การจดทะเบียนธุรกิจและผลการให้บริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

การจดทะเบียนธุรกิจและผลการให้บริการ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
                นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แถลงข่าวการจดทะเบียนธุรกิจและผลการให้บริการประจำเดือนเมษายน 2560 โดยมีรายละเอียดดังนี้
ผลการจดทะเบียนธุรกิจ เดือนเมษายน 
• จำนวนการจดทะเบียน มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศเดือนเมษายน 2560 จำนวน 4,783 ราย เพิ่มขึ้น 796 ราย คิดเป็น 20% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 ซึ่งมีจำนวน 3,987 ราย แต่ลดลงจำนวน 1,989 ราย คิดเป็น 29% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งมีจำนวน 6,772 ราย สำหรับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเลิก มีจำนวน 878 ราย ลดลง จำนวน 289 ราย คิดเป็น 25% เมื่อเทียบเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งมีจำนวน 1,167 ราย และลดลง จำนวน 19 ราย คิดเป็น 2% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 ซึ่งมีจำนวน 897 ราย
                 • มูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ ในเดือนเมษายน 2560 มีจำนวนทั้งสิ้น 21,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จำนวน9,352 ล้านบาท คิดเป็น 75% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2559 ซึ่งมีจำนวน 12,480 ล้านบาท แต่มีมูลค่าลดลง จำนวน4,809 ล้านบาท คิดเป็น 18% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2560 ซึ่งมีจำนวน 26,641 ล้านบาท
                 • ประเภทธุรกิจที่มีการประกอบธุรกิจใหม่สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 425 ราย รองลงมาธุรกิจโฮลดิ้ง จำนวน 362 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 273 ราย ธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับ จำนวน 236 ราย และธุรกิจภัตตาคาร /ร้านอาหาร จำนวน 109 ราย ตามลำดับ
                 • ห้างหุ้นส่วนบริษัทจดทะเบียนจัดตั้งทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 เมษายน 60) จำนวน 1,383,897 ราย มูลค่าทุน จดทะเบียนรวม 20.84 ล้านล้านบาท โดยมีห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 661,998 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน 16.10 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 479,972 ราย บริษัทมหาชนจำกัด 1,165 ราย และ ห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 180,861 ราย
การคาดการณ์ตลอดปี 2560 
                 อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.60) มีการจดทะเบียนจัดตั้ง ห้างหุ้นส่วนบริษัท จำนวน 23,585 ราย เพิ่มขึ้น จำนวน 2,075 ราย คิดเป็น 10% เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.59 = 21,510 ราย) ซึ่งสูงกว่าที่กรมคาดการณ์ไว้ทั้งปีจะมีอัตราการจดทะเบียนจะเพิ่มขึ้น 3% เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายเพิ่มมากขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่เริ่มมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในตลาดจีน ยุโรป และกลุ่มประเทศ CLMV นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐ ที่เกี่ยวกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในประเทศได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันการลงทุนภาคเอกชนยังได้รับผลบวกจากการขยายเวลามาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศต่อไปอีก 1 ปี เป็นสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2560 แต่อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามเกี่ยวกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ความผันผวนของตลาดเงิน ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และความไม่แน่นอนทางการเมืองของยุโรป รวมทั้งสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด
ผลการให้บริการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดือนเมษายน2560 
DBD e-Registration 
                   กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เริ่มให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด) ผ่านระบบ จดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2560 เป็นต้นมา จนถึง ณ วันที่ 30 เมษายน 2560 มีผู้สมัครใช้ระบบงาน จำนวน 2,765 ราย ได้รับการอนุมัติ จำนวน 970 ราย โดยมีการเข้าไปยืนยันการใช้ระบบ (Activate) จำนวน 696 ราย และมีการยื่นจดทะเบียนทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) จำนวน 20 ราย
บริการ DBD e-Service 
                   ให้บริการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของนิติบุคคลโดยค้นหาข้อมูลนิติบุคคลจากรายชื่อหรือเลขทะเบียนงบการเงิน รายชื่อร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนพาณิชย์ และข้อมูลสมาคมการค้าและหอการค้า รวมทั้งมีบริการข่าวสาร กิจกรรม โครงการต่างๆและสถานที่ให้บริการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านมือถือ (Application: DBD e-Service) ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2557เป็นต้นมาเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลได้ด้วยตนเอง มีสถิติผู้เข้าใช้บริการระบบจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2560 รวมทั้งสิ้น 3,134,692 ครั้ง โดยในเดือนเมษายน 2560 มีผู้ใช้บริการ จำนวน 124,243 ครั้ง เพิ่มขึ้น จากเดือนก่อน (ม.ค.57–มี.ค.60 = 3,010,449 ครั้ง) คิดเป็น 4%
DBD e-Filing 
                     กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดให้บริการนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ประชาชนและนิติบุคคลทั่วไปตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2558 เป็นต้นมา จนถึงณ วันที่30 เมษายน 2560มีสถิติผู้สมัครลงทะเบียน จำนวน 540,331 ราย แสดงตัวตนต่อเจ้าหน้าที่และได้รับอนุมัติ จำนวน 503,491 รายและมีรายละเอียดการนำส่งงบการเงิน ดังนี้
                     นิติบุคคลต้องนำส่งงบการเงิน
                     • ปีงบการเงิน 2558 จำนวน 568,278 ราย
                     • ปีงบการเงิน 2559 จำนวน 591,052 ราย
                     นำส่งงบการเงินแล้ว ภายใน 30 เม.ย.60
                     • ปีงบการเงิน 2558 จำนวน 479,571 ราย (คิดเป็น 84%ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบฯ)
                        – ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) จำนวน 369,022 ราย (คิดเป็น 77% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบฯแล้ว)
                        – ส่งงบกระดาษ จำนวน 110,549 ราย (คิดเป็น 23% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบฯแล้ว)
                     • ปีงบการเงิน 2559 จำนวน 79,345 ราย (คิดเป็น13%ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบฯ)
                        – ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) จำนวน 63,271 ราย (คิดเป็น 80% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบฯแล้วหรือ คิดเป็น 11% ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบฯ)
                       – ส่งงบกระดาษ จำนวน 16,074 ราย (คิดเป็น 20% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบฯแล้ว)
การจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ 
                   กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เริ่มให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นมา จนถึง ณ วันที่ 30 เมษายน 2560 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 132,836 คำขอ โดยมีมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาการจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,964,869 ล้านบาท โดยแบ่งประเภททรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันได้ มีดังนี้
                  1. สิทธิเรียกร้อง มูลค่าทั้งสิ้น 1,529,961 ล้านบาท คิดเป็น 77.86% แบ่งเป็น
                      – บัญชีเงินฝากธนาคาร มูลค่า 1,111,697 ล้านบาท คิดเป็น 56.57%
                      – สิทธิการเช่า มูลค่า 68,003 ล้านบาท คิดเป็น 3.46%
                      – อื่นๆ เช่น ลูกหนี้การค้า มูลค่า 350,261 ล้านบาท คิดเป็น 17.83%
                  2. สังหาริมทรัพย์ มูลค่าทั้งสิ้น 432,953 ล้านบาท คิดเป็น 22.04% แบ่งเป็น
                      – สินค้าคงคลัง/วัตถุดิบ มูลค่า 256,988 ล้านบาท คิดเป็น 13.08%
                      – เครื่องจักร/รถยนต์/เรือ มูลค่า 175,965 ล้านบาท คิดเป็น 8.96%
                  3. ทรัพย์สินทางปัญญา มูลค่าทั้งสิ้น 1,955 ล้านบาท คิดเป็น 0.10%
                  กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกใบอนุญาตผู้บังคับหลักประกัน จำนวน 369ราย
ธรรมาภิบาลธุรกิจ 
                    ภารกิจที่สำคัญของกองธรรมาภิบาลธุรกิจ คือ การสร้างธรรมาภิบาลในภาคธุรกิจ ได้จัดให้มีโครงการประกวดธรรมาภิบาลธุรกิจดีเด่น ประจำปี 2560 เป็นครั้งที่ 6 ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 โดยใช้หลักธรรมาภิบาลธุรกิจ 6 หลัก ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า ซึ่งธุรกิจที่จะสมัครเข้าร่วมประกวดต้องเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องส่งงบการเงินกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต่อเนื่องทุกปี ธุรกิจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการโดยกรอกใบสมัครพร้อมแบบประเมินตนเองตามหลักธรรมาภิบาล ทางออนไลน์ได้ที่ www.dbd.go.th หรือ www.thaigoodgovernance.com ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธรรมาภิบาลธุรกิจ โทรศัพท์ 0 2547 5988 โทรสาร 0 2547 4512 E-mail : dbd2558@gmail.com
*******************************
ที่มา : กองข้อมูลธุรกิจ                                                                                                           ฉบับที่ 61 / 15 พฤษภาคม 2560

วิสาหกิจ รู้ภาษีดีต่อใจ

คู่มือการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

อ่านระละเอียดเพิ่มเติมในลิ้งค์

http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/download/conflict160360.pdf

กรมสรรพากรเตือนใกล้สิ้นสุดเวลายื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีและขอให้ทำบัญชีชุดเดียวให้ถูกต้อง

กรมสรรพากรแจ้งเชิญชวนบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ยื่นแบบฯ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ประจ าปี ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธุรกิจ โดยปีนี้วันสุดท้ายของการยื่นแบบฯ เป็นวันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส่วนผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมีก าหนดเวลาสิ้นสุดในวันที่ 7 มิถุนายน 2560 นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในต าแหน่งที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “บริษัท ห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล มูลนิธิ สมาคม หรือนิติบุคคลอื่น ที่มีรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 มีหน้าที่ต้อง ยื่นแบบแสดงรายการและช าระภาษีเงินได้นิติบุคคลประจ าปีตามแบบ ภ.ง.ด.50 ภ.ง.ด.52 หรือ ภ.ง.ด.55 แล้วแต่ กรณีพร้อมช าระภาษี (ถ้ามี) ภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งในปีนี้วันสุดท้ายของ การยื่นแบบฯ ตรงกับวันอังคารที่ 30 พฤษภาคม 2560 ส าหรับผู้ที่ยื่นแบบฯ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ที่ www.rd.go.th จะได้รับสิทธิขยายเวลาการยื่นแบบฯ และช าระภาษีออกไปถึงวันพุธที่ 7 มิถุนายน 2560” โฆษกกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้แนะน าผู้ประกอบการให้จัดท า งบการเงินให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ (จัดท าบัญชีชุดเดียว) และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 เป็นต้นไป สถาบันการเงินต้องใช้บัญชีและงบการเงินที่ผู้ประกอบการแสดงต่อกรมสรรพากรเท่านั้นเป็นหลักฐาน ในการท าธุรกรรมทางการเงินและการขออนุมัติสินเชื่อ อย่างไรก็ตามยังมีผู้ประกอบการบางรายขาดความรู้ ความเข้าใจในการเสียภาษีให้สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ อาจส่งผลให้เสียโอกาสทางธุรกิจ และเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง จึงขอให้ผู้ประกอบการจัดท าบัญชีชุดเดียวและท างบการเงินให้ถูกต้อง ทั้งนี้ หากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมงบการเงินภายใน 150 วัน นับแต่ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ถือเป็นความผิดทั้งกรณีไม่ยื่นแบบฯ และกรณีไม่ยื่นงบการเงิน รวมเป็น ความผิดสองกระทง จะต้องช าระค่าปรับเหตุแห่งการล่าช้ากระทงละไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนมูลนิธิหรือสมาคม ปรับกระทงละไม่เกิน 1,000 บาท และกรณีมีภาษีที่ต้องช าระจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องช าระอีกด้วย” หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นแบบฯ ได้ที่ส านักงานสรรพากร ทุกแห่งทั่วประเทศ หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

***********************************

Cr. http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news21_2560.pdf

การหลีกเลี่ยงและฉ้อโกงภาษี 10 ล้านบาทขึ้นไป เป็นความผิดร้ายแรงฐานฟอกเงิน

ตามที่รัฐบาลได้มีมาตรการลงโทษผู้หลีกเลี่ยงการเสียภาษีและฉ้อโกงภาษีตามข้อเสนอของ Financial Action Task Force (FATF) โดยมีการตราพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2560 ก าหนดให้ผู้หลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี หรือขอคืนภาษีโดยความเท็จ เป็นการกระท าความผิดร้ายแรง และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2560 แล้วนั้น นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช รองอธิบดีกรมสรรพากร รักษาการในต าแหน่ง ที่ปรึกษาด้าน ยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ชี้แจงว่า “เนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่ม ความร่วมมือ เพื่อต่อต้านการฟอกเงินเอเชียแปซิฟิค (Asia Pacific Group on Money Laundering (APG)) มีความจ าเป็นที่ต้องปฏิบัติตามข้อแนะน าของ FATF ในการก าหนดให้อาชญากรรมเกี่ยวกับภาษีอากรที่มีลักษณะ ร้ายแรงเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ 1. เป็นผู้กระท าความผิดตามมาตรา 37 มาตรา 37 ทวิ และมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร 2. หลีกเลี่ยงภาษีอากร ฉ้อโกงภาษีอากร เป็นจ านวนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือขอคืน ภาษีอากรโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นท านองเดียวกัน ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป 3. กระท าในลักษณะกระบวนการ หรือเป็นเครือข่าย โดยสร้างธุรกรรมอันเป็นเท็จหรือปกปิด รายได้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือฉ้อโกงภาษี และ 4. มีพฤติกรรมปกปิดหรือซ่อนเร้นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระท าความผิดเพื่อมิให้ติดตาม ทรัพย์สินนั้นได้ เมื่อเข้าองค์ประกอบทั้ง 4 ประการข้างต้น ให้ถือว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดมูลฐาน ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งกรมสรรพากรจะส่งข้อมูลให้ส านักงานป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินด าเนินการตามกฎหมายต่อไป” ผู้ประกอบการสามารถศึกษารายละเอียดได้จากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 45) พ.ศ. 2560 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ส านักงานสรรพากรพื้นที่ทุกแห่ง หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161

***********************************

กรมสรรพากร เต็มที่ เต็มใจ ให้ประชาชน ส านักบริหารกลาง ส่วนประชาสัมพันธ์ เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน 7 พญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2272 9529-30 โทรสาร 0 2617 3324 หรือศูนย์สารนิเทศสรรพากร 1161 (RD Intelligence Center)

cr. http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/user_upload/news/news16_2560.pdf

พาณิชย์’ เร่ง ตรวจสอบล้งผลไม้ (ทุเรียน) หลังพบปัญหาร้องเรียนทุเรียนไทยไม่ได้มาตรฐาน

พาณิชย์’ เร่ง ตรวจสอบล้งผลไม้ (ทุเรียน) หลังพบปัญหาร้องเรียนทุเรียนไทยไม่ได้มาตรฐาน
ขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลักเพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ
พร้อมเร่งประสานกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานก่อนการส่งออก
                  กระทรวงพาณิชย์ เร่งตรวจสอบล้งผลไม้ โดยเฉพาะล้งทุเรียน หลังพบปัญหาร้องเรียนทุเรียนไทยที่ส่งออกไม่ได้มาตรฐาน เบื้องต้นพบเกิดจากเกษตรกรขายทุเรียนเหมาสวนทำให้ทุเรียนผสมกันระหว่างทุเรียนสุกกับทุเรียนอ่อน วอนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคำนึงถึงคุณภาพทุเรียนเป็นหลักเพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ พร้อมเร่งประสานกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบและกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องได้มาตรฐานก่อนส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ
                  นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวว่าผู้นำเข้าทุเรียนต่างประเทศร้องเรียนว่าทุเรียนไทยไม่ได้มาตรฐาน และพบว่าเป็นทุเรียนอ่อนทำให้ไม่สามารถรับประทานได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางอภิรดี ตันตราภรณ์) จึงได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบล้งผลไม้ (ทุเรียน) พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจก่อนที่จะส่งทุเรียนออกจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ เบื้องต้นพบว่า เกิดจากเกษตรกรขายทุเรียนยกสวนทำให้ทุเรียนมีการผสมกันระหว่างทุเรียนสุกกับทุเรียนอ่อน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นระหว่างต้นเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวทุเรียนไทยกำลังทยอยออกผลผลิตและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมากโดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เกษตรกรจึงเร่งตัดทุเรียนออกจำหน่าย ทำให้ทุเรียนที่ส่งออกไม่ได้มาตรฐานหรือเป็นทุเรียนอ่อน จึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกและการค้าทุเรียนให้คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลักเพื่อรักษาตลาดต่างประเทศ”
                  “จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ตลาดส่งออกหลักของทุเรียนไทย ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และอินโดนีเซีย ซึ่งผู้บริโภคในประเทศดังกล่าวนิยมบริโภคทุเรียนของประเทศไทยเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็พบว่า ยังมีผู้บริโภคบางประเทศที่ยังไม่เข้าใจถึงการบริโภคทุเรียนว่าควรจะต้องส่งกลิ่นหอมและสุกก่อนจึงจะรับประทานได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ส่งออกทุเรียนทั้งที่สุกแล้วและรอระยะเวลาการสุกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งเมื่อไปถึงตลาดปลายทางผู้จัดจำหน่ายในประเทศนั้นๆ ได้นำทุกเรียนทั้งหมดออกจำหน่ายทันที โดยไม่ทราบว่าทุเรียนนั้นสุกหรือไม่ เมื่อผู้บริโภคซื้อไปรับประทานจึงได้ทุเรียนที่ยังไม่สุก ทำให้ลูกค้าตำหนิและขอเงินคืน ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้สั่งการไปยังสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคผลไม้ไทยรวมทั้งทุเรียนเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และส่งเสริมการบริโภคผลไม้อย่างถูกต้อง พร้อมเร่งประชาสัมพันธ์ผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรและผู้ส่งออกก่อนส่งออกทุเรียนไปยังตลาดต่างประเทศอีกทางหนึ่งด้วย”
                   “ปัจจุบันล้งผลไม้ในประเทศไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีจำนวนทั้งสิ้น 389 ราย โดยเป็นนิติบุคคลที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติ จำนวน 95 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.42 ของจำนวนล้งที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการกำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินธุรกิจทั้งล้งไทยและล้งที่ร่วมลงทุนเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันได้กำหนดแผนพัฒนาศักยภาพล้งไทยให้มีความเข้มแข็งและต่อยอดองค์ความรู้โดยใช้นวัตกรรมช่วยในการขยายตลาด เช่น การใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Commerce มาช่วยในการขยายตลาด โดยได้มีการเปิดตัวโครงการ Offline 2 Online @ จันทบุรี สู่ www.eastfruit.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่กระทรวงฯ ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นตลาดกลางผลไม้ออนไลน์ของภูมิภาคตะวันออกและใช้ในการประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น”
                    อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเร่งประสานไปยังกรมวิชาการเกษตรให้ตรวจสอบและกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องได้มาตรฐานก่อนการส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ เพื่อให้ทุเรียนไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากลและเกิดภาพลักษณ์ที่ดี รวมทั้ง เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับการส่งออกผลไม้ไทยประเภทต่างๆ ไปยังต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย
********************************
 ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์                                                                                ฉบับที่ 63 / วันที่ 16 พฤษภาคม 2560

Client_03

ลูกค้าบางส่วนของเรา 03

จดทะเบียนบริษัทเชียงราย

tel095-793-7000

line-cbg1

ตราประจำจังหวัดเชียงราย
สัญลักษณ์ประจำจังหวัด
  • ตราประจำจังหวัด : รูปช้างสีขาวใต้เมฆ หมายถึง นิมิตของความรุ่งเรืองในอดีต เพราะพ่อขุนมังรายเคยใช้ช้างเป็นกำลังสำคัญในการทำศึกปราบศัตรูจนได้ชัยชนะ นอกจากนี้ ช้างยังเป็นชนวนให้พ่อขุนมังรายมาก่อร่างสร้างเมืองนี้ขึ้นอีกด้วย โดยว่ากันว่า ช้างทรงของพ่อขุนมังรายหลุดหายไปจากหลักที่ผูกไว้ พ่อขุนมังรายติดตามไปจนถึงภูมิประเทศอันบริบูรณ์ริมน้ำกก จึงโปรดให้ตั้งเมืองเชียงรายขึ้น ณ ที่นั้น Continue reading “จดทะเบียนบริษัทเชียงราย”

การจดทะเบียนบริษัทอย่างง่ายๆ

เริ่มต้นเตรียมตัวอย่างไร? เมื่อคิดจดบริษัท

เริ่มจากตั้งชื่อบริษัท แนะนำให้คิดชื่อแบบกลางๆ จะทำให้เราสามารถทำธุรกิจได้หลายอย่าง เช่น ประกอบกิจการบริการ ประกอบกิจการซื้อมาขายไป ประกอบกิจการรับผลิตสินค้า ประกอบกิจการนำเข้า-ส่งออก ประกอบกิจการรับเหมาก่อ สร้าง ประกอบกิจการรับเป็นที่ปรึกษาด้านต่างๆ โดยไม่ให้ขัดกับชื่อที่เราตั้งไปทางด้านใดด้านหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น บริษัท ชลธี บิสซิเนส กรุ๊ป จำกัด ก็สามารถให้บริการได้ทุกๆด้าน โดยไม่ขัดกับชื่อบริษัท แต่ถ้าเราตั้ง ชื่อบริษัท ควิก แอคเคาท์ติ้ง จำกัด แล้วไปให้บริการรับเหมาก่อสร้างก็คงจะดูไม่เหมาะสมกับชื่อ

หลังจากเราตั้งชื่อได้แล้วก็สามารถเข้าไปจอง ชื่อนิติบุคคล ได้ที่เว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หลังจากนั้นก็มาดู เรื่องต่อไป คือ ผู้ก่อการจัดตั้งจดทะเบียนบริษัทเมื่อก่อนใช้ 7 คน แต่ตอนนี้กฎหมายใหม่เหลือแค่ 3 คน อนาคตอาจ เหลือเพียง 2 คน ทำให้เราจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทได้ง่ายขึ้นมาก “เห็นไหมครับว่าไม่มีอะไรยาก” เอาละครับ ถ้ามีเรา เพียงคนเดียวก็จัดตั้งบริษัทไม่ได้ ผมแนะนำให้เราเรียนเชิญ คุณพ่อ คุณแม่ พี่น้อง ญาติติโกโหติกา นามสกุลเดียวกันก็ ได้ หรือแม้แต่เพื่อนสนิทมาร่วมเป็นเกียรติ ถือหุ้นให้เราสัก 2 คน คนละ 1 % ก็พอครับ ที่เหลือเราก็ถือไว้ทั้งหมด 98 % และเราก็เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามกระทำแทนบริษัทเพียงคนเดียว ถ้าผู้ที่จะมาถือหุ้นเค้ากลัวเรื่องกฎหมาย เรื่องภาษี บอกเค้าเลยครับ ว่าผู้ถือหุ้นรับผิดชอบแค่ส่วนของมูลค่าที่ตัวเองถือเท่านั้น เช่น หุ้นละ 100 บาท ถือไว้ 1 หุ้น ก็รับผิดชอบเพียง 100 บาทเท่านั้น ส่วนเรื่องภาษง ภาษี อะไรก็ไม่ต้องกลัวเพราะยังไม่มีรายได้จากการปันผลหุ้นเลย รอบริษัทมีกำไร และมีมติปันผลหุ้นก่อน และถ้ามีการปันผลจริงหุ้นละ 100 บาท จะมีรายได้สักเท่าไรครับ แทบจะไม่ มีผลเลย พอจะเข้าใจกันบ้างแล้วใช่ไหมครับ ที่นี่มาถึงเรื่องเงินทุนจดทะเบียน หลายๆคนยังเข้าใจว่าต้องมี 1 ล้านบาท จริงๆถึงจะเปิดบริษัทได้ซึ่งไม่จำเป็นเลยครับ ผมแนะนำนะครับให้จดเริ่มต้นที่ทุน 1 ล้านบาทก่อน เพื่อให้ดูดี และมี ความน่าเชื่อถือเวลาที่ติดต่องานกับลูกค้าจะได้ไม่อายเค้า โดยให้เลือกชำระค่าหุ้นเพียง 25 % ก่อน เพื่อให้ง่ายกับการ ทำบัญชีของบริษัท และแก้ปัญหาในเรื่องของเงินลงทุนในช่วงแรก

ต่อจากนั้นก็ถึงขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร ไม่ยากครับ เอกสารที่ใช้ก็มี สำเนาบัตรประชาชนผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ท่าน และ สำเนาทะเบียนบ้านที่ตั้งบริษัท (ออฟฟิศที่ทำงานของเราเอง) ก็สามารถทำแบบจดทะเบียนได้แล้ว ปกติถ้ามีเวลาเรา สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มาพิมพ์และทำเองได้แต่จะเสียเวลานะครับ เนื่องจากเราไม่ ได้ทำเป็นประจำ และเอกสารก็มีจำนวนหลายแผ่น ผมแนะนำให้จ้างบริษัทรับจดทะเบียน เช่น บริษัท ชลธี บิสซิเนส กรุ๊ป จำกัด ซึ่งให้บริการรับจดทะเบียนทั่วประเทศ แถมยังมีบริการอย่างอื่นครบวงจร อาทิเช่น รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด รับจดทะเบียนมูลนิธิ รับจดทะเบียนสมาคม อีกทั้งยังรับขอใบอนุญาตธุรกิจด้านอื่นๆ รับบริการทำบัญชี รับปรึกษาทางด้านการตลาด ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการเกี่ยวกับการเริ่มก่อตั้งธุรกิจโดยเฉพาะ

เมื่อเลือกได้แล้วว่าจะทำเอกสารเอง หรือจะจ้างบริษัทที่รับจดทะเบียน เมื่อเอกสารครบและจัดเตรียมแบบเสร็จเรียบร้อย พร้อมให้ผู้ก่อตั้งลงนามครบทั้งหมด ก็สามารถนำไปจดได้จัดตั้งบริษัทได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ พาณิชย์จังหวัด ใช้เวลาไม่เกินครึ่งวันก็เสร็จ แนะนำให้ไปดำเนินการในช่วงเช้า เพราะถ้ามีอะไรผิดพลาดก็สามารถแก้ไขและดำเนินการต่อในช่วงบ่าย

เห็นไหมครับว่าการจดทะเบียนบริษัทนั้นง่ายมาก แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะบอก คือทำอย่างไรถึงจะบริหารและดูแล ธุรกิจของเราให้เจริญเติบโต ตรงนี้คือสิ่งสำคัญมากกว่าครับ สิ่งที่จะทำให้เราดูแลกิจการ คือระบบบัญชีที่ดี ถ้าสังเกตง่ายๆ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่จะส่งลูกหลานไปเรียนทางด้านบัญชี เพื่อกลับมาดูแลธุรกิจของตัวเอง

มาถึงตรงนี้แล้ว ใครที่คิดจะจดจัดตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ผมแนะนำว่าให้จดทะเบียนบริษัทเลยดีกว่าครับ เพราะไหนๆแม้ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือ บริษัทจำกัด ก็ต้องมีหน้าที่จัดทำบัญชี และเสียภาษีหลักเกณฑ์เดียวกัน ผมจะอธิบายข้อดีของบริษัทจำกัด เป็นข้อๆนะครับ

  1. บริษัทจำกัด มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ชัดเจนโดยการลงทุนของผู้ถือหุ้นต้องลงทุนด้วยเงิน แบ่งเป็น หุ้นๆละเท่าๆกัน แต่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลงทุนด้วยเงิน ลงทุนด้วยทรัพย์สิน แรงงานความสามารถ สิ่งบางครั้งตีเป็นมูลค่า ได้ยาก
  2. โครงสร้างการบริหารจัดการ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจบริหารของบริษัทจำกัด จะต้องมีการเชิญ ประชุมและลงประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ทำให้มีกฎหมายบังคับใช้มากกว่า
  3. บริษัทจำกัด ทำบัญชีได้ง่ายกว่า เพราะสามารถชำระมูลค่าหุ้นขั้นต่ำ 25 % ของทุนจดทะเบียนทั้ง หมดได้ และไม่ต้องยืนยันยอด ภาษีซื้อ- ภาษีขาย
  4. ชาวต่างชาติสามารถเป็นกรรมการและมีอำนาจลงนามได้ โดยถือสัดส่วนหุ้นไม่เกิน 49% เพื่อให้ เป็นบริษัทสัญชาติไทย ซึ่งถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ถ้าชาวต่างชาติเป็นหุ้นส่วนกรรมการ ก็จะถือว่าเป็น นิติบุคคล ต่างด้าว

คิดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

คนมีกับคนไม่มีคิดต่างกันรู้ไหม

วันนี้เรามีแนวคิด คิดอย่างไรให้ประสบความสำเร็จมาบอกกัน คนประสบความสำเร็จ =คนมั่งมี หรือคนรวย คนไม่ประสบความสำเร็จ = คนไม่มี หรือคนจน ลองดูว่าคุณเป็นแบบไหน แล้วจะเปลี่ยนให้เป็นคนประสบความสำเร็จ หรือเป็นคนมั่งมี ได้อย่างไรกัน

  1. ความคิด ความคิดสะท้อนจิตใจคนเรา ความเข้มแข็ง กล้าก้าวผ่านความกลัว ทำให้คนประสบความสำเร็จมามาก แค่คุณลองเปลี่ยนแนวคิดง่ายๆ จากที่คิดว่า
    คุณ “ทำไม่ได้” เป็น “ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้” อย่างน้อยการลองทำ ถึงจะยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็ยังมีบทเรียน ให้เราพัฒนาขึ้นไปอีก
  2. การคว้าโอกาส “คนรวยมองหา โอกาสคนจนมองหา อุปสรรค” คำพูดนี้สะท้อนได้ดี ถึงแนวคิดที่ต่างกันระหว่างคนสองแบบ เพราะคนประสบความสำเร็จ
    มัก จะมองหาโอกาส ที่จะก้าวหน้า ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ มันจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอุปสรรค ทำให้ย่ำอยู่กับที่ จนลืมไปว่าโอกาสนั้น ไม่ได้มาหาเราบ่อยๆ
    กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้น ไม่เจออุปสรรคเลย หากแต่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และมองปัญหา เป็นเรื่องเล็ก
  3. หาช่องทางทำเงิน โดยมากคนรวยมักไม่ยอมมีรายได้ทางเดียว เพราะเขาเหล่านั้นคิดว่า ยังมีโอกาสสร้างรายได้เสริม เพื่อประคองงานที่เป็นรายได้หลักของเขาได้
    ส่วนคนทั่วไปที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ มักมีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว
  4. แสวง หาความรู้ คนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพื่อพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่คนล้มเหลว
    หรือคน ที่ไม่ประสบความสำเร็จ มักจะมีอีโก้สูง และคิดว่าตนเองรู้หมดแล้ว เก่งแล้ว จึงไม่มีการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ดังนั้นในขณะที่คนหาความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาตนเอง ประสบความสำเร็จแล้ว
    แต่คนที่ไม่แสวงหาความรู้ใหม่ๆ จึงย่ำอยู่กับที่ ไม่ประสบความสำเร็จ
  5. ฝึก วินัย  วินัยในที่นี้ คือวินัยในการทำงาน และทางการเงิน อันเป็นสิ่งสำคัญที่คนต้องการประสบความสำเร็จพึงมี ดังนั้นเราควรฝึกวินัยให้ตนเอง ในช่วงแรก อาจจะ
    น่าอึดอัดไปบ้าง แต่หากเราทำเป็นนิสัยแล้ว จะติดตัวเราไปเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่ขาดวินัยทางการเงินส่วนใหญ่ มักไม่ประสบความสำเร็จหรือไม่ร่ำรวย เพราะไม่รู้จักเก็บออม
    ใช้จ่ายเกินตัว  ผ่อนยืมเงินอนาคตมาใช้  ฟุ้มเฟือยโดยไม่เกิดรายได้
  6. ยินดี กับความสำเร็จ คนประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่นและแลกเปลี่ยนมุนมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆโลกจะกว้างขึ้นและมีสิ่งดี ๆ เข้ามาเสมอ
  7. ลงมือทำ คนประสบความสำเร็จส่วนมาก หาทางลดความเสี่ยง ในการเริ่มต้น ก่อนลงมือทำเสมอ ในขณะที่คนไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักกลัวที่จะเริ่มต้น
    เนื่องจาก กลัวล้มเหลว นั่นเอง
  8. คิด ใหญ่ “คนรวยคิดใหญ่ คนจนคิดเล็ก” ขนาดของความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับความคิด ดังนั้น คนประสบความสำเร็จส่วนมาก จึงคิดแผนการใหญ่ และมีแผนสำรอง
    ไว้รองรับแผนสำหรับอนาคตต่อไป
  9. ให้ เงินทำงาน ไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน แนวคิดของคนไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่คือ การทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อกินดอกผลต่อไป สุดท้ายคือไม่มีเงินเก็บ
    ใน ขณะที่คนประสบความสำเร็จมักจะ จัดสรรรายได้ โดยแบ่งเงินไว้เก็บออม และไว้ใช้จ่าย แล้วนำเงินออมนั้นมาลงทุนทำให้เกิดรายได้ต่อไป จะเห็นได้ว่า
    คนที่เริ่มออมก่อนจะได้เปรียบกว่าหลายเท่า จากอัตราดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเป็นเคล็ดลับด้านการลงทุนอย่างหนึ่ง

IN1502131737
เครดิตข้อมูลจาก http://terrabkk.com