การส่งเสริมการลงทุน BOI คืออะไร?

นโยบายส่งเสริมการลงทุน

เพื่อบรรเทาภาระด้านการคลังของรัฐบาล และเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนจึงได้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุน ดังนี้
1. เพิ่มประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้สิทธิและประโยชน์ภาษีอากร โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่โครงการที่มีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริงใช้หลักการบริหารและการจัดการองค์กรที่ดี (Good Governance) ในการให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรโดยกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริม ต้องรายงานผลการดำเนินงานของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม เพื่อให้สำนักงานได้ตรวจสอบ ก่อนใช้สิทธิและประโยชน์ภาษีเงินได้นิติบุคคลในปีนั้นๆ
2. สนับสนุนให้อุตสาหกรรมพัฒนาระบบคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมทุกรายที่มีโครงการลงทุนตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป (ไม่รวมค่าที่ดินหรือทุนหมุนเวียน) ต้องดำเนินการให้ได้รับใบรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 9000 หรือมาตรฐานสากลอื่นที่เทียบเท่า
3. ปรับมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องกับข้อตกลงด้านการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศโดยการยกเลิกเงื่อนไขการส่งออกและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
4. สนับสนุนการลงทุนเป็นพิเศษในภูมิภาค หรือท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำ และมีสิ่งเอื้ออำนวยต่อการลงทุนน้อย โดยให้สิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากรสูงสุด
5. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อม โดยกำหนดเงื่อนไขเงินลงทุนขั้นต่ำของโครงการที่ได้รับการส่งเสริมเพียง 500,000 บาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) สำหรับกิจการตามประกาศคณะกรรมการที่ 1/2553 และไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) สำหรับกิจการโดยทั่วไป
6. ให้ความสำคัญแก่กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร กิจการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ กิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการและบริการพื้นฐาน กิจการป้องกันและรักษาสิ่งแวดล้อมและอุตสาหกรรมเป้าหมาย

หลักเกณฑ์การอนุมัติโครงการ

ในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการมีแนวทางการพิจารณา ดังนี้
1. พิจารณาอนุมัติโครงการที่ขอรับการส่งเสริมจะพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ดังนี้
1.1 จะต้องมีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ ยกเว้นการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน กิจการเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร และโครงการที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ
1.2 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจดทะเบียนไม่เกิน 3 ต่อ 1 สำหรับโครงการริเริ่ม ส่วนโครงการขยายจะพิจารณาตามความเหมาะสมเป็นรายๆไป
1.3 ใช้กรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยและใช้เครื่องจักรใหม่ ในกรณีที่ใช้เครื่องจักรเก่าจะต้องให้สถาบันที่เชื่อถือได้รับรองประสิทธิภาพ และคณะกรรมการให้ความเห็นชอบเป็นกรณีพิเศษ
1.4 มีระบบป้องกันสภาพแวดล้อมเป็นพิษที่เพียงพอ โครงการที่อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมคณะกรรมการจะพิจารณาเป็นพิเศษในเรื่องสถานที่ตั้งและวิธีการจัดการมลพิษสำหรับ
1.5 โครงการที่มีเงินลงทุนมากกว่า 500 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน) จะต้องแนบรายงานศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตามที่คณะกรรมการกำหนด
2. สำหรับกิจการที่ได้รับสัมปทาน และกิจการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการจะใช้แนวทางการพิจารณาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 และวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 ดังนี้
2.1 โครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 จะไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการส่งเสริมโครงการที่ได้รับสัมปทานที่เอกชนดำเนินการ โดยจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่รัฐ (Build Transfer Operate หรือ Build Operate Transfer) หน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการดังกล่าว ที่ประสงค์จะให้ผู้ได้รับสัมปทานได้รับสิทธิและประโยชน์ การส่งเสริมการลงทุนจะต้องเสนอโครงการ ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ ก่อนออกประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมประมูล และในขั้นการประมูลจะต้องมีประกาศระบุโดยชัดเจนว่า เอกชนจะได้รับสิทธิและประโยชน์ใดบ้าง ในหลักการคณะกรรมการจะไม่ให้การส่งเสริมกรณีเอกชนต้องจ่ายผลตอบแทน ให้แก่รัฐในการรับสัมปทาน เว้นแต่เป็นผลตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับการลงทุนที่รัฐใช้ไปในโครงการนั้น
2.2 โครงการของรัฐที่ให้เอกชนลงทุน และเป็นเจ้าของ (Build Own Operate) รวมทั้งให้เอกชนเช่าหรือบริหาร โดยจ่ายผลตอบแทนให้รัฐในลักษณะค่าเช่า คณะกรรมการจะพิจารณาให้การส่งเสริมตามหลักเกณฑ์ปกติ
2.3 การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หากจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐควรพิจารณาตั้งงบประมาณที่เหมาะสมภายหลังจากการแปรรูปจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทจำกัดตามพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสากิจ พ.ศ.2542 แล้ว หากต้องการขยายงาน จะขอรับการส่งเสริมได้เฉพาะส่วนที่ลงทุนเพิ่ม โดยจะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ปกติ

หลักเกณฑ์การถือหุ้นของต่างชาติ

เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ ในการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม คณะกรรมการจะผ่อนคลายมาตรการจำกัดถือหุ้นโดยใช้แนวทางการพิจารณา ดังนี้
1. โครงการลงทุนในกิจการเกษตรกรรม การเลี้ยงสัตว์ การประมง การสำรวจและการทำเหมืองแร่ และการให้บริการตามที่ปรากฏในบัญชีหนึ่งท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จะต้องมีผู้มีสัญชาติไทยถือหุ้นรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน
2. โครงการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม อนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นข้างมากหรือทั้งสิ้นได้ไม่ว่าตั้งในเขตใด
3. เมื่อมีเหตุผลอันสมควร คณะกรรมการอาจกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ เป็นการเฉพาะสำหรับกิจการที่ให้การส่งเสริมบางประเภท

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด ภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืน

ผมเชื่อว่า #มีหลายท่านสงสัย
ผมเชื่อว่า #มีหลายท่านคลุมเครือ
ผมเชื่อว่า #มีหลายท่านเชี่ยวชาญ
ผมเชื่อว่า #มีหลายท่านอยากเล่าสู่กันฟัง

#ท่านใดว่าง เรียนเชิญ …….
#มาแสดงความเห็น #มาร่วมแบ่งปันกันครับ
แล้วค่อยมาสรุปว่า …. #ทำไมถึงแบบนี้


#ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด(รอใบกำกับภาษี)
หมายถึง กรณีที่เรายังไม่ได้ใบกำกับภาษีต้นฉบับ ได้รับเป็นเอกสารอื่นก่อน เช่น ใบแจ้งหนี้ ฯ ….
ส่วนใหญ่ จะบันทึกบัญชี ไว้ใน #ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนด (บางท่านใช้ชื่อบัญชี #ภาษีซื้อรอใบกำกับภาษี, ภาษีซื้อรอใช้สิทธิ์, …. แล้วแต่ละท่าน) ….

#ภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืน
หมายถึง ใบกำกับภาษีที่ประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า ไม่สามารถขอคืนได้ เช่น รายจ่ายที่เกี่ยวกับค่ารับรอง, รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง, รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ, ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก, ส่วนเกินเฉลี่ยภาษีซื้อ, ….
ส่วนใหญ่ จะบันทึกบัญชี เพิ่มไว้ใน #ค่าใช้จ่ายนั้นๆหรือ #ทรัพย์สินนั้นๆ ….

#ภาษีซื้อที่มีสิทธิ์แต่ไม่ขอคืน
หมายถึง ใบกำกับภาษีที่ตรงข้ามกับภาษีที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืน #คือกิจการมีสิทธิ์ขอคืนได้แต่กิจการไม่ใช้สิทธิ์ขอคืนตามสิทธิของกิจการเอง
ส่วนใหญ่ จะบันทึกบัญชี ไว้ใน #ค่าใช้จ่ายบวกกลับ(บางท่านใช่บัญชี #ค่าใช้จ่ายต้องห้าม, … แล้วแต่ละท่าน) ….

#ภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืน
หมายถึง ใบกำกับภาษีที่ประมวลรัษฎากร กำหนดไว้ว่า ไม่สามารถขอคืนได้ เช่น รายจ่ายที่เกี่ยวกับค่ารับรอง, รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง, รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ, ใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิ์ออก, ส่วนเกินเฉลี่ยภาษีซื้อ, ….
ส่วนใหญ่ จะบันทึกบัญชี เพิ่มไว้ใน #ค่าใช้จ่ายนั้นๆ หรือ #ทรัพย์สินนั้นๆ ….

#ภาษีซื้อที่มีสิทธิ์แต่ไม่ขอคืน
หมายถึง ใบกำกับภาษีที่ตรงข้ามกับภาษีที่ไม่มีสิทธิ์ขอคืน #คือกิจการมีสิทธิ์ขอคืนได้แต่กิจการไม่ใช้สิทธิ์ขอคืนตามสิทธิของกิจการเอง
ส่วนใหญ่ จะบันทึกบัญชี ไว้ใน #ค่าใช้จ่ายบวกกลับ (บางท่านใช่บัญชี #ค่าใช้จ่ายต้องห้าม, … แล้วแต่ละท่าน) ….

#ค่าใช้จ่ายต้องห้าม
หมายถึง รายจ่ายที่เข้าเงื่อนไขการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี เช่น#รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศล, #รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

 

รับจดทะเบียนบริษัท

ใบกำกับภาษีสูญหาย ชำรุด จะทำอย่างไร

#ท่านเคยเจอปัญหานี้กันบ้างมั้ยครับ
ใบกำกับภาษีซื้อ #สูญหาย ?
ใบกำกับภาษีซื้อ #ถูกทำลาย ?
ใบกำกับภาษีซื้อ #ชำรุดในสาระสำคัญ ?

#ท่านแก้ปัญหานี้อย่างไรครับ ?


แนวทางคำตอบ


ผู้ขายสามารถออก #ใบแทนใบกำกับภาษี ให้ผู้ซื้อได้ หากได้รับการร้องขอ ตามมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฏากร
(ท่านใดมีแนวทางที่ดีมาแชร์กันนะครับ หรือท่านใดมีประสบการณ์ มาแชร์กันนะครับ)

> มาตรา 86/12
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษี หรือใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ #สูญหาย #ถูกทำลาย #หรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น #ออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

#ใบแทนใบกำกับภาษี #ใบแทนใบเพิ่มหนี้ #หรือใบแทนใบลดหนี้ ให้มีรายการเช่นเดียวกับใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ แล้วแต่กรณี โดยให้มีข้อความระบุไว้ในที่ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นใบแทน และ #ออกเพื่อแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ฉบับใด


กรมสรรพากรให้ออกหลักเกณฑ์ในการออกใบแทนใบกำกับภาษี ไว้ดังนี้

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 36)
เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ ใบแทนใบลดหนี้ตามมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฎากร


อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534 อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขของการออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ ใบแทนใบลดหนี้ ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 82/3 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษีใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

ข้อ 2 #การออกใบแทนดังกล่าว #ให้กระทำโดยใช้วิธีถ่ายสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ #และให้บันทึกรายการดังต่อไปนี้ #ลงในภาพถ่ายหรือด้านหลังของภาพถ่าย ดังกล่าว
(1) #ใบแทนออกให้ครั้งที่
(2) #วันเดือนปี ที่ออกใบแทน
(3) #คำอธิบายย่อ ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบแทน
(4) #ลงลายมือชื่อของผู้ออกใบแทน

ข้อ 3 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้ออกใบแทนตามข้อ 2 บันทึกรายการตามข้อ 2 (1) ถึง (4) ไว้ด้านหลังสำเนาใบกำกับภาษี สำเนาใบเพิ่มหนี้ หรือสำเนาใบลดหนี้ด้วย

ข้อ 4 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้ออกใบแทนตามข้อ 2 บันทึกรายการการออกใบแทนในรายงานภาษีขาย ในเดือนที่มีการออกใบแทน โดยระบุชื่อผู้ซื้อ เลขที่/เล่มที่ วันที่ของใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ที่ได้มีการออกใบแทน ตามข้อ 2

ข้อ 5 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2535

ร้อยเอก สุชาติ เชาว์วิศิษฐ
รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน
อธิบดีกรมสรรพากร

ภาษีที่เราออกให้แทน สามารถลงเป็นรายจ่าย ได้หรือเปล่า

หากบริษัทฯ ผู้จะซื้อได้ตกลงออกเงินค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้กับผู้ขาย

บริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ขายต้องนำค่าภาษีทุกประเภท รวมทั้งค่าธรรมเนียมดังกล่าว ไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ในรอบระยะเวลาบัญชีที่มีรายได้นั้น

โดยบริษัทฯ มีสิทธินำภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ผู้จะซื้อออกแทนให้นั้น มาถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่จะต้องปรากฏหลักฐานที่ระบุชื่อบริษัทฯ เป็นผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งนี้ ตามมาตรา 65 และมาตรา 69 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับผู้จะซื้อ หากปรากฏหลักฐานระบุชื่อเป็นผู้จ่ายค่าภาษีฯ และค่าธรรมเนียมฯ ตามที่กล่าวอ้าง ผู้จะซื้อมีสิทธินำรายจ่ายเหล่านั้น มารวมเป็นรายจ่ายในการคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายได้ ตามมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร

http://www.rd.go.th/publish/35305.0.html


เพิ่มเติม

#จ่ายเงินแล้ว #ไม่ได้หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หรือ #หักขาดไป #ผู้จ่ายเงิน #ต้องร่วมรับผิด
ตาม ม.54 ประมวลรัษฎากร

มาตรา 54 ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

ศึกษาเพิ่มได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ::
http://www.rd.go.th/publish/3564.0.html

 http://www.rd.go.th/publish/3558.0.html

ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 

#ระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ
1. e-Tax Invoice / e-Receipt
2. e-Filing / e-Withholding Tax
3. e-Payment

#ทุกท่านพร้อมรับมือระบบภาษีใหม่ อนาคตอันใกล้ไม่เกิน 3 ปี ระบบภาษีจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือยัง

1. ขายสินค้า ออกใบกำกับภาษีโดยระบบ eTax Invoice
> ข้อมูลจะถูกเก็บโดยระบบคอมฯ ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และ กรมสรรพากร (เข้าระบบทั้งหมดปี 63) ออกบิลย้อนหลังไม่ได้ การซื้อบิลปลอมจะหมดไป

2. จ่ายเงินระหว่างกัน ใช้ระบบ ePayment
> บิลที่ไม่มีการชำระเงินจริง จะใช้ไม่ได้

3. ธนาคารจะทำหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แทนผู้ประกอบการ พร้อมนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร ผลคือกรมสรรพากรได้เงินทันที ไม่ต้องรอถึงวันที่ 7 แถมได้ข้อมูลทั้งฝั่งผู้รับและผู้จ่าย

ที่มา :: กรมสรรพากร

ระวังต้องรับผิดชอบร่วมด้วย ลืมหัก หรือ หักขาด

#จ่ายเงินแล้ว #ไม่ได้หัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หรือ #หักขาดไป #ผู้จ่ายเงิน #ต้องร่วมรับผิด
ตาม ม.54 ประมวลรัษฎากร

มาตรา 54 ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา 50 และมาตรา 53 มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวนที่ขาดไปแล้วแต่กรณี
ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา 50 หรือมาตรา 53 แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

ศึกษาเพิ่มได้ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ::

http://www.rd.go.th/publish/3564.0.html

http://www.rd.go.th/publish/3558.0.html

 

หจก. กับ บจก. ต่างกันอย่างไร

#ข้อแตกต่างคร่าวๆ
ระหว่าง #หจก. กับ #บจก.

หจก. ต้องมีหุ้นส่วน 2 จำพวก คือ #จำกัดความรับผิดชอบ #และไม่จำกัดความรับผิดชอบ (หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดชอบ ##ไม่มีสิทธิ์เซ็นเช็ค) ครับ
ส่วนบจก. #ทุกคนจำกัดความรับผิดชอบ ครับ

ตัวอย่าง :: นาย ก และ นาย B จัดตั้ง หจก. โดยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทั้งคู่ โดยลงทุน คนละครึ่งเท่าๆ กัน แบบนี้ถือว่า นาย ก และ นาย B เป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบทั้งคู่

#แบบนี้ ไม่สามารถจดจัดตั้ง หจก. ได้ครับ #เพราะมีหุ้นส่วนแค่จำพวกเดียวไม่ครบ 2 จำพวกครับ


#ความรับผิดชอบในหนี้สิน :
หจก.
– จำกัดความรับผิดชอบ #รับผิดชอบตามเงินลงทุน
– ไม่จำกัดความรับผิดชอบ #รับผิดชอบในหนี้สินทั้งหมด (#รวมถึงทรัพย์สินส่วนตัวด้วย)

บจก. #รับผิดชอบเฉพาะเงินลงทุนที่ยังไม่ได้ชำระ


#การบริหารงาน :
หจก. ต้องปรึกษาหุ้นส่วน
บจก. บริหารงานโดยคณะกรรมการ


#การรับรองงบการเงินประจำปี :
หจก. ไม่ต้องลงโฆษณา
บจก. ต้องลงโฆษณาเชิญประชุมผู้ถือหุ้น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ปีละครั้ง


#ผู้เซ็นต์รับรองงบการเงินประจำปี :
หจก. TA หรือ CPA
บจก. CPA


#จำนวนผู้เริ่มจดจัดตั้ง :
หจก. อย่างน้อย 2 คนขึ้นไป (จำกัดและไม่จำกัด อย่างน้อยจำพวก ละ 1 คน)
บจก. 3 คนขึ้นไป


ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1013 ได้กำหนดห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภทคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ
ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินของห้างทั้งหมดโดยไม่จำกัดจำนวน เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวได้ และผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้ ห้างหุ้นส่วนสามัญจำแนกเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิได้จดทะเบียน มีสภาพเป็นบุคคลธรรมดา คำนำหน้าชื่อห้างหุ้นส่วนใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญ” ถ้าไม่ได้ระบุลงในสัญญาห้าง ตามกฎหมายให้ถือว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้

1.2 ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน มีสภาพเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน คำนำหน้าชื่อห้างหุ้นส่วนใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล” ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้มีผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกเดียวคือหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด โดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วน โดยไม่จำกัดจำนวน และในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันเอง จะตกลงให้มีผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการของ ห้างหุ้นส่วนก็ได้

2. #ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทที่มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 จำพวก ได้แก่

2.1 หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้สินทั้งปวงของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน และหุ้นส่วนจำพวกนี้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างได้

2.2 หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ได้แก่ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซึ่งรับผิดจำกัดเพียงจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงทุนในห้างหุ้นส่วนเท่านั้น และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างไม่ได้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด มีข้อแตกต่างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีดังนี้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ มีลักษณะสำคัญคือ
1. มีผู้เป็นหุ้นส่วนเพียงประเภทเดียว คือ ประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบในหนี้สิน
2. ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิเข้าจัดการกับห้างหุ้นส่วนได้
3. ทุนที่นำมาเป็นเงินสด สินทรัพย์ต่าง ๆ และแรงงานได้
4. จดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็ได้
5. เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวได้
6. เมื่อหุ้นส่วนผู้ใดถึงแก่ความตายหรือลาออกจากห้างหุ้นส่วน หรือล้มละลาย สัญญาเข้าเป็นหุ้นส่วนเป็นอันสิ้นสุดต้องเลิกกิจการ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีลักษณะสำคัญคือ
1. มีผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือประเภทที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบ และประเภทที่จำกัดความรับผิดชอบ
2. ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบไม่มีสิทธิเข้าจัดการกับห้างหุ้นส่วน
3. หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบลงทุนเป็นแรงงานไม่ได้
4. ต้องจดทะเบียน และมีสถานภาพเป็นนิติบุคคล
5. เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้หนี้จากสินทรัพย์ส่วนตัวของผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ
6. หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ ตาย ลาออก หรือล้มละลาย ไม่ต้องเลิกกิจการ

+ #ห้างหุ้นส่วนจำกัด
จะต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเสมอ จะไม่จดทะเบียนไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1078 วรรค 1 จึงเป็นข้อแตกต่างกับห้างหุ้นส่วนสามัญ เพราะห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ก็ได้

+ #ผู้ที่จะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการในห้างหุ้นส่วนจำกัดได้นั้น #จะต้องเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดเท่านั้น ( มาตรา 1067 )

 

6 เทคนิคพิชิตเงินล้าน

เงินล้านสมัยนี้ จะว่ามากก็มาก จะว่าธรรมดาๆก็อาจจะใช่สำหรับใครบางคน แต่กับคนทำงานหาเช้ากินค่ำ เงินล้านนี่นับได้ว่าคือความฝันอันสูงสุดเลยก็ว่าได้  วันนี้มีเรื่องของกรรมกรก่อสร้างที่มีเงินหนึ่งล้าน จากการใช้ 6 เทคนิคพิชิตเงินล้านมาฝาก

นายอ๊อดย้อนอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วให้ฟังว่า เขาเป็นคนชอบหาความรู้ ดูยูทูปไปเรื่อย วันหนึ่งไปได้แรงบันดาลใจเรื่อง 6 ข้อคิดพิชิตเงินล้าน แล้วเกิดความสนใจ เลยลองนำมาใช้ดู ใช้แบบเท่าที่ตัวเองเข้าใจเมื่อใช้ไปๆ เลยตั้งใจอย่างจริงจัง และจะทำความฝันมีเงินล้านเป็นจริงให้จงได้

เทคนิคที่ 1ปลอดหนี้ หนี้มีทั้งหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้และ หนี้ที่ต้องตามจ่าย ไม่มีรายได้คืนมา ในการเริ่มต้น ทางที่ดีอย่าเพิ่งมีหนี้เลยทั้งหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ และไม่เกิดรายได้

เทคนิคที่ 2 มีสภาพคล่องดี การมีสภาพคล่องดีหมายถึง มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ การมีเงินใช้เดือนชนเดือนก็ยังถือว่าพอใช้ได้ ยังไงก็ดีกว่ามีไม่พอใช้

เทคนิคที่ 3 รู้จักความเสี่ยง ความเสี่ยงในเรื่องการเงินจะอิงกับอัตราผลตอบแทนเสมอ ตัวเลขที่ออกมาดูดี เสี่ยงแล้วคุ้มก็ต้องเสี่ยง ถ้าไม่เสี่ยงก็อาจต้องใช้เวลานาน ไม่ทันการ เงินก็จะโตไม่ทันกิน

เทคนิคที่ 4 ทำให้สอดคล้องกับภาษี คนมีรายได้ มีหน้าที่เสียภาษี ไหนๆก็ต้องเสียภาษีก็ต้องเสียแบบที่มีผลประโยชน์และผลพลอยได้จากค่าลดหย่อนต่างๆ

เทคนิคที่ 5 มีทุนสำรอง คือเงินที่กันไว้ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉิน อย่างน้อยก็ประมาณ 6 เท่าของเงินเดือน

เทคนิคที่ 6 มีดอกผลให้เก็บกินยามเกษียณ การจะมีดอกผลได้ต้องรู้จักลงทุน หรือฝากเงินในรูปที่ให้ผลตอบแทนได้ในระยะยาว

นายอ๊อดจำ 6 เทคนิคนี้ได้ขึ้นใจ เขาเล่าต่อว่า เมื่อก่อนได้ค่าแรงวันละ 500 เดือนหนึ่งก็ประมาณ 15000 บาท แต่มีหนี้จากการจำนองที่ดิน เงินเหลือกินใช้จากการทำงาน ก็ต้องเอามาจ่ายหนี้ ไม่เหลือเก็บ ดอกเบี้ยก็แพงมหาโหด นานวันเข้า รายได้ก็ไม่พอจ่ายหนี้ ต้องยืมที่นั้นมาจ่ายที่นี้ หมุนวนไปเรื่อย ยืมหนี้ใหม่ มาใช้หนี้เก่า แน่นอนว่ามันจะต้องไปต่อไม่ไหวเข้าสักวัน เพราะดอกเบี้ยแพงเหลือเกิน เมื่อได้รู้เรื่อง 6 เทคนิคพิชิตเงินล้าน เขาจึงตัดสินใจ ขายที่ดินเพื่อล้างหนี้ ทำตัวเองให้ปลอดหนี้ตามเทคนิคข้อที่ 1 ญาติพี่น้องต่างก็รุมด่ารุมว่า แต่นายอ๊อดก็มีความเด็ดเดี่ยว คิดว่าไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้

นายอ๊อดยังคงเป็นกรรมกรก่อสร้างต่อไป ขยันทำโอที ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ข้อ 2 เรื่องสภาพคล่องดีจึงผ่านได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะว่าเขาและภรรยาตั้งกฎว่าจะใช้จ่ายเงินไม่เกินวันละ 300 บาท ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และยังสามารถเก็บเป็นทุนสำรองได้ภายในเวลาไม่นานนัก เท่ากับว่าเทคนิคข้อ 5 ที่ว่ามีทุนสำรอง ผ่านฉลุย

ต่อมาคือข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 6 นี่สิ ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงขึ้นมาอีกหน่อย แต่ด้วยความที่นายอ๊อดเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ ดูเอาจากยูทูปและอินเตอร์เน็ตก็เริ่มเข้าใจเรื่องความเสี่ยง การลงทุน การซื้อกองทุน การซื้อประกันชีวิต เพื่อผลพลอยได้จากภาษีและได้เป็นคนดีเสียภาษีถูกต้อง จนตอนนี้ มีเงินเก็บรวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในรูปการลงทุน รวมแล้วประมาณ 1 ล้านบาท โดยใช้เวลานับจากวันขายที่ปลดหนี้ จนถึงตอนนี้รวมแล้วประมาณ 10 ปี

จะเห็นว่าความฝันที่จะมีเงินล้านไม่ใช่เรื่องยากถ้ามีความรู้และตั้งใจจริง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ก้าวข้ามไปไม่ได้คือ เรื่องของหนี้สิน คนส่วนใหญ่ชอบเอาเงินในอนาคตมาใช้ ทำให้ไม่เหลือเก็บ ต้องเป็นหนี้และต้องจ่ายดอกเบี้ยซึ่งถือว่าสิ้นเปลืองมากๆ ดังนั้นเทคนิคข้อแรกสำคัญมากคือ ต้องไม่เป็นหนี้ พอไม่เป็นหนี้ก็มีสภาพคล่องดี จากนั้นก็มีเงินเหลือเก็บ พอมีเงินเหลือก็เอาไปลงทุน ใช้เงินต่อเงินได้ บวกกับยังคงทำงานเก็บเงินต่อไป กลายเป็นมีรายได้หลายช่องทาง ทำประกันและจัดการความเสี่ยง ก็จะรับมือกับเรื่องที่คาดไม่ถึงได้ ดอกผลจากการลงทุนก็จะเพิ่มพูนทวี มีให้กินใช้ในยามเกษียณ

ทุกอย่างจะเป็นขั้นเป็นตอนไปตามลำดับ ซึ่งใครๆก็ทำได้ไม่ยากเลย ข้อที่ยากที่สุดคือเรื่องหนี้นี่แหละ ถ้ายังไม่เป็นหนี้ก็อย่าไปก่อหนี้ ถ้ามีหนี้แล้วก็จัดการทำให้ปลอดหนี้ให้ไวที่สุด พอปลดหนี้ ปลอดหนี้ได้แล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

“สมการนักออม … ลดภาษีก็เพิ่ม เงินออม ได้”

ชีวิตคนเรานอกจากความตายแล้วอีกอย่างที่หนีไม่พ้นก็คือ “ภาษี” เวลาซื้อของร้านค้าจะหักเงินเราไว้บางส่วนเอาไปจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เวลารับดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินปันผลก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายสูงสุดถึง 15% เวลารับเงินเดือนก็จะถูกหักภาษีเงินได้สูงสุดถึง 35% และยังมีภาษีอื่นๆ อีกสารพัด เรียกได้ว่าถ้าเอาภาษีที่จ่ายในแต่ละปีมากองรวมกันอาจตกใจได้เลยครับ

ในฐานะที่ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนมีเรื่องปวดใจมาเล่าสู่กันฟัง เวลาเปิดสลิปเงินเดือนทุกครั้งจะพบว่ามีมือที่มองไม่เห็นมาเอาเงินเราไปก่อนที่เราจะได้ตังค์ซะอีก “เงินเดือนที่ได้รับจริงน้อยกว่าฐานเงินเดือน”

อย่างเช่น เงินเดือน 50,000 บาทถูกหักภาษี 5,000 บาท

เงินเดือนที่ได้รับจริง 45,000 บาท

น่าปวดใจมั้ยครับ?

เราตั้งใจทำงานมาทั้งเดือนแต่เวลาเงินเดือนออกเรากลับไม่ได้รับเงินคนแรก ซึ่งตรงข้ามกับเจ้าของกิจการรับเงินเข้ามาก่อนแล้วเสียภาษีทีหลัง แล้วยังเอาค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนมนุษย์เงินเดือนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนภาษีได้ถูกกำหนดไว้ 50% ของเงินเดือนแต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละ 8,333 บาท ผมมั่นใจว่าหลายคนใช้จ่ายต่อเดือนเกินตัวเลขนี้มากนัก

แนวคิดที่ผมยึดถือ คือ “หาทางเสียภาษีให้น้อยสุด” ดังนี้

1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดได้จากการจำกัดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

2.ภาษี ณ ที่จ่าย ลดได้จากย้ายเงินฝากประจำไปกองทุนตราสารหนี้ หุ้นและกองทุนหุ้น เน้นการเติบโตราคามากกว่าเงินปันผล

3.ภาษีเงินได้ ลดได้จากการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้ครบๆ บริษัทฯที่เปิดโอกาสให้แจ้งใช้สิทธิ์ลดหย่อนล่วงหน้าได้ก็ควรรีบทำ เพราะภาษีเงินได้ที่ถูกบริษัทฯหักเพื่อนำส่งสรรพากรในแต่ละเดือนจะลดลงและไม่ต้องรอทำเรื่องขอคืนภาษีด้วยครับ

อาจมีบางคนแย้งว่าแล้วจะเอาเงินมาพัฒนาประเทศจากไหน ผมขออนุญาตแนะนำว่าให้เราตั้งใจทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่านี้ ก็เสียภาษีเพิ่มแล้วครับ

ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่จำนวนภาษี แต่เป็นอัตราภาษีที่เสียจริงครับ

อีกเหตุผลทุกวันนี้มีคนเลี่ยงไม่ยอมเสียภาษีเงินได้กันมาก รัฐบาลควรแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังก็จะมีภาษีจำนวนมากกลับมาพัฒนาบ้านเมือง และช่วยทำให้เสียภาษีอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนรายได้น้อยต้องเสียเท่ากับคนรายได้มาก แต่เป็นการบังคับใช้กติกาเดียวกันให้ผู้มีเงินได้ทุกคนเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่เหมาะสมตามรายได้ครับ

Thin Capitalization คืออะไร ?

ปกติทุกๆ กิจการจะมีแหล่งเงินทุน จาก 2 แหล่ง คือ
1. แหล่งที่เป็นเงินกู้ (Debt)
2 แหล่งที่มาจากส่วนของเจ้าของ (Equity)

คำว่า thin capitalization คือ การที่โครงสร้างเงินทุนของกิจการอาศัยเงินทุนจากแหล่งหนี้สินมากกว่าแหล่งเงินที่มาจากเจ้าของในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก

ปกติโดยทั่วไปก็ D:E ก็ที่ประมาณ 1:1 แต่กิจการที่ใช้สัดส่วนหนี้ต่อทุน 3:1 ก็ถือว่าเป็นการใช้สัดส่วนเงินทุนจากหนี้สินสูงมากเมื่อเทียบกับทุนก็หมายความว่า

สมมติมีทุนทั้งหมด 400 ล้าน โครงสร้างทุนนี้จะมีหนี้ 300 ล้าน และทุนจากเจ้าของแค่ 100 ล้าน
ประโยชน์ของการใช้เงินทุนที่มาจากหนี้ ก็คือการที่ดอกเบี้ยสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้แต่เงินปันผลไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ มันหักออกจากกำไรสะสมถือเป็นการคืนทุนให้กับผู้เป็นเจ้าของ

ดังนั้น การใช้หนี้ จึงเป็นผลทำให้ต้นทุนเงินถัวเฉลี่ย (Weighted Average Cost of Capital ,WACC) ของกิจการต่ำลงมาได้ เนื่องจากได้ประโยชน์การที่สามารถลดภาษีที่จะต้องจ่ายลงมาได้ หรือเรียกกันว่า tax shield

ตัวอย่างเช่น กิจการมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีอยู่ที่ 100 ล้าน สมมติเรามีดอกเบี้ย 20 ล้านบาทกำไรก่อนภาษีจะเหลือที่ 80 ล้านเราจะเสียภาษีเพียง 24 ล้าน (สมมติอัตราภาษี 30%) แต่ถ้าเป็นเคสเราไม่กู้เงินได้กำไร 100 ก็เสียภาษี 30 ซึ่งก็แปลว่าเราเสียภาษีแพงไป 6 ล้านบาท อันนี้แปลว่าสมมติอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 8% เท่ากับว่าเรามีต้นทุนดอกเบี้ยเงินกู้ที่แท้จริงเพียง 5.6% มาจาก 8*(1- อัตราภาษี) หรือ 8*(1-0.3) = 5.6 นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าการที่เราใช้หนี้เยอะสรรพากรก็ไม่ชอบใจนักเพราะจะเก็บภาษีเราได้น้อยลง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า การมี thin cap จะดีนะ เนื่องจากการมีสัดส่วนหนี้มากๆ หรือที่เราเรียกว่า leverage สูงๆ มันจะสร้างความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจให้แก่กิจการ เนื่องจากเรามีดอกเบี้ยต้องจ่ายเป็นก้อน ที่เรียกว่า fixed charge ก็เป็นผลทำให้ถ้าเราประกอบการรายได้เพิ่มดีก็ดีไป แต่ถ้ารายได้หดเมื่อไรเมื่อนั้นคุณแย่แน่ๆ เพราะอัตรากำไรของคุณจะหล่นฮวบเลยหละครับ

 

ขอเพิ่มเติม อีกหน่อยนึงครับ
ปกติกิจการใช้เงินทุนจาก 2 แหล่ง D และ E ที่ว่าไปแล้ว ซึ่งแต่ละแหล่งมีอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุน (แบงค์ที่ให้กู้ หรือคนถือตราสารหนี้ และคนถือตราสารทุน) ต้องการแตกต่างกัน อัตราผลตอบแทนที่เขาเหล่านี้ต้องการ

ในทางกลับกัน ก็จะกลายเป็นต้นทุนเงินทุนของกิจการ ที่เราจะใช้เป็นตัวคิดลดกระแสเงินสดของโครงการต่างๆ ที่กิจการจะลงทุน การจะคิดต้นทุนแบบแยกกันระหว่างหนี้กับทุนคงทำไม่ได้เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน ก็เลยใช้วิธีถัวเฉลี่ยต้นทุนเงินทุนหรือที่เรียกว่า WACC

ซึ่งคำนวณมาจาก สัดส่วนทุน(e)*ต้นทุนเงินทุน+สัดส่วนหนี้(d)*ต้นทุนเงินกู้ หรือ We*Re+Wd*Rd สมมติว่ากิจการมี D/E ratio ที่ 60% : 40% และอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 7% ต้นทุนเงินทุนอยู่ที่ 16% ตามนี้เราจะได้ อัตราภาษี 30%

อย่าลืมว่า Rd = interest*(1-tax rate) นะครับ

WACC = 0.6*(0.07)*(1-0.3)+0.4*(.16)
หรือเท่ากับ 0.0934 หรือ 9.34% ครับ
เราจะใช้ 9.34 % คิดลดโครงการต่างๆ ของกิจการที่กิจการต้องการจะลงทุน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ก็จะคิดแบบวิธีที่เรียกว่า มูลค่าปัจจุบันสุทธิ Net Present Value หรือ NPV ครับ

ถ้าคิดลดกระแสเงินในอนาคตที่เราคาดการณ์ไว้หักจากเงินลงทุนที่ต้องลงแล้วเป็นผลบวกก็ตัดสินใจว่าจะลงทุนโดยหลักการครับแต่อาจมีข้อปลีกย่อยอื่นๆก็ต้องว่ากันไป ในแต่ละเคสครับ