การประกอบธุรกิจขนส่งผู้โดยสารและสินค้าทางอากาศระหว่างประเทศ ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่

ธุรกิจการบินระหว่างประเทศ ไม่เป็นธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ จึงไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
www.dbd.go.th

ประกันสังคมจ่อปรับเพดานเงินสบทบใหม่จาก 750 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน

มนุษย์เงินเดือนคิดยังไง! เมื่อสำนักงานประกันสังคม เตรียมเสนอปรับฐานคำนวณเงินสมทบกองทุน เพิ่มเป็น 20,000 บาท ลูกจ้างต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมต่อเดือนจากสูงสุด 750 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน หวังเพิ่มความมั่นคงผู้ประกันตน รับเงินออมเพิ่ม – เงินชดเชยขาดรายได้เพิ่ม คาด 6 เดือนออกประกาศเป็นกฎกระทรวง

ทางสำนักงานประกันสังคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับปรุง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2558 โดยจะปรับปรุงจำนวนเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม กรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 จากเดิมอัตราขั้นต่ำอยู่ที่ 1,650 บาท และสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน เป็นต่ำสุดมี 2 แนวทาง คือ 3,600 บาท หรือ 4,500 บาท และสูงสุดเป็น 20,000 บาทต่อเดือน

และกรณีมาตรา 39 ซึ่งเดิมใช้ฐานค่าจ้างที่ 4,800 บาทต่อเดือน อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับเพิ่มมาเป็นที่ 7,800 บาท หรือ 6,700 บาทต่อเดือน เป็นการพิจารณาปรับเพิ่มในรอบ 26 ปี ตั้งแต่ที่มีการก่อตั้ง สปส. มา

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะกรณีก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยหลักการเพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์และความมั่นคงของชีวิต นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาปรับเพิ่มทุกๆ 5 ปี เบื้องต้นจะมีการออกเป็นกฎกระทรวง เนื่องจากการแก้ พ.ร.บ. ประกันสังคม มีการใช้เวลานาน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ 4 ภาค ผ่านมาแล้ว 2 ครั้ง ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับฐานการคำนวณเงินสมทบใหม่ แต่มีบางส่วนเห็นว่าควรปรับตามสภาพเงินเดือนของแต่ละคน เพราะบางคนเงินเดือนสูงก็อยากให้มีการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเป็นหลักประกันในยามชราภาพ

การปรับเพิ่มฐานการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมจะมีผู้ได้รับผลกระทบเพียง 20% ของผู้ประกันตนทั้งหมด 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 2.6 ล้านคน ปัจจุบันลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน จะต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมในอัตรา 5% ของเงินเดือน

โดยผู้ที่รายได้เดือนละ 15,000 บาทหรือสูงกว่าเดือน 15,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างสูงสุดไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน แต่หากปรับฐานจำนวนเงินที่นำมาคำนวณเป็นเงินสมทบประกันสังคมตามเกณฑ์ใหม่ คือ เพิ่มเงินเดือนขั้นสูงเป็น 20,000 บาท จะทำให้ผู้ที่มีรายได้เดือนละ 20,000 บาทหรือสูงกว่า 20,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบเป็นสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน

ซึ่งขณะนี้ได้ส่งให้กระทรวงแรงงานพิจารณาให้เร็วที่สุด คาดว่า จะแล้วเสร็จภายใน ม.ค. 2560 และจะออกเป็นกฎกระทรวงแรงงาน ซึ่งอย่างต่ำจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ยืนยันว่า การปรับเพิ่มฐานคำนวณในครั้งนี้ เพื่อความมั่นคงของผู้ประกันตน เพราะเงินที่เพิ่มขึ้นก็ไปเพิ่มในสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของเงินออมและเงินชดเชยการขาดรายได้

อย่างไรก็ตาม หากมีการปรับเพดานเงินสมทบใหม่ในครั้งนี้ ส่วนของนายจ้างย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นแก่กลุ่มนายจ้าง แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ เพื่อเสริมสร้างให้ลูกจ้างมีหลักประกันที่มั่นคงขึ้น เชื่อว่า คนส่วนมากเห็นด้วยกับการปรับครั้งนี้ ซึ่งหากลูกจ้างมีขวัญกำลังใจที่ดี ไม่มีความกังวลในเรื่องของเงินออม ก็จะทำให้การทำงานออกมามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สหรัฐฯประกาศยกเลิกแนวทางการพิจารณาวีซ่า H-1B ฉบับเก่า, เปลี่ยนมาใช้แบบใหม่เข้มงวดยิ่งขึ้น

(แก้ไข 04/04/2017 15:40: โฆษก USCIS ได้ออกมาแถลงกับ The Verge ว่าการออกบันทึกข้อความฉบับใหม่ดังกล่าวเป็นเพียงการปรับแนวทางของศูนย์พิจารณาวีซ่ารัฐ Nebraska ให้ตรงกับแนวทางที่มีอยู่แล้วของศูนย์อื่นๆทั่วประเทศเท่านั้น ไม่ใช่การตั้งแนวทางใหม่แต่อย่างใด) 

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา U.S. Citizenship and Immigration Services (USCIS) ออกบันทึกข้อความใหม่ว่าด้วยการเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาวีซ่า H-1B ให้กับผู้มีตำแหน่งงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานโปรแกรมเมอร์ชาวต่างชาติเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ

บันทึกข้อความดังกล่าวชี้แนะให้เจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองเลิกใช้หลักพิจารณาการให้วีซ่า H1-B กับผู้ยื่นคำขอวีซ่าทำงานในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ตามบันทึกข้อความเก่าเมื่อปี 2000 เพราะพบว่ามีช่องโหว่หลายจุด เนื่องด้วยเป็นบันทึกข้อความที่อิงอยู่กับคู่มือวิชาชีพ (Occupational Outlook Handbook – คู่มือที่จัดพิมพ์โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเกี่ยวกับข้อมูลและสถิติวิชาชีพ) ของปี 1998-1999 และ 2000-2001 ที่นับช่วงเปลี่ยนผ่านของวิชาชีพด้านคอมพิวเตอร์ซึ่งไม่เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบันแล้ว เช่นแม้จะมีการกำหนดให้ผู้ยื่นต้องสำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีการระบุชัดเจนถึงสาขาที่จำเป็นสำหรับการประกอบวิชาชีพโปรแกรมเมอร์, การไม่มีการแยกแยะระหว่างตำแหน่งในระดับเริ่มต้น (entry-level) และส่วนอื่นๆชัดเจน, การอิงข้อมูลวิชาชีพที่ล้าสมัย

ส่วนหนึ่งของบันทึกข้อความนี้ได้มีการแนะให้พิจารณาค่าตอบแทนในตำแหน่งโปรแกรมเมอร์ของผู้ยื่นคำขอว่าสอดคล้องกับตำแหน่งและความเป็น “วิชาชีพเฉพาะ” หรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะมีสาเหตุจากปัญหาการจ้างแรงงาน H1-B ด้วยค่าจ้างที่ต่ำกว่าตลาดเพื่อลดค่าใช้จ่ายในบริษัท

ในตอนท้ายของเอกสาร ได้มีการแนะนำว่าหากอิงตามคู่มือวิชาชีพฉบับปี 2016-2017 นั้น การเป็น”โปรแกรมเมอร์ผู้ใช้ความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศน์เพื่อช่วยบริษัทบรรลุเป้าหมาย” นั้นไม่ใช่เหตุผลที่เพียงพอในการถูกยอมรับว่าเป็นผู้ประกอบ “วิชาชีพเฉพาะทาง”อีกต่อไป ดังนั้นผู้ยื่นคำขอ(หมายถึงตัวบริษัท)ควรยื่นหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นวิชาชีพเฉพาะทางด้วย

โดยสรุปแล้วการยกเลิกบันทึกข้อความฉบับเก่าและเปลี่ยนมาใช้ฉบับใหม่นั้น จะทำให้การพิจารณาวีซ่า H1-B สำหรับตำแหน่งทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการเปลี่ยนครั้งแรกในรอบ 17 ปีนั้นน่าจะส่งผลกระทบต่อการยื่นขอวีซ่าในปีนี้ที่เพิ่งเปิดรับไม่น้อย

หากผู้อ่านท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านเอกสารตัวเต็มได้ที่ https://www.uscis.gov/sites/default/files/files/nativedocuments/PM-6002-0142-H-1BComputerRelatedPositionsRecission.pdf

(*วีซ่า H-1B คือวีซ่าสำหรับแรงงานผู้มีคุณสมบัติขั้นสูง (high-skill workers) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในวงการไอทีและเทคโนโลยี)

ที่มา: https://www.uscis.gov/sites/default/files/files/nativedocuments/PM-6002-0142-H-1BComputerRelatedPositionsRecission.pdf, http://www.theverge.com/2017/4/3/15162306/immigration-policy-h1b-tech-industry

เครื่องหมายที่คล้ายกันอาจทำให้เกิดปัญหาได้

จุดประสงค์ของการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคือเพื่อป้องกันการสับสนหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าหรือบริการ ดังนั้น ถ้าชื่อแบรนด์ของคุณไปเหมือนคล้ายกับของคนอื่นที่จดทะเบียนไปแล้ว ก็จะถือว่าคุณได้ไปละเมิดสิทธิของคนๆนั้น และการแก้ไขเล็กๆน้อยๆ เช่น การปรับเปลี่ยน ตัด หรือเพิ่มตัวอักษร ก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงการละเมิดได้

สำหรับการจดทะเบียนนิติบุคคลหรือการจด domain name นั้น แตกต่างจากการจดเครื่องหมายการค้าตรงที่ว่าคุณสามารถทำการปรับเปลี่ยน ตัด แก้ไข หรือเพิ่มตัวอักษร ก็สามารถทำให้บริษัทหรือ domain name ของคุณได้รับการจดทะเบียน ตัวอย่างเช่น บจก. ไซโคลน (Cyclone Co., Ltd.) และ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท (Cyclone Bike Parts Co., Ltd.) ซึ่งต่างก็ทำธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานเหมือนกัน แต่ บจก. ไซโคลน ได้รับสิทธิในเครื่องหมาย Cyclone แล้ว แต่ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ยังไม่ได้ดำเนินการยื่นจดเครื่องหมายการค้า บจก. ไซโคลน นั้นมีสิทธิฟ้อง บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ในกรณีที่มีการใช้ชื่อแบรนด์ Cyclone ในการโปรโมทและขายสินค้าที่เหมือนกัน และถ้า บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ทมีเว็บไซต์ที่ใช้ domain name ว่า www.cyclonebikeparts.com ด้วย บจก. ไซโคลน อาจจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลให้สั่งระงับเว็บไซต์นั้น บังคับให้ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ต้องเปลี่ยนชื่อ domain name ได้ด้วยเช่นกัน

ขอบเขตของการคุ้มครองชื่อแบรนด์ด้วยเครื่องหมายการค้านั้นมีผลทางกฎหมายค่อนข้างกว้าง เช่น ถ้า บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น Zyclone, Syclone, Siclone, หรือแม้กระทั่ง Cyclo ก็อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการละเมิดเครื่องหมายการค้า Cyclone ของ บจก. ไซโคลน ได้ แต่ที่แน่ๆคือ บจก. ไซโคลนไบค์พาร์ท จะไม่สามารถขอรับความคุ้มครองในชื่อเหล่านี้ได้จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ลงทุนแบบฉลาด ต้องไม่พลาดผลตอบแทน 2 ต่อ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.aommoney.com/taxbugnoms/%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%89%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%94-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2#gs.xJjQPFU

Checklist 3 ข้อเพื่อตรวจสอบว่าคุณลงทุนผิดวิธีอยู่หรือเปล่า

เขียนโดย @TAXBugnoms 

วันนี้เป็นหัวข้อเรื่องที่เราทุกคนควรระวังในการลงทุนกันบ้าง เนื่องจากได้ยินเสียงกระซิบจากเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหลายท่านมา เลยเข้าใจว่าอาจจะมีหลายคนที่ยังเข้าใจผิด สำหรับการลงทุนทั้งใน หุ้น กองทุนรวม หรือการลงทุนเพื่อประหยัดภาษีต่างๆ วันนี้เลยถือโอกาสมาแนะนำสิ่งที่เราทุกคนควรรู้ก่อนการลงทุนกันครับ โดยแยกออกเป็นหลักๆ 3 ข้อดังนี้

ข้อแรก การลงทุนมีความเสี่ยง

เรามักจะได้ยินประโยคนี้อยู่เสมอว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”ดังนั้นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า การลงทุนนั้น คือ การทำให้เงินของเรามีผลตอบแทนกลับมามากขึ้น ซึ่งต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง เราจึงควรศึกษาให้ดีว่า สินทรัพย์ที่เราลงทุน ไม่ว่าจะเป็น หุ้น กองทุนรวมต่างๆ LTF, RMF หรือแม้แต่อสังหาริมทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ไม่ใช่เห็นว่าคนอื่นลงทุนแล้วกำไร เราก็เฮไปตามเค้า ทั้งๆที่เราไม่รู้เลยว่า เรากำลังลงทุนในอะไรอยู่

จากประสบการณ์ตัวผมเองและมิตรสหายหลายท่าน เคยเห็นการลงทุนในหุ้นแบบชนิดที่ว่า “ซื้อๆไปเหอะเดี๋ยวมันก็ขึ้น” แตสุดท้ายพอหุ้นลง คนที่ลำบากมันก็คือเรานั่นเองครับ

 

ข้อสอง หาเป้าหมายของการลงทุนก่อน

คำว่าเป้าหมายของการลงทุนนั้น ต้องประกอบด้วย 3 ข้อ คือ วัตถุประสงค์ของการลงทุน ผลตอบแทนที่ต้องการ และ ระยะเวลาในการลงทุน ก่อนจะลงทุนในอะไรก็ตาม ให้ตอบคำถามนี้สามข้อให้ได้ก่อนครับ เพราะถ้าเป้าหมายในการลงทุนของเราชัดเจน มันจะทำให้เรามองเห็นภาพของการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ยังต้องศึกษาข้อจำกัดในการลงทุนและเงื่อนไขต่างๆ เช่น การลงทุนในกองทุน LTF และ RMF นั้นมีไว้เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการประหยัดภาษีเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าลงทุนโดยมีเป้าหมายประหยัดภาษี แต่ถ้าลงทุนไม่ดีอาจจะมีสิทธิขาดทุนในการลงทุนมากกว่าภาษีที่ประหยัดได้อีกนะครับ  ไม่ว่าจะขายก่อนครบกำหนดที่ต้องเสียทั้งเงินภาษีที่ลดหย่อนไว้ รวมถึงดอกเบี้ย และการลงทุนที่ผิดจังหวะ ซึ่งตรงนี้ขอเน้นย้ำไว้อีกครั้งนะครับ

 

ป.ล. บางทีผมเคยเจอมาว่า ไม่ได้เสียภาษีแต่เลือกลงทุนใน LTF, RMF แบบนีชีวิตก็เสร็จสิคร้าบบบ TwT

 

ข้อสาม อย่าลืมการวางแผนการเงิน

อย่าลืมครับว่า การลงทุนนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของการวางแผนการเงิน เรายังต้องมีทั้งเงินออมฉุกเฉิน เงินเพื่อใช้จ่าย เงินจ่ายหนี้ และเงินสำรองต่างๆตามแต่ความต้องการของแต่ละคน อย่าหุนหันพลันแล่น ทุ่มเทเงินทั้งหมดไปกับการลงทุนเพียงอย่างเดียว บางคนตัดสินใจลงทุนในความเสี่ยงทั้งๆที่ไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน บางคนเพลิดเพลินกับการลงทุนจนกลายเป็นหนี้ ดังนั้นตรงนี้ต้องระวังให้ดีครับ เรื่องการวางแผนการเงินก็สำคัญ เพราะบางครั้งผลตอบแทนที่มากที่สุดในช่วงสั้นๆ นั้นอาจจะไม่จำเป็นเท่ากับความสุขในการใช้ชีวิตระยะยาว

 

…สุดท้ายนี้ต้องออกตัวอีกครั้งนะครับว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังร้อนแรงแบบนี้ บทความนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าการลงทุนไม่ดี แต่เขียนออกมาเพื่อเตือนใครหลายๆคนที่กำลังสนใจเรื่องการลงทุนและคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุดนี้เราอาจจะต้องเสียเงินโดยที่ไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

 

ที่มา http://www.aommoney.com

 

7 วิธีรับมือและบรรเทา Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่กลับมาสร้างความผวาให้กับเหล่าผู้ใช้กันอีกครั้ง จากครั้งที่แล้วก็มี CryptoLocker ล่าสุดคือ “WannaCrypt” หรือ “WannaCry” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่อันตรายกว่าเก่า ระบาดหนักยิ่งกว่า ดังนั้นทางทีมงานขอนำ 7 วิธีรับมือและแก้ไข (แบบบรรเทา) ที่เคยเขียนไว้นานแล้ว กลับมารีรันกันอีกครั้งครับ

มันยังระบาดไม่เลิก !! วินาทีนี้ คงไม่มีภัยอันตรายบนโลกอินเทอร์เน็ตใดๆที่ร้ายแรงไปกว่าเจ้านี้แล้วคือ “มัลแวร์เรียกค่าไถ่” หรือที่หลายๆคนมักจะเรียกกันว่า “ไวรัสเรียกค่าไถ่” นั้นเอง ที่ระบาดกันมานานจนปัจจุบันก็ยังอยู่ สำหรับเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ จัดเป็น Ransomware ประเภทหนึ่ง ที่จะหลอกให้ผู้ใช้ เผลอโหลดไฟล์ติดตั้งตัวหนึ่ง (.exe) เข้าไปแบบไม่รู้ตัว หลังจากนั้น มันก็จะทำการเปลี่ยนการตั้งค่าบางอย่างภายในคอมพ์ของเรา ในที่นี้คือ การฝังรหัสไฟล์ข้อมูลต่างๆภายในเครื่อง ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงหรือเรียกใช้ไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้เลย ถ้าอยากได้รหัส ก็ต้องจ่ายเงินให้มัน โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะให้รหัสเราไหม ดังนั้นมันจึงถูกจัดว่าเป็น มัลแวร์ที่อันตรายที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้

 

รู้จักกับ WannaCrypt

ก่อนหน้านู้น หลายคนคงแทบกรี๊ดมาแล้วกับเจ้า CryptoLocker มาตอนนี้คือ WannaCrypt (อีกหลาย ๆ ชื่อก็ WannaCry, WanaCrypt0r, Wana Decrypt0r 2.0) มัลแวร์หรือ Ransomware ชนิดหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาโดยเครื่องมืออันทรงพลังจาก NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งสหรัฐ) ที่เรียกว่า “EternalBlue” ซึ่งเครื่องมือนี้ ก็ถูกขโมยโดยกลุ่มแครกเกอร์ The Shadow Broker ที่หลังขโมยเสร็จ ก็นำมาแจกจ่ายแก่สาธารณะ จนมีแครกเกอร์ (แฮกเกอร์ฝ่ายไม่ดี) กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้เอาเครื่องมือนี้ไปพัฒนาเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ชื่อ WannaCrypt นี้เอง เพียงไม่นานมัลแวร์ตัวนี้ก็ระบาดหนักไปทั่วโลก แม้ทาง Microsoft จะออกตัวอัพเดตป้องกันก่อนหน้า (หลังรู้ว่า NSA งานเข้า) แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ใช้ ที่ไม่รู้ว่าใช้ Windows เถื่อน หรือไม่ได้อัพเดตระบบ ถูกมัลแวร์นี้เล่นงานเข้าจนได้

พฤติกรรมของมัลแวร์ตัวนี้ มันจะล่อลวงให้เราดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งของมัน ซึ่งมักจะแนบมากับ E-mail หรือตามเว็บดาวน์โหลดไฟล์ที่แฝงโฆษณาเยอะ ๆ เมื่อเราเผลอคลิกติดตั้งเข้าไป เราก็จะถูกมัลแวร์ตัวนี้ฝังลงในเครื่องคอมพ์ของเราทันที หลังจากนี้ทุกไฟล์ในเครื่องที่มีนามสกุลไฟล์ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ก็จะถูกเข้ารหัสทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ (ไฟล์ที่โดนจะมีนามสกุลไฟล์เป็น .WNCRY)

จากนั้นก็จะขึ้นหน้าต่างประมาณว่า “ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัส ถ้าอยากได้ไฟล์คืน โปรดโอนเงินมาให้เรา” (สูตรเดียวกับ CryptoLocker เป๊ะ ๆ) เท่ากับว่า ไฟล์ข้อมูลของเราโดนจับเป็นตัวประกันเรียบร้อย การชำระเงินจะเป็นแบบ Bitcoin ซึ่งจะมีราคาแพงถึง 300 – 600 เหรียญฯ หรือหมื่นกว่าบาทกันเลย ต่อไปมาดูวิธีป้องกันและบรรเทาหลังโดนมัลแวร์ตัวนี้กันครับ

 

1.Backup ข้อมูลสำคัญๆ

เป็นพื้นฐานไปแล้ว สำหรับคนในยุคนี้ ที่ต้องหมั่นสำรองข้อมูลไว้ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่เฉพาะองค์กรใหญ่ๆแล้วที่จะเล่นงาน คนทั่วไปก็มีโอกาสโดนได้เช่นกัน ดังนั้น เราควรจะมีกิจวัตรใหม่คือ การสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้เสมอ แล้วเราจะสำรองข้อมูลยังไงบ้างล่ะ ผมขอเสนอ “The 3-2-1 Backup Rule” หรือ กฎ 3-2-1 หมายถึง การเก็บสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 3 ชุด สองชุดแรก คือ เก็บไว้บนสื่อบันทึก 2 ชุดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะใช้การสำรองข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์เป็นหลักคือ การใช้ฟีเจอร์ Windows Backup and Restore ที่จะมีอยู่ในระบบปฏิบัติการรุ่นปัจจุบันทั้ง Win 7 และ Win 8 หรือไม่ก็การสำรองข้อมูลด้วยใช้ Raid 1 ที่จะต้องการใช้ ฮาร์ดดิส 2 ตัวขึ้นไป และสุดท้าย การสำรองข้อมูลไว้บน Cloud Store เป็นต้น ชุดสุดท้ายคือ การเก็บไฟล์ Backup ไว้ในอุปกรณ์ภายนอก ที่ไม่ต้องเสียบคาเครื่องอย่าง Extranal Harddisk ซึ่งเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลสุดท้าย หากเกิดกรณีไม่คาดฝัน ตัวสื่อบันทึกชนิดนี้ คือความหวังสุดท้าย

 

2.เลี่ยงการเปิด E-Mail แปลกๆ

สำหรับใครที่ตอนนี้ มีความจำเป็นจะต้องใช้งาน E-mail ในการติดต่อหรือทำงานอยู่เป็นประจำ ก็อาจมีแววที่จะถูกโจมตีจากมัลแวร์ตัวนี้ได้ด้วย ต้องบอกเลยว่า แหล่งแพร่กระจายหลักของมัลแวร์ชนิดนี้ อันดับต้น ๆ เลยคือ การหลอกให้คลิกไฟล์แนบจากใน E-mail นั้นเอง วิธีป้องกันคือ หากเจอเมลที่น่าสงสัย ตรวจสอบแหล่งที่มาของเมลก่อนเป็นอันดับแรก โดยดูจากชื่อผู้ส่ง และ เนื้อหาภายใน ให้ดูว่า มันเกี่ยวข้องกับงานที่เราทำอยู่หรือไม่ ที่นี้ มันจะแบ่งเป็นสองประเภทคือ มาในรูปแบบไฟล์ที่มีการอัด Zip เอาไว้ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณพอสมควร ให้ดูรายละเอียดของเมลก่อนเลยว่า มันน่าสงสัยไหม สมมุติว่า ถ้าเป็นเมลประเภทงานธุรกรรม การเงิน หรือ อะไรที่มันดูสำคัญ “พวกนี้ต้องมีเบอร์โทรติดต่อกลับได้” หากมันสำคัญจริง เราจะได้โทรไปขอคำยืนยันได้ว่า นี้เป็นเมลงานของจริง อย่างที่สองคือ มีการแนบลิงค์ URL มาให้ด้วย อันนี้ง่ายๆ ก่อนคลิกไปที่ลิงค์ ให้เอาเมาส์ไปชี้ (อย่าเพิ่งคลิกเด็ดขาด) ค้างไว้ แล้วสังเกตรายละเอียดของ URL ที่จะแสดงอยู่บริเวณด้านมุมซ้ายล่างว่า มันนำเราไปที่ไหน หากเป็นเว็บแปลกๆ ให้เลี่ยงไว้เลย หากมีคำว่า .exe ตามท้าย อันนี้ลบทิ้งเลยครับ อย่าเหลือไว้ให้เสี่ยงจะดีกว่า

 

3.ใส่บุ๊คมาร์คสำหรับเว็บไซต์ที่เราชื่นชอบ

 

มัลแวร์เรียกค่าไถ่นั้นมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดมีผู้สร้างบางคน ยอมไปซื้อแบนเนอร์โฆษณา เพื่อกระจายมัลแวร์ตัวนี้โดยเฉพาะกันเลย สำหรับข้อแนะนำนี้ ก็มีเป็นนัยๆว่า อย่าไปเข้าพวกเว็บไซต์แปลกๆที่เราไม่รู้จัก โดยเฉพาะเว็บไซต์โหลดไฟล์ของสากล ที่มักจะเต็มไปด้วยมัลแวร์หลากชนิด อย่างบางเว็บแค่เข้าไปดู มันก็จะโหลดไฟล์ .exe ลงเครื่องเราอัตโนมัติทันที อย่าไปคลิกติดตั้งเป็นอันขาด พวกนี้คือมัลแวร์แทบทั้งสิ้น ฉะนั้น หากเรามีเว็บไหนที่เข้าเป็นประจำและเชื่อถือได้ ให้เราจับยัดใส่ไว้ใน “ปุ๊คมาร์ด”เอาไว้เลย และหลังจากนี้เวลาจะเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ให้เข้าผ่านทางบุ๊คมาร์คเท่านั้น จะได้เป็นการหลีกเลี่ยงถูกหลอกให้คลิก URL อันตรายจากผู้สร้างโหลดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้ในระดับหนึ่ง หวังว่า เราคงไม่ขยันไล่ตะเวนโหลดไฟล์ต่างๆอย่างเมามัน จะเผลอไปโดนมัลแวร์เล่นงานเข้าให้นะครับ

 

4.กำหนด Read Only ให้กับไฟล์ที่สำคัญ

ขอพูดถึงรูปแบบการทำงานของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซักนิด หลังจากที่มันสแกนเจอไฟล์ที่ต้องการแล้ว มันก็จะทำการแก้ไขไฟล์ข้อมูลของเรา (อธิบายแบบบ้านๆ) และยัดรหัสใส่เข้าไป ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ของเราได้นั้นเอง ดังนั้น วิธีป้องกันเบื้องต้น ให้เรามองหาไฟล์ข้อมูลที่สำคัญๆ โดยเฉพาะพวกไฟล์เอกสารที่มักจะเป็นเป้าหมายหลักที่จะโดนก่อนใครเพื่อน ตัวไหนสำคัญ(ต่อชีวิต) ให้จับเปลื่ยนเป็น “Read Only” ซะให้หมด วิธีคือ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ หรือ โฟลเดอร์ แล้วให้เลือกไปที่ Porperties ที่อยู่ข้างล่างสุด จากนั้นให้ติ๊กถูกที่ช่อง Read Only แล้วกดโอเค เท่านี้ไฟล์ข้อมูลนั้น ก็จะถูกทำให้ อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งพอจะช่วยให้รอดต่อการถูกจับเป็นตัวประกันได้นั้นเองครับ ทั้งนี้หากมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ควรมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ไว้ก็ดีเหมือนกัน อาจจะยุ่งยากไปนิด แต่ก็ดีกว่าถูกเล่นงานไปทั้งยวง

 

5.เช็ค DNS ว่าตรงกับ ISP ที่เราใช้อยู่ไหม

 

ในบางครั้ง เจ้ามัลแวร์ตัวนี้ อาจจะมาในรูปแบบใหม่ นั้นคือการโจมตีเจาะช่องโหว่ของเว็บบราวเซอร์ ด้วยการเปลื่ยน DNS ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของเรา (ISP) ไปเป็นอย่างอื่นได้ด้วย โดยมันสามารถหลอกให้เราเปิดเว็บไซต์ที่หน้าตาอาจจะเหมือนเว็บ Google หรือเว็บที่ต้องมีการใช้ Username กับ Password ในการเข้าสู่ระบบ ที่หากเราพิมพ์ไปปุ๊บ โจรรู้ปั๊บ งานเข้าทันใด ทีนี้หากเป็นกรณีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หลังจากที่มันแอบเจาะ DNS ของเราแล้ว มันจะสามารถแอบยัด URL ที่เป็นลิงค์โหลด โดยอาจจะเป็น Pop-Up ที่อยู่ๆก็เด้งขึ้นมาก็ได้ เมื่อเราเผลอไปกด และโหลดไฟล์จาก URL มรณะเรียบร้อย ก็บรรลัยครับงานนี้ ดังนั้นเราจึงควรมีการไปเช็ค DNS ว่า มันตรงกับ ISP ของเราไหม อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเจาะ DNS จะทำได้ง่ายขนาดนั้น ยิ่งถ้าเป็นการเจาะ DNS ที่เป็นของ IPS ตรงๆ ยิ่งยากครับ เว้นแต่ว่า คนที่มันจะเจาะเข้ามา มันมีความพยายามสูงจริงๆ แต่ยังไงเราก็ควรเข้าไปเช็คดูจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

 

6.อัพเดตโปรแกรมด้านความปลอดภัย

 

หากใครมีโปรแกรมด้านความปลอดภัย (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Anti Virus) อาทิ Kaspersky, MalwareBytes, Norton, AVG ฯลฯ ติดตั้งเอาไว้ ก็ให้รีบไปอัพเดตตัวโปรแกรมไว้ก่อนเลย หลังอัพเดตแล้ว ก็กด Full Scan ไว้ซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

 

7.อัพเดต Windows Defender

ข้อสุดท้ายนี้ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่สุดแสนสามัญแล้วคือ การหมั่นอัพเดต Windows Defender ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องได้ ซึ่งตอนนี้ใครยังงง ๆ อยู่ “จงรีบไปอัพเดตมันบัดเดี๋ยวนี้เลยครับ” พร้อมกดอัพเดต Windows ด้วย ช่วงนี้คงต้องกดอัพเดตบ่อย ๆ เพราะตัวมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ระบาดอยู่นี้ มีการพัฒนาตัวเองด้วย ทำให้วิธีป้องกันแบบเก่าใช้งานไม่ได้ เราก็ต้องคอยอัพเดตวิธีป้องกันใหม่ ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอนั้นเอง

วิธีบรรเทาหลังโดนเรียกค่าไถ่เข้าแล้ว

อย่างแรกเลย เมื่อโดนเข้าให้แล้ว เราไม่ต้องไปจ่ายเงินให้โจรนะครับ แม้ว่าเราอาจจะได้ไฟล์คืน แต่ก็เท่ากับว่า เราไปสนับสนุนมันทางอ้อม ฉะนั้นไม่แนะนำ ต่อไปให้สุดหายใจเข้าลึกๆ จัดการกำจัดมัลแวร์ด้วยโปรแกรมฆ่าไวรัสของเราให้เรียบร้อยก่อนเป็นอันดับแรก (หรือใช้ Malwarebytes) จากนั้นก็เผื่อใจไว้ซัก 50 เปอร์เซ็นว่า “มีโอกาสไม่สำเร็จ” แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำดูเลย วิธีก็ดังนี้

1.ใช้ System Restore กู้ข้อมูลไฟล์ ที่ก่อนจะโดนเล่นงานคืนได้ แต่วิธีนี้ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป เพราะมัลแวร์ประเภทนี้ หลัง ๆ เก่งขึ้น มาสามารถไล่ลบ system recovery point ของระบบได้ด้วย ทำให้ฟีเจอร์นี้กลายเป็นหมั๋นทันใด

2.ติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยญชาญ หากติดเข้าไปแล้ว อย่างแรกควรปิดอินเทอร์เน็ตก่อน จากนั้นก็ดึงอุปกรณ์เก็บข้อมูลให้ไว เสร็จแล้วให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทางเทคนิด เช่น Thaicert หรือ i-secure เพื่อความขอความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาเบื้องต้น

3. Format ล้างเครื่องแบบเต็มสูบ ถือเป็นวิธีสุดท้ายจริง ๆ หากที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้ผล หรือได้ผลบ้าง แต่บางส่วนช่วยไม่ทัน และเหลือค้างไว้ ให้เอาไฟล์ที่กู้ได้ มาเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลอื่นก่อน จากนั้นก็จัดการล้างคอมพิวเตอร์แบบเต็มสูบ แล้วค่อยย้ายลงไปใหม่ตามท้าย

สำหรับวิธีแก้ไขที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจช่วยได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็น เพราะมัลแวร์ หรือ Ransomware ประเภทนี้ ถือเป็นภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ที่อันตรายมาก ๆ ตัวหนึ่ง เพราะมันมีแครกเกอร์หลายกลุ่ม เอามันมาพัฒนาต่อ จนมันมีความฉลาดล้ำ สามารถรับมือกับการแก้ไขได้แทบทุกรูปแบบแล้ว ดังนั้น ใครที่ยังไม่ติดมัลแวร์ชนิดนี้ ก็ให้อ่านวิธีป้องกันให้ดี ๆ เลยครับ ซึ่งถือเป็นการรับมือที่ดีที่สุดแล้ว เพราะหากติดเข้าไปแล้ว มันแก้ลำบากครับ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล : www.aripfan.com

ที่มา http://hitech.sanook.com/1423701/

สรรพากรยุคใหม่ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน

ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานภาครัฐเป็นปัญหาที่ส าคัญมีผลต่อการพัฒนาประเทศ ก่อให้เกิดอุปสรรคในการบริหารบ้านเมืองในทุกด้าน และส่งผลกระทบต่อทัศนคติและค่านิยมในด้านคุณธรรม จริยธรรมของประชาชนทีมีต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐให้เสื่อมทรามลง ขาดความเชื่อมั่นวางใจในระบบราชการ กรมสรรพากร ตระหนักถึงความส าคัญของการด าเนินงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อลดความ เหลื่อมล้ าในสังคม และการใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้เพื่อสร้างความเป็นธรรม องค์กรได้รับการ ยอมรับจากทุกภาคส่วน กระบวนงานขั้นตอนต่างๆ มีความโปร่งใสชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ จึงได้จัด กิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อรณรงค์ปลูกจิตส านึก และสร้างทัศนคติที่ดีให้กับบุคลากรของกรมสรรพากรในการ ปฏิบัติหน้าที่ให้ด ารงตนด้วยความเที่ยงธรรม คงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ ไม่ใช้อ านาจและ ต าแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบส าหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน ตระหนักถึงผลเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับ ผลประโยชน์ส่วนรวม โดยได้จัดการบรรยายเรื่อง “ความรู้เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน” โดยวิทยากรจาก ส านักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมีการถ่ายทอดสดผ่านระบบการประชุม ทางไกล (Telepresence) ให้เจ้าหน้าที่สรรพากรทั่วประเทศได้รับฟังไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้จัดท า “คู่มือการ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน Conflict of Interest Prevention Guidelines” ส าหรับบุคลากรกรมสรรพากร และได้น าขึ้นเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านทางเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th ที่หัวข้อ What’s new ข่าวสารอื่น ๆ เรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน 360 องศา…เรื่องนี้ ต้องขยาย” ให้ประชาชนที่สนใจอีกด้วย

ทั้งนี้ หากผู้เสียภาษีและประชาชนพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่

1. กลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม ส านักบริหารทรัพยากรบุคคล กรมสรรพากร ชั้น 16 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 โทรศัพท์ 0-2272-9527

2. ทาง E-mail : sotoso@rd.go.th ส าหรับผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมสรรพากร โทรศัพท์ 0 2272 9157 0 2272 8675 และ 0 2272 8678

Cr. http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news20_2560.pdf

ขยายเวลามาตรการภาษีส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน

กรมพัฒน์ฯ ชวน ‘เถ้าแก่ใหม่’ ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์

พาณิชย์’ เกาะกระแสธุรกิจดิจิทัลเฟื่องฟู เฟ้นหาสุดยอดร้านค้าออนไลน์ประดับวงการอี-คอมเมิร์ซไทย
จัดประกวดเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซดีเด่น 3 สาขา พัฒนาสู่โลกการค้าบนอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ
สร้างความเชื่อมั่นผู้ซื้อ-ผู้ขาย ยกระดับธุรกิจสู่ธรรมาภิบาลออนไลน์
                      กระทรวงพาณิชย์ เกาะกระแสธุรกิจดิจิตัลเฟื่องฟู เฟ้นหาสุดยอดร้านค้าออนไลน์ประดับวงการอี-คอมเมิร์ซไทย จัดประกวดเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซดีเด่น 3 สาขา พัฒนาสู่โลกการค้าบนอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ หวังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักช็อปโลกไซเบอร์จาก “ชมออนไลน์-ช็อปออฟไลน์” เป็น “ชมและช็อปออนไลน์” ขยายช่องทางการตลาดให้กว้างมากขึ้น พร้อมสร้างความเชื่อมั่นผู้ซื้อและผู้ขายยกระดับธุรกิจสู่ธรรมาภิบาลออนไลน์
                      นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันกระแสธุรกิจดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ ที่มีอัตราการเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยดูจากสถิติธุรกิจอี-คอมเมิร์ซประเภท B2C ในปี 2559 ที่มีมูลค่าสูงถึง 729,292.32 ล้านบาท ซึ่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากปี 2558 แสดงให้เห็นถึงความสนใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการผ่านทางช่องทางออนไลน์มากขึ้น และสะท้อนถึงสังคมไทยได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างแท้จริงแล้ว”
                      “ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจซื้อสินค้าและบริการบนโลกออนไลน์มากขึ้น คือ ความสะดวกสบายของการจับจ่ายใช้สอย การส่งของที่รวดเร็ว และการซื้อสินค้าและบริการบนออนไลน์ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการซื้อสินค้าที่หน้าร้าน ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในการเข้ามาซื้อสินค้าและบริการบนออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจาก “ชมออนไลน์-ช็อปออฟไลน์” เป็น “ชมและช็อปออนไลน์” ซึ่งจะทำให้ภาพรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซของไทยมีความมั่นคง รวมทั้ง เป็นการขยายช่องทางการตลาดให้กว้างมากขึ้นด้วย”
                       “จากเหตุผลดังกล่าวฯ จึงนำมาสู่ “การประกวดเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น หรือ Best e-Commerce Website Award” โดยมีคณะกรรมการตัดสินรางวัลผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอีคอมเมิร์ซจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กูเกิล เฟชบุ๊ก ไลน์ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเฟ้นหาสุดยอดเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ใน 3 สาขา ได้แก่ 1) รางวัลสำหรับเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการบริหารจัดการ e-commerce ยอดเยี่ยม 2) รางวัลสำหรับเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีการตลาดสร้างสรรค์ และ 3) รางวัลสำหรับเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งการประกวดนี้จะเป็นเครื่องการันตีให้ร้านค้าออนไลน์มีภาพลักษณ์และคุณภาพมาตรฐานธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ดี ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอีใช้เป็นแนวทางการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของตนเอง รวมถึง เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขาย และเป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับสู่ธรรมาธิบาลธุรกิจออนไลน์ในอนาคต”
                      “ผู้ได้รับรางวัลเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ดีเด่น (Best e-Commerce Website Award) ทั้ง 3 ประเภท จะได้รับโล่ห์ประกาศเกียรติคุณจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้รับการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ประเภทต่างๆ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอีกด้วย” “จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซและผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมประกวดโครงการฯ ดังกล่าว โดยสามารถดูรายละเอียด และสมัครร่วมประกวดรางวัล Best e-Commerce Website Award 2017 ได้ที่ www.thaiecommerceday.com/awards หรือเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5959 – 60 และ 09 4632 4823 อีเมล์ : dbdecommerce2017@gmail.com เฟชบุ๊ก : www.facebook.com/DBDeCommerce
*************************************************
ที่มา : กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์                                                                                             ฉบับที่ 60 / วันที่ 8 พฤษภาคม 2560