หนี้แบบไหนดีหรือไม่ดี ควรคบหาและนำเข้ามาสู่ครอบครัวหรือไม่ หลักสำคัญก็คือความพอดีตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริในรัชกาลที่ 9

การมีหนี้อาจเป็นทุกข์ เพราะต้องมีภาระในการชำระค่างวด แต่หนี้ดีก็มีอยู่ เพราะความจำเป็นทางการเงินเกิดขึ้นวันนี้ การมีหนี้ช่วยให้เราได้เงินหรือพลังอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยในปัจจุบัน แต่โปรดอย่าลืมว่า “พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” เพราะการผิดนัดชำระหนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่มากมายตามมา ทุกคนจึงควรตั้งมั่นอยู่ในความพอเพียง

 

ชัยวัฒน์ พัฒนไพบูลย์ CFP®

นักวางแผนการเงิน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

ไม่ต้องกลัวการเป็นหนี้ ถ้าวางแผนให้ดีก็มีชัย

ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่บางครั้งก็อาจมีเหตุความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินในจำนวนที่มากกว่าเงินออมที่สะสมไว้ เช่น ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย จ่ายค่ารักษาพยาบาล ลงทุนทำธุรกิจ จ่ายค่าเล่าเรียน ซื้อรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งหากมีการวางแผนที่ดีและมีวินัยที่จะปฏิบัติตามแผนแล้ว การก่อหนี้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัว ตรงกันข้ามหากขาดการวางแผนที่ดีและขาดวินัยทางการเงิน โอกาสเกิดภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวจนประสบปัญหาทางการเงินและถูกฟ้องดำเนินคดีก็มีโอกาสสูงเช่นกัน และนี่คือเทคนิคง่ายๆ เพื่อให้การก่อหนี้ดีต่อใจ

1. เข้าใจตนเอง หากต้องการก่อหนี้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ต้องแยกแยะให้ได้ว่าอะไรจำเป็น อะไรไม่จำเป็น หากแยกแยะไม่ได้จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้กู้ยืมมากกว่าความจำเป็นพื้นฐานมากเกินไป

2. เข้าใจศักยภาพการชำระหนี้ของตนเอง อย่าเพิ่งเริ่มต้นก่อหนี้จนกว่าจะมั่นใจ เช่น กรณีซื้อทรัพย์สินราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ ต้องพยายามสร้างเงินออมให้มีมูลค่าประมาณ 30 – 40% ของราคาซื้อขาย และเมื่อคำนวณการผ่อนชำระคืนทั้งหมดแล้วไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิต่อเดือน แต่หากจะปรับอัตราส่วนให้มากขึ้นก็ไม่ผิดกติกา ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความมีวินัยของแต่ละคน

3. เครดิตสร้างยากแต่ทำลายง่าย ต้องพยายามสร้างเครดิตให้เป็นที่ยอมรับจากเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินตั้งแต่วันที่ยังไม่ได้คิดวางแผนก่อหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินอย่างสม่ำเสมอทั้งการออมเงินหรือการลงทุน การทำบัญชีรายรับรายจ่าย เป็นต้น หากก่อหนี้ไม่ผ่านอย่าโทษเครดิตบูโรหรือบุคคลอื่น ลองสำรวจตัวเองก่อนว่าสร้างเครดิตที่ดีมากพอหรือยัง

4. เลือกใช้ประเภทสินเชื่อให้เหมาะสม ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่แท้จริงและเหมาะกับระยะเวลาการชำระหนี้ และควรเลือกก่อหนี้ที่สร้างรายได้หรือหนี้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น หนี้ที่อยู่อาศัย หนี้เพื่อการศึกษา หนี้ค่ารักษาพยาบาล หนี้เพื่อธุรกิจ เป็นต้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจไม่ควรใช้หนี้สินระยะสั้นไปลงทุนในระยะยาว เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังจะทำให้กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ทันที

5. หนี้มาพร้อมภาระดอกเบี้ยและความรับผิดชอบในการชำระเงินต้นคืน หนี้ที่ก่อขึ้นจะต้องสามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ด้วยรายได้ที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน ไม่ควรคาดหวังกับรายได้ในอนาคตที่ยังมาไม่ถึงมากจนเกินไป เพราะหากผิดแผนจะเป็นการสร้างภาระหนี้เกินตัวทันที

6. สร้างวินัยการชำระหนี้ให้ตรงตามงวด หรือชำระหนี้ให้หมดลงโดยเร็ว เป็นการต่อยอดช่วยสร้างเครดิตของท่านต่อสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลดีต่อเนื่องหากต้องก่อหนี้เพิ่มอีกในอนาคตข้างหน้า

7. สร้างเงินออมสำรองไว้ยามฉุกเฉิน หากเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง เช่น เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยกะทันหันจะได้มีเงินสำรองพอที่จะชำระหนี้ได้ตามแผนในระหว่างที่อยู่ในช่วงปรับตัว

8. เข้าใจในหลักการทั้งหมดและปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด

 

อรรถพร พรมแก้วงาม CFP®

นักวางแผนการเงิน

สมาคมนักวางแผนการเงินไทย

มนุษย์เงินเดือนลงทุนอย่างไรไม่ให้ตกเทรนยุค Thailand 4.0

อยู่ๆ ผมก็มองย้อนอดีตไปในสมัยก่อนว่าเขาลงทุนกันอย่างไรแล้วมาเปรียบเทียบกับตอนนี้ ผมว่าหลายอย่างมันมีความเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยนะครับ จากเดิมโน้นใครที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นอาจจะต้องไปเคาะซื้อขายหุ้นกันที่ตลาดหลักทรัพย์เลย และการวิเคราะห์หุ้นหรือกองทุนรวมทั้งหลายข้อมูลก็มีน้อยกว่าสมัยนี้ สมัยเริ่มแรกผมก็เปิดแค่ Settrade กับ Set.or.th เท่านั้นนะครับ แต่ตอนนี้เครื่องมือเยอะมากด้วย ผมก็เลยอยากจะมานำเสนอว่าเดี๋ยวนี้ยุค Thailand 4.0 เราสามารถลงทุนอย่างไรไม่ให้ตกเทรนกันได้บ้าง

 

1. ศึกษาผ่านระบบออนไลน์และมือถือ

เมื่อก่อนถ้าเราจะศึกษาหุ้นกันซักทีนึง ผมก็จะเดินเข้าไปยังร้านหนังสือเพื่อดูว่าเล่มไหนที่น่าสนใจ น่าอ่านและทำให้เราเข้าใจในเรื่องการลงทุนได้ตามสไตล์ของเรา สมัยนี้พอเทคโนโลยีมันเปลี่ยนและมีผู้แนะนำการลงทุนมากขึ้น เราสามารถอ่านได้ทั้งหนังสือ eBook  เวปไซต์ต่างๆ รวมไปถึงการเรียนคอร์สสัมมนาออนไลน์ผ่านทาง Youtube ติดตามนักลงทุนหลายๆที่ Live ให้ความรู้ผ่านทาง Facebook และติดตามกูรูผ่านทาง LINE ได้เช่นกันครับ

 

วิธีการที่ผมจะเลือกศึกษาก็คือ ใครที่เป็นต้นแบบของการลงทุนที่น่าสนใจ หรือ หน่วยงานไหนที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนและคอยอัพเดทไว้บ้าง เราก็ไปกดติดตามเขากันตามช่องทางที่เขานำเสนอครับ เมื่อมี update ใหม่ๆ ก็จะไม่พลาดข่าวสารและข้อแนะนำ เทคนิค ข้อมูลการสอนในทุกโอกาสครับ ที่สำคัญก็คือเดี๋ยวนี้เรียนรู้ที่ไหนก็ได้แล้วผ่านทางมือถือเครื่องเดียว สะดวกสบายมาก

 

2. ใช้เครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนได้ผ่าน Application

เชื่อไหมครับว่าเมื่อก่อนเราอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้น ก็มีแค่ทางตลาดหลักทรัพย์นี่ล่ะที่เราจะได้ข้อมูลมาอย่างง่ายที่สุด เราก็เอาข้อมูลเหล่านั้นมาเขียนกระดาษบ้าง ใส่ Excel บ้าง เพื่อดูว่าเราจะตัดสินใจในการลงทุนอย่างไรต่อ แต่สมัยนี้ผมเห็นมี Application ออกมาให้ใช้เยอะแยะมากมายเลยนะครับ

 

ก็เคยลองเล่นอยู่หลายเจ้าพบว่า เขาก็เอาบรรดาข้อมูลเข้ามาไว้ทางหน้าจอมือถือให้เรา ซึ่งเราสามารถสร้างเงื่อนไขต่างๆ ที่จะกรองหุ้นในแบบลักษณะที่เราต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นในมุมพื้นฐาน ที่เราสามารถค้นหุ้นที่เติบโตต่อเนื่อง กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมูลค่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือจะเป็นในรูปแบบเทคนิคอลที่มีเส้น Indicator แสดงให้ดูว่าแนวโน้มต่างๆ เป็นอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีพวกระบบเตือน Notification และแจ้งข่าวสารให้เราด้วยนะครับ พอลงทุนเรียบร้อยแล้วก็มานั่งติดตามกันทางระบบกันเลยครับ

 

ที่สำคัญก็คือในอนาคตของยุค Thailand 4.0 นั้น ก็คงมีการพัฒนาเป็นระบบ Robo Advisor, Machine Learning และใช้ AI ในการให้ข้อแนะนำกับนักลงทุนจากที่ระบบได้ศึกษาตลาดและพฤติกรรมของตัวเราที่เป็นนักลงทุนด้วยนะครับ ซึ่งการมีเทคโนโลยีเข้ามาก็จะทำให้เราลงทุนได้ง่ายขึ้นมาก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเราจะต้องเข้าใจนิยามต่างๆของเครื่องมือที่เรากำลังใช้ง่ายด้วยนะครับ ไม่งั้นอาจจะผิดพลาดได้

 

วิธีการของผมที่จะใช้เครื่องมือก็คือ ลองสำรวจตัวเองก่อนว่าเป็นนักลงทุน Style ไหน เครื่องมืออะไรที่มีรูปแบบการใช้งานที่เหมาะสมกับเราบ้าง และมี Feature อะไรให้ลองศึกษาเพิ่มเติมได้ ก็ลองโหลดมาใช้ดูนะครับ พอมีเครื่องมือที่ช่วยเราแล้วก็ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ง่ายขึ้นด้วย

 

3. ลงทุนง่ายๆ จากผ่านรูปแบบอัตโนมัตและสัมผัสเพียงปลายนิ้ว

อย่างที่เกริ่นในตอนต้นนะครับว่าเมื่อก่อนการศึกหุ้นนั้นเริ่มจากการเคาะกระดาน แต่สมัยต่อมาก็เริ่มซื้อขายผ่านทางเวปไซต์ได้และปัจจุบันนี้ทุกอย่างก็สามารถกดดูได้ผ่านทาง Application มือถือ คนในยุค Thailand 4.0 นั้นก็สามารถซื้อขายหุ้นกันง่ายขึ้น เพียงแค่เปิดมือถือก็จิ้มซื้อขายได้ทันทีครับ ถ้าเปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นแล้วก็ถูกกว่าการโทรหามาร์เก็ตติ้งด้วย หรือแม้แต่การซื้อกองทุนเองก็ซื้อผ่านระบบกันแล้ว ไม่ต้องไปต่อคิวตามสาขาธนาคาร

 

และถ้าหากเราเป็นนักลงทุนระยะยาว เดี๋ยวนี้ก็มีระบบการซื้อหุ้นแบบ DCA บริการหลายรูปแบบเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นผ่านระบบ Streaming การใช้บัญชีออมหุ้น หรือการตั้งค่ากันไปเลยว่าจะให้มีการซื้อกองทุนรวมแบบอัตโนมัติด้วยเป้าหมายที่เราต้องการอย่างไร

 

วิธีการของผมในการลงทุนคือ ผมจะตั้งเป้าหมายในการลงทุนก่อนนะครับเมื่อคัดเลือกหุ้นหรือกองทุนรวมที่ต้องการได้ จะซื้อแบบ DCA ไปเลยผ่านระบบ ซึ่งเราสามารถเข้ามาดูได้ตลอดเวลาว่าหุ้นที่ลงทุนในระยะยาวเป็นอย่างไร และผมก็จะเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหุ้นในจังหวะดีๆ ไว้ด้วย พอถึงเวลาที่เหมาะสมก็แค่หยิบมือถือเข้ามา Login และซื้อขายหลักทรัพย์ตามที่ต้องการได้

 

 

 

จะเห็นได้ว่าสมัยนี้เราสามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นตามยุค Thailand 4.0 ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการศึกษาเรื่องการลงทุน การใช้เครื่องมือเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อขาย รวมถึงมีเครื่องมือที่จะซื้อขายได้ตลอดเวลาทำการของตลาดแค่เรามีมือถือเครื่องเดียวครับ อย่าลืมว่ามาถึงยุคนี้แล้วเราเองในฐานะนักลงทุนก็ควรจะนำสิ่งต่างๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เพื่อนำมาใช้สร้าง Lifestyle ในการลงทุนที่ง่ายขึ้นครับ

ที่มา http://www.aommoney.com

ก้าวแรกของการลงทุน อะไรควรจ่าย อะไรไม่ควรจ่าย!!!

 

Text : เจษฎา ปุรินทวรกุล

    ช่วงก้าวแรกของการทำธุรกิจ เจ้าของกิจการมักตกลงไปในกับดักทางการเงิน ที่มักทำให้เราต้องจ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญกับการทำธุรกิจโดยตรง แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งไหนคือ ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็น และอะไรคือ ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยง มาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กันได้เลย

ค่าใช้จ่ายที่มีความจำเป็นสำหรับธุรกิจ Startup

    1. แผนธุรกิจ ถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการกำหนดทิศทาง กลุ่มเป้าหมาย คำนวณต้นทุน เป็นเอกสารใช้กู้เงินจากธนาคารในอนาคต รวมแล้วจัดได้ว่าไม่ควรพลาด และคุ้มค่าที่จะจ่าย

2. ศึกษาตลาด อย่ารีบสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาจนกว่าจะแน่ใจว่าคุณมีลูกค้าที่รอซื้อ หรือพร้อมที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณอยู่จริงๆ ซึ่งการศึกษาตลาดจะช่วยตอบโจทย์ให้คุณได้ว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร จากนั้นเราจึงตอบสนองความต้องการให้ตรงกับความต้องการของตลาด

3. นักบัญชี หาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินมาคุมงบประมาณ เพราะเขาจะคอยเตือนคุณได้ว่า ขณะนี้สถานการณ์การเงินของบริษัท (หรือร้าน) เป็นอย่างไร ยิ่งถ้าเขามีความเชี่ยวชาญมากๆ คุณจะสามารถให้เขาแนะนำเรื่องการลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนได้ด้วย เช่น คุณต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศเพิ่ม นักบัญชีจะบอกให้คุณรู้เรื่องค่าไฟ ณ ตอนนี้ ความคุ้มค่า เงินกำไรที่เหลือเพียงพอหรือไม่ ฯลฯ เพื่อให้คุณตัดสินใจอีกครั้ง

4. ที่ปรึกษาด้านต่างๆ การเริ่มต้นธุรกิจ คุณอาจต้องมีความรู้ในหลายๆ เรื่อง เช่น การเสียภาษี การขึ้นทะเบียนพาณิชย์ ภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน ฯลฯ ซึ่งถ้าคุณไม่ทราบและไม่สามารถหาข้อมูลได้ อาจต้องสอบถามหรือขอคำแนะนำจากใครสักคนที่สามารถช่วยเหลือและให้คำตอบกับคุณได้อย่างชัดเจน

5. การบริการลูกค้า การขายสินค้าโดยไม่มีการบริการที่ดี เปรียบเสมือนการนำเงินมาใส่กระเป๋าที่ขาด เพราะจริงๆ แล้วการบริการที่ดีจะทำให้ลูกค้าชื่นชอบ กลับมาซื้อ ใช้บริการซ้ำ ซึ่งเป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรได้เป็นอย่างดี

6. การตลาดและการสร้างแบรนด์ เรื่องนี้สามารถมองได้หลายมุม ขึ้นอยู่กับขนาดธุรกิจของเรา การตลาดและการสร้างแบรนด์เป็นสิ่งจำเป็น ธุรกิจเล็กๆ อาจใช้โซเชียลมีเดียที่มีต้นทุนน้อย แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ๆ ขึ้นไปอาจต้องมีงบส่วนนี้โดยเฉพาะ แต่ก็ต้องจัดสรรให้พอเหมาะพอควร

 

a795ddbe-cd05-4f08-a277-3cbd1dd79dff

 

ค่าใช้จ่ายที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับธุรกิจ Startup

    1. ค่าบริการต่างๆ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าสมาชิกรายเดือนของบริการต่างๆ ฯลฯ ในส่วนนี้คุณควรมองหาบริการที่มีราคาถูกหรือฟรีซอฟต์แวร์ใช้ไปก่อน จนคุณมั่นใจว่าต้องการใช้จริงๆ หรือคุ้มค่ากับการทำธุรกิจจริงๆ ค่อยตัดสินใจใช้บริการ

2. ค่าเสื้อผ้า และอุปกรณ์ไอทีฟุ่มเฟือย ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเลย ที่เจ้าของธุรกิจต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมหรูๆ ราคาแพงๆ เพียงแค่แต่งตัวภูมิฐาน ทำตัวให้มีความเป็นมืออาชีพ ก็บริหารธุรกิจได้แล้ว หรือบางคนชอบความอินเทรนด์ ต้องมี iPhone 6 ซึ่งถ้าคุณซื้อมาแล้วพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์ต่อธุรกิจเลย จำไว้ว่านั่นคือความฟุ่มเฟือย

3. ออฟฟิศหรูหรา จริงอยู่ ทุกคนต้องการสถานที่ทำงานดูดีหรูหรา แต่ค่าก่อสร้างหรือตกแต่งสำนักงานหรือร้านค้านั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากๆ เราจึงควรโฟกัสไปที่ความสำเร็จหรือเป้าหมายทางธุรกิจก่อน การตกแต่งเอาไว้ทีหลังก็ได้

4. ค่าลูกจ้าง ในบางครั้งคุณอาจยังไม่มีความพร้อมด้านการเงินที่จะจ้างพนักงานประจำ ให้เลือกใช้พนักงานแบบ Outsource ไปก่อน เพราะคุณจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ ในภายหน้าถ้าพร้อมแล้วจะจ้างพนักงานประจำก็ยังไม่สาย

  5. งานเลี้ยงและการเดินทางที่แสนฟุ่มเฟือย งานเลี้ยงและการท่องเที่ยวอาจเป็นเรื่องที่น่าสนุก แต่ถ้าคุณเอาเงินลงทุนมาใช้ในส่วนนี้…ก็ต้องบอกว่าผิดพลาดมหันต์

6. การที่ไม่สามารถชี้วัดความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ การตลาด การสร้างแบรนด์ ถ้าคุณไม่สามารถระบุดัชนีชี้วัดความสำเร็จได้ ก็อย่าทำซะจะดีกว่า เพราะสิ่งนี้จะทำให้คุณเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์

  7. ซื้อยอด Followers นอกเหนือจากการซื้อยอด Followers แล้วก็อาจยังมีวิธีอื่นๆ อีก แต่ขอบอกว่ามันไม่ใช่การใช้เงินที่ฉลาดเลย เพราะนั่นคือการหลอกลวงตัวเอง แถมคุณยังไม่ได้ลูกค้าเพิ่มจากวิธีนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม มันอาจดูดีที่มียอดผู้ติดตามสินค้าของเรามากมายหลายหมื่น แต่นั่นไม่ใช่จำนวนลูกค้าที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณเลยนะ

  8. ใช้เงินเมื่อคุณรู้ว่ามันจะให้กำไรตอบแทนกลับมา ถ้าคุณมีเงินลงทุนมหาศาล หรือไปกู้ยืมเงินจากใครมาได้สำเร็จ นี่คือสิ่งที่คุณต้องระวังเป็นอย่างมาก ดังนั้น ก่อนใช้เงิน ควรคิดวิเคราะห์ให้ดีว่าเม็ดเงินนั้น จะงอกเงยและให้ผลกำไรกลับมาได้อย่างไรบ้าง

ทุกธุรกิจมีความซับซ้อนด้านการลงทุนที่แตกต่างกันไปตามความจำเป็น และช่วงเวลา ซึ่งการจะใช้จ่ายอะไรเราควรต้องตัดสินใจให้รอบคอบ และเมื่อคุณใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่มีความสำคัญทางธุรกิจ ถูกที่ ถูกเวลา ความสำเร็จทางธุรกิจย่อมตามมาอย่างแน่นอน

www.smethailandclubl.com
ศูนย์รวมข้อมูลเพื่อความสำเร็จของธุรกิจ SME (เอสเอ็มอี)

 

 

คำแนะนำการกรอกและยื่นแบบ ภ.พ.36

ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.36

ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.พ.36 ได้แก่

(1) ผู้จ่ายเงินซึ่งจ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่ (ก) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบ กิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ (ข) ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการ ใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร หรือ (ค) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา (ปัจจุบันยังไม่กำหนด)

(2) ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 0 ได้แก่ การรับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการที่ได้มี การขายหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษ ของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการดังกล่าวที่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

(3) ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จดทะเบียนหรือส่วนราชการ ซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน ที่ถูกยึดมาตามกฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาด กำหนดเวลา สถานที่ยื่นแบบและนำส่งเงินภาษี ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษียื่นแบบ ภ.พ.36 พร้อมทั้งนำส่งภาษี ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา ในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมีภูมิลำเนา หรือสำนักงานตั้งอยู่ภายในกำหนดเวลาดังนี้

1. กรณีเป็นผู้จ่ายเงินฯ ตาม (1) หรือเปนผู้ทอดตลาดฯ ตาม (3) ให้นำส่งเงินภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินให้ ผู้ประกอบการตาม (1) หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จดทะเบียนตาม (3) แล้วแต่กรณี

2. กรณีเป็นผู้รับโอนสินค้าหรือเป็นผู้รับโอนสิทธิในบริการตาม (2) ให้นำส่งเงินภาษีภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ครบกำหนด 30 วัน ที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในกรณีที่จ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้รับมากกว่า 1 ราย หรือ จ่ายเงินได้พึงประเมินมากกว่า 1 ประเภท ให้แยกยื่นแบบ ภ.พ.36 แยกเป็นแต่ละรายผู้รับ และหรือแยกเป็นแต่ละรายประเภทการจ่ายเงิน แล้วแต่กรณี

วิธีการกรอกแบบ

โปรดกรอกรายการให้อ่านได้ง่ายชัดเจน โดยการเขียนหรือพิมพ์ก็ได้ ให้กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เลขที่สาขาของสถานประกอบการ ชื่อผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งที่อยู่ รหัสไปรษณีย์ และหมายเลขโทรศัพท์ ให้ครบถ้วนชัดเจน

ให้ระบุว่าเป็นกรณีการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในลักษณะใดเป็นการ ยื่นปกติหรือยื่นเพิ่มเติมครั้งที่เท่าไร โดยให้ทำเครื่องหมาย ” √” ลงใน ช่อง  หน้าข้อความนั้น พร้อมทั้งกรอกรายละเอียดแล้วแต่กรณี คือ จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือบริการ รับโอนสินค้าฯ ขายทอดตลาดการคำนวณภาษี

1. จำนวนเงินที่จ่าย ให้กรอกจำนวนเงินที่จ่ายจริง หรือราคาขาย ทอดตลาดแล้วแต่กรณี

2. จำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง ให้กรอกจำนวนเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง กรณีนำส่งภาษีเกินกำหนดเวลาหรือไม่ถูกต้อง

3. เงินเพิ่ม ในกรณีผู้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มมิได้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายในเวลาที่กำหนด จะต้องคำนวณและชำระเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องนำส่ง ทั้งนี้ ให้คำนวณ เงินเพิ่มเปนรายเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบ ภ.พ.36 นำส่ง ภาษีของเดือนภาษีนั้น จนถึงวันยื่นแบบ ภ.พ.36 และนำส่งภาษี

4. เบี้ยปรับ (ถ้ามี) กรณีผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิใน บริการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้ยื่นแบบ ภ.พ.36 ภายในเวลาที่กำหนด จะต้องคำนวณและชำระเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่า ของเงินภาษีแล้วแต่กรณี ซึ่งเบี้ยปรับดังกล่าวอาจขอลดได้ตาม ระเบียบที่อธิบดีกำหนด ให้กรอกจำนวนที่ขอลดได้แล้วตามระเบียบฯ แบบ ภ.พ.36 ที่ผู้ประกอบการยื่นเกินกำหนดเวลาหรือยื่นเพิ่มเติม ถือเป็นคำร้องขอลดเบี้ยปรับด้วย ผู้นำส่งภาษีจะได้รับอนุมัติให้ลดเบี้ยปรับ ตามระเบียบฯ ในทันทีที่ยื่นแบบ ภ.พ.36

5. รวมภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่ง เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ (2.+3.+4.) ให้กรอกจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องนำส่งตาม 2. เงินเพิ่มตาม 3. และเบี้ยปรับ (ถ้ามี) ตาม 4. ให้ผู้นำส่งภาษีลงลายมือชื่อ และในกรณีเป็นนิติบุคคลให้ประทับตรา นิติบุคคล (ถ้ามี) ด้วย พร้อมทั้งกรอกวันเดือนปที่ยื่นแบบฯ

 

 

งบการเงิน

งบการเงินมีกำหนดส่งอย่างไร?

หลายคนมีข้อสงสัยว่าทำไมต้องยื่นงบการเงิน  ปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประกาศจะขีดชื่อนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานครกว่า 10,000 ราย ออกจากทะเบียน เนื่องจากไม่ได้ส่งงบการเงินต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และหรือไม่ยื่นชำระบัญชีให้แล้วเสร็จตามกฎหมาย ส่งผลให้นิติบุคคลเหล่านี้สิ้นสภาพไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อีกต่อไป

  • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน นิติบุคคลต่างประเทศ กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ต้องนำส่ง ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชี
  • บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด ต้องนำเสนอ เพื่ออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ ภายใน 4 เดือน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และยื่นงบการเงิน ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่
  • หอการค้า สมาคมการค้า ต้องนำเสนอ เพื่ออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ ภายใน 120 วัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี และยื่นงบการเงิน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่งบการเงินได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่

วิธีการยื่นงบการเงิน: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้บริการรับงบการเงิน โดยนิติบุคคล สามารถนำส่งงบการเงินได้ 3 ช่องทาง

  1. นำส่งด้วยตนเอง ณ หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  2. ส่งทางไปรษณีย์ ไปยังกองข้อมูลธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เลขที่ 563 ถนนนนทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
  3. ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filling)

อัตราค่าปรับ กรณีนำส่งงบการเงินล่าช้า

Rate_of_fine_fs