ชื่อที่จองแล้วจะใช้ได้กี่วัน

กรมพัฒน์ฯ พร้อมให้บริการ รองรับร้านทองเข้าสู่ระบบนิติบุคคล

 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อ้าแขนเตรียมรับจดทะเบียนร้านทองเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลนิติบุคคล ตามแนวทางของกรมสรรพากรที่ต้องการส่งเสริมและผลักดันให้ร้านค้าทองจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล โดยจะยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาที่โอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินใด ๆ ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนตั้งแต่ 10 สิงหาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2560 โดยขณะนี้มีผู้ประกอบกิจการร้านค้าทองกว่า 7,500 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบของบุคคลธรรมดา มีเพียง 3,520 ราย ที่ประกอบกิจการในรูปแบบของนิติบุคคล
                นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลทั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด กำกับดูแลธุรกิจให้ดำเนินกิจการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาธุรกิจให้มีการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน และมีธรรมาภิบาลทางธุรกิจ ซึ่งกรมฯ มีความพร้อมในการนำ ผู้ประกอบธุรกิจร้านทองและผู้ประกอบธุรกิจอื่นๆ เข้าสู่ระบบนิติบุคคล ตั้งแต่การให้คำแนะนำและรับคำขอ จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคล นอกจากนี้ยังได้จัดทำคู่มือสำหรับนิติบุคคลตั้งใหม่ เพื่อให้ความรู้ และคำแนะนำแก่หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องของนิติบุคคลเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อเป็น นิติบุคคลแล้ว เช่น การจัดทำบัญชี งบการเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องของธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานการบัญชีที่กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง อีกทั้งจัดให้มีการฝึกอบรม บ่มเพาะองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจ เสริมสร้างทักษะ วิธีคิด และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่สามารถบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจและองค์กรต่อไป
                “การดำเนินธุรกิจในรูปแบบของนิติบุคคล จะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ ทั้งในด้านความน่าเชื่อถือในการประกอบธุรกิจต่อสายตาบุคคลภายนอก คู่ค้า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ องค์กรมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีการระดมความคิดและมุมมองที่หลากหลายในการดำเนินกิจการ รวมถึงประโยชน์ในด้านการระดมทุนจากผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งหากธุรกิจร้านทองทั้งหมดที่มีอยู่ ณ ขณะนี้มีความประสงค์จะเข้าสู่ระบบนิติบุคคล ทางกรมฯ ยินดีและพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ โดยได้จัดเจ้าหน้าที่ไว้คอยให้คำแนะนำ ณ ส่วนพัฒนาการจดทะเบียน กองทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือสอบถามเพิ่มเติมโทร. 0 2547 4431”

ข้อตกลงและเงื่อนไขการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

  1. 1. การยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้างกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน
    1. 1.1 การส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามข้อตกลงนี้ถือเป็นการยื่นแบบรายการตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และนายจ้างยอมรับที่จะปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
    2. 1.2 การใช้หมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานประกันสังคม ในการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เมื่อ “นายจ้าง” ได้ยืนยันการส่งข้อมูล และสำนักงานประกันสังคมได้รับการยื่นรายการข้อมูลตามแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03, สปส.1-03/1) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง (สปส.6-09, สปส.6-10, สปส.6-15) และแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 1) แบบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 2) แบบ สปส.1-10/1และแบบ สปส.1-10/1 (แผ่นต่อ) ตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดแบบขึ้นทะเบียนตามประราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่องกำหนดแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ และระเบียบสำนักงานประกันสังคม ว่าด้วยการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง ถือว่าเป็นการทำรายการข้อมูลดังกล่าวถูกต้องเป็นจริงทุกประการรวมถึงจะผูกพันแบบแสดงรายการที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยระบบคอมพิวเตอร์ในรายการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามการยื่นแบบแสดงรายการ และ/หรือชำระเงินสมทบผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
    3. 1.3 การยื่นรายการข้อมูลตามแบบแสดงรายการและ/หรือชำระเงินสมทบผ่านระบบอินเตอร์เน็ตตามข้อ 1.2 หมายความถึง การยื่นแบบแสดงรายการตามประกาศสำนักงานประกันสังคมที่กำหนดไว้แล้ว และที่จะประกาศกำหนดเพิ่มเติมต่อไป
    4. 1.4 หมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) ที่นายจ้างได้รับนั้น ถือเป็นความลับระหว่างนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมซึ่งนายจ้างมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลเกี่ยวกับการใช้หมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) กับทั้งระมัดระวังป้องกันมิให้บุคคลอื่นใดใช้หมายเลขผู้ใช้ (User ID) และรหัสผ่าน (Password) และถือเป็นความรับผิดชอบของนายจ้างในกรณีที่บุคคลอื่นใดใช้หมายเลขผู้ใช้ (User ID)และรหัสผ่าน (Password) เป็นเหตุให้สำนักงานประกันสังคมเสียหาย
    5. 1.5 นายจ้างที่ได้รับอนุญาตให้ส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นยอมรับรองว่าข้อมูลในรายการตามแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03, สปส.1-03/1) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง (สปส.6-09, สปส.6-10, สปส.6-15) และแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 1),แบบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 2) แบบ สปส.1-10/1 และแบบ สปส.1-10/1 (แผ่นต่อ) มีข้อความถูกต้องเป็นความจริงทุกประการ
    6. 1.6 กรณีที่เกิดเหตุขัดข้อง ทำให้สำนักงานประกันสังคมต้องหยุดรับการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตหรือเหตุอื่นใดที่ทำให้นายจ้างไม่สามารถส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ นายจ้างยังคงมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการเป็นหนังสือตามแบบขึ้นทะเบียน นายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03, สปส.1-03/1) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง (สปส.6-09, สปส.6-10, สปส.6-15) และแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 1) แบบ สปส.1-10 (ส่วนที่ 2) แบบ สปส.1-10/1 และแบบ สปส.1-10/1 (แผ่นต่อ) ณ สำนักงานประกันสังคมแห่งท้องที่อันเป็นที่ตั้งกิจการของนายจ้าง
  2. 2. การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ การเปลี่ยน (e-mail Address) การเปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) หรือการยกเลิกการยื่นแบบรายการและชำระเงินสมทบผ่านระบบอินเตอร์เน็ต
    เมื่อนายจ้างแจ้งยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือตามแบบคำขอทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (สปส.1-05) แล้วแต่กรณี การยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มีผลสมบูรณ์เมื่อสำนักงานประกันสังคมได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว
  3. 3. การเพิกถอนสิทธิในการยื่นแบบรายการและชำระเงินสมทบผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น
    กรณีที่ “นายจ้าง” มิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามข้อตกลงข้อใดข้อหนึ่งที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด หรือไม่ได้ส่งข้อมูลผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นระยะเวลา 6 เดือนติดต่อกัน สำนักงานประกันสังคมมีสิทธิจะเพิกถอนการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่จำเป็นต้องบอกล่วงหน้า และนายจ้างต้องยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03,สปส.1-03/1) แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง (สปส.6-09, สปส.6-10, สปส.6-15) และแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบเป็นหนังสือ และหากนายจ้างมีความประสงค์จะส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่อไป จะต้องยื่นแบบคำขอทำธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (สปส.1-05) ด้วยตนเอง หรือทำรายการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แล้วแต่กรณี
    นายจ้างได้อ่านข้อตกลงและเงื่อนไขการส่งข้อมูลเพื่อทำรายการของสำนักงานประกันสังคมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เข้าใจโดยละเอียดตลอดแล้ว จึงได้ลงลายมือชื่อพร้อมทั้งประทับตรา (ถ้ามี) ไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานและมอบให้แก่สำนักงานประกันสังคมไว้เป็นหลักฐาน

ประโยชน์ที่ได้รับจากการยื่นแบบผ่านอินเตอร์เนต

ตราหายต้องทำอย่างไร?

 

ที่มา  https://www.dbd.go.th/faq_detail.php?fa_id=85

ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  1. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าพืชผลทางการเกษตร สัตว์ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายและมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  3. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยท่าอากาศยาน
  4. การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  5. การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร

ให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอแจ้งใช้สิทธิเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 01.1 จำนวน 1 ชุด 3 ฉบับ พร้อมกับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 01

 

“ขึ้นค่าหัวประกันสังคม” จำเป็น แต่! ต้องเพิ่มคุณภาพบริการ

คณะกรรมการ “ประกันสังคม” กำลังจะพิจารณาขึ้นค่าหัวให้โรงพยาบาล ในขณะที่ ผู้ประกันตนต้องการคุณภาพบริการที่ดีขึ้น

การประชุมคณะกรรมการประกันสังคม ในช่วงปลายเดือน พ.ค. นี้ จะพิจารณาปรับค่าหัวให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนเรียกร้องให้ขึ้นค่าหัวที่ไม่ได้ปรับมา 6 ปี

โดยข้อเสนอจะเพิ่มค่าหัวจาก 1,460 บาท เป็น 1,500 บาท เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ขาดทุน รวมถึงจะมีการพิจารณาเพิ่มเงินส่วนอื่นให้กับโรงพยาบาลด้วย เช่น ค่าบริการทางการแพทย์สำหรับโรคเรื้อรัง และการจ่ายเพิ่มสำหรับการรักษาที่มีค่ารักษาพยาบาลเกิน 1,000,000 บาท

นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานปประกันสังคมได้ประเมินสถานการณ์ในปี 2560 พบว่า สถานพยาบาลมีต้นทุนเพิ่มขึ้น อีกทั้งมีปริมาณการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และการเพิ่มค่าหัวจะครอบคลุมทุกรายการตั้งแต่เหมาจ่ายค่าหัว, โรคเรื้อรัง, โรคที่ต้องใช้ยาราคาสูง และต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการรักษา

ทั้งนี้ จำนวนผู้ประกันตนและค่าใช้จ่ายด้านพยาบาลที่กองทุนประกันสังคมจ่ายมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยปี 2557 มีการใช้บริการการแพทย์ 31.2 ล้านครั้ง มีค่าใช้จ่ายพยาบาล 34,266 ล้านบาท ต่อมาปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 32.2 ล้านครั้ง มีค่าใช้จ่ายพยาบาล 36,693 ล้านบาท

นางอรุณี ศรีโต กรรมการประกันสังคม ฝ่ายลูกจ้าง ให้ความเห็นว่า การเพิ่มค่าหัวประกันสังคม เป็นเรื่องที่มีเหตุผลความจำเป็น แต่ผู้ประกันตนควรได้รับการดูแลเพิ่มขึ้นหรือมีการตรวจสุขภาพ และคุณภาพการบริการของโรงพยาบาลต้องดีขึ้น เพราะที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนถึงปัญหาการให้บริการและคุณภาพยา

ซึ่งหากเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการประกันสังคม จะต้องมีการชี้แจงรายละเอียดทั้งในส่วนโรงพยาบาลและสำนักงานประกันสังคม โดยที่ผ่านมาการประกันตนยังได้รับบริการเทียบเท่ากับบัตรทอง หรือมากกว่าบัตรทอง เพราะผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเอง

และถ้าเปรียบเทียบพฤติกรรมการรักษาพยาบาล จะพบว่า ประชาชนใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งโพลล์ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปี 2560 ระบุว่า ประชาชนใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน 25%, คลินิกเอกชน 14% และใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ 16% แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนผู้ป่วยคนไทยในโรงพยาบาลเอกชนปีนี้จะไม่เพิ่มขึ้น ทำให้โรงพยาบาลหันไปพึ่งคนไข้ต่างชาติมากขึ้น

สอดคล้องกับความเห็นของ นายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัย ด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่มองว่า โรงพยาบาลเอกชนบางแห่งออกจากประกันสังคม เพื่อไปให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ หลังจากนี้ สำนักงานประกันสังคมอาจต้องพิจารณาปรับค่าหัวทุกปีเหมือนบัตรทอง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนค่าแรงและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น

7 พฤติกรรมที่คนประสบความสำเร็จอายุน้อยทำกัน

เพราะการประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้มาจากงานแค่เพียงอย่างเดียว รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน งานอดิเรก ทัศนคติ ทุกอย่างล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น ยิ่งในยุคนี้ด้วยแล้วจะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่อายุยังน้อยมักประสบความสำเร็จรวดเร็วกันมากขึ้น อะไรทำให้พวกเขาก้าวไปถึงจุดนั้นได้ พวกเขามีสิ่งใดที่เหมือนกัน ลองไปถอดรหัสพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จกัน
ดูแลตัวเอง

คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่ดูแลตัวเอง ตั้งแต่สุขภาพร่างกาย การเลือกรับประทานอาหารดีๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไปจนถึงสุขภาพด้านจิตใจที่ดี

สนใจการใช้ชีวิตและการทำงานไปพร้อมๆ กัน

ชอบหากิจกรรมทำยามว่าง ทั้งงานอดิเรก การเดินทางท่องเที่ยว การชาร์จแบตให้กับตัวเอง นอกจากจะสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตแล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้ทักษะและประสบการณ์ใหม่ๆ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์กับตัวเองขึ้นมาสักวันหนึ่งในอนาคตข้างหน้าได้

ใส่ใจคนรอบข้าง และมิตรภาพใหม่ๆ

ให้ความสำคัญกับคนรอบข้างเสมอ ไม่ว่าครอบครัว เพื่อนฝูง ไปจนถึงเครือข่ายสังคมต่างๆ โดยเชื่อว่าการปฏิสัมพันธ์ที่ดีจะนำมาซึ่งความสุข รวมถึงสร้างโอกาสต่างๆ ให้เกิดขึ้นอีกมากมาย

รักธรรมชาติ

นอกจากใส่ใจคนรอบข้างแล้ว คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จมักให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ รอบตัวด้วย เช่น ธรรมชาติ วิธีการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมต่างๆ เป็นบุคคลที่ใส่ใจมีความรับผิดชอบต่อสังคม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

มีความเป็นมืออาชีพ จริงจังกับทุกเรื่อง

ไม่ว่าเล่น หรือทำงาน คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จมักมีความจริงจัง ค้นคว้าหาข้อมูล เพื่อทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด จนทำให้เกิดทักษะเรียนรู้ และทำได้จริงด้วยตนเอง

ชอบหาอาชีพเสริมทำ

คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ มักไม่ชอบทำอย่างแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะพยายามหาสิ่งอื่นที่สนใจทำควบคู่กันไปด้วย

บริหารจัดการการเงินด้วยตนเอง

แม้จะรักอิสระ ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จก็มักคำนึงถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและวางแผนอนาคตในวันข้างหน้าเสมอ ด้วยการบริหารวางแผนการใช้จ่าย รวมถึงการออมได้ดีเช่นกัน

 

 

ค่าแรงสวนทางกับค่าครองชีพ จริงหรือ?

มีกระทู้หนึ่งที่น่าสนใจใน pantip เกี่ยวกับค่าแรงที่ดูเหมือนจะสวนทางกับค่าครองชีพ จากกระทู้นี้ https://pantip.com/topic/36141998 และมีผู้สนใจร่วมสนทนาหลายท่าน ก่อนจะตอบกระทู้ขอขยายความของคำว่าค่าครองชีพคืออะไรก่อน โดยค่าครองชีพก็คือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตเพื่อการใช้ชีวิตของผู้คน โดยสำหรับผู้คนในสังคมเมืองก็อาจจะหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ทั้งค่าที่อยู่อาศัย ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ และค่าใช้จ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นชนิดต่าง ๆ ซึ่งเมื่อค่าสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้มีราคาสูงขึ้น ก็ย่อมหมายถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง

ดังนั้นกลับมาดูที่ค่าแรง

ค่าแรงก็คือเงินเดือนหรือผลตอบแทนที่ได้จากการทำงานนั่นเอง โดยค่าแรงขั้นต่ำในขณะนี้อยู่ที่ 305 – 310 บาท โดยแบ่งกระจายตามฐานค่าแรงของแต่ละจังหวัด โดยในกรณีที่เจ้าของกระทู้ได้ตั้งข้อสงสัยว่าทำงาน 1 สัปดาห์ก็มีค่าใช้จ่ายเพียงพอกับการใช้จ่าย เข้าใจว่าหมายความถึงค่าใช้จ่ายตลอดทั้งเดือน โดยค่าแรงขั้นต่ำของไทยที่ 305 บาท ทำงานสูงสุดที่ 6 วันต่อสัปดาห์ เท่ากับ 24 วันต่อเดือน ก็จะมีรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำ 7,320 บาท ในขณะที่ค่าอาหารเฉลี่ยวันละ 120 บาท แต่ละเดือนเท่ากับ 30×120 = 3,600 บาท คิดเป็น 49.18% ของค่าแรงขั้นต่ำไปแล้ว ยังไม่รวมค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายจิปาถะทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน

ซึ่งหากมองอย่างผิวเผินเช่นนี้ก็อาจรู้สึกว่าเงินเดือนทั้งสัปดาห์ไม่สามารถเลี้ยงมนุษย์ทำงานได้เพียงพอจริง ๆ แต่ทราบหรือไม่ว่าชีวิตในปัจจุบันผู้คนใช้เงินอย่างสุ่มเสี่ยงมากเพียงใด โดยอาจแบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้

ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลงบ้าง

ค่าใช้จ่ายที่เกินตัวของผู้คนนั้นก็มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเช่าหรือซื้อหาที่อยู่อาศัยที่ราคาสูงเกินตัว อาศัยอยู่กันแค่ 2 คนแต่กลับซื้อบ้านขนาด 4 ห้องนอน เป็นต้น หรือแม้แต่ค่าอาหารที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน ทราบหรือไม่ว่าประเทศไทยนั้นติดอันดับต้นของประชากรที่ชอบทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งก็นับเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเลย ลองทำอาหารกินกันเองที่บ้านดู นอกจากจะปรุงรสได้ตามชอบใจแล้ว ยังไม่ต้องกังวลกับเรื่องของความสะอาดอีกด้วย สำหรับผู้ที่ทำอาหารก็ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันสามารถค้นหาวิธีทำอาหารได้ง่าย ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตกันแล้ว และควรลองจากเมนูง่าย ๆ ดูก่อน เพราะก็ไม่มีใครทำอาหารเป็นโดยไม่เคยลองทำดูก่อนอย่างแน่นอน

ลดการใช้เงินในอนาคตให้น้อยลงบ้าง

เงินในอนาคตนั้นก็คือเงินที่ยังไม่มีอยู่ในมือแต่ก็นำไปใช้เสียแล้ว ซึ่งก็คือการซื้อของเงินผ่อนต่าง ๆ หรือการขอกู้เงินหรือขอสินเชื่อมาใช้นั่นเอง เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มความสะดวกในการซื้อหาสิ่งของที่ต้องการมาได้ง่าย ๆ แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่าสิ่งเหล่านั้นจำเป็นจริง ๆหรือไม่ หรือในบางกรณีหากเปลี่ยนรุ่นหรือยี่ห้อก็อาจจะช่วยให้ได้สิ่งของที่มีคุณภาพดีในราคาที่ย่อมเยาขึ้นได้เช่นกัน เพราะการใช้เงินในอนาคตที่มากเกินไปก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้หากประสบเหตุไม่คาดฝันทางการเงิน เช่น ตกงาน เกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถทำงานได้ เป็นต้น

ไม่ต้องตามกระแสสังคมหรือกระแสแฟชั่นมากนัก

การทำงานในที่ทำงานที่ต้องพบปะเจอผู้คนมาก ๆ ในบางครั้งก็ทำให้เกิดการแข่งขันด้านข้าวของเครื่องใช้ระหว่างกัน เช่น กระเป๋าใบใหม่ รองเท้าคู่ใหม่ หรือนาฬิกาเรือนใหม่เหล่านี้เป็นต้น ทั้งที่ในบางครั้งของเก่าก็ยังใช้งานได้ดีอยู่เลยอีกด้วย ดังนั้นบางครั้งกรณีที่รู้สึกว่าค่าครองชีพสูงเกินไปนั้น ให้ลองพิจารณาดูว่ามีค่าใช้จ่ายใดเข้าข่ายนี้หรือไม่

หาหนทางพัฒนาและเพิ่มค่าแรงให้ตนเอง

การทำงานในแต่วันไม่ควรทำไปเรื่อยอย่างไรจุดหมาย จบเวลาทำงานแล้วก็ใช้เงินที่หามาได้ ซึ่งความคิดเช่นนี้ถือว่าทำลายชีวิตทางการงานของใครมาหลายคนแล้ว แต่ควรทำงานโดยคำนึงถึงอนาคตด้วยว่าอยากเป็นอะไรต่อไป หรือโอกาสก้าวหน้าทางสายอาชีพของตนเอง หากเป็นลูกจ้างแต่หากมุ่งมั่นพัฒนาและฝึกฝนตนเอง เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ มาให้ตนเองอย่างสม่ำเสมอ โอกาสจะก้าวขึ้นเป็นระดับผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการของตนเองก็ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ยากอีกต่อไป

เก็บออมเอาไว้บ้าง

แม้ว่าเงินจะหายากและไม่พอใช้เพียงใด แต่หากเป็นไปได้ควรอดออมเอาไว้บ้าง อย่างน้อยวันละ 1 – 10 บาทก็ยังดี ดูเป็นจำนวนน้อยแต่หากสามารถทำได้อย่างน้อย 10 บาทต่อวัน ใน 1 ปีก็จะเก็บเงินได้ 3,650 บาทแล้ว หากทำได้ต่อเนื่องสัก 10 ปี ก็จะมีเงิน 36,500 บาทแล้ว นี่คือตัวอย่างขั้นต่ำ หากสามารถทำได้วันละ 20 – 50 บาท จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นแค่ไหน

ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงอยากแนะนำผู้ที่กำลังกังวลเรื่องค่าแรงสวนทางกับค่าครองชีพว่าอย่ามัวแต่ไปเปรียบเทียบค่าแรงกับค่าครองชีพของประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ อยู่เลย ควรลองกลับมาพิจารณาตนเองด้วยว่าใช้จ่ายอย่างเกินตัว หรือเสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นมากน้อยเพียงใดหรือไม่ หรือได้ลองหาหนทางเพิ่มรายได้ให้ตนเองเพิ่มเติมแล้วหรือยัง ขอให้ลองพิจารณาในมุมกว้างดูว่าจะมีจัดการอย่างไรให้ค่าแรงและค่าครองชีพเกิดความสมดุลระหว่างกัน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ประหยัดให้มากขึ้นและพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้รับค่าแรงหรือเงินเดือนที่มากขึ้นน่าจะเป็นทางแก้ปัญหาที่เร็วที่สุดและดีกว่าการรอคอยการแก้ปัญหาจากระดับนโยบายซึ่งไม่มีกำหนดว่าเมื่อไหร่ และไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นอย่างที่ต้องการหรือไม่

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธี ประหยัดภาษี

ถึงฤดูกาลจ่ายภาษีทีไร ต้องมีคนหนาว ๆ ร้อน ๆ กันบ้าง ถ้าเตรียมไว้แล้วก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าฉุกเฉินไม่ได้เตรียมไว้ก็ยุ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่มีรายได้สูง ๆ พอจ่ายภาษีทีก็แทบลมจับเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีหลายคนคิดวิธีการ ประหยัดภาษี แบบที่คิดว่าไม่ผิดกฎหมายมาทำกัน (แต่ถ้าสรรพากรรู้ขึ้นมาทีหลัง ก็คงต้องจ่ายกันอ่วมเหมือนเดิม) ซึ่งวิธีการที่คนส่วนใหญ่ทำกันได้แก่

  • ให้ผู้อื่นแสดงตัวว่าเป็นผู้มีเงินได้แทน

วิธีการนี้มีคนทำกันเยอะมาก โดยเฉพาะพวกผู้รับเหมาทั้งหลายที่แต่ละปีมีรายได้กันสูง ๆ ทั้งนั้น วิธีการก็ง่ายแค่หาใครสักคนมาเป็นผู้มีเงินได้แทนตัวเราแค่นั้น(แต่ตอนรับเงินก็ยังเป็นเราเหมือนเดิม) เช่น นางแพรวามีเงินได้ 500,000 บาท แต่ให้นางน้อยมาเป็นผู้มีเงินได้แทน นั่นคือนางแพรวารับเงิน นางน้อย รับเอกสาร เพียงง่าย ๆ แบบนี้คนที่มีรายได้ก็กลายเป็นนางน้อยแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่าวิธีการแบบนี้ นางแพรวาได้ประโยชน์อะไร คำตอบคือ การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะคำนวณจาก อัตราการเสียภาษีแบบขั้นบันไดหรือยิ่งคุณมีรายได้มาก คุณยิ่งต้องเสียภาษีมาก ดังนั้น หากแพรวา สามารถกระจายรายได้ให้กับคนอื่นอีกหลายคนก็แปลเธอจะว่าเสียภาษีลดลงไปได้มาก เพราะฐานรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษีที่ต้องเสียนั่นเอง

วิธีนี้เข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีแบบจงใจ เพราะเป็นการปกปิด อำพรางว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับเงิน อาศัยชื่อคนอื่นรับเงินแทน เพื่อไม่ให้ยอดเงินได้สะสมสูงเกินไปในบุคคลคนเดียว สรรพากรรู้ช่องทางนี้ดีและหาทางตรวจจับและปรับผู้ที่กระทำผิดอยู่อย่างสม่ำเสมอ

 

  • การซื้อใบกำกับภาษี

ด้วยการสร้างยอดรายจ่ายลวง ๆ ขึ้นมา โดยที่ไม่ได้เป็นยอดเงินที่จ่ายจริง ทำได้โดยการหาซื้อใบกำกับภาษีจากร้านค้าต่าง ๆ ที่ผู้ซื้อไม่ได้ขอรับใบกำกับภาษี กรณีนี้ถือว่าจงใจเลี่ยงภาษีอย่างชัดเจน

  • ซ่อนเร้นยอดขาย ตกแต่งบัญชี

ถ้ายอดขายสูง หมายถึงอาจจะมีเงินกำไรที่จะต้องนำไปเสียภาษี ก็มีคนหัวหมอ ตกแต่งบัญชี เพื่อลดยอดขาย หรือร้านค้าที่จงใจเปิดบิลบ้าง ไม่เปิดบิลบ้าง ทำให้ยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่ในวงเงินที่ต้องการ เพื่อจะได้เสียภาษีให้น้อยที่สุด

  • ใช้ประโยชน์จากการตั้งคณะบุคคล

อาศัยการตั้งคณะบุคคลเป็นหลายคณะแยกจากกัน แล้วมีชื่อตัวเองร่วมอยู่ในคณะต่าง ๆ แยกกันไป ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้คณะบุคคลเป็นผู้รับเงินรายได้แทนบุคคลธรรมดานั่นเอง ผลที่ตามมาก็คือยอดรวมรายได้จะกระจายออกไปตามคณะต่าง ๆ และยังถูกหักค่าใช้จ่ายได้อีกในแต่ละคณะนั้น เมื่อยอดรวมของเงินได้ถูกแบ่งออกไปเช่นนี้ จะทำให้ฐานเงินได้ลดลง จนไม่ต้องเสียอัตราภาษีที่สูงกว่า หรืออาจไม่เสียเลย เป็นต้น ซึ่งการกระทำอย่างนี้ถือว่ามีเจตนาในการโกงและหลบเลี่ยงภาษี ปัจจุบันยังมีผู้กระทำตามวิธีนี้เพราะคนอื่นแนะนำต่อกันมา โดยเฉพาะในหมู่ดารา นักร้อง ที่มีเงินได้สูงมาก และมีตัวอย่างเป็นข่าวอยู่เรื่อย ๆ

  • ตกแต่งตัวเลขทางบัญชี

เป้าหมายก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ ให้เหลือยอดเงินกำไรสุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษีเหลือน้อยที่สุด ซึ่งมีบริษัทห้างร้าน ทำวิธีนี้มาก และบางครั้งตรวจจับได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่เกินความสามารถของกรมสรรพากรเช่นกัน วิธีการที่ใช้กันก็คือสร้างยอดรายจ่ายลวง ๆ ในบัญชีทั้งที่ไม่ได้มีการจ่ายจริง เข่น ค่าซื้อทรัพย์สิน เงินโบนัส การจ้างบริษัทที่ปรึกษา หรือจ่ายค่าจ้างวิชาชีพต่าง ๆ วิธีนี้เรียกอย่างเป็นที่รู้กันก็คือ การทำบัญชีสองเล่ม จะมีเล่มหนึ่งเพื่อยื่นภาษี อีกบัญชีเพื่อใช้จริงในการบริหารกิจการ

  • การแสร้งว่ามีรายได้จากหลายประเภท

เงินได้ที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีนั้นมีหลายประเภท และบุคคลบุคคลหนึ่งนั้นก็สามารถมีรายได้มากกว่าหนึ่งประเภท ดังนั้นจึงมีช่องว่างว่าจะจัดสรรรายได้ก้อนนี้ ก้อนนั้นว่าเป็นรายได้จากอะไร เพื่อมุ่งหวังในการหักค่าใช้จ่ายได้ โดยมีตัวอย่างเงินได้ในมาตรา 40(2) กรณีเงินได้จากค่านายหน้าซื้อขายที่ดิน หรือ 40(8) กรณีค้าขายของที่ตนไม่ได้เป็นผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งเงินได้ลักษณะนี้จะมีทางเลือกในการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายได้มากทีเดียว เข่น 40% หรือ 80% รายละเอียดตามที่กรมสรรพากรกำหนด

  • ไม่มีกำไร หรือการแสดงบัญชีว่าขาดทุน

วิธีนี้ค่อนข้างเลี่ยงภาษีแบบฮาร์ดคอร์ก็ว่าได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ยังเหนียม ๆ ขอเลี่ยงหรือเสียภาษีน้อย แต่วิธีนี้คือตั้งใจเลยว่าจะไม่เสียภาษีเลยสักบาทเดียว โดยการแจ้งว่าบริษัทขาดทุน วิธีก็คือการทำให้บริษัทมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ นั่นเอง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ทั้งซื้อใบกำกับภาษี การซื้อบิล การว่าจ้างบริการวิชาชีพแบบปลอม ๆ หรือรับเงินได้แบบไม่สำแดงในบัญชี

  • การซื้อบิล ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการซื้อ-ขายกันจริง

บริษัทห้างร้านขนาดใหญ่ที่มีรายได้มาก ๆ แต่มีรายจ่ายน้อย ก็จะพยายามหาวิธีเพิ่มรายจ่ายหลอก ๆ เข้ามา วิธีการอีกอย่างที่นิยมกันก็คือการซื้อบิลจากบริษัทอื่น ๆ ที่เป็นธุรกิจรับจ้าง เช่น ธุรกิจออกแบบ สื่อ สิ่งพิมพ์ หรือโฆษณา เป็นต้น โดยการออกบิลว่ามีการจ้างงานกันในราคาจำนวนหนึ่ง เช่น 5 ล้านบาท แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีงานบริการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงเลย ผลก็คือบริษัทที่ซื้อบิลก็ได้ค่าใช้จ่าย 5 ล้านบาทเพื่อไปคำนวณภาษีเงินได้ โดยการซื้อบิลนี้จะมีการจ่ายให้บริษัทที่ขายบิลเป็น % ตามแต่ตกลงกันในเรื่องของส่วนต่าง เพราะบริษัทที่ออกบิลให้นั้นก็จะมีรายรับที่ต้องไปสำแดงในการเสียภาษีอีกต่อหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเมื่อคำนวณเงินที่ใช้ในการซื้อบิลกับภาษีที่ประหยัดได้ หักลบแล้วก็มีความคุ้มค่า จึงยังมีการทำกันอยู่ในปัจจุบัน