10 เคล็ดลับความสำเร็จสำหรับนักลงทุนระยะยาว

อาจเป็นจริงว่าการลงทุนและทากาไรในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัวและไม่มีหลักการใดที่ไม่มีข้อยกเว้น เรา มักจะมีข้อมูลหรือเหตุผลบางประการซึ่งมีน้าหนักในการโต้แย้งกฏเกณฑ์นั้นๆ ในตอนนี้ จึงขอนาเสนอ ‘เคล็ดลับ 10 ประการ’ ซึ่งรวบรวมจากแนวคิดพื้นฐานที่นักลงทุนควรทราบ เพื่อช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจที่ดีขึ้นต่อการจะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น และสาหรับผู้ลงทุนผ่านกองทุนหุ้นหรือกองทุนผสมที่คาดหวังผลตอบแทนในหุ้น ก็จะเกิดความเข้าใจธรรมชาติของตลาดหุ้นได้มากขึ้น

1. ขายขาดทุนและถือหุ้นคุณภาพดี
นักลงทุนจะพึงพอใจถ้าขายหุ้นแล้วได้กาไร และมักจะถือหุ้นที่ราคาตก โดยมีความหวังว่า ราคาจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งนักลงทุนไม่ทราบว่าหุ้นที่ถืออยู่ถึงเวลาที่ควรขายหรือไม่ และถ้าเลวร้ายสุดๆ อาจจะตกถึงจุดที่เกือบไม่มีค่าก็ได้ แน่นอนที่สุด หลักคิดในการลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพสูงและยอมขายหุ้นที่ไม่ดีออกไป เป็นทฤษฎีที่ถูกต้องแต่ปฏิบัติได้ยาก

2. ไม่ไล่ล่าหรือตามกระแส
กระแสหรือคาแนะนาที่มาจากแหล่งต่างๆ เช่น ญาติ เพื่อนบ้าน โบรกเกอร์ อาจจะไม่เพียงพอ และคุณไม่ควรที่จะเชื่อและตัดสินใจลงทุนตามทั้งหมด ต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ วิเคราะห์บริษัท อาจต้องทาวิจัยด้วยตัวเอง ก่อนที่จะพิจารณาลงทุนด้วยเงินของคุณที่หามาด้วยความยากลาบาก การอาศัยข้อมูลจากคนอื่นอาจจะเป็นวิธีที่ง่าย แต่รูปแบบจะคล้ายคลึงกับการพนันและการเสี่ยงโชคมากกว่า ไม่ใช่นักลงทุนที่จะประสบความสาเร็จในระยะยาว

3. ไม่คิดเล็กคิดน้อย
นักลงทุนระยะยาวไม่ควรตื่นตกใจเมื่อเงินลงทุนมีราคาตลาดต่าลงในช่วงสั้นๆ ในการลงทุน เราควรมองในภาพรวม มั่นใจในคุณภาพของการลงทุน มากกว่าจะไปวิตกกังวลเกี่ยวกับความผันผวน ความไม่แน่นอนในระยะสั้น
พวกที่เล่นสั้นหรือนักเก็งกาไรจะต้องติดตามตลาดวันต่อวัน นาทีต่อนาที เพื่อหาจังหวะทากาไร (หรือขาดทุน) ต่างกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนที่ดีต้องมองการเคลื่อนไหวของตลาดในระยะยาว โฟกัสไปที่ภาพรวมของการลงทุนทั้งหมด ให้ความสาคัญต่อการเรียนรู้การลงทุนด้วยตัวเองโดยใช้เวลาหลายๆ ปี

4. ไม่เน้น P/E Ratio
P/E Ratio เป็นหนึ่งในเครื่องมือสาคัญที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อหรือขาย แต่ในความเป็นจริง ควรใช้ P/E Ratio ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์อื่นๆ ร่วมด้วย การที่หุ้นมี P/E Ratio ต่า ไม่ได้แปลว่าหลักทรัพย์นั้นมีมูลค่าต่ากว่าความเป็นจริง (Undervalues) และการที่หุ้นมี P/E Ratio สูง ก็ไม่จาเป็นต้องหมายความว่าหลักทรัพย์นั้นมีราคาสูงเกินปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น (Overvalues)

5. รู้จักธรรมชาติของราคาหุ้น
เรามักจะเข้าใจผิดกันว่า การซื้อหุ้นที่ราคาต่ากว่า จะมีโอกาสขาดทุนน้อยกว่า เช่น ซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 5 บาท เทียบกับซื้อหุ้นในราคาหุ้นละ 75 บาท ถ้าหุ้นทั้งคู่ตกลงไป 30% คุณก็ขาดทุนในอัตรา 30% เท่ากัน ไม่ว่าราคาซื้อดั้งเดิมจะเป็นเท่าไรต่อหุ้น ดังนั้น นักลงทุนควรให้ความสาคัญต่อความเสี่ยงของหุ้นแต่ละตัวมากกว่า

6. เลือกและยึดมั่นในกลยุทธ์ของตนเอง
นักลงทุนต่างใช้วิธีการที่แตกต่างกันเพื่อเลือกหุ้นและลงทุนตามเป้าหมาย มีหลายวิธีที่จะประสบความสาเร็จ และกลยุทธ์ในการลงทุนก็มักจะแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณค้นหาสไตล์การลงทุนของคุณที่พอใจจนพบแล้ว ก็ควรที่จะยึดถือและใช้ให้เกิดความชานาญ การใช้นโยบายหรือกลยุทธ์ในการลงทุนที่แตกต่างหลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่น่าที่จะมีประสิทธิภาพที่ดีพอ และควรหลีกเลี่ยง

7. มุ่งเน้นอนาคต
สิ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนส่วนมากคือ ข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ควรตระหนักว่า เราใช้ข้อมูลหรือเหตุการณ์ในอดีตเพื่อเป็นตัวบ่งชี้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ได้ การตัดสินใจบนพื้นฐานและการมองศักยภาพของหลักทรัพย์ในอนาคตสาคัญมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต

8. ใช้มุมมองระยะยาว
กาไรระยะสั้นมักเป็นสิ่งดึงดูดใจสาหรับนักลงทุนหน้าใหม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การทากาไรจากซื้อขายบ่อยๆ ในระยะสั้น จะไม่มีวันทาได้ แต่ควรทราบว่า Investing (การลงทุน) กับ Trading (การซื้อๆ ขายๆ เพื่อเก็งกาไร) มีวิธีการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่ง Trading จะมีความเสี่ยงที่แตกต่างกันสาหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นคนละประเภท ดังนั้น หากต้องการทากาไรในระยะสั้นๆ แบบ Trading ก็จะต้องมีทักษะและความสามารถเฉพาะตัวสูง รวมถึงต้องมีเวลาในการติดตามข้อมูลหลักทรัพย์นั้นๆ กับติดตามราคาตลาดตลอดเวลา

9. ใจกว้าง
หลักทรัพย์หรือบริษัทขนาดเล็กอาจมีศักยภาพในการเปลี่ยนเป็นหลักทรัพย์ที่น่าลงทุนและมีผลประกอบการกับสภาพคล่องที่เทียบเท่าหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ในปี 1926 – 2001 หุ้นบริษัทเล็กๆ ในสหรัฐอเมริกามีผลตอบแทนเฉลี่ย 12.27% ในขณะที่หุ้นบริษัทใหญ่ๆ ใน S&P 500 มีผลตอบแทนเฉลี่ย 10.53% อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้แนะนาว่าคุณควรปรับพอร์ตการลงทุนทั้งหมดเป็นหุ้นเล็ก

10. ห่วงใยภาษีได้แต่ไม่ต้องวิตก
ถึงแม้ว่าภาษีจะมีความเกี่ยวข้องและสาคัญต่อการลงทุน แต่ควรห่วงใยเรื่องภาษีเป็นอันดับสอง สิ่งที่สาคัญที่สุดในการลงทุนคือ เป้าหมายของการลงทุน ซึ่งหมายถึงการเติบโตและความมั่นคงปลอดภัยของเงินลงทุน การที่เราควรพยายามลดจานวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นภาษีให้น้อยที่สุด เพื่อเพิ่มผลตอบแทนหลังจ่ายภาษีให้มากที่สุด เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แต่สถานการณ์หรือการตัดสินใจในการลงทุนจะยากขึ้น ถ้าคุณพิจารณาในเรื่องภาษีเหนือสิ่งอื่นใด

เคล็ดลับ 10 ประการนี้ น่าจะเป็นประโยชน์สาหรับนักลงทุนระยะยาว ทั้งในเรื่องหลักการและภาพรวมอย่างไรก็ตาม กฏเกณฑ์ใดๆ ย่อมมีข้อยกเว้นได้เสมอ และที่สาคัญเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ การลงทุนที่ดีไม่ใช่การพนัน

10 เคล็ดลับ พัฒนาตนเอง สู่ความสำเร็จ

พัฒนาตนเอง เป็นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำทางตนเองไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้ ประยุกต์ใช้ในเรื่องต่าง ๆ ที่คุณต้องการจะแก้ไขให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ งานอดิเรก หรือ การทำธุรกิจส่วนตัว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น TerraBKK ขอนำเสนอ 10 เคล็ดลับ พัฒนาตนเอง สู่ความสำเร็จ ไม่ใช่แค่การเพิ่มอุปนิสัยที่ดี และหมายรวมถึงการลดหรือปรับปรุงอุปนิสัยที่เป็นปัญหาในการพัฒนาตนเองด้วย เรียนรู้แล้วนำมาปรับใช้กันง่ายๆ รายละเอียดดังนี้

แก้ไขอุปนิสัยทำลายความสำเร็จ

1.หยุดผัดวันประกันพรุ่ง การปล่อยปละละเลยหน้าที่การงานในส่วนที่เราไม่ชอบไม่เกิดผลดีใด ๆ และก็ทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพ ปรับเปลี่ยนวิธีการด้วยการสลับปรับทำพร้อมกับงานที่ชอบ เพื่อให้ทุกอย่างดูดีขึ้นโยภาพรวม ดังนั้น วิธีปรับปรุงปัญหานี้ก็คือ การเพิ่มระดับความใส่ใจในชิ้นงานแทนการผัดวันประกันพรุ่ง นอกจากคุณภาพงานจะทำออกมาดีแล้ว ยังช่วยลดความเครียดในการทำงานด้วย

2.เลิกคิดลบ ทำความเข้าใจเสียใหม่ว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้อย่างไม่รู้จบ เสมือนเกมส์ต่อจุดไปเรื่อย ๆ แน่นอนระหว่างทางมักจะมีบททดสอบชีวิตอยู่เสมอ ความลำบาก คำถามคาใจ กลายเป็นว่า ความคิดบวกและความคิดลบสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา แต่ความคิดลบมักเกิดได้เร็วกว่า ดังนั้น จงรักษาทัศนคติให้มีแต่ความคิดบวกไว้มาก ๆ

3.เลิกเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เมื่อไรที่คุณเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น คุณจะสูญเสียความเป็นตัวตน เป้าหมายและสติได้ง่ายมาก ตามมาด้วยอารมณ์อิจฉา ,เศร้าหมอง และเกิดเป็นปมด้อย การแข่งขันเพื่อผลักดันตนเองเป็นสิ่งที่ดี แต่การพุ่งประเด็นด้านนี้มากเกินไป จะทำให้คุณรู้จักแย่เกินความเป็นจริงเสียมากกว่า ดังนั้น จงทำตัวให้เด่นเป็นทีม อย่าเด่นเพียงตัวคนเดียว ลองกล่าวชื่นชมคนอื่นด้วยความยินดี สร้างวัฒนธรรมที่ดีในสังคมการทำงานของคุณ

4.หยุดนึกถึงอดีตที่ล้มเหลว จงมองว่า ความล้มเหลวเป็นตัวชี้ข้อผิดพลาดที่คุณเคยทำผ่านมา มันคือทางผ่านเป็นเรื่องของขบวนการ ไม่ได้เป็นจุดจบของทั้งชีวิต อย่าตีความว่านั้นต้องเป็นเครื่องแสดงความอัปยศไปตลอดชีวิต อย่าทิ้งบทเรียนที่ได้มา หรือความตั้งใจแรกในการทำสิ่งนั้น อย่างที่ Henry Ford เคยกล่าวถึงความล้มเหลวไว้ว่า “is simply the opportunity to begin again, this time more intelligently.”

5.เลิกตั้งเป้าหมายเพ้อฝัน สิ่งที่สำคัญในการตั้งเป้าหมาย เมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ,งานใหม่ หรืออะไรก็ตามแต่ ก็คือ เป้าหมายต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง อย่าตั้งเป้าหมายที่ชี้วัดไม่ได้ อย่าตั้งเป้าหมายที่สูงเกินตัว อย่าตั้งเป้าหมายระยะสั้นเกินไป ดังนั้น หากคุณต้องการเปิดร้านกาแฟ จงมองหาวิธีการที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด จากการแข่งขันอย่างรุนแรงที่มีร้านกาแฟเปิดอยู่รอบตัว กลยุทธ์ลดราคากาแฟในช่วงเปิดตัวคงไม่สามารถใช้ได้ตลอดไป เป็นต้น

เพิ่มอุปนิสัยแห่งความสำเร็จ

1.ฝึกทำสิ่งที่มีความหมายสำหรับคุณ สัญญากับตนเองในสิ่งที่ทำให้ตัวคุณเองพัฒนาไปสู่สิ่งที่ต้องการ หรือหาเวลาว่างทำในสิ่งที่ปลุก passion ในตัวคุณขึ้นมาได้ ไม่จำเป็นต้องทำทุกวันทุกเวลา ขอแค่มีเวลาทำอย่างน้อยในช่วงที่คุณรู้สึกกำลังถอยหลังหรือกลัว ดังนั้น พยายามทำสิ่งที่คุณต้องการพัฒนาตนเอง และนั้นจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าตอนจบจะสวยงามมากน้อยแค่ไหน

2.ฝึกจัดตารางชีวิต เข้าใจกันดีว่า ในการดำรงชีวิตของเรามักจะมีงานมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะงานประจำ งานบ้าน งานอดิเรก ฯลฯ สิ่งที่คนเรามักชอบกล่าวเป็นข้ออ้างคือ “ไม่มีเวลา” มันไม่ใช่เรื่องจริง หากคุณเห็นว่างานนั้นสำคัญจริง คุณจะเวลาทำมันอย่างแน่นอน ดังนั้น พยายามมุ่งความสำคัญไปที่งานสำคัญในชีวิตคุณ เรียนรู้นิยามว่างานไหนควรจะเป็น “งานมีมูลค่า” เช่น งานช่วยพัฒนานตนเองให้ก้าวไปสู้จุดที่ต้องการจะเป็นในระยะยาว เป็นต้น หรือ “งานไม่มีมูลค่า” เช่น งานบ้าน งานทั่วไปที่เราสามารถลดภาระส่วนนี้จ้างคนอื่นทำแทนได้ เป็นต้น

3.ฝึกมองเป็นภาพ ตามความคิดตนเองจากจุดเริ่มต้นไปจุดจบด้วยภาพ วิธีนี้ช่วยฝึกการทำงานของสมอง 2 ด้าน ภาพหนึ่งภาพสามารถแทนขนวนการทำงานหรือคำพูดได้ดี และจะทำให้คุณมีความจำที่ดีขึ้น เมื่อคุณฝึกฝนไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการได้ดีอีกด้วย

4.พร้อมรับมือกับสิ่งไม่คาดคิด สังเกตได้ว่า คนที่เก่งและประสบความสำเร็จ มักจะมีอุปนิสัยอย่างหนึ่งที่เด่นชัดกว่าคนทั่วไป นั้นคือ การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือการพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้คาดคิด เพราะเขาทราบดีว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ อย่ามัวแต่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น จงมองว่าควรจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น ฝึกมองสถานการณ์ให้หลากหลายรูปแบบ ฝึกทำงานหรือคิดภายใต้ปัจจัยที่แตกต่างกัน เป็นต้น

5.ฝึกเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี มนุษย์สัมพันธ์ แสดงออกได้หลากหลายระดับ มองออกว่าจริงใจหรือแกล้งทำ การทำงานประจำหรือการทำธุรกิจส่วนตัว ย่อมต้องมีเครือข่าย connections คุณไม่มีทางรู้ว่าคู้ค้าหรือเพื่อนร่วมงานเป็นคนอย่างไร หากคุณไม่มีมนุษย์สัมพันธ์การเข้าหาสังคม ดังนั้น จงเรียนรู้ทักษะการเข้าสังคม การแสดงความคิดเห็น การพูดคุยเจรจา เพื่อพัฒนาตนเองให้ดูเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ

ที่มา TerraBKK.com – http://terrabkk.com/news/148896

ทำไมเราต้องมี “เงินสำรองฉุกเฉิน”?

ในสถานการณ์ที่ใครๆต่างก็หาวิธีลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นลงทุนในหุ้น ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ เหล่านักลงทุนบางคนต่างก็หลงลืมไปว่าควรจะมีเงินเก็บอีกก้อนหนึ่ง ที่อยู่ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เพื่อเป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” หลายคนมักไม่เห็นความสำคัญของเงินก้อนนี้ บ้างก็มองว่าเป็นเรื่องที่เสียประโยชน์เปล่าๆ วันนี้เราจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับความสำคัญของเงินก้อนนี้ และวิธีที่ควรจะเก็บเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินนี้ให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น

เหตุผลที่ต้องมี “เงินสำรองฉุกเฉิน”

เริ่มจากความสำคัญของเงินก้อนนี้ก่อนว่า ทำไมเราจึงไม่ควรทำเงินเก็บหรือเงินออมของเราทั้งหมดไปลงทุนให้งอกเงย ทั้งนี้เงินเก็บสำรองฉุกเฉินก็เป็นไปตามชื่อของมันคือ สามารถหยิบใช้ได้ทันทีที่เกิดกรณีต้องใช้เงิน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะมีเหตุผล ดังนี้

1. กรณีตกงาน และยังต้องเลี้ยงดูครอบครัว

2. ค่ารักษาพยาบาล กรณีเบิกไม่ได้แล้วหรือกำลังอยู่ในช่วงตกงาน

3. ค่าใช้จ่ายสำหรับหนี้สิน ในยามที่มีเงินไม่พอ

4. กรณีที่ต้องรีบใช้เงิน แต่เงินส่วนอื่นอยู่ในรูปแบบทรัพย์สินหรือหุ้น ที่ยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ในทันที

5. ช่วยลดความเครียด และเพิ่มความมั่นใจเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก

จากเหตุผลทั้ง 5 ข้อจะเห็นได้ว่า เงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินที่เก็บไว้ใช้ตอนเกษียณ แต่เป็นเงินที่สามารถหยิบมาใช้ได้ตลอดเวลา ทีนี้เราคงจะเห็นความสำคัญของเงินก้อนนี้กันบ้างแล้ว

ควรจะเก็บ “เงินสำรองฉุกเฉิน” ในรูปแบบใด?
จากเหตุผลข้างต้น คงจะเห็นแล้วว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เมื่อยามฉุกเฉิน หรือเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน ดังนั้นเงินควรจะอยู่ในรูปแบบที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด เช่น เงินสด หรือฝากธนาคารในรูปแบบออมทรัพย์ จะดีที่สุด แต่ห้ามเก็บในลักษณะของการซื้ออสังหาริมทรัพย์เด็ดขาด! เพราะเป็นทรัพย์สินที่สภาพคล่องต่ำที่สุด และไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการเงิน ดังนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า เงินสำรองฉุกเฉินไม่ได้คำนึงถึง “ดอกเบี้ยหรือกำไร” แต่คำนึงถึง “สภาพคล่อง” เป็นอันดับแรกเสมอ

ต้องเก็บ “เงินสำรองฉุกเฉิน” เป็นจำนวนเท่าไหร่?

จำนวนการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินนั้น ขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่ายรายเดือนของแต่ละคน บางคนใช้จ่ายมาก ก็ต้องมีเงินสำรองมาก นั้นเท่ากับว่าความเสี่ยงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และอัตราการเก็บก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานะของแต่ละคน ดังนี้

กรณี 1: เป็นโสด/แต่งงานแล้ว (ยังไม่มีบุตร) + ไม่มีหนี้สิน กรณีนี้ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
กรณี 2: เป็นโสด/แต่งงานแล้ว (ยังไม่มีบุตร) + มีหนี้สินอื่นๆ กรณีนี้ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน
กรณี 3: แต่งงานแล้ว (มีบุตร)/ครอบครัวที่มีผู้เจ็บป่วยหรือผู้สูงอายุ กรณีนี้ควรเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน 8 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

ซึ่งวิธีคิดการเก็บเงินที่เป็นจำนวนเท่าตามข้างต้น มีวิธีคิดดังนี้
สมมตินาย A มีเงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน นาย A เป็นโสด และไม่มีหนี้สินอื่นๆ นอกจากค่าใช้จ่ายประจำวัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 70% ของเงินเดือน หรือประมาณ 21,000 บาทต่อเดือน นั่นก็แปลว่านาย A จะต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินทั้งหมด 3 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือประมาณ 21,000 x 3 = 63,000 บาท สมมตินาย B มีเงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน นาย B เป็นโสด แต่มีหนี้สินคือ ผ่อนคอนโด 1 ห้อง เมื่อคิดค่าใช้จ่ายประจำวันรวมกับหนี้สินแล้ว คิดเป็นสัดส่วน 80% ของเงินเดือน หรือประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน นั่นแปลว่านาย B จะต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินทั้งหมด 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือประมาณ 40,000 x 6 = 240,000 บาท ทีนี้คงจะพอเห็นภาพกันบ้างแล้วสำหรับวิธีการเก็บเงินสำรองฉุกเฉิน ซึ่งวิธีการเก็บของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะคิดเป็น % ของรายได้ บางคนอาจจะเก็บเป็นจำนวนเท่าๆกันทุกเดือนเป็นตัวเลขกลมๆ ขึ้นอยู่กับวิธีของแต่ละคนไป แต่ทั้งนี้พึงระลึกไว้เสมอว่า “เงินสำรองฉุกเฉินคือเงินที่ไว้ใช้ยามฉุกเฉินจริงๆ ไม่ใช่เงินที่ไว้ซื้อของ ช้อปปิ้ง หรือไปเที่ยว เพราะไม่อย่างนั้นแล้วต่อให้เก็บเท่าไหร่ก็คงไม่พอเมื่อต้องนำมาใช้ในยามฉุกเฉินจริงๆ”

ที่มา  http://terrabkk.com/news/148741

5 เปลี่ยนเพื่อชีวิต ปีหน้าดีกว่าเดิม

ทุกคนต่างปรารถนาให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขสบาย เฝ้าขวนขวายเก็บหอมรอบริบ..บางคนทำงานหนักแทบตายแต่ชีวิตก็ยังย้ำอยู่กับที่ที่เดิมอีก…เพราะอะไรถึงเป็นเช่นนั้น??

เพราะโลกแห่งความจริงแล้วนั้น การทำงานหนักไม่ได้ทำให้สบาย ไม่อย่างนั้นทาสคงสบายไปนานแล้ว !! แต่..ยุคนี้สมัยนี้ชีวิตจะดีขึ้น ไม่ใช่เกิดจาการทำงานหนัก แต่คือการคิดหนักขึ้นต่างหาก.. ตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำแก้ปัญหาอะไรให้คนส่วนใหญ่ได้บ้าง ธุรกิจที่กำลังทำมันตอบโจทย์ให้ลูกค้าสะดวกขึ้น เร็วขึ้นหรือถูกลงอย่างไร แล้วถ้าย้อนกลับไปดูปีที่แล้วกับปีนี้ยังเหมือนเดิมๆไม่มีอะไรเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยน!! เปลี่ยนเพื่อปีหน้าจะได้ดีขึ้นกว่านี้

ตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ว่าสิ่งที่เราทำแก้ปัญหาอะไรให้คนส่วนใหญ่ได้บ้าง ธุรกิจที่กำลังทำมันตอบโจทย์ให้ลูกค้าสะดวกขึ้น เร็วขึ้นหรือถูกลงอย่างไร แล้วถ้าย้อนกลับไปดูปีที่แล้วกับปีนี้ยังเหมือนเดิมๆไม่มีอะไรเปลี่ยน คุณต้องเปลี่ยน!! เปลี่ยนเพื่อปีหน้าจะได้ดีขึ้นกว่านี้

1. เปลี่ยนแนวคิด

อย่ามองว่าทุกเวลาไม่มีค่า ใช้ชีวิตผ่านเลยไปวันๆ หาเช้ากินค่ำกลับมาบ้านเมาสังสรรค์ ..ควรหวงเวลาของตัวเองเอาไว้บ้าง ใช้เวลาที่เหลือ “สร้าง”ความเชี่ยวชาญในงานที่เราเลือกให้มากที่สุด ถ้าเราทำได้เราจะหวงเวลาแต่ละวินาทีมากขึ้นและเลือกทุ่มเวลากับสิ่งที่ “ใช่” มากกว่าเลือนลอยไปวันๆ

2. เปลี่ยนสังคม

เจอคนให้หลากหลายขึ้น อยากเป็นคนเช่นไร หรือประสบความสำเร็จด้านใด ต้องไปอยู่ในสังคมนั้นๆ มันจะมีแรงหึกเหิมและช่องทางให้ลงมือทำสิ่งนั้นอย่างอัตโนมัติ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ปิดโอกาสชีวิตตัวเอง ด้วยการไม่ชอบเปลี่ยนแปลงอยู่ในสังคมเดิม ๆ มั่น!!แต่ในความรู้เดิมๆ แล้วคิดเอาเองเออเอาเองว่า รู้แล้ว..พอแล้ว แท้จริงแล้วความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เราต้องอัพเดทเพิ่มเติมความรู้เรื่อยๆ เริ่มจากเรียนรู้จากจุดที่ยืน แล้วค่อยๆ พัฒนาความรู้ เพื่อเพิ่มโอกาสในชีวิตตัวเองให้มากขึ้น

3. เปลี่ยนงานอดิเรก

ถ้าวันนี้คุณยังทำงานประจำ..อย่าเพิ่งลาออกแต่ให้เปลี่ยนงานอดิเรกที่ทำเงินดู..ลองค้นหาตัวเองดูว่ามีอะไรบ้างที่คุณทำแล้วไม่มีเบื่อ สามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน ผิดพลาดแล้วไม่ล้มเลิก ลองต่อยอดสิ่งนั้นดู พยายามหาความรู้เพิ่มเติมจากสิ่งนั้น ถ้าสิ่งที่ทำมันเกิดจากสิ่งที่รักและรุ่งด้วย คุณจะไม่รู้สึกว่าเหนื่อยหรือเบื่อเสมือนว่าไม่ได้ทำงานเลย..คุณจะได้ใช้ชีวิตตัวเองในแบบที่ฝัน ลองค้น!! แล้วลงมือทำดู

4. เปลี่ยนเงินให้ทวีเงิน

ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่นำเงินที่ได้มาไปซื้อแต่ “ขยะ” เครื่องประดับตกแต่งอาภรณ์ตัวเองเพื่อให้คนอื่นมองว่าดูดี แท้จริงแล้วมูลค่าสิ่งของพวกนี้จะตกต่ำลงไป..และลงไปในที่สุด สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นขยะในบ้าน แต่..ถ้าเลือกแบ่งเงินไปลงทุนบ้างนำเงินที่มีไปออมในทรัพย์ ลงทุนในหุ้น อสังหาฯ ทอง อะไรก็ได้ที่คุณมีความเชี่ยว!! มีความถนัด แล้วนับวันยิ่งทวีมูลค่าเพิ่ม แบบนี้อนาคตไกลสบายแน่

5. คิดสร้างงานใหม่ไม่ใช่หางาน

เมื่อไรที่เรายังเป็นลูกจ้าง เปลี่ยนงานนี้ทำงานโน้น วันข้างหน้าและข้างหน้าเราก็ไม่ต่างจากวันนี้ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนต้องกล้าปรับ..สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ขึ้นมา และรู้วิธีจัดการกับเงินตัวเองนำเงินไปต่อเงิน..เมื่อไรที่คุณเอาชนะเงินได้ ด้วยการ “ใช้เงินทำงาน” เมื่อนั่นคุณจะรวย..แต่ถ้ายังอยู่ภายใต้เงิน ใช้แรงกายเพื่อแลกเงิน พรุ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากวันนี้..ทางที่ดีและเป็นไปในในขณะที่ต้องใช้แรงกายเพื่อแลกเงิน พยายามคิดหาวิธี และลงมือทำกับสิ่งที่ตนเองมีความรัก ความเชี่ยวชาญสร้างงานตัวเองควบคู่ขึ้นมา ไม่ต้องกลัวความเสี่ยง..อย่าบ่นว่าไม่มีเวลา..ถ้ารู้จักบริหารเวลาเองได้คุณจะมีชีวิตที่มั่งคั่งกว่านี้

ถ้ารู้สึกว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว 5 ปีที่แล้วชีวิตยังไม่เปลี่ยนแปลงไม่ก้าวหน้าสักที ลองนำ 5 ข้อนี้ไปปรับใช้แล้วเปลี่ยนแปลงตัวเองดู แม้มันต้องแลกมากับความเหนื่อย อึดและฝึกทน แต่ผลลัพธมันดีกว่า การหยุดอยู่กับที่..ที่เดิมเดิมแน่นอน

 

5 วิธี บริหารเงินในกระเป๋า ฉบับหนุ่มสาวยุค FinTech

FinTech เป็นคำย่อที่มาจาก Financial technology หรือเทคโนโลยีทางการเงิน เป็นรูปแบบการเกี่ยวโยงเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับรูปแบบการบริการทางการเงินในลักษณะต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดต้นทุนในการให้บริการลง และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอย่างหลากหลายและสะดวกสบายมากขึ้น เพียงแค่มีโน๊ตบุ๊คหรือสมาร์ทโฟนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านออนไลน์ได้ตลอดเวลา หากหนุ่มสาวยุคดิจิตอลหลายคนยังมองไม่ออกว่าขณะนี้จะมีประโยชน์ใดช่วยบริหารการเงินในกระเป๋าของเราได้บ้าง? อย่าได้รอช้า มาเรียนรู้ 4 วิธีบริหารเงินในกระเป๋าฉบับหนุ่มสาวยุค FinTech เริ่มตั้งแต่ การบริหารเงินเข้ากระเป๋า, การบริหารเงินค่าใช้จ่าย, การนำเงินเก็บออมไปลงทุน รวมทั้ง การมีผู้ช่วยส่วนตัวทางการเงิน รายละเอียดดังนี้

1. บริหารเงินเข้ากระเป๋า
นักค้าขายออนไลน์สามารถเพิ่มสะดวกสบายแก่ลูกค้าในเรื่องการชำระเงินได้ง่ายขึ้น เพราะยิ่งความยุ่งยากในขั้นตอนการจ่ายเงินลดลงเท่าไหร่ โอกาสตัดสินใจซื้อก็จะเพิ่มขึ้นจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ลักษณะ Fintech ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่ในกลุ่ม Payment

ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถเลือกใช้งานได้ในขณะนี้เช่น Omise, 2c2p, Pay Social, Thaiepay, Siampay เป็นต้น โดยมีหลักการทำงานหรือรูปแบบรองรับการบริการ อาทิ

• ระบบรับชำระเงินหน้าร้านค้า เช่น ระบบ Tokenization มีการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อสร้างระบบรับชำระบนเว็บไซต์ ร้านค้า โดยไม่ต้องพาผู้ใช้ (ลูกค้าซื้อสินค้า) ออกไปจ่ายเงินนอกเว็บไซต์ เป็นต้น

• ระบบ Link ตัวกลาง สำหรับส่งให้ลูกค้าจากช่องทางโซเซียลต่างๆ เข้าสู่ระบบจ่ายเงินได้ทันที (ตัวอย่าง http://pay.sn/ชื่อร้าน) ภายในลิงก์นั้นสามารถระบุประเภทสินค้า, จำนวนเงิน และช่องทางการชำระเงินได้

• ระบบรับชำระเงินรองรับทุกประเภทการจ่าย ไม่ว่าลูกค้าจะจ่ายชำระในรูปแบบ บัตรเครดิต, บัตรATM (เดบิต), Paypal, ผ่อนชำระ, อินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้ง เป็นต้น

• ระบบความจำบัญชีคู่ค้า เช่น ระบบที่มี Recipient API รองรับการเก็บข้อมูลบัญชีของคู่ค้าแต่ละราย ทำให้การโอนเงินให้คู่ค้าง่ายและสะดวกมากขึ้น

2. บริหารเงินค่าใช้จ่าย
ยุคนี้สามารถจัดการค่าใช้จ่ายผ่านอินเตอร์เน็ตเสมือนมีกระเป๋าออนไลน์ไว้บริหารเงินได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบิลค่าสาธารณูปโภค, บัตรเครดิต, ลีสซิ่ง, ประกันภัย, ผ่อนดาวน์บ้าน เป็นต้น ลักษณะ Fintech ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่ในกลุ่ม Payment ซึ่งพบเห็นได้บ่อยที่สุดในกลุ่ม ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถเลือกใช้งานได้ในขณะนี้เช่น Jaew Wallet, Paysbuy, Truemoney, Cenpay, Airpay, Rabbit Line pay, DeepPocket, Modern Pay, mPay เป็นต้น โดยมีหลักการทำงาน หรือรูปแบบรองรับการบริการ อาทิ

• ระบบ Money Transfer โอนเงินโดยใช้หมายเลขโทรศัพท์แทนเลขบัญชีธนาคาร

• ระบบชำระเงินออนไลน์ หลากหลายช่องทางการรับชำระเงิน เช่น บัตรเครดิต เงินสด บัญชีธนาคารออนไลน์ เป็นต้น หลากหลายประเภท เช่น ชำ ระบัตรเครดิต, ลีสซิ่ง, ประกันภัย, ผ่อนดาวน์บ้าน, เติมเงินมือถือ, เติมเงินในเกมส์, ซื้อบัตรชมภาพยนตร์เป็นต้น

• ระบบ Scan Barco สำหรับการจ่ายชำระบิลค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น

• ระบบ Scan QR Code สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ และเลือกชำระเงินปลายทาง สามารถใช้แอพพลิเคชั่นจ่ายแทนเงินสดได้โดยสแกน QR Code ที่บิลเมื่อสินค้ามาส่ง

3. บริหารเวลา ช่วยเปรียบเทียบข้อมูลการเงิน
จบปัญหาเรื่องปวดหัวในการเปรียบเทียบข้อมูล ช่วยหนุ่มสาวยุคดิจิตัลตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงินได้ง่ายขึ้น อาทิ การเปรียบเทียบข้อมูลอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อบ้าน การเฟ้นหาประเภทประกันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันรถยนต์ฯลฯ การเปรียบเทียบบัตรเครดิต เป็นต้น ลักษณะ Fintech ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่ในกลุ่ม Lending & Credit, InsurTech และ Financial Comparison ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถเลือกใช้งานได้ในขณะนี้ aBorrow, Carrance, Refinn, Frank, Rabbit finance, Silkspan, Gobear, Masii เป็นต้น โดยมีหลักการทำงาน หรือรูปแบบรองรับการบริการคล้ายๆ กัน คือ ระบบคัดกรองตามข้อมูลที่เติมในช่องวาง ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการคำนวณผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทนั้นๆ อาทิ

• ระบบคัดเลือกสินเชื่อ เช่น ประเภทสินเชื่อ, รายได้ต่อเดือน , จำนวนเงินที่ต้องการกู้, ระยะเวลา เป็นต้น

• ระบบคัดเลือกประกันรถยนต์ เช่น ปี, ยี่ห้อ, รุ่นรถยนต์, ประเภทประกันรถยนต์ เป็นต้น

• ระบบประเมินการรีไฟแนนซ์ เช่น ยอดหนี้คงเหลือ, ยอดผ่อนต่อเดือน , วัตถุประสงค์การรีไฟแนนซ์เป็นต้น

• ระบบคัดเลือกบัตรเครดิต เช่น คะแนนสะสมแต้ม, รายได้ต่อเดือน, ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรต่อเดือน เป็นต้น

4. บริหารเงินออมเพื่อการลงทุน
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตลงทุนได้ด้วยรูปแบบบริการที่ช่วยให้การรับรู้ข่าวสารและการจัดการพอร์ตลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารทุนอย่างหุ้น หรือการลงทุนในกองทุนรวมลักษณะ Fintech ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่ในกลุ่ม Retail Investment และ Financial Education & Research ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถเลือกใช้งานได้ในขณะนี้ Jitta, Stockradar, Marketanyware, Setscope, Investorz, Wealthcare, Finnomena เป็นต้น โดยมีหลักการทำงาน หรือรูปแบบรองรับการบริการ อาทิ

• ระบบ Pattern สแกนหุ้น จับรอบการลงทุนหุ้นทางเทคนิค

• Research platform ติดตามข้อมูลสถานการณ์ตลาดและหุ้นรายตัว

• ระบบ Financial Chart แปลข้อมูลงบการเงินย้อนหลังในรูปแบบกราฟ ง่ายต่อการศึกษาพื้นฐานหุ้นก่อนตัดสินใจลงทุน

• ระบบ Personal Robo-advisor on mobile รูปแบบจัดการพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

• ระบบประเมินคุณภาพหุ้น  ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดช่วยให้นักลงทุนมือใหม่ ค้นหาหุ้นเพื่อการลงทุนเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย

• ระบบ TrendLines เครื่องมือการวิเคราะห์กราฟหุ้น

5. ผู้ช่วยส่วนตัวทางการเงิน
เลือกใช้ตัวช่วยเพื่อคลายปัญหาการเงินส่วนตัวได้ เช่น ระบบบัญชี, ภาษี, วางแผนการเงิน ฯลฯ เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยทางการเงินอยู่ข้างๆ ลักษณะ Fintech ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะอยู่ในกลุ่ม Personal Finance และ Business Tools ตัวอย่างรูปแบบที่สามารถเลือกใช้งานได้ในขณะนี้เช่น ChomCHOB, iTAX, Piggipo, Flowaccount, TRCLOUD, Finnista เป็นต้น โดยมีหลักการทำงาน หรือรูปแบบรองรับการบริการ อาทิ

• ระบบจัดการคะแนนสะสมจากบัตรต่างๆ ช่วยหนุ่มสาวนักชอปที่มีบัตรเครดิตไว้หลายธนาคาร ระบบจัดการบัตรเครดิตจะช่วยรวมคะแนนบัตรเครดิตหลากหลายใบมารวมกันไว้ที่เดี่ยวเพื่อแลกรับหรือแลกซื้อได้ง่ายขึ้น

• แพลตฟอร์มจัดการภาษี   ระบบช่วยเหลือเรื่องการกรอกภาษี, ระบบคำ นวณภาษีและสิทธิลดหย่อน, การวางแผนประหยัดภาษี เป็นต้น

• cloud-based accounting ระบบบัญชีออนไลน์รองรับการทำธุรกิจส่วนตัว บริการ Solutions ทางบัญชีเต็มรูปแบบ, ติดตามงบการเงินได้แบบ Real Time

• แอพพลิเคชั่นจัดการบัตรเครดิต ช่วยทำ ให้ผู้ถือบัตรเห็นภาพรวมค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิต, ระบบผ่อนชำระ, แสดงวันตัดรอบของแต่ละบัตร ฯลฯ ได้แบบง่ายๆ

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงประโยชน์ที่หนุ่มสาวยุค FinTech สามารถเลือกใช้บริการได้ในขณะนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดนวัตกรรมทางการเงินที่ดีเพิ่มขึ้นอีกเป็นแน่ในอนาคต เพราะนอกจากไอเดียสร้างสรรค์ของกลุ่ม FinTech Startup แล้ว ทางธนาคารพาณิชย์ก็มีการปรับตัวอยู่ไม่น้อย เพิ่มความสะดวกการใช้บริการของลูกค้ายุคนี้ ผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น อาทิ ขอสินเชื่อผ่านแอพพลิเคชั่น ทราบผลอนุมัติได้รวดเร็วกว่าปกติ, บัญชีแบบไม่มีสมุดบัญชี รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้า, บริการชำระเงินแบบ P2P ผ่านมือถือ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก: HINT MAGAZINE

ที่มา : http://terrabkk.com/news/190458

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

5 เรื่องที่ต้องรู้ของภาษีเงินได้นิติบุคคล

1. ความหมาย

ภาษีเงินได้นิติบุคคล คือ ภาษีที่เรียกเก็บจากเงินได้ของนิติบุคคล หรือแปลเป็นภาษาคนคือ บุคคลตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่นอกเหนือจากบุคคลธรรมดา

2. ใครมีหน้าที่เสียภาษี

คนที่มีหน้าที่เสียภาษี คือ นิติบุคคล ซึ่งกำหนดไว้อยู่หลายกลุ่มด้วยกัน ได้แก่

• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
• บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศ ที่เข้ามากระทำการในไทย หรือมีรายได้จากประเทศไทย
• กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้า หรือหากำไร โดยองค์กรต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศ
• กิจการร่วมค้า (Joint Venture)
• มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้
• นิติบุคคลอื่น

3. วิธีคำนวณภาษี

ตามประมวลรัษฏากรกำหนดให้ไว้ 4 วิธี นั่นคือ

• กำไรสุทธิ (มาตรา 65)
• รายได้ก่อนหักรายจ่าย (มาตรา 67)
• เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
• จำหน่ายกำไรออกนอกประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ)

ตอนนี้ขออธิบาย วิธีที่คุ้นเคยที่สุดคือกำไรสุทธิครับ โดยคำนวณจากกำไรสุทธิทางภาษีของกิจการ ซึ่งคำนวณจากการปรับปรุงกำไรทางบัญชีให้เป็นกำไรทางภาษีตามนี้ครับ

กำไร (ขาดทุน) ทางภาษี = กำไร (ขาดทุน) ทางบัญชี + รายได้ที่ให้ถือเป็นรายได้ + รายจ่ายต้องห้าม – รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น – รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น

โดยรายการปรับปรุงแต่ละตัวมีความหมายดังนี้ครับ…
1) รายได้ที่ถือเป็นรายได้ทางภาษี คือ รายได้ที่ทางบัญชีไม่ถือเป็นรายได้แต่ต้องถือเป็นรายได้ทางภาษี

2) รายได้ที่ได้รับสิทธิยกเว้น คือ รายได้ที่ทางบัญชีถือเป็นรายได้ แต่ไม่ถือเป็นรายได้ทางภาษี

3) รายจ่ายต้องห้าม คือ รายจ่ายที่ทางบัญชีถือเป็นรายจ่าย แต่ไม่ถือเป็นรายจ่ายทางหลักภาษี

4) รายจ่ายที่หักได้เพิ่มขึ้น คือ รายจ่ายที่ทางภาษีกำหนดให้หักเป็นรายจ่ายได้มากกว่าหลักการบัญชี

ป.ล. เดี๋ยวจะมีอัลบั้มสอนเรื่องวิธีการคำนวณภาษีนิติบุคคลจากกำไรสุทธิให้เพิ่มเติมครับ

 

4. จำนวนเงินขั้นต่ำทีต้องยื่นภาษี

การยื่นแบบแสดงรายการของภาษีนิติบุคคลนั้น ต้องยื่นทุกกรณี และแสดงการคำนวณในแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50 ตามรอบระยะเวลาบัญชี (1 ปี)


5. โทษของการไม่ยื่นภาษี

• ค่าปรับอาญากรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี จำนวนเงินสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท และงบการเงินอีก 2,000 บาท

• เงินเพิ่มอยู่ที่ 1.5% ต่อเดือน สูงสุดไม่เกินจำนวนเงินภาษี

• อย่างไรก็ตามหากมีการถูกประเมินภาษี คาดว่าจะเสียเบี้ยปรับสูงสุดไม่เกิน 2 เท่า ครับ

การประหยัดภาษี ต้องรู้ก่อนว่ามีเงินเท่าไร

หลายคนอยากจะวางแผนภาษี ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่พรี่หนอมอยากจะชวนคิดสักนิดก่อนว่า “เงินเหลือเท่าไร” เพื่อที่จะเอา “วางแผนภาษี” เนื่องจากวิธีการคำนวณภาษีบ้านเรา มีการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา ซึ่งไม่ใช่การหักค่าใช้จ่ายตามจริง ดังนั้นสิ่งที่ต้องคิดคือ “เงินจริงๆ” น่ะมีไหม

สมมติรายได้ปีละ 1,000,000 บาท เสียภาษีเยอะมากบานตะไทหลายแสน แต่ว่ารายจ่ายจริงๆในชีวิตทั้งปี (รวมภาษี) ซัดไปที่ 999,000 บาท บางทีแล้วการประหยัดภาษีก็อาจจะไม่ใช่คำตอบ เพราะเหลือเงินจริงๆ แค่พันเดียว

สิ่งที่ช่วยตอบได้คือบัญชีรายรับรายจ่าย เพราะมันจะบอกว่าชีวิตเราเป็นแบบไหน ใช้เงินเท่าไร มีเหลือไหมจะวางแผนอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าไม่จดอะไร แล้วจัดหนักลดหย่อนภาษีไป อาจจะบรรลัยได้ เพราะต้องคืนภาษีกลับไปพร้อมเงินเพิ่มอีกต่างหาก

เอาจริงๆ ชีวิตเรานั้นไม่ได้มีค่าใช้จ่ายแค่ภาษีเพียงอย่างเดียว อยากจะประหยัดอะไรไปก็ได้ แต่ขอให้มั่นใจว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมนั้นประหยัดได้จริงๆ ไม่ใช่ไปเสียเพิ่ม แบบนั้นคงไม่ดีแน่

ดูเหมือนพรี่หนอมจะไม่สนับสนุนให้ประหยัดภาษี แต่จริงๆแล้วเขียนเพื่อเตือนเพราะเป็นห่วงว่าจะต้องเสียภาษีเพิ่มมากกว่าครับผม

 

 

มาทำความรู้จักหุ้น IPO กันเถอะ

ถ้ากองทัพต้องเดินด้วยท้องเช่นเดียวกันธุรกิจที่ต้องเดินด้วยเงินทุน ถ้าธุรกิจขาดเงินทุนขาดสภาพคล่องก็เท่ากับว่าธุรกิจไม่สามารถเดินต่อไปได้ เงินทุนจึงสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจและสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การนำบริษัทเข้ามาระดมเงินทุนในตลาดครั้งแรก หรือ IPO (Initial Public Offering) คือคำตอบ บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ IPO คืออะไร สำคัญอย่างไร

หุ้น IPO คืออะไร

หุ้น IPO หรือ Inintial Public Offering คือ การนำเสนอขายหุ้นของบริษัทให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก มีจุดประสงค์เพื่อการระดมทุนที่นอกเหนือจากการระดมทุนผ่านธนาคารหรือสถาบันการเงินต่างๆ ปกติแล้วการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินบริษัทต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้คืนให้แก่ธนาคาร แต่ถ้าหากขายหุ้น IPO ให้ประชาชน บริษัทจะต้องจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นแทน (หรือ อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลก็ได้ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ) การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นสามารถกระทำได้โดยผ่านบริษัทหลักทรัพย์รับเป็นผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ (Underwriters) และต้องจัดทำหนังสือชี้ชวนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ การเสนอขายหุ้น IPO นักลงทุนจะต้องศึกษารายละเอียดต่างๆจากหนังสือชี้ชวนด้วยตัวเองให้ครบถ้วน เมื่อหุ้นได้รับจัดสรรไปยังสรรไปยังประชาชนเรียบร้อยแล้วก็จะถูกนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสซื้อขายต่อไป

ข้อดีของการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

คือ เงินที่ระดมทุนสามารถได้เป็นกอบเป็นกำมากกว่าการขอกู้จากสถาบันการเงิน สามารถประหยัดต้นทุนทางด้านการเงินได้ค่อนข้างมาก สามารถนำเงินทุนได้มาขยายกิจการ ลงทุนต่อยิดธุรกิจได้อย่างก้าวกระโดดมากขึ้น เหตุผลที่บริษัทต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดฯ ส่วนใหญ่แล้วมีจะแผนต้องการขยายตัวทางธุรกิจ ซึ่งการจะนำหุ้นเข้าตลาดแล้วจะทำให้นักลงทุนเกิดความสนใจบริษัทจะต้องทำผลงานให้ดูมีอนาคตทั้งแนวโน้มของรายได้ แนวโน้มกำไร และศักยภาพของธุรกิจในอนาคตเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทั้งก่อน IPO และหลัง IPO ยิ่งบริษัททำตัวเลขผลตอบแทนต่างๆออกมาดี ก็จะยิ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนและเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวบริษัทเพิ่มขึ้นด้วย

งบดุล ทำไมต้องดุล ?

เรื่องราวงบการเงินที่เคยได้ยินได้ฟังกันเป็นมาบ้างนั้น มักมี 3 ประเภทหลัก คือ งบดุล, งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด ซึ่งงบการเงินแต่ละประเภท ก็มีรูปแบบเฉพาะตัว แสดงหน้าที่ต่างกัน สำหรับงบดุลนั้น มักเป็นที่จดจำกันว่า “งบดุลต้องดุลเสมอ” เสมือนเป็นการท่องจำกันไป โดยอาจยังไม่รู้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร เราขอนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจถึงผลเหตุว่า “งบดุล ทำไมต้องดุล ?”

งบดุล เป็นงบการเงินที่แสดงถึง “ฐานะการเงินของกิจการ ณ วันสิ้นงวดบัญชี” ตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 3 เดือน , 6 เดือน เป็นต้น หน้าตางบการเงินนี้ จะแบ่งเป็น 2 ด้าน 3 ส่วน กล่าวคือ ทางด้านซ้ายจะแสดงส่วนสินทรัพย์ ทางด้านขวาจะแสดง 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนหนี้สิน และส่วนของเจ้าของ หัวใจสำคัญของงบการเงินนี้จะเป็นไปตามสมการบัญชี ( Accounting Equation) ที่ว่า “สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ” เป็นสาเหตุให้รายการบันทึกในงบดุลมีจำนวนเท่ากันนั้นเอง

• งบดุลแสดงแหล่งเงินทุนของสินทรัพย์ กล่าวคือ ที่มาของสินทรัพย์ที่กิจการได้มานั้น หากไม่ใช่ “แหล่งเงินทุนตัวเอง” (ส่วนของเจ้าของ) ก็ย่อมมาจาก “แหล่งเงินทุนอื่น” เช่น การกู้ยืม (หนี้สิน) ดังนั้น ทุกสินทรัพย์ที่กิจการลงทุน จึงต้องเท่ากับผลรวมของหนี้สินและส่วนของเจ้าของ

• งบดุลแสดงฐานะการเงินของเจ้าของกิจการ กล่าวคือ เวลาต้องการตรวจสอบฐานะความมั่งคงของใครก็ตาม โดยปกติแล้ว มักดูกันที่ระดับสินทรัพย์และหนี้สิน หากมีระดับสินทรัพย์ที่มากกว่าหนี้สิน ย่อมแสดงถึงฐานะหรือความมั่งคงที่ดีได้ กรณีตรงกันข้าม หากมีระดับหนี้สินที่มากกว่าทรัพย์สิน ย่อมแสดงถึงความอ่อนแอทางฐานะการเงิน เช่นเดียวกับการทำธุรกิจ หากต้องการรู้ถึงความแข็งแกร่งทางการเงินหรือฐานะการเงินของกิจการใดก็ตาม ก็สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จาก “ส่วนของเจ้าของ” คำนวณจาก ระดับ “สินทรัพย์” หักออกด้วยส่วนของ “หนี้สิน” ในเบื้องต้น นั้นเอง

คัมภีร์เจ้าของกิจการ

การก้าวสู่การเป็น “ผู้ประกอบการ” นั่นคือ การเป็นผู้ยอมรับ ‘ความเสี่ยง’ โนโลกของธุรกิจการเงิน ความเสี่ยงที่ว่านั้นมีความเป็นไปได้ทั้ง ‘กำไร’ และ ‘ขาดทุน’ ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเสี่ยงนั้นก็คือ ‘เวลาและเงินออม‘ เพราะเมื่อกิจการไม่ดี ทั้งเวลาและเงินออมที่เก็บหอมรอมริบมาอย่างยากลำบากก็จะต้องสูญเสียไป แต่ในทางกลับกันหากกิจการเป็นไปด้วยดี ผู้ประกอบการก็จะได้รับผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ เพื่อการเข้าสู่ความพร้อมในการเป็น “ผู้ประกอบการ” มี 5 เรื่องหลักที่คุณต้องตรวจสอบและที่คุณต้องเตรียมตัว หรือต้องรู้ มาแนะนำดังนี้

 

1. วินิจฉัยตัวเอง

คุณมีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับการเป็นผู้ประกอบการแล้วหรือไม่? ตอบคำถามเหล่านี้
• คุณตั้งใจที่บรรลุความสำเร็จให้ได้มากกว่าที่คาดหวังไว้หรือไม่?
• คุณยินดีทำงานมากกว่าวันละ 10-12 ชั่วโมงติดต่อกันแล้วหรือไม่?
• คุณพร้อมจะเอาเงินทุนของตัวเองมาเสี่ยงแล้วหรือไม่?
• คุณมีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังในการสร้างธุรกิจ ด้วยการเผชิญงานหนัก แม้โอกาสของความสำเร็จจะมีไม่มากนักได้หรือไม่?
• คุณพร้อมที่จะเผชิญศัตรูที่มีอำนาจมากกว่าหรือไม่?

2. การสร้างตัวแบบทางธุรกิจและกลยุทธ์

การตัดสินใจทางธุรกิจของแหล่งที่มาของรายได้ ต้นทุนของกิจการ และปัจจัยแห่งความสำเร็จ

แหล่งที่มาของรายได้ เงินจำนวนนี้ได้มาจากอะไรบ้าง ยอดขาย ค่าบริการ ค่าโฆษณา อื่นๆ

สิ่งที่ทำให้เกิดต้นทุน อะไรคือต้นทุน? ค่าแรง วัตถุดิบที่ซื้อมาเก็บไว้ เชื้อเพลิง

ขนาดของการลงทุน คือการลงทุนที่ใช้เพื่อตั้งธุรกิจเป็นจำนวนเท่าไหร่? รวมทั้ง เงินทุนหมุนเวียน ที่ทำให้ธุรกิจดำเนินงานต่อไปได้ด้วย

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ อาทิ 1.ความสามารถในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง 2.การขยายธุรกิจไปสู่ตลาดใหญ่ ภายในระยะเวลาที่กำหนด 3. การเติบโตของกิจการ โดยคุณต้องถาม 3 คำถามนี้กับตัวเอง

กลยุทธ์ที่ใช้มีความยั่งยืนหรือไม่? มีสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจจนทำให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งวัดผลจาก “การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้” นั่นเอง

มีความได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์ อันนำไปสู่ความสำเร็จที่จะขยายเข้าไปสู่ตลาดอื่นได้หรือไม่? โดยตลาดอื่นนั้นอาจจะเป็นภูมิภาคอื่นที่คุณยังไม่ได้ไปจัดจำหน่าย หรือปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้มีความละเอียดหรือสามารถแยกประเภทผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น อาทิ รส กลิ่น สี เป็นต้น

การขยายขนาดของธุรกิจเป็นสิ่งที่เป็นไปได้หรือไม่? โดยการสร้างการเติบโตของยอดขาย เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะธุรกิจบริการ คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจ้างคนที่มีคุณสมบัติ หรือ “จ้างคนเก่ง” เข้ามาเรื่อยๆถ้าหวังที่จะเติบโต

4. ทำความเข้าใจงบการเงิน

เพราะเป็นเอกสารสำคัญสำหรับธุรกิจ ด้านฝ่าย “ทีมบริหาร” ก็จะเอามาใช้ประเมิณผลปฏิบัติงาน ส่วน “ผู้ถือหุ้น” จะติดตามดูว่าเงินลงทุนของตนได้รับการบริหารดีเพียงใด และสำหรับ ‘ผู้ลงทุนภายนอก” ก็จะใช้ดูว่ามีโอกาสหรือมีความเหมาะสมที่ควรจะเข้าไปลงทุนด้วยหรือไม่ ทั้ง งบดุล งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด นอกจากนั้น ควรทำความเข้าใจ “อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของคุณด้วย”

งบดุล ทำไมต้องดุล ? เรื่องราวงบการเงินที่เคยได้ยินได้ฟังกันเป็นมาบ้างนั้น มักมี 3 ประเภทหลัก คือ งบดุล, งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด

ซึ่งงบการเงินแต่ละประเภท ก็มีรูปแบบเฉพาะตัว แสดงหน้าที่ต่างกัน

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกดที่รูปภาพ)

 

5. เวลาแห่งการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทางธุรกิจ

เพราะการจะเติบโตต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนเพิ่มเติม เพื่อกระจายความมั่งคั่ง เพื่อนำพาธุรกิจให้ขึ้นไปในระดับที่สูงขึ้น หรือเพื่อลองทำสิ่งใหม่ๆ โดยมี 2 วิธีการ คือ การขายกิจการ โดยเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชน (IPO) และ การควบรวมและซื้อกิจการ (Acquisitions) เพื่อมุ่งเน้นสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจหลัก เพื่อประสิทธิภาพในการแข่งขันสูงขึ้น และทำให้การดำเนินงานมั่นคง

มาทำความรู้จักหุ้น IPO กันเถอะ
ถ้ากองทัพต้องเดินด้วยท้องเช่นเดียวกันธุรกิจที่ต้องเดินด้วยเงินทุนถ้าธุรกิจขาดเงินทุนขาดสภาพคล่องก็เท่ากับว่าธุรกิจไม่สามารถเดินต่อไปได้ เงินทุนจึงสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ธุรกิจมีสภาพคล่อง มีเงินทุนหมุนเวียนในธุรกิจ และสามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้อย่างรวดเร็ว

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกดที่รูปภาพ)

ดังนั้น การเริ่มทำธุรกิจด้วยตัวคุณเองนั้น มีทั้ง “โอกาส” มี “ความก้าวหน้า” และ “ความเสี่ยงต่อความล้มเหลว” ควบคู่กันไป ดังนั้น ทุกกิจกรรมและทุกๆการตัดสินใจที่คุณทำเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง คุณพึงต้องมีทั้ง “ความรู้รอบด้าน” และ “ความมีสติที่ต้องเผชิญกับปัญหาด้วย”

 

6. ธุรกิจร่วมทุนสู่ยุทธศาสตร์การสร้างการเติบโตและยิ่งใหญ่

สำหรับการดำเนินธุรกิจที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของเศรษฐกิจ และความเปลี่ยนแปลงด้านความคาดหวังของผู้บริโภค แทบทุกองค์กรที่ต้องการก้าวไปยืนแถวหน้าทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก มักเลือกใช้ กลยุทธ์การร่วมทุน (Joint Venture)

อ้างอิงข้อมูลจาก Harvard Business Essentials

บทความโดย เทอร์ร่า บีเคเค